THE ONE

    ตอนที่ 46 แผนยกระดับพลัง ตอนต้น

            

            “เอ่ออเจ้าคือเทียนคง” เอ็ดมัวร์มองไปที่เด็กหนุ่มด้วยสายตานับถือ ข้อดีของเอ็ดมัวร์คือเขาสามารถแยกแยะความเกลียด ความชื่นชม และบุญคุณความแค้น ได้อย่างดี จากสิ่งที่เขาได้ยินและประสบมาด้วยตนเอง ทำให้เขาชื่นชมความสามารถเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยใจจริงแม้จะยังคงเกลียดมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ก็ตาม

                  

            “ใช่แล้วเป็นข้าเอง ... ส่วนท่านน่ะ เป็นอย่างไรบ้าง”

                  

            “ข้าไม่เป็นไร .... ขอบคุณเจ้ามาก ที่ช่วยชีวิตข้าและน้องสาวข้า ...” เอ็ดมัวร์ลุกลงจากเตียงแล้วคุกเข่าก่อนจะโค้งคำนับให้เทียนคงเขาไม่มีสิ่งใดตอบแทนเทียนคง ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้ คือการขอบคุณอย่างจริงใจ เพียงเท่านั้น

                  

            “อย่าได้เกรงใจเลยพี่ชายลุกขึ้นเถอะนะ อย่าทำแบบนี้” เทียนคงไม่ปล่อยให้เอ็ดมัวร์ได้ทำสิ่งที่เขานั้นตั้งใจเพราะเขาคงรับสิ่งนี้ไม่ไหว

                  

            วิคทอเรียที่เห็นพี่ชายนางคุกเข่าก็ตกอกตกใจนางรีบเข้าไปพยุงเอ็ดมัวร์ให้ลุกขึ้น ก่อนจะบอกเขาว่า “พี่เอ็ดมัวร์ไม่ต้องเกรงใจเขานักหรอก ยิ่งพี่ทำแบบนี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดแล้วลำบากใจ”

                  

            “ข้า... ก็ได้ แต่ยังไงก็แล้วแต่ บุญคุณนี้เราสองพี่น้องยังไงก็ต้องหาทางคืนให้แน่นอนดังนั้น นับจากนี้หากเจ้ามีเรื่องอะไร หรือมีสิ่งใดที่ต้องการเจ้าสามารถบอกข้าหรือวิคทอเรียได้เลย หากเป็นสิ่งที่ข้าสามารถทำให้หรือหาให้ได้ข้าจะไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย”

                  

            “ข้ายินดีรับมันไว้ทีนี้ท่านก็สบายใจได้แล้ว ....”

                  

            “ขอบคุณเจ้ามากนะเทียนคง” วิคทอเรียและเอ็ดมัวร์พูดพร้อมกัน

                  

            “เอ่อนี่ เทียนคง ... เมื่อครู่เจ้าพูดว่าให้เราไปสืบหาข้อมูลที่เมืองเพชรฆาตอสูรเจ้าหมายความว่าไงกัน” วิคทอเรีย เห็นบรรยากาศกระอักกระอวนเมื่อครู่ได้จางหายไปแล้วก็พลันนึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่เทียนคงกล่าวไว้ก่อนหน้านี้

                  

            “หากข้าจำไม่ผิดนะเจ้าดูนี่ ... ฟึบบ วืออ .... หากดูจากแผนที่ ที่ข้าได้ทำไว้ เจ้าจะเห็นว่าหุบเขาของเผ่าเจ้านั้นอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ภายในเขตหุบเขาสัตว์อสูรที่ล้อมรอบไปด้วยแนวภูเขาสูงหลายชั้น และมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ซึ่งในทิศทางนั้นเมืองที่ใกล้ที่สุดที่จะเจอ ก็คือเมืองเพชฌฆาตอสูร”

                  

            เทียนคงเปิดภาพหน้าจอขนาดใหญ่พื้นหลังสีฟ้าอ่อนขึ้นมากลางอากาศ ก่อนที่มันจะแสดงภาพดาวเคราะห์วิหคครามขึ้นมาแล้วจึงซูมเข้าไปยังเขตหุบเขาอสูร จากนั้นจึงเป็นภาพที่แสดงเส้นทางที่สามารถเดินทางได้ออกมาระหว่างเขตหุบเขาอสูรไปยังเมืองต่าง ๆที่ใกล้ ที่สุด

