ตอนที่แปดสิบสาม ข้อดีของผู้ชายชั่วช้าสารเลว
อย่างที่บอกผมไม่ค่อยเข้าใจจักรวาลนี้เท่าไรเหมือนคอมมิคที่วันหนึ่งมีกาแล็กตัสจะมากินดวงดาวและวันถัดไปมีองค์กรไฮดร้ามาทำท่าว่าข้าเก่งกาจและยิ่งใหญ่ที่หากพวกชีลด์และฮีโร่ต่างๆไม่ไล่กาแล็กตัสไปพวกเอ็งก็ตายไปแล้วดันทำมาคุยว่าข้านั้นเก่งกาจ
ในเรื่องนี้ก็เช่นกันมีสัตว์ประหลาดปีศาจต่างๆมากมาย อ้างว่าหากไม่มีสเลเยอร์อย่างแอนนา โลกจะถึงจุดจบ
แต่ตอนหลังอาจจะเพราะต้องการเขียนต่อต้านรัฐบาลเขียนว่ากองทัพของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ได้จับตัวพวกปีศาจที่อยู่ในประเทศนี้เอาไว้ในกรงขังได้
ปัดโธ่ถ้าท่านประธานาธิบดีทำอย่างนั้นได้ตั้งแรก พวกเราก็ไม่ต้องลำบากแล้วสิฟะ?
และไม่ใช่มีปีศาจแฝงตัวอยู่ในคณะรัฐบาลจนอ้างว่าควบคุมกรมตำรวจและเอฟบีไอต่างๆได้ไม่ใช่เรอะ?
ไอ้พวกนั้นมันหายศีรษะไปไหน?
อย่างที่ว่าล่ะครับตอนหลังๆอ้างว่าปีศาจอ่อนแอจนโดนตำรวจ ทหารของมนุษย์จับได้
จนผมมึนๆเหมือนกันว่าหากตำรวจทหารแบบมนุษย์ธรรมดามันเก่งขนาดนั้น
แอนนาจะลำบากในการปกป้องโลกหรือเมืองขนาดนี้ไปทำไม?
เอาทหารมากองหนึ่งปิดเมืองและไล่กระทืบแวมไพร์ในตอนกลางวันทั้งหมดก็จบเรื่องไปแล้ว
และองค์กรลับของรัฐบาลจะทดลองมนุษย์ดัดแปลงดีเอ็นเอเข้ากับปีศาจให้เหนื่อยไปทำไมในเมื่อตำรวจทหารธรรมดาก็จับปีศาจเข้ากรงขังได้แล้ว
และที่สำคัญตั้งแต่เมื่อไรกันที่เราพยายามจะเรียกร้องสิทธิให้ปีศาจที่กินมนุษย์กันนี่?
อย่างที่ผมบอก หากมีท่านมอซกุซในจักรวาลนี้และเราเห็นท่านมอซกุซไล่กระทืบแวมไพร์เราจะมองท่านมอซกุซเป็นพระเอกของเรื่องเลย
และตอนนี้ก็เหมือนกัน
ตอนผมดูเรื่องราวอาจจะมองพวกเชียร์ลีดเดอร์เป็นตัวตลกของเรื่องที่ได้รับผลกรรมจากการกระทำของตนเอง เช่นกลายเป็นคนบ้าเสียสติหรืออื่นๆ
แต่ตรงนี้พวกเธอยังกลับตัวได้แต่อนิจจา
พวกเธอดันไม่เชื่อผม
ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความสามารถในการพูดจาให้คนกลับใจแบบนารุโตะได้
ผมถอนหายใจ
“หากเป็นอย่างนั้น เท่ากับคนที่ไล่ตามพวกเธอจะมีแค่คนที่ไม่สนใจความสุขของพวกเธอมากกว่าความสุขของตนเองนะและจะเป็นคนที่นิสัยชอบบังคับพวกเธอให้เป็นไปตามที่เขาต้องการอย่างผลักพวกเธอเข้าหากำแพงและจูบพวกเธออย่างไม่เต็มใจหรือเข้าไปในห้องของพวกเธอดูเธอนอนหลับตอนกลางคืนแบบไม่สนใจกฎหมายบ้านเมืองพวกเธอต้องการผู้ชายแบบนั้นหรือ?”
