Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 127 ยาสมานใจ

            แสงอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้าทั่วชั้นบนสุดของบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น


            ซูฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างสงบนิ่งและมีพลังโคจรวิชาชิงแสงนำพลังดูดซับแสงจิตวิญญาณเจินชี่จากจักรวาลอย่างต่อเนื่อง 

            ค่ายกลผนึกวิญญาณที่กระจายอยู่โดยรอบมีพลังวิญญาณไหลออกมาอย่างต่อเนื่องและเข้าสู่ร่างกายของเขา 

            ภายใต้การบำเพ็ญเพียรคู่ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขานั้นก็เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนหนึ่งเท่า

            แต่เมื่อห้านาทีก่อนหน้านี้ เย่เฉียวเฉี่ยวพาเย่จื่ออี๋เข้ามาขอโทษเขาอย่างไม่ทราบสาเหตุทำให้เขารู้สึกมึนงงอย่างมาก 

            แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีกวันนี้เขาต้องการฝึกฝนอย่างหนัก 

            ระหว่างขั้นตอนเหล่านั้น ขณะที่เขาโคจรวิชาชิงแสงนำพลังแสงจิตวิญญาณเจินชี่และพลังวิญญาณที่ถูกสร้างมาจากค่ายกลผนึกวิญญาณก็ผสานเข้าด้วยกันและไม่ขัดแย้งกัน 

            พลังทั้งสองส่วนสามารถเข้าสู่ร่างกายแล้วไหลเวียนตามสองเส้นลมปราณตูและเริ่นหลังจากโคจรจุลจักรวาลเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็โคจรมหาจักรวาลสู่เส้นลมปราณอื่น

            สุดท้ายพลังทั้งสองสายก็ไหลเข้าสู่หกร่องพลังวิญญาณภายในตันเถียนการโคจรเช่นนี้หมุนไปเป็นวัฏจักร ทำให้เพิ่มเจิ่นหยวนทีละเส้นและกรุยทางไปสู่เซียนเทียนขั้นปลาย

            ในขณะเดียวกันทุกครั้งที่โคจรพลังจะมีแก่นแท้เทวจิตเพิ่มขึ้นในทะเลจิตใต้สำนึกของซูฮ่าวหนึ่งสายทำให้การฝึกฝนเทวจิตนั้นมีความเร็วเพิ่มสูงขึ้นด้วย 

            แม้ว่าการบำเพ็ญเพียรภายในบ้านพักตากอากาศจะมีความเร็วกว่าการบำเพ็ญเพียรที่อื่นแต่ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงซูฮ่าวจะต้องหยุดพักสิบนาที

            เพราะตอนที่แสงจิตวิญญาณเจินชี่และพลังวิญญาณที่ถูกสร้างมาจากค่ายกลผนึกวิญญาณผสานเข้าด้วยกัน มันทำให้เส้นลมปราณและตันเถียนของเขานั้นได้รับความเจ็บปวดอย่างมาก

            ความรู้สึกเจ็บปวดนั้นค่อยๆ สะสมมาเรื่อยๆจนสุดท้ายทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อและไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้

            ดังนั้นเพื่อบรรเทาจุดบกพร่องนี้ซูฮ่าวจึงจำเป็นต้องพักสิบนาทีเพื่อปรับสภาพร่างกายของตนเอง 

            “วิธีการบำเพ็ญเพียรแบบนี้จะว่าเร็วมันก็เร็ว แต่ว่ามันก็ยุ่งยากเล็กน้อย” ซูฮ่าวขมวดคิ้วขึ้นมา แล้วหัวเราะอย่างขื่นขม 

            หากไม่มีข้อบกพร่องตรงนี้ เขาจะสามารถรักษาสถานะในการบำเพ็ญเพียรด้วยความเร็วสูงอยู่ตลอดและไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาโดยใช่เหตุ 

            ความจริงเขาก็ไม่รู้ว่าจะมีอีกสักกี่คนที่อิจฉาความเร็วในการบำเพ็ญเพียรและระบบที่พิเศษแบบนี้

            ต้องบอกก่อนว่าการเลื่อนขั้นจากระดับเซียนเทียนขั้นกลางไปสู่ขั้นปลายนั้นไม่มีทางใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือนไปจนถึงครึ่งปีแน่นอน 

