“ยินดีต้อนรับกลับมานะ”
สัมผัสแรกที่รู้สึกได้เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งคือความเจ็บปวดที่แล่นพาดไปทั่วร่างและนัยน์ตาสีเขียวมรกตสดใสที่เฝ้ามองมาในวินาทีต่อจากนั้นเจ้าของนัยน์ตานั่นก็โถมทั้งร่างเข้าใส่จนรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของชีวิตอีกครั้ง
“มินาโยะจังกลับมาแล้ว!”
เสียงของนานาโกะคลอเคลียอยู่ข้างหูพร้อมๆกับที่น้ำตาของเด็กสาวหล่นกระทบลงบนไหล่ของเธอมินาโยะโอบกอดร่างของเด็กสาวเอาไว้ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง
“ที่นี่คือ...”
แม้แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเธอยังไม่คิดเสียด้วยซ้ำว่านั่นคือเสียงของเธอเองมันทั้งแหบพร่าและไร้เรี่ยวแรงเสียเหลือเกิน
“บ้านของอาฮิราวะคุงจ้ะ!”นานาโกะตอบพร้อมกับขืนร่างตัวเองออกห่างและจ้องมองเธอด้วยนัยน์ตาสดใสที่คลอรื่นไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง“มินาโยะจังนอนสลบไปตั้งสามวันแน่ะ ฉันกังวลเหลือเกินว่าถ้าเธอไม่ฟื้นล่ะก็คงต้องตามพี่ยุยยะมาแล้ว!”
“ไม่ถึงขนาดนั้นน่า”
มินาโยะได้ยินเสียงของโทวะดังมาจากด้านหลังแต่เธอมองไม่เห็นเขาเพราะสายตาพร่ามัวเกินกว่าจะรับรู้ได้
“ฉันยังไม่ตายเหรอ?”
เด็กสาวถามนานาโกะที่ดูน่าจะเข้าใจสถานการณ์มากที่สุด
“ไม่จ้ะเธอแค่กลับมาที่นี่เท่านั้น”
ที่นี่ของนานาโกะนั้นหมายถึงบ้านของชินหรือโลกหลังความตายกันแน่นะ
“ฉันว่ามินาโยะดูสับสนน่าดู”
เด็กสาวได้ยินเท็ตสึยะหัวเราะคิกคักมาจากอีกฝั่ง
“นานะ ให้เธอพักหน่อย”
เป็นโทวะที่ต้องเข้ามาจัดการทุกอย่างแทนเธอเห็นเรือนร่างพร่ามัวของเขากำลังขยับเข้ามาใกล้ พร้อมๆกับที่นานาโกะประคองเธอไว้ให้ลุกขึ้นนั่งแล้วฝ่ามืออันแสนคุ้นเคยของโทวะก็ยืนเข้ามาพร้อมกับแก้วน้ำเปล่าหนึ่งใบในมือ
“ค่อยๆดื่มนะ”
นานาโกะคอยดูแลเธอเป็นอย่างดีระหว่างที่สมองส่วนลึกที่สุดยังคงไม่สั่งการ
หลังจากจิบน้ำไปพักใหญ่พร้อมๆกับที่คอยให้สายตาค่อยๆปรับตัวอย่างช้าๆในที่สุดมินาโยะก็ค้นพบว่าเธอนอนอยู่ในห้องนอนสำหรับแขกในบ้านญี่ปุ่นหลังใหญ่ฟูกและที่นอนสีขาวตั้งวางอยู่บนเสื่อทาทามิใจกลางห้องประตูด้านหนึ่งเปิดอ้าออกไปยังชานเรือนและสวนญี่ปุ่นด้านข้างเพื่อรับลมอุ่นๆของช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงมีร่างของนานาโกะและโทวะอยู่ข้างเธอ ห่างออกไปไม่ไกลตรงที่นั่งใกล้ประตูเท็ตสึยะกำลังนั่งยิ้มร่าอยู่ตรงนั้น
“ไง รู้สึกตัวสักทีสินะ”
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างอวดฟันขาวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะเยาะมาให้
“ทำไม... ฉันถึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ?”