“ใช่”
“เข้ามาหาพวกเราตอนกลางคืนโรแมนติกจะตายเนอะ”
พวกเชียร์ลีดเดอร์กล่าวเป็นเสียงเดียวกัน
ผมยกตัวอย่างหนุ่มแวมไพร์จ้าวอารมณ์ที่มักมาหาแอนนาหรือพวกสาวๆนางเอกในแนวโรมานซ์ในยามค่ำคืน
ในกรณีของแอนนาถึงกับมีฉากเซ็กส์ในห้องน้ำด้วยซ้ำไป
“ทำอย่างนั้นมันบุกรุกและผิดกฎหมายนะพวกเธอยอมให้ทำอย่างนั้นจะดีหรือ?”
“ใช่ดีแล้ว คนที่ไม่ทำแสดงว่าไม่รักพวกเราจริงน่ะสิ”
อา อย่างนี้นี่เอง
ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วในแนวโรมานซ์ถึงต้องมีแท็ก”พระเอกคลั่งรัก”“หลงเมีย”
ผมมองจากมุมมองของผู้ชายที่ยึดถือศีลธรรมอันดีหรือคุณธรรมล้ำฟ้าแบบศาสตราจารย์เซเวียร์หรือสไปเดอร์แมน
ที่หากทำลายหลักการหรือคุณธรรมของตนเองจะเศร้าไปนานหรือหมดความมั่นใจอยากเลิกเป็นฮีโร่ไปเลยหากแบทแมนฆ่าคนตาย
มันคือการทำลายหลักการและความเชื่อมั่นของตนเอง
แต่พวกเธอมองในมุมมองของความโรแมนติกและการทุ่มเทcommitted ต่อความรักที่มีต่อพวกเธอ
ว่าหากผู้ชายทำตัว”คลั่งรัก” “หลงเมีย”แสดงว่าความรักของพวกเขายิ่งใหญ่มากพอที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้หากเทียบกับพวกเธอ
ลูอิส เลนกล่าวว่าไว้ได้ดีว่า
การเป็นคนรักกับซูเปอร์แมนคือการแบ่งสามีของตนเองกับทั้งจักรวาล
บางครั้งผมคิดว่าผู้หญิงอยากให้ผู้ชายกลายเป็นมนุษย์ถ้ำป่าเถื่อนอุก๊ะ อุก๊ะที่ตีหัวลากพวกเธอเข้าไปในถ้ำ มากกว่าเป็นคนดีมีคุณธรรมล้ำฟ้าอย่างสไปเดอร์แมนหรือซูเปอร์แมน
แนวคิดอิเซไคที่คิดว่า
“ฮีโร่ไม่เอาใส่เธอมากเพียงพอ”ของบรรดานางเอกย้อนกลับชาติก็มีที่มาเช่นนี้
โถ แม่คุณ
หากอโพคาลิปบุกโลกด้วยกำลังพันล้านคนอยู่
เราคงไม่โทษว่าซูเปอร์แมนมากนักหรอกเพราะเราต้องพึ่งซูเปอร์แมนในการชกหน้าดาร์กไซด์หยุดยั้งกองทัพนับพันล้านจากอโพคาลิป
แต่หากลูอิส เลนไปเป็นชู้หรือเลิกกับซูเปอร์แมนด้วยเหตุผล
”ใส่ใจและให้เวลาเธอไม่มากพอ”
ผมก็คงหัวจะปวดอีกเหมือนกัน
“ความต้องการ” และ”เป้าหมาย”ของเรานั้นต่างกันนั่นเอง
“หัวใจของผู้หญิงนั้นลึกล้ำเหมือนมหาสมุทร”
ผมไม่เคยเชื่อเลย
ผมแม้ไม่เห็นด้วยกับแฟมินิสม์หลายอย่างแต่เห็นด้วยกับแฟมินิสม์ในเรื่องของการมองจากมุมมองโครงสร้างสังคมของ”อำนาจ”และ”ผลประโยชน์”
มองจาก”สิ่งที่ต้องการ”
เราจะเข้าใจกันและกันได้ดีขึ้น
แม้หลังจากที่เราเข้าใจกันและกันนั้น
จะไม่ใช่การดีกันสงครามจบแบบนารุโตะหรือกันดั้มแต่จะเป็นการเอามีดมาจิ้มพุงกันให้ตายไปข้างก็ตาม