            ส่วนการที่พลังสองสายที่แตกต่างกันพวยพุ่งภายในร่างกายมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าจะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกแต่ซูฮ่าวกลับสามารถผสานกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ แม้แต่น้อย 

            อีกทั้งซูฮ่าวยังสามารถยืนหยัดได้ถึงครึ่งชั่วโมงจึงจะพักหนึ่งครั้งนี่ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแล้ว หากอยู่ในสถานการณ์แบบนี้สำหรับนักรบโบราณทั่วไปไม่ถึงห้านาทีพวกเขาก็จะต้องรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายแล้ว และรีบหยุดบำเพ็ญเพียรทันที 

            แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกายเนื้อของซูฮ่าวนั้นแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปหลังจากที่เขาได้ใช้แสงจิตวิญญาณเจินชี่ล้างไขกระดูกอย่างต่อเนื่องกายเนื้อของเขาก็สามารถทนรับความทรมานได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

            ด้วยพรสวรรค์ของยอดฝีมือระดับสูง ทำให้ร่างกายของเขาคุ้นเคยกับแสงจิตวิญญาณเจินชี่และพลังวิญญาณชนิดนี้แล้วซึ่งความราบรื่นในการบำเพ็ญเพียรนั้นห่างชั้นกับคนทั่วไปมาก และเป็นเหตุผลว่าทำให้คนที่มีพรสวรรค์ถึงสามารถบำเพ็ญเพียรได้เร็วกว่าคนทั่วไป

            ในขณะที่ซูฮ่าวกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ชั้นบนนั้น รถเบนท์ลีย์คันหนึ่งก็กำลังขับขึ้นภูเขามาด้วยความเร็วสูง

            คนที่ขับรถนั้นเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งหน้าอ่อนๆ สวมเสื้อคอกว้างเผยให้เห็นผิวขาว และเต็มไปด้วยเสน่ห์ 

            “คุณชิว อีกห้านาทีพวกเราก็จะถึงยอดเขาชิงอวิ๋นแล้วค่ะ”

            ที่นั่งข้างคนขับมีผู้ชายอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปีคนหนึ่งนั่งอยู่ใบหน้าของเขานั้นซีดเผือด 

            ชายคนนี้มีชื่อว่า ชิวเตาอวี๋ เขาเป็นลูกชายของผู้ว่าฉวนโจว

            เมื่อเขาได้ยินดังนั้น เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย “ตอนที่ไปถึงยอดเขาจะต้องระวังมารยาทให้มาก ห้ามล่วงเกินอีกฝ่ายเด็ดขาด”

            “คุณชิว คุณเชื่อหรือคะว่าสิ่งที่เผิงกวงพูดเป็นความจริง?” ผู้หญิงคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย 

            เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดของ ชิวเตาอวี๋คนในงานจำนวนไม่น้อยล้วนส่งของขวัญมาให้ รวมถึงเผิงกวงจากซีเฉิงด้วย

            ระหว่างที่พูดคุยกันนั้น เผิงกวงได้ทราบว่า ชิวเตาอวี๋ป่วยเป็นโรคไวรัสในหัวใจ

            นี่คือโรคหัวใจใหม่ล่าสุดของวงการแพทย์ ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มียารักษาทำได้เพียงป้องกันเท่านั้น ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยล้าตลอดเวลาหายใจลำบากอยู่บ่อยครั้ง และแทบจะไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้เลยหลังจากเป็นโรคนี้แล้วอายุขัยก็จะสั้นลง

            ในตอนแรกเผิงกวงก็แสดงความเสียใจต่ออาการป่วยของเขาแต่ต่อมาเขาก็ได้บอกกับชิวเตาอวี๋ว่า ที่ภูเขาชิงอวิ๋น เขตหลินไห่มีบ้านพักตากอากาศแห่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นมีคนที่ชื่อว่าซูฮ่าวกำลังขายโอสถวิเศษอยู่สามารถรักษาได้สารพัดโรค เขาให้ชิวเตาอวี๋มาหาซูฮ่าว นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่าซูฮ่าวนั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับหวางเฉิงเทียนและเขายังเล่าเกี่ยวกับฝีมือการต่อสู้ของซูฮ่าวให้ชิวเตาอวี๋ฟังด้วย

