เทพยุทธ์แห่งนภาธรรม

    ตอนที่ 52 : ข้าไม่ใช่หินลับคมของเจ้า

    ตอนที่ 52 : ข้าไม่ใช่หินลับคมของเจ้า



            ในขณะนั้นเอง ปลายกระบี่จิตบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายแสงสีน้ำเงินงดงาม กำลังเข้าไปใกล้วงแหวนธาตุวายุของกูตูเหวิน ก็พลันเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น


            แควก !!!


            กำแพงวงแหวนธาตุวายุที่ดูแข็งแกร่ง กลับถูกฉีกกระชากออกอย่างง่ายดาย


            “เป็นไปไม่ได้ !!!”


            กูตูเหวินตื่นตกใจจนร้องตะโกนเสียงหลงออกมา แทบเกือบลืมหลบหลีกปลายกระบี่ของรันฟงเทียน ทว่าจากประสบการณ์ การต่อสู้ที่สั่งสมมา ทำให้ร่างกายของเขาเกิดปฏิกิริยาตอบสนองได้อย่างทันท่วงที จึงเร่งรีบบีบอัดลมปราณธาตุวายุลงไปที่ปลายฝ่าเท้า แล้วเคลื่อนที่หลบไปได้อย่างหวุดหวิด ทิ้งระยะห่างออกไปกว่า 3 เมตร ถึงกระนั่นปลายกระบี่ของรันฟงเทียน ก็ยังคงฝากบาดแผลเบาบาง ลงบนแก้มด้านซ้ายของกูตูเหวินเอาไว้ได้


            กูตูเหวินรีบนำฝ่ามือของเขา สัมผัสรอยแผลบนแก้มในทันที กลิ่นโลหิตจางๆ ได้ลอยเข้าไปในประสาทสัมผัสรับกลิ่นของเขา ทำให้กูตูเหวินบังเกิดโทสะจนดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำพร้อมทั้งร้องคำรามดังลั่น ออกมาอย่างบ้าคลั่งว่า


            “แก... แก ไอ้สวะม๋อเทียน แกบังอาจยิ่งนักที่ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาของข้าผู้นี้เกิดมีรอยบาดแผล ได้!!! วันนี้แกจงตายที่นี่เสียเถอะ”


            รันฟงเทียนที่กำลังสังเกตท่าทีของกูตูเหวิน เมื่อได้ยินได้สิ่งที่กูตูเหวินกล่าวออกมา คิ้วของเขาพลันกระตุกขึ้นทันที ภายในใจพลันเผลอคิดไปว่า ชายที่อยู่ตรงหน้าเขาผู้นี้ ทำไมช่างหลงละเมอขนาดหนัก สงสัยว่าภายในตำหนักของท่านเจ้าเมืองนั้น คงจะมิได้มีกระจกเลยหรืออย่างไร แล้วเขาต้องมีความกล้าขนาดไหนที่กล่าววาจาอย่างมั่นใจเช่นนี้ออกมาได้


            ไม่ใช่แค่รันฟงเทียนเท่านั้นที่เกิดอาการชะงักงันไป ผู้ที่ได้ยินทั้งหมดกลับปรากฏสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะหญิงสาวที่ได้ยิน พลันเบ้ปาก กลอกตามองบน ทั้งยังเบือนหน้าไปทิศทางอื่นในทันที


            “เฮ้อ !!! นายน้อยกูตูเหวิน ข้าขอถามท่านหน่อยเถอะ ท่านไม่เคยสำรวจตรวจสอบใบหน้าของตนจริง ๆ อย่างนั้นหรือ ว่ามันดูเป็นอย่างไรบ้าง ข้าก็อุตส่าห์หวังดีคิดจะใช้กระบี่เล่มนี้ รังสรรค์ใบหน้าของท่านให้เป็นผู้เป็นคนกับเขาเสียที” รันฟงเทียนกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่จริงจัง


            ผู้คนในบริเวณแถวนั้นที่ได้ยิน พลันหัวเราะออกมาอย่างมิได้นัดหมาย แต่นั่นมันกลับยิ่งทำให้กูตูเหวินที่ได้ยินคำพูดถากถางนั้น บังเกิดโทสะมากยิ่งขึ้นไปอีก เขารีบตวัดดาบในมือของเขาไปทางรันฟงเทียนอย่างรุนแรง


            วืด !!! วืด!!! วืด!!!