แต่อย่างน้อยผมก็ได้แก้ปัญหาคาใจบางอย่างที่ผมมีต่อพวกเชียร์ลีดเดอร์พวกนี้มานานได้พอสมควร
ว่าอย่าคิดว่าคนอื่นจะยึดค่านิยมคุณธรรมล้ำฟ้าแบบสไปเดอร์แมนหรือซูเปอร์แมนแบบเรา
แนวคิดที่เราเห็นว่าดีอย่าเข้าใจผิดว่าคนอื่นจะเห็นด้วยตาม
มองในแง่หนึ่งก็อาจจะเป็นที่ทางการทหารและการเมืองว่าเอาไว้
คนเราสามารถเกลี้ยกล่อมให้ทำตามได้แค่ที่พวกเขาอยากทำเท่านั้น
หากไม่ให้สิ่งที่พวกเขาต้องการพวกเขาก็จะโกรธ
ผมมองเชียร์ลีดเดอร์พวกนี้เหมือนกับแนวการเมืองท่านประธานาธิบดีหรือคุนิมิตศึ
ที่ท่านสว.จะแค่กล่าวเปรยๆว่าต้องการอะไรและลูกน้องจะไปทำเรื่องชั่วช้าสารเลวเพื่อตอบสนองความต้องการท่านสว.นั้น
“ตอบสนองความต้องการ”
คือสิ่งที่”ผู้ชายชั่วช้าสารเลว”นั้นทำได้ดีกว่าผู้ชายทั่วไปที่ยึดถือคุณธรรมหรืออย่างน้อยก็เคารพกฎหมายบ้านเมืองพื้นฐานอย่างเช่น
”การไม่ปีนเข้าไปในบ้านผู้หญิงเพื่อมองเธอหลับในเวลากลางคืน”
เป็นเรื่องพื้นฐานที่อย่าว่าแต่ซูเปอร์แมนแม้แต่ผู้ชายธรรมดาก็รู้ว่าไม่ควรทำ
แต่ไม่ได้ผลกับแวมไพร์หนุ่มอีโมอายุสามร้อยปีหรือมหาเศรษฐีเพลย์บอยที่”คลั่งรัก”หรือ”หลงเมียจนไม่อาจควบคุมตนเองได้”
“ถ้าผมจับพวกเธอมาล่ามโซ่หรือลอบไปหาตอนกลางคืนพวกเธอจะยอมมาเป็นทาสรักของผมเรอะ?”
ผมชักถามอย่างโมโห
“แน่สิ แต่เธอไม่กล้าหรอก”
“ใช่ ใช่”
พวกเชียร์ลีดเดอร์หัวเราะกันอย่างคิกคักเมื่อคิดว่าพูดจาได้เปรียบเลโอนาร์ดคิดว่าเขาไม่กล้าหรอกหรือว่า--
น๊านิ๊
นี่คือสาเหตุที่เลโอนาร์ดที่ได้พลังจากแหวนเอามากระทืบเจ้าบิฟและทำให้สาวๆเชียร์ลีดเดอร์หลายคนห้อมล้อมเลโอนาร์ดราวกับราชาเร็มอยู่พักหนึ่งตามเนื้อเรื่องต้นฉบับ
พอพลังจากแหวนหมด เลโอนาร์ดโดนกระทืบ
ทุกอย่างกลับคืนสู่สถานะเดิมตอนจบตอน
สาวเชียร์ลีดเดอร์ก็กลับไปหัวเราะเยาะเลโอนาร์ดเหมือนเดิมตามเนื้อเรื่องต้นฉบับ
ว่าที่เลโอนาร์ดใช้คือพลังจากแหวนล้วนๆที่กระทืบเจ้าบิฟ
ไม่ได้ใช้พลังจากแหวนหรือสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อควบคุมความคิดสาวเชียร์ลีดเดอร์แต่ประการใด
ที่พวกสาวเชียร์ลีดเดอร์มาชอบเลโอนาร์ดนั้นเพราะเลโอนาร์ดกระทืบเจ้าบิฟและนักกีฬาในทีมฟุตบอลโรงเรียน
เลโอนาร์ดใช้พลังเพื่อกระทืบพวกนั้น
แต่การมาชอบเลโอนาร์ดไม่ใช่เพราะโดนล้างสมองแต่เพราะเลโอนาร์ดกระทืบหนุ่มนักกีฬาทำให้เขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด
นี่เราอยู่ในระบบยุคหินหรือฟะนี่?
คนที่ทำตัวชั่วช้าสารเลวเท่านั้นที่จะได้สืบพันธุ์ต่อไป
วงจรอุบาทว์อีกแล้วครับท่านผู้ชม