                  

            “.... “ วิคทอเรียและเอ็ดมัวร์ต่างอ้าปากค้างมองไปที่หน้าจอที่จู่ ๆก็โผล่ออกมา โดยที่ไม่ได้ฟังที่เทียนคงพูดกันเลยเมื่อครู่

                  

            “....นี่พวกท่านยังฟังข้าอยู่ไหมเนี่ย” เทียนคงสะกิดวิคทอเรีย

                  

            “อ้ออฟัง ฟังอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น เราจะเข้าไปในเมืองเพชฌฆาตยังไง” วิคทอเรีย ได้สติก็ซักถามเทียนคงต่อ เพราะนางเป็นมนุษย์สายเลือดอสูร ดังนั้นแล้ว ต่อให้ปลอมตัวได้ดีอย่างไรก็มีโอกาสสูงมาก ๆที่จะถูกจับได้จากนักรับระดับสูงของเมือง”

                  

            “.... แม่นาง นี่ท่านลืมชุดเกราะที่ท่านใส่อยู่แล้วหรือ” เทียนคงกุมหน้าผากนี่นางเป็นคนขี้ลืมขนาดนี้ได้ยังไงกัน

                  

            “เอ่อ.... จะ จริงด้วย ข้ามีชุดนี่อยู่นี่นา” วิคทอเรียพลันนึกขึ้นได้ว่านางยังคงใส่ชุดเกราะที่เทียนคงให้มาตั้งแต่สองเดือนก่อน ตอนแรกนางก็ได้คืนชุดนี้ให้กับเทียนคงแล้วทันทีที่เขากลับมาแต่หลังจากนั้นไม่นาน เทียนคงก็ได้ปรับปรุงชุดเกราะนี้ ให้สามารถเข้ารหัสพันธุกรรมของวิคทอเรียและทำงานได้ด้วยคำสั่งของนางเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคำสั่งของเทียนคงอีกต่อไป

                  

            วิคทอเรียนับชุดเกราะชิ้นนี้เป็นของขวัญชิ้นแรกที่เทียนคงมอบให้ แล้วใส่มันตลอดเวลา จนลืมไปว่าเสียสนิทว่ามันมีความสามารถอันน่าเหลือเชื่ออยู่ด้วย

                  

            “แต่ว่าท่านพี่ของข้า..”

                  

            “ไม่ต้องห่วงหรอกทั้งท่านและพี่ชายท่าน ต้องอยู่ที่นี่แหละข้ามีแผนจะไปที่เมืองเพชฌฆาตอสูรอยู่พอดี ข้าจะรับหน้าที่ไปสืบข่าวมาให้เอง”เทียนคงรู้ว่า วิคทอเรียคิดอะไร ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีชุดเกราะเหลือเขามีเหลือเฟือเลยล่ะ และต่อให้ไม่มี ก็สามารถสร้างให้ใหม่ได้แทบจะทันที แต่เขาไม่ต้องการให้เรื่องที่เป็นอยู่บานปลายออกไปหากมีอะไรที่เขาสามารถควบคุมได้ เขาก็จะทำ และการที่ทำให้ทั้งสองคนนี้อยู่ที่นี่ก็เป็นการควบคุมสถานการณ์อย่างหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ

                  

            “ไม่นะข้าจะไปด้วย”

                  

            “ไม่ได้หรอกท่านก็รู้ว่าตัวข้าเองนั้น ใช่ว่าจะมีสถานะอะไรในสังคมมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาตัวข้านั้นไม่มีปัญหาอะไร แต่กับเซียนอินนั้นไม่ใช่แค่ตอนนี้ข้าก็สร้างความลำบากให้นางมากพอแล้ว ดังนั้นนี่ถือเป็นคำขาดจากข้า ว่าท่านทั้งสองต้องอยู่ที่นี่และทำได้เพียงรอข่าวสารจากข้าเท่านั้น” เทียนคงที่ยิ้มบาง เวลาพูดจาพลันดุดันแข็งกร้าวขึ้นมา

                  