            หลังจากรู้เรื่องเหล่านี้แล้ว วันนี้ตอนเช้าชิวเตาอวี๋ก็ตัดสินใจมาที่บ้านพักตากอากาศแห่งนี้เพื่อค้นหาคำตอบ 

            “ก่อนหน้านี้ฉันได้โทรหาพี่เทียน และได้รับคำยืนยันจากเขาเรียบร้อยแล้วอีกทั้งยังได้รับรู้ข้อมูลที่น่าตกใจมาด้วย” ชิวเตาอวี๋หรี่ตาลงน้ำเสียงของเขาร้อนรนเล็กน้อย 

            “ซูฮ่าวคนนี้เป็นผู้มีบุญคุณต่อผู้เฒ่าตระกูลมู่หรง!”

            “เอี๊ยด!”

            เมื่อผู้หญิงคนนั้นได้ยินดังนั้น เธอก็ตกใจจนเกือบจะชนต้นไม้ 

            เธอหันไปมองชิวเตาอวี๋ด้วยความตื่นตระหนก สายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ 

            เป็นผู้มีบุญคุณต่อผู้เฒ่าตระกูลมู่หรง?

            ฐานะของคนผู้นั้นเกินกว่าสวรรค์จะลิขิตแล้ว

            “ไม่ต้องตกใจ ขับรถต่อไป” เหมือนว่าชิวเตาอวี๋จะคาดเดาได้ตั้งนานแล้วว่าเธอต้องมีสีหน้าเช่นนี้ดังนั้นเขาจึงไม่ได้โทษเธอ 

            ความจริงแล้วตอนที่เขาได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ตกใจจนตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้าอยู่แล้วท่าทีไม่ต่างจากผู้หญิงคนนี้เลย

            “ขอโทษค่ะคุณชิว เมื่อครู่นี้ฉันตกใจมากเกินไปหน่อย” ผู้หญิงคนนั้นขอโทษพร้อมกับรอยยิ้ม และขับรถต่อไป

            เพียงแต่ในแววตาของเธอนั้นยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว 

            ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าภายในเมืองไห่เป่ยตระกูลมู่หรงนั้นอยู่ในสถานะใด

            ไม่มีใครสามารถสร้างความสัมพันธ์กับตระกูลมู่หรงได้ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเลยว่าซูฮ่าวที่เป็นผู้มีบุญคุณต่อตระกูลมู่หรงต้องแข็งแกร่งมากระดับไหน 

            หลังจากนั้นไม่นาน รถคันนั้นก็ได้มาจอดที่ลานจอดรถแล้ว 

            ทั้งสองคนลงจากรถ แล้วเดินไปที่ด้านหน้าของบ้านพักตากอากาศ

            ในตอนนี้เย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยวกำลังนั่งตากแดดอยู่ที่หน้าประตูในมือของเย่เฉียวเฉี่ยวถือเนื้อเพลงสำหรับเด็กอยู่ด้วยทั้งสองคนกำลังร้องเพลงและพูดคุยด้วยเสียงหัวเราะ

            ชิวเตาอวี๋เห็นทั้งสองคนจากที่ไกลๆ เขาก็ชะงักไปชั่วครู่ ในตอนที่เขากำลังจะเดินเข้าไปถามแต่ก็เหมือนกับมีอะไรบางอย่างขวางกั้นเอาไว้ทำให้เขาเข้าไปด้านในไม่ได้

            “พี่เทียนบอกว่า บ้านพักตากอากาศหลังนี้ได้วางค่ายกลลวงตาไว้มีเพียงแต่คนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าไปด้านในได้ หากบุกเข้าไปก็จะได้รับการโจมตีจากค่ายกลลวงตา” 

            เหมือนเขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชิวเตาอวี๋จึงถอยหลังไปสองสามก้าวก่อนจะตะโกนขึ้นมาเสียงดังว่า “ขอโทษนะครับไม่ทราบว่าคุณซูอยู่ที่นี่หรือเปล่า?”

            เย่จื่ออี๋ชะงักค้างแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะเห็นชายหญิงคู่หนึ่ง 

            “พวกคุณเป็นใคร?”

            ชิวเตาอวี๋พูดอย่างมีมารยาทว่า “สวัสดีครับคุณผู้หญิงผมมาหาคุณซู ไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่บ้านหลังนี้หรือเปล่า?”