            ทว่าในแต่ละกระบวนท่าของเขานั้นถึงแม้ว่ามันจะดุดันและรุนแรงเพียงใด กลับไม่สามารถติดตามเงาของรันฟงเทียนได้เลยแม้แต่น้อย ดาบแล้วดาบเล่าของกูตูเหวิน ที่หมายจะตัดฟันรันฟงเทียนออกเป็นชิ้น ๆ ทว่ามันกลับมีผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบเดิมทั้งหมด


            ภายในใจของกูตูเหวินนั้นเต็มไปด้วยโทสะก็จริง แต่เขาก็ไม่ใช่บุคคลที่โง่เขลาเสียทีเดียว ทุกกระบวนท่าที่กวาดดาบออกไปนั้น เต็มไปด้วยพลังปราณธาตุวายุและความเร็วที่มากล้นอยู่แล้วในระดับของเขา แถมยังมุ่งเน้นไปในทุกจุดบอดของคู่ต่อสู้ทุกครั้ง แต่ทั้งหมดนั้นมันกลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างที่เขาคาดหวังไว้


            “ชายหนุ่มคนนั้นเป็นใครกันแน่ ทำไมเขาสามารถหลบกระบวนท่าของคุณชายกูตูเหวินได้ทั้งหมดเลยล่ะ ทั้งๆ ที่ระดับขั้นพลังของเขาน้อยกว่าคุณชายกูตูเหวินถึงหลายช่วงขั้น โลกนี้มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่วะ หรือว่าเขาจะมีความสามารถซ่อนเร้นปิดบังระดับพลังยุทธที่แท้จริงของเขาเอาไว้ ใช่แล้ว... มันจะต้องเป็นแบบนั้นอย่างแน่นอน”


            แม้ว่าการต่อสู้ของทั้งสองคนที่เกิดขึ้นนี้ จะรวดเร็วจนสายตาของคนส่วนมากจะมองตามไม่ทัน แต่ว่าทุกครั้งที่ทั้งสองฝ่ายแยกออกจากกัน พวกเขากลับไม่สามารถค้นหาบาดแผลหรือร่องรอยจากการต่อสู้ ที่มันควรจะต้องเกิดขึ้นบนตัวของรันฟงเทียนได้เลยแม้แต่น้อย


            “เหอะ !!! ชายหนุ่มผู้นี้ช่างใจกล้าบ้าบิ่นยิ่งนัก”


            ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงอยู่นั้น ก็ได้บังเกิดเสียงอันแหบกร้านดังขึ้นลอยเข้ามาในโสตประสาทของผู้คนส่วนใหญ่


            “นั่นมัน... ผู้อาวุโสซ่งนี่นา” ชายหนุ่มผู้หนึ่งตะโกนขึ้นมา


            ผู้อาวุโสซ่งนั้น แท้จริงแล้วเขาก็คือเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้นั่นเอง เนื่องจากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ทั้งยังส่งเสียงดังเอะอะมะเทิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้อาวุโสซ่งที่กำลังฝึกตนอยู่ภายในห้องส่วนตัวของเขาที่อยู่ชั้นบนของร้านอาหาร หมดความอดทนต่อความวุ่นวายนี้ ผละออกจากการฝึกฝนแล้วรีบลงมาสังเกตเหตุการณ์ด้วยตนเอง


            “เรียนผู้อาวุโสซ่ง ไม่ทราบว่าทำไมท่านถึงกล่าวออกมาเช่นนั้นล่ะครับ” ชายหนุ่มผู้ถือพัดในมือรีบรุดเข้ามาเอ่ยถามในทันที


            “อ้อ... ที่แท้ก็คุณชายตงนี่เอง ข้าก็นึกว่าใครเสียอีก ที่ใจกล้าเอ่ยวาจาอันไร้มารยาทออกมาเช่นนี้” ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างของผู้อาวุโสซ่งกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม


            “เอ่อ... !!! ขออภัยด้วยท่านผู้อาวุโสซ่ง และผู้จัดการเสี่ย ข้าผู้นี้ขอคารวะท่านทั้งสองด้วยความจริงใจ” ตงเปียนเร่งรีบประสานมือขึ้นมาคารวะผู้อาวุโสทั้งสองทันที ด้วยใบหน้าที่หม่นหมองลง


            “อืม” ผู้อาวุโสซ่งกล่าวตอบออกมาด้วยความเรียบเฉยและกล่าวต่อว่า


            “พวกเจ้านี่มันช่างขาดเขลามีตาหามีแววไม่... หากลองสังเกตดูเอาเองดี ๆ ก็จะพบว่าแท้จริงแล้วชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้นระดับพลังของเขาเลยแม้แต่น้อย หากเจ้าเด็กน้อยกูตูเหวินฟันดาบของเขา โดนเจ้าหนุ่มนั่นแม้แต่เพียงดาบเดียว ข้ารับรองได้เลยว่า หากเขาไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน”


            “อีกอย่างการเคลื่อนไหวของเจ้าหนุ่มนั่น ที่สามารถหลบดาบของกูตูเหวินในช่วงแรก ร่างของเขาที่กำลังหลบหลีกอยู่นั้นห่างจากปลายดาบประมาณสามสิบนิ้ว แต่ยิ่งเนินนานมากเพียงใด ปลายดาบของกูตูเหวินก็ยิ่งเริ่มห่างจากร่างของชายหนุ่ม ในระยะที่ลดลงเป็นอย่างมาก”