            “ข้าเข้าใจแต่ แต่ว่า ...” วิคทอเรียเห็นเทียนคงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาก็ใจเสียก่อนจะก้มหน้างุด เหมือนเด็กน้อยที่กำลังถูกดุ

            

            เอ็ดมัวร์เองที่ไม่ได้พูดอะไรไม่ใช่เพราะฟังไม่ทัน แต่เขากำลังรู้สึกแปลกใจมาก ๆ ที่น้องสาวของเขาว่านอนสอนง่ายอะไรเยี่ยงนี้.... นี่ นี่ใช่น้องสาวของเขาจริง ๆเหรอเนี่ย อย่างกับคนละคน หากเป็นเขาหรือแม้แต่เอ็ดเวิร์ดก็ไม่มีทางที่จะดุนางแล้วออกคำสั่งได้แบบที่เทียนคงทำ หรือว่า ....

            

            เอ็ดมัวร์พลันคิดไปว่าน้องสาวของเขาจะต้องตกหลุมรักชายหนุ่มคนนี้แล้วแน่นอน พวกเขาโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆมีหรือจะไม่รู้นิสัยใจคอของวิคทอเรีย การที่วิคทอเรียเป็นแบบนี้มีคำตอบอยู่อย่างเดียวเท่านั้น

            

            การที่นางเริ่มรู้สึกชมชอบบุรุษเป็นสิ่งที่พี่ชายทั้งสองล้วนอยากให้เป็น เพราะก่อนหน้านี้ไม่เพียงนางจะไม่สนใจบุรุษหน้าไหนเลย ต่อให้รูปงาม หล่อเหลาแค่ไหน จะร่ำรวยหรือมาจากตระกูลใหญ่ที่ไหน นางก็ไม่แลตามองเลยสักครั้ง เอาแต่ขลุกอยู่แต่ในหอหนังสือหรือไม่ก็ออกไปสำรวจชายแดนตรงบริเวณภูเขาสูง

            

            ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาอยากให้นางเป็นก็เกิดขึ้นเสียทีแต่เหมือนสวรรค์นั้นล้อเล่นกับผู้คน ที่บุรุษที่นางชมชอบกลับเป็นมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ที่เขาและพี่ชายเกลียดนักหนาเสียนี่มันช่างเป็นเรื่องตลกร้ายเสียจริง เขาก้มหน้าทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนจะพูดว่า

            

            “อย่างที่เขาพูดพวกเราไปก็มีแต่จะเพิ่มปัญหา เราอยู่ที่นี่รอฟังข่าวสารจากเทียนคงเถอะ เจ้าอย่าได้เซ้าซี้เขาอีกเลย”เอ็ดมัวร์เห็นวิคทอเรียมีทีท่าไม่ยอมแพ้ และกำลังจะพูดอ้อนวอนเทียนคง เขาจึงเอ่ยขัดขึ้นมาซึ่งมันก็ได้ผล วิคทอเรียยอมที่จะหยุดเซ้าซี้แต่โดยดี

            

            “ขอบคุณพี่ชายมากที่ช่วยข้าพูดกับนาง” เทียนคงหันไปโค้งให้เอ็ดมัวร์เล็กน้อย

            

            เอ็ดมัวร์ที่เห็นเทียนคงโค้งหัวให้เขาเพียงแค่เรื่องนี้โดยไม่มีความลังเลเลย ก็พลันรู้สึกดีกับเทียนคงขึ้นมา และเริ่มคิดได้ว่าเขาคงไม่เหมือนกับพวกนั้น

            

            เมื่อตกลงสิ่งที่ทุกคนต้องทำแล้วเทียนคงก็ขอตัว ปล่อยให้สองพี่น้องได้สนทนากันตามลำพัง

           

            เทียนคงได้สั่งการเอวัน ให้เพิ่มการเฝ้าระวังขึ้นเป็นสามเท่า และห้ามให้วิคทอเรียและเอ็ดมัวร์หลุดรอดสายตาไปได้แม้แต่วินาทีเดียวส่วนโครงการสร้างหุ่นรบอีก 100 ตน นั้น ให้รีบเร่งให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพราะดูแล้วคงอีกไม่นานที่เขาจำเป็นจะต้องใช้กองทัพนี้

            