“นั่นเป็นคำถามแรกที่ควรจะถามหลังจากฟื้นขึ้นมาหรือไงนะ!”
โทวะดุเธอ
“นั่นไม่ใช่คำถามแรกซะหน่อย”เท็ตสึยะขัดขึ้น “ก่อนหน้านั้นก็ถามว่าที่นี่คือที่ไหนไง”
“นั่นใช่ประเด็นเหรอ”
“พอเถอะน่า ทั้งคู่เลย” นานาโกะปราม
“ฉันปวดหัว” มินาโยะบอกนานาโกะ
“ให้ฉันไล่สองคนนี้ออกไปก่อนไหม?”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” มินาโยะโบกมือห้าม“ชินกับมาโมรุล่ะ?”
“ชินพักผ่อนอยู่ที่ห้องของเขาจ้ะส่วนมาโมรุเพิ่งออกไปข้างนอกน่ะ เมื่อกี้คุณแม่ของมินาโยะจังโทรมาหาด้วย ท่านคงเป็นห่วงน่าดูที่ไม่ได้ติดต่อไปหลายวันฉันเลยบอกไปว่ามินาโยะจังไปช่วยคุณโนจิมะทำอาหารอยู่”
อา... นั่นสินะ เธอสลบไปตั้งหลายวันนี่นาก่อนจะมาที่นี่ก็บอกแค่ว่าจะมาเที่ยวบ้านชินด้วยสงสัยกลับไปต้องไปช่วยงานที่ร้านดอกไม้ของแม่แทนคำขอโทษแล้วล่ะ
“ขอบคุณนะ นานะจัง”มินาโยะบอกอย่างจริงใจ
“ไม่เป็นไรเลย” นานาโกะพูดพร้อมกับกอดเธอเบาๆครั้งหนึ่ง
“แล้วมีใครพอจะอธิบายฉันได้ไหมว่าทำไมฉันถึงยังมีชีวิตอยู่”
“ฉันว่าเท็ตสึยะน่าจะช่วยได้นะ”นานาโกะบอก “ก็เขาน่ะฟื้นขึ้นมาเป็นคนแรกเลยนี่นา”
“แต่ฉันไม่ได้ถูกส่งกลับมาที่นี่เป็นคนแรกหรอกนะ”เท็ตสึยะรีบออกตัวขึ้นมาก่อน “คนแรกที่กลับมาคือชินแต่ไม่รู้ทำไมหมอนั่นถึงได้ฟื้นทีหลังฉัน”
“เพราะอาฮิราวะคุงใช้พลังไปมากจนเขาไม่เหลือพลังไว้ฟื้นตัวน่ะสิแต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอมีพลังฟื้นตัวที่มากกว่าใครเพื่อนด้วยแหละ” นานาโกะว่า
“ไม่มีใครเป็นอะไรหรอก ทุกคนเลย”สุดท้ายแล้วก็ต้องกลายเป็นโทวะที่คอยตอบคำถามทุกอย่าง “ทุกคนกลับมาปลอดภัยดีตอนที่ฉันฟื้นขึ้นมาพ่อของชินบอกว่านั่นเป็นผลของเวทผูกสัมพันธ์ที่ร่ายไว้ตั้งแต่ตอนที่คัดเลือกผู้พิทักษ์ขอแค่ให้จบเรื่องนี้ได้โดยที่ไม่ต้องสูญเสียใครไปสักคนก็เท่านั้น”
แต่มินาโยะจำได้ว่าเวทมนตร์นั่นต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนนี่นาใครกันล่ะที่เป็นคนเอ่ยคำขอนั้นแล้วสิ่งแลกเปลี่ยนที่สูญเสียไปเพื่อแลกกับการที่พวกเธอทุกคนยังมีชีวิตอยู่ได้นี่มันคืออะไรกัน
“ความทรงจำของคุณแม่มินาโยะจังน่ะ”นานาโกะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาลงนิดๆ “เห็นว่าเพราะไม่อยากให้ต้องสูญเสียใครไปท่านก็เลยเป็นคนร่ายเวทมนตร์บทนั้นด้วยตัวเองแลกกับการที่ต้องสูญเสียพลังและความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับผู้พิทักษ์ไป”
“คุณแม่... ของฉันเหรอ?”