            “คุณซูอยู่ในบ้านค่ะ แต่ตอนนี้เขากำลังยุ่งอยู่ คุณมีเรื่องอะไรหรือคะบอกฉันก่อนได้ เดี๋ยวฉันจะไปบอกเขาให้ในภายหลังค่ะ”

            “คือว่า… ” ชิวเตาอวี๋ลังเลเล็กน้อย แล้วพูดขึ้นมาว่า “ผมมาซื้อยากับคุณซูครับ”

            “ซื้อยา?” เย่จื่ออี๋หันมามองชิวเตาอวี๋แล้วถามว่า “คุณไม่สบายตรงไหนหรือ?”

            ชิวเตาอวี๋บอกเล่าอาการป่วยทั้งหมดของตนเองอย่างไม่ลังเล 

            “ดังนั้นผมจึงอยากมาขอพบคุณซูเพื่อรักษาโรคไวรัสในหัวใจ”

            หลังจากที่เย่จื่ออี๋ได้ยินเรื่องราวอย่างละเอียดและสังเกตสีหน้าของเขาแล้ว พบว่าใบหน้าของเขาซีดขาวไร้เลือดฝาดขณะที่พูดก็ดูไม่มีแรง เหมือนกับคนกำลังใกล้ตาย 

            เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “คุณรอฉันอยู่ตรงนี้ก่อนนะคะเดี๋ยวฉันจะเข้าไปหยิบยาให้”

            ซูฮ่าวเคยพูดเอาไว้ว่า หากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจไม่ว่าจะเป็นโรคใดก็ตาม สามารถใช้ยาสมานใจรักษาได้ 

            หลังจากผ่านไปสักพักเธอก็หยิบกล่องหยกที่บรรจุยาสมานใจแล้วเดินออกมา

            หลังจากเปิดกล่องออกมาแล้ว เย่จื่ออี๋ก็แนะนำกับทั้งสองคนว่า “นี่คือยาสมานใจที่คุณซูเป็นคนหลอมด้วยตนเองสามารถรักษาโรคที่เกี่ยวกับหัวใจได้ทุกชนิด” 

            ผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านข้างชิวเตาอวี๋เดินเข้าไปแล้วกวาดสายตามองยาเม็ดสีขาวที่อยู่ในมือของเย่จื่ออี๋ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูเป็นยาธรรมดา

            “ยาเม็ดนี้มีสรรพคุณดีขนาดนั้นเชียวหรือ?” ผู้หญิงคนนั้นเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามว่า “ราคาเท่าไรคะ?” 

            “ห้าสิบล้าน!”

            “หะหะ… ห้าสิบล้าน?” เมื่อได้ยินราคานี้ผู้หญิงคนนั้นก็ตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี “ให้ตายเถอะนี่มันปล้นกันชัดๆ !”

            ห้าสิบล้านสามารถซื้อยาเม็ดสีขาวได้แค่เม็ดเดียวมีแต่คนสมองบวมเท่านั้นแหละที่จะซื้อมัน 

            “หากคุณคิดว่ามันแพงเกินไป จะไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ได้ขอร้อง” เย่จื่ออี๋ปิดกล่องหยกลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

            เธอรู้ดีว่าโอสถของซูฮ่าวมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมเพียงใดซึ่งผลลัพธ์ก็คุ้มค่ากับเงินห้าสิบล้านอย่างแน่นอน

            “คุณ… ” เมื่อเห็นท่าทางของเย่จื่ออี๋ ผู้หญิงคนนั้นก็รู้สึกโกรธขึ้นมาในทันที 

            อีกฝ่ายเห็นว่าเธอกับชิวเตาอวี๋ไม่มีเงินหรืออย่างไร?