            และแน่นอนว่าลำพังเพียงกองทัพหุ่นยนต์ ไม่พอต่อกรกับกองทัพของหัวเมืองใหญ่ ๆและนักรบจากหุบเขาของเผ่ามนุษย์สายเลือดอสูรได้อยู่แล้ว ดังนั้นแล้วสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดก็คือพลังของเขานั่นเอง เขาจะต้องเพิ่มพลังให้มากกว่านี้ในเมื่อตอนนี้เขามีทักษะดวงจิตเยือกแข็งที่สามารถซ่อนพลังที่แท้จริงไว้ได้เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องระแวดระวังการยกระดับพลังเหมือนแต่ก่อนแล้ว

            

            เทียนคงเดินทางไปที่หุบเขาอสูรอีกครั้ง ในครั้งนี้เขาไม่ได้จะมาล่าอสูรเพียงระดับเชี่ยวชาญขั้นต้นแต่จะออกล่าสัตว์อสูรระดับเชี่ยวชาญขั้นสูง หรือแม้แต่ระดับปรมจาย์ขั้นหนึ่ง

            

            ก่อนหน้านี้ในเมื่อเขายังไม่สามารถนำผลึกอสูรไปขายได้ เขาจึงซึมซับมันด้วยตัวเองจนสามารถยกระดับพลังไปถึงระดับสูงขั้น 9 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่ระดับเชี่ยวชาญ

            

            ตอนนี้สิ่งที่เขาขาดจึงเป็นผลึกอสูรระดับเชี่ยวชาญขั้นสูงเป็นอย่างน้อย พูดถึงการใช้ผลึกอสูรในการยกระดับพลังปรกติแล้ว ผู้ใช้พลังจะมีหน่วยพลังในแต่ละระดับขั้นใกล้เคียงกัน และสามารถใช้ผลึกอสูรที่อยู่ระดับเดียวกันในการยกระดับพลังได้อย่างมากที่สุดหนึ่งระดับขั้น

            

            แต่กับเทียนคงนั้นไม่ใช่เขาค้นพบว่า หน่วยพลังของเขานั้น ไม่เหมือนกับผู้ใช้พลังทั่วไป แต่มันมากกว่าถึง 5เท่า ใช่แล้ว 5 เท่า นั่นหมายความว่า เขาจำเป็นจะต้องใช้ ทรัพยากรต่างๆในการยกระดับพลังมากกว่าคนอื่น ๆถึง 5 เท่า

            

            และผลึกอสูรเองที่อยู่ระดับเดียวกันกับผู้ใช้พลังนั้นจริง ๆแล้วมันก็แค่ชื่อเรียก แต่ตัวหน่วยพลังที่อยู่ในผลึกอสูรนั้นต่ำกว่าระดับเดิมของอสูรนั้นๆอยู่มาก

           

            เช่น ผลึกอสูรระดับสูงขั้นสูงสุดจะมีระดับพลังที่กักเก็บไว้ได้สูงสุด 700 หน่วย ซึ่งนับเป็นสองในสามของพลังสูงสุดของสัตว์อสูรตัวนั้น

            

            ดังนั้นแล้วผู้ใช้พลังทั่วไป หากได้ผลึกอสูรที่มีระดับพลังเท่ากันในการฝึกก็จะสามารถยกระดับพลังได้ในความเร็วทั่วไป

            

            และเทียนคงหากต้องการยกระดับพลังให้มีความเร็วเพียงทั่วไปนั้นเขาจึงจำเป็นจะต้องใช้ผลึกอสูรที่มากกว่า 5 เท่า และแน่นอนว่าใช้เวลามากกว่าด้วยดังนั้นแล้วหากจะย่นเวลาลงละก็ ต้องใช้ผลึกอสูรที่มีระดับพลังมากกว่าเขาอย่างน้อย2 ระดับขั้นเต็ม

            

            ตอนนี้เขามีพลังอยู่ที่ระดับสูงขั้น9 ดังนั้นแล้ว ต้องใช้ผลึกอสูรระดับปรมาจารย์ขั้นกลาง แต่เขายังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะพวกมันได้ด้วยพลังระดับนี้เขาจึงตั้งเป้าหมายไปที่ระดับปรมาจารย์ขั้นต้นก่อน ....

    คล้ายกับเรื่องTHE ONE ที่คุณอ่าน