“ใช่แล้วล่ะ”นานาโกะบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
สำหรับมินาโยะแล้วเรื่องแบบนี้มันเข้าใจได้ยากเกินไป
ทั้งการที่พ่อกลายเป็นผู้เชื่อมต่อโลกและแม่สูญเสียพลังและความทรงจำทั้งหมดเพื่อช่วยชีวิตของพวกเธอไว้ สิ่งที่ทั้งคู่ทำมันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เด็กสาวจะเข้าใจเธอไม่ได้มีพลังมากพอเหมือนทั้งคู่ และไม่อาจทำตามแบบอย่างนั้นได้ ส่วนหนึ่งในใจของเด็กสาวรู้สึกอบอุ่นและมีพลังการได้คิดถึงสิ่งที่พ่อกับแม่พยายามทำเพื่อพวกเธอนั้นทำให้มินาโยะรู้สึกรักตัวเองในตอนนี้ขึ้นมาอีกนิดแต่ก็นั่นแหละ ไกลออกไปจากที่ไหนสักแห่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเธอมันกำลังร้องบอกว่าถ้าเธอเป็นแค่คนธรรมดาก็ดีสิเป็นแค่เด็กมัธยมต้นทั่วไปที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อแม่มีครอบครัวที่อบอุ่นและสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้โดยที่ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ก็คงจะดี
เด็กสาวโหยหาความรู้สึกนั้นมากพอๆกับที่ตระหนักได้ว่าสิ่งที่พ่อกับแม่ของเธอทำทั้งหมดนั้นเพื่อใคร
มินาโยะเอนตัวซบลงบนบ่าของนานาโกะรู้สึกไร้เรี่ยวแรงนิดหน่อยแม้จะเพิ่งได้สติคืนมา
“พักสักหน่อยไหม?” โทวะถามมาจากที่นั่งด้านข้าง
“ขออีกหน่อยแล้วกัน” มินาโยะกล่าวแม้จะยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ไม่น้อย แต่นานาโกะบอกว่าเธอหลับมาได้สามวันแล้วถึงเวลาที่ต้องตื่นจากฝันเสียที
“งั้นฉันจะไปบอกพวกผู้ใหญ่ก่อนนะว่าเราฟื้นกันหมดแล้ว”เท็ตสึยะบอก ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง
“มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่ฉันหลับไปบ้างไหม?”เด็กสาวถามนานาโกะ
คนถูกถามเงยหน้าสบตามองเด็กหนุ่มอีกคนในห้องนานาโกะผ่อนระบายลมหายใจน้อยๆก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เธอฟัง
“หลังจากที่พวกมินาโยะจังไปที่เอิร์ธมูนแล้วฉันก็รออยู่ที่นี่มาตลอดเลยล่ะ” นานาโกะว่า ลูบศีรษะมินาโยะเบาๆอย่างให้กำลังใจ“คุณแม่บอกว่าไม่รู้ว่าช่วงเวลาของที่นี่กับเอิร์ธมูนจะแตกต่างกันมากแค่ไหน เพราะอย่างนั้นสิ่งที่เราทำได้ก็คือรอ”
“แล้วอาฮิราวะคุงก็กลับมาก่อนเขามาถึงที่นี่เป็นคนแรกในสภาพไร้สติ ร่างกายไม่มีบาดแผลก็จริงอยู่ แต่ไม่รู้ว่าระหว่างที่อยู่เอิร์ธมูนเกิดการต่อสู้ยังไงบ้างคุณแม่บอกว่ามันก็คล้ายๆกับความฝัน ในความฝันถ้าเราโดนยิงจะรู้สึกเจ็บแต่พอตื่นขึ้นความเจ็บนั้นจะหายไป แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้จะยังติดอยู่ในจิตใต้สำนึกเพราะงั้นเลยไม่รู้ว่าอาฮิราวะคุงได้รับความเจ็บปวดขนาดไหนตอนที่ถูกส่งไปสู้ที่เอิร์ธมูน”
น้ำเสียงของนานาโกะมีความกังวลซ่อนอยู่
“แล้วเท็ตสึยะก็ตามมาเขาสลบไปได้แค่ห้านาทีเท่านั้นมั้งก่อนจะตื่นขึ้นมาโวยวาย ครั้งแรกที่เขาฟื้นนะเขาควบคุมสติตัวเองไม่ได้และโวยวายหนักกว่ามินาโยะจังอีก ฉันว่าเขาก็คงสับสนเหมือนๆกับที่มินาโยะจังรู้สึกนั่นแหละว่าทำไมตัวเองถึงยังไม่ตาย”
“กว่าจะอธิบายให้เขารู้เรื่องได้ก็นานพอดูเลยล่ะ”นานาโกะกล่าวยิ้มๆ “ยังไม่ทันจะทำความเข้าใจอะไรเลยล่ะมั้งโทวะก็ตามเขามาหลังจากนั้น มันเกิดขึ้นเร็วมาก อาฮิราวะคุงยังไม่ฟื้นเลยแล้วเท็ตสึยะก็เอาแต่ตั้งคำถาม สักพักโทวะก็กลับมา แต่เขามาในสภาพที่มีสติดีน่ะสิ”
“ฉันตายเร็วเกินไป” โทวะบอก“ก่อนที่จะรู้สึกตัวซะอีกว่าตายแล้ว ไวโอเลตฆ่าฉัน มันรวดเร็วมากกว่าตอนที่ฉันตายสมัยที่ยังอยู่ที่เอิร์ธวอเทอร์ซะอีก”
ไม่รู้ว่าโทวะรู้สึกยังไงตอนที่กำลังพูดถึงเรื่องนี้ความเป็นความตายนั้นห่างกันเพียงแค่เส้นบางๆคั่นไว้มินาโยะผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาแล้วถึงสองครั้งในชีวิตและความทรงจำตอนที่ความตายเกิดขึ้นและผ่านพ้นไปยังคงสดใหม่อยู่ในตัวเธอ
“ฉันไม่ได้แพ้ในการต่อสู้ที่เอิร์ธมูนแต่ไวโอเลตส่งฉันกลับมาที่นี่ รู้สึกเหมือนกันว่าเพราะเขาไม่อยากให้ฉันเข้าไปยุ่งมากกว่านี้”
“อา...” มินาโยะทำได้แค่พึมพำถูกอย่างที่โทวะคิดนั่นแหละ เรื่องหลังจากนั้นไปมีแต่เรื่องที่ต่อให้อธิบายยังไงเขาก็ไม่มีทางเข้าใจแน่
“มาโมรุกลับมาหลังจากฉัน” โทวะบอก“ในสภาพสะบักสะบอมเต็มที่ เราก็เลยจับไปนอนคู่กับชินในห้องข้างๆอาจารย์มิซากิบอกว่าอาจจะเพราะทั้งสองคนนี่สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายก็ได้พวกเรารอคอยอยู่เป็นวัน ชินฟื้นขึ้นมาก่อน แล้วเธอก็กลับมาหลังจากนั้นได้สักวันนึงล่ะมั้งฉันรู้สึกเหมือนเวลามันจะเพี้ยนๆไป”
โทวะบอกเด็กสาว เมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่หายไปจากที่นี่และวินาทีที่ใช้ตอนที่อยู่เอิร์ธมูนนั้นทุกคนมีเวลาเท่ากันแต่กลับมาที่นี่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
เด็กหนุ่มไม่สามารถอธิบายเหตุผลของเรื่องที่เกิดขึ้นได้