            ตอนที่เธอกำลังจะด่าออกไป แต่ชิวเตาอวี๋กลับส่งสายตาเตือนแล้วเดินไปด้านหน้าก่อนจะประสานมือทำความเคารพแล้วพูดว่า “คุณผู้หญิง ราคานี้ไม่ใช่ปัญหาแน่นอนครับแต่ผมอยากรู้ว่าสรรพคุณของยานี้เป็นอย่างไรบ้าง” 

            “เมื่อครู่นี้ฉันก็ได้พูดไปแล้ว นี่คือยาสมานใจที่คุณซูหลอมสามารถรักษาโรคที่เกี่ยวกับหัวใจได้ทุกชนิด” เย่จื่ออี๋พูดซ้ำอีกครั้ง 

            ผู้หญิงคนนั้นได้ยินดังนั้นก็พูดพึมพำว่า “แค่พูดมันไม่มีน้ำหนักหากมันไม่ได้ผลขึ้นมาเล่า?”

            “คุณสามารถทานก่อนแล้วค่อยจ่ายเงิน หากยาชนิดนี้ไม่ได้ผลละก็ ฉันไม่รับเงินค่ะ” เย่จื่ออี๋นึกถึงคำพูดของซูฮ่าว แล้วพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา 

            ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็อ้าปากแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา 

            ชิวเตาอวี๋พยักหน้าพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณผู้หญิงถ้าอย่างนั้นผมอยากจะลองสักหน่อย”

            เย่จื่ออี๋ไม่ได้ปฏิเสธ ก่อนจะยื่นกล่องหยกให้กับชิวเตาอวี๋ 

            เมื่อเปิดกล่องหยกออกมา ชิวเตาอวี๋ก็สามารถได้กลิ่นหอมจางๆจากตัวยาเม็ดนั้น 

            “ยาเม็ดนี้เม็ดเดียวจะสามารถรักษาไวรัสในหัวใจได้จริงๆ หรือ?” ชิวเตาอวี๋หยิบยาขึ้นมาคำถามมากมายก็เกิดขึ้นภายในใจ 

            ความจริงแล้วเขาก็รู้สึกสงสัยในตัวยาเม็ดนี้ท้ายที่สุดแล้วหากเป็นสิ่งที่เหนือลิขิตสวรรค์ รูปลักษณ์ของมันต้องดูไม่ธรรมดาสิแต่ยาสมานใจเม็ดนี้เป็นตัวยาที่มีสีขาว นอกจากจะมีกลิ่นหอมโชยมาเล็กน้อยอย่างอื่นก็ดูธรรมดามาก

            ในใจของเขามีคำถามปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแต่สุดท้ายเขาก็ยังอ้าปากแล้วกลืนยาเม็ดนี้ลงไป 

            เผิงกวงอาจจะหลอกเขา แต่หวางเฉิงเทียนไม่มีทางหลอกลวงเขาแน่นอน 

            บอสใหญ่แห่งฉวนโจวคนนี้ปกติแล้วจะมีความเย่อหยิ่งเป็นของตัวเอง น้อยครั้งมากที่จะชื่นชมและเลื่อมใสใคร

            แต่จากการคุยกันครั้งก่อน เห็นได้ชัดว่าหวางเฉิงเทียนให้ความเคารพซูฮ่าวคนนี้มากซึ่งเป็นความเคารพจากหัวใจ ไม่มีทางหลอกลวงแน่นอน

            แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้น แม้ว่ายาสมานใจจะเป็นยาเม็ดแต่ทันทีที่เข้าปากมันก็กลายเป็นน้ำแล้วไหลลงสู่ลำคอของเขาทันที

            ผู้หญิงที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็รีบถามเย่จื่ออี๋ขึ้นมาว่า “ยาเม็ดนี้ต้องใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะเห็นผล?”

            “อย่างเร็วที่สุดห้าวินาที อย่างช้าสิบวินาที ช้าที่สุดก็ประมาณครึ่งนาที”

            “เร็วขนาดนั้นเชียว?” ผู้หญิงคนนั้นตกตะลึงใบหน้าของเธอปรากฏความสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง 

            เย่จื่ออี๋ไม่ได้พูดอะไรต่อ 

            เธอรู้ว่าตอนที่ผลลัพธ์ยังไม่ปรากฏ ต่อให้จะพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ 

            ทันทีที่ความคิดของเธอสิ้นสุดลง ชิวเตาอวี๋ที่ยืนอยู่ที่เดิมก็ยกมือขึ้นกุมหน้าอกแน่นก่อนจะล้มลงไปบนพื้นด้วยสีหน้าเจ็บปวด 

            หน้าผากของเขามีเหงื่อไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่างเหมือนกำลังถูกพิษ… 

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน