ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 82 กลับสู่จุดเริ่มต้น

    บทที่ 82กลับสู่จุดเริ่มต้น

    “ยินดีต้อนรับกลับมานะ”

     

            

            สัมผัสแรกที่รู้สึกได้เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งคือความเจ็บปวดที่แล่นพาดไปทั่วร่างและนัยน์ตาสีเขียวมรกตสดใสที่เฝ้ามองมาในวินาทีต่อจากนั้นเจ้าของนัยน์ตานั่นก็โถมทั้งร่างเข้าใส่จนรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของชีวิตอีกครั้ง

                 

            “มินาโยะจังกลับมาแล้ว!”

                 

            เสียงของนานาโกะคลอเคลียอยู่ข้างหูพร้อมๆกับที่น้ำตาของเด็กสาวหล่นกระทบลงบนไหล่ของเธอมินาโยะโอบกอดร่างของเด็กสาวเอาไว้ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง

                 

            “ที่นี่คือ...”

                 

            แม้แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเธอยังไม่คิดเสียด้วยซ้ำว่านั่นคือเสียงของเธอเองมันทั้งแหบพร่าและไร้เรี่ยวแรงเสียเหลือเกิน

                 

            “บ้านของอาฮิราวะคุงจ้ะ!”นานาโกะตอบพร้อมกับขืนร่างตัวเองออกห่างและจ้องมองเธอด้วยนัยน์ตาสดใสที่คลอรื่นไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง“มินาโยะจังนอนสลบไปตั้งสามวันแน่ะ ฉันกังวลเหลือเกินว่าถ้าเธอไม่ฟื้นล่ะก็คงต้องตามพี่ยุยยะมาแล้ว!”

                 

            “ไม่ถึงขนาดนั้นน่า”

                 

            มินาโยะได้ยินเสียงของโทวะดังมาจากด้านหลังแต่เธอมองไม่เห็นเขาเพราะสายตาพร่ามัวเกินกว่าจะรับรู้ได้

                 

            “ฉันยังไม่ตายเหรอ?”

                 

            เด็กสาวถามนานาโกะที่ดูน่าจะเข้าใจสถานการณ์มากที่สุด

                 

            “ไม่จ้ะเธอแค่กลับมาที่นี่เท่านั้น”

                 

            ที่นี่ของนานาโกะนั้นหมายถึงบ้านของชินหรือโลกหลังความตายกันแน่นะ

                 

            “ฉันว่ามินาโยะดูสับสนน่าดู”

                 

            เด็กสาวได้ยินเท็ตสึยะหัวเราะคิกคักมาจากอีกฝั่ง

                 

            “นานะ ให้เธอพักหน่อย”

                 

            เป็นโทวะที่ต้องเข้ามาจัดการทุกอย่างแทนเธอเห็นเรือนร่างพร่ามัวของเขากำลังขยับเข้ามาใกล้ พร้อมๆกับที่นานาโกะประคองเธอไว้ให้ลุกขึ้นนั่งแล้วฝ่ามืออันแสนคุ้นเคยของโทวะก็ยืนเข้ามาพร้อมกับแก้วน้ำเปล่าหนึ่งใบในมือ

                 

            “ค่อยๆดื่มนะ”

                 

            นานาโกะคอยดูแลเธอเป็นอย่างดีระหว่างที่สมองส่วนลึกที่สุดยังคงไม่สั่งการ

                 

            หลังจากจิบน้ำไปพักใหญ่พร้อมๆกับที่คอยให้สายตาค่อยๆปรับตัวอย่างช้าๆในที่สุดมินาโยะก็ค้นพบว่าเธอนอนอยู่ในห้องนอนสำหรับแขกในบ้านญี่ปุ่นหลังใหญ