“ตอนที่เธอกลับมาทางนี้ก็วุ่นวายไปเลยล่ะ” โทวะเล่าต่อ “เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างที่เอิร์ธมูนพ่อของชินติดต่อกลับไปที่บ้านใหญ่ของมาโมรุเพื่อเช็กว่าพี่มาซารุกลับมาด้วยกันไหมพอรู้แน่ชัดว่าพวกเขาปลอดภัยกันทั้งหมด ทั้งพี่มาซารุพี่สาวเธอและผู้พิทักษ์ของเอิร์ธฟลาวเวอร์ด้วยพวกผู้ใหญ่ถึงได้คิดว่าเรื่องทั้งหมดมันจบลงแล้วจริงๆ”
โทวะยิ้มให้เธอนิดๆด้วยรอยยิ้มที่อ่อนเพลียเอาการ
“เขาบอกว่ามันจบลงแล้ว”
มินาโยะร้องไห้
ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่ตอนไหนตอนที่รู้ว่าพี่สาวเธอกับคนอื่นๆปลอดภัยดีหรือตอนที่โทวะบอกว่าทุกอย่างจบลงแล้วกันแน่ความรู้สึกมากมายตีรวนอยู่ในหัวไปหมด เด็กสาวไม่สามารถกำจัดเอาความสับสนนั้นออกไปได้เธอทำได้แค่ร้องไห้และปล่อยให้น้ำตานั้นรินไหลลงมาทั้งอย่างนั้น
“เธอกับมาโมรุนี่เหมือนกันเลยน้า”โทวะอดเปรียบเทียบไม่ได้ “อ่อนไหวง่ายกับเรื่องแบบนี้เนี่ย!”
“โทวะเองก็ร้องไห้ตอนที่มาโมรุฟื้นขึ้นมาเหมือนกันนั่นแหละ!”
นานาโกะได้ทีเอาคืนเขาแต่โทวะไม่ถือสาเด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วเหมือนคนที่มีความสุขที่สุดในโลกว่า
“ก็มันจบลงแล้วจริงๆนี่นา”
“มันอาจจะกำลังเริ่มต้นก็ได้นะ”นานาโกะแย้งด้วยรอยยิ้ม “เรื่องราวหลังจากนี้ไปน่ะ”
เท็ตสึยะกลับเข้ามาในห้องในจังหวะนั้นพอดีมีโมโมกะด้อมๆมองๆอยู่ทางด้านหลัง
“รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม?”เท็ตสึยะถามมินาโยะ “โมโมะเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว จะให้เอาเข้ามาเลยหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันออกไปทานเอง”
มินาโยะบอกเขา
“ฉันช่วยนะ ไปล้างหน้าแปรงฟันก่อน”
นานาโกะเข้ามาช่วยประคองให้เธอลุกขึ้นยืน
“เอาล่ะ!”เท็ตสึยะพูดเสียงดัง พลางบิดตัวอย่างเกียจคร้านเขาหันมาพูดกับโทวะที่เหลือกันอยู่แค่สองคนในห้อง หลังเด็กสาวทั้งสามเดินจากไปว่า“ทีนี้ก็มาวางแผนเที่ยวกันดีกว่า ฉันล่ะรอเวลานี้มานานแล้ว!”
“นี่นายยังมีอารมณ์จะเที่ยวอีกเหรอ?”
“ใช่สิ! โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆนี่จริงไหม?”
“ฉันว่านายตัดมาโมรุออกไปจากแผนเลยดีกว่า”โทวะบอกเขา
“อา... นั่นสินะ” เท็ตสึยะถอนหายใจ“ก็เรื่องทางนั้นสำคัญกับหมอนั่นมากกว่านี่นา”
แล้วเด็กหนุ่มทั้งคู่ก็ยิ้มให้กันอย่างรู้ความนัย