            “ถ้าเป็นอย่างที่ผู้อาวุโสซ่งกล่าวออกมานั้น ก็แสดงว่ากูตูเหวินจะต้องมีชัยอย่างแน่นอน หากเวลาผ่านไปไม่ใช่หรืออย่างไร ???” ตงเปียนที่ยืนถือพัดพลันฉีกยิ้มที่มุมปากและกล่าวออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา


            ผู้คนที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองนี้ต่างก็คิดไปในทิศทางเดียวกันกับตงเปียนแทบทั้งสิ้น


            ทว่าเมื่อผู้จัดการเสี่ยได้เห็นสีหน้าของผู้คน ก็พลันเข้าใจในทันทีว่า พวกโง่เขลาเหล่านี้ ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่ผู้อาวุโสซ่งกล่าวออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับนิ่งเงียบและไม่ได้เอ่ยวาจาอันใดทั้งสิ้น ได้แต่เพียงแต่ส่ายศีรษะเพียงแค่นั้น


            ตงเปียนพลันสังเกตเห็นแววตาอันแปลกประหลาด ปนดูแคลนของผู้อาวุโสซ่งและผู้จัดการเสี่ย ซึ่งมองมาที่ตนและผู้คนด้วยความสมเพช ก็พลันตั้งใจมองไปที่การต่อสู้เบื้องหน้าของตนต่อทันที แต่ทว่าไม่ว่าเขาจะพยายามตั้งใจจ้องมองมากเพียงใด สายตาของเขาก็ไม่สามารถติดตามความรวดเร็วของทั้งสองได้ทันเลย


            ตงเปียนจึงเริ่มตั้งสติและใช้ความคิดมากขึ้น จากนั้นเขาก็พลันตื่นตกใจขึ้น ดวงตาของเขาเบิกกว้าง และอุทานขึ้นเสียงดังว่า


            “หรือว่ามันจะเป็นแบบนั้น แต่มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย”


            “เหอะ !!! อย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละถูกต้องแล้ว เจ้าก็ไม่ได้โง่ไปซะทีเดียว เจ้าหนุ่มนั่นเริ่มจะคุ้นชินกับความเร็วธาตุวายุของกูตูเหวินและกระบวนท่าทั้งหมดของเขาแล้ว ระยะห่างจากใบดาบของกูตูเหวินในขณะนี้ลดลงเหลือสามนิ้วแล้วล่ะนะ ช่างเป็นเด็กหนุ่มนี้มีพรสวรรค์เสียจริงๆ น่าเสียดายที่เขากลับไปหาเรื่องกับคนของตำหนักเจ้าเมือง เฮ้อ...” ผู้อาวุโสซ่งกล่าวออกไปพร้อมกับส่ายศีรษะอย่างจนใจ


            ตงเปียนได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเขาก็แข็งค้างไปชั่วครู่หนึ่ง แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้อาวุโสซ่งกล่าวออกมาในตอนท้าย รอยยิ้มของเขาก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากทันทีและคิดขึ้นในใจว่า


            ถูกต้องแล้วเจ้าม๋อเทียน ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถฟื้นฟูพลังปราณแล้วมันจะเป็นอย่างไร มีพรสวรรค์มากกว่าใครแล้วมันเป็นอย่างไร ในเมื่อเจ้าหาเรื่องใส่ตัวเอง สุดท้ายเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า


            ระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น การต่อสู้ของรันฟงเทียนและกูตูเหวินก็ผ่านไปกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบสามกระบวนท่าแล้ว ระยะห่างของใบดาบของกูตูเหวินกับร่างของรันฟงเทียน ก็ลดลงไปจนเหลือน้อยกว่าหนึ่งนิ้วแล้ว


            กูตูเหวินที่กำลังโจมตีอยู่นั้นก็พลันหยุดลงแล้วกระโดดถอยหลังออกไปกว่าสามเมตร จริงๆ แล้วเขาเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน


            ในช่วงแรกนั้น กูตูเหวินเองก็คิดว่าความเร็วของเขานั้นรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ปลายดาบของเขาค่อยๆ เข้าใกล้รันฟงเทียนได้ทีละนิด แต่ทว่า เมื่อผ่านไปกว่าร้อยกระบวนท่า เขาก็สังเกตว่าการเคลื่อนไหวของรันฟงเทียน นั้นดูราบรื่นขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจยอมรับมัน จึงได้รีบเร่งออกกระบวนท่ามากยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายผลลัพธ์มันก็ยังคงเหมือนเดิมเขาจึงตัดสินใจที่จะหยุดลง


            “ดีมาก!!! ดีมาก!!! ไอ้ขยะม๋อเทียน แกกล้ามากที่บังอาจทำเหมือนข้าผู้นี้เป็นเสมือนหินลับคมให้กับแก ฉะนั้นอย่าหาว่าข้าผู้นี้ไร้ปรานีก็แล้วกัน”


            กูตูเหวินคำรามออกมาเสียงดังกังวาน พร้อมทั้งรีดเค้นพลังปราณธาตุวายุให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น โต๊ะ เก้าอี้ภายในโรงเตี๊ยมที่อยู่บริเวณใกล้กับตัวของเขาเริ่มกระจัดกระจายออกห่างไป ผู้คนที่มีพลังอ่อนแอเริ่มยืนไม่อยู่ ส่วนผู้ที่ปราศจากพลังปราณนั้นใบหน้าเริ่มซีดขาว เนื่องจากแรงกดดันที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากกูตูเหวิน


            ผู้อาวุโสซ่งสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างฉับพลัน จึงใช้พลังปราณของเขาผลักดันผู้คนออกห่างจากการต่อสู้นี้ในทันที


            เมื่อกูตูเหวินเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว เขาก็พุ่งเข้าหารันฟงเทียนในทันที พร้อมออกกระบวนท่าสังหาร


            “ดาบวงเดือนกระจายวายุดับดิ้น”


            ในขณะที่กูตูเหวินออกกระบวนท่าด้วยดาบวงเดือนออกไปนั้น กลับปรากฏลมพายุก่อตัวขึ้นหกสาย พุ่งเข้าหารันฟงเทียนในหกทิศทางอย่างรวดเร็ว


            “เข้ามา!!!”


            รันฟงเทียนสายตาเริ่มทอประกายจริงจังอีกครั้ง และประเมินความรุนแรงของพายุทั้งหกสายที่กำลังพุ่งเข้ามา เขาจึงได้รีดเค้นพลังปราณของเขาผนวกรวมเข้ากับเคล็ดวิชาจิตเทพโลกาขั้นที่สองในทันที พร้อมยกกระบี่จิตบริสุทธิ์ขึ้น


            “เพลงกระบี่มังกรสยายปีก”


            พลังปราณสีน้ำเงินนวลงดงามได้ก่อตัวเป็นรูปร่างของมังกรพุ่งทะยานเข้าปะทะพายุทั้งหกสาย


            ตู้ม !!!


            เกิดเสียงดังสนั่นในการปะทะ แต่เนื่องจากความห่างชั้นในระดับพลัง ทำให้มังกรปราณพลันถูกทำลายลงในทันที ทว่าพายุทั้งหกสายในตอนนี้ก็ลดลงเหลือเพียงสามสายเช่นเดียวกัน


            พายุที่เหลืออยู่สามสายกำลังพุ่งเข้าหารันฟงเทียนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พวกมันกำลังจะปะทะร่างของเขานั้น ก็พลันปรากฏลำแสงสีน้ำเงินสี่เส้นเข้าปะทะกับมันซะก่อน


            “เพลงกระบี่มังกรจตุรทิศ”


            รันฟงเทียนคาดการณ์เอาไว้แล้วว่ากระบวนท่าแรกของเพลงกระบี่มังกรซินหยาง ซึ่งก็คือ มังกรสยายปีก นั้นคงไม่อาจต้านทานพายุทั้งหกสายได้หมดอย่างแน่นอน เขาจึงออกกระบวนท่าที่สองของกระบี่มังกรซินหยางต่อทันที


            รันฟงเทียนเพิ่งรู้สึกว่าตนนั้น สามารถออกกระบวนท่าที่สองได้ เมื่อตอนฟื้นจากอาการสลบไป อาจจะเป็นเพราะพลังจิตวิญญาณของเขานั้นเพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ระดับพลังปราณโดยรวมเข้มข้นขึ้น นั่นอาจเป็นส่วนที่ผลักดันเขาให้เข้าสู่กระบวนท่าที่สองของเพลงกระบี่มังกรซินหยาง


            ปัง !!! ปัง!!! ปัง!!!


            คลื่นพลังทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ทำให้พื้นภายในร้านอาหารแห่งนี้เกิดเป็นหลุมขึ้นตรงกลางร้าน คลื่นกระบี่ทั้งสี่สายกลับสามารถกลืนกินพายุที่ยังคงเหลืออยู่ได้อย่างหมดจด แม้แต่รันฟงเทียนเองก็ยังแปลกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเพียงคิดแค่ว่าจะใช้คลื่นกระบี่สี่สายนี้เพื่อเบี่ยงเบนวิถีของพายุทั้งสามสายให้พ้นจากตนก็เท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งนภาธรรม ที่คุณอ่าน

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 5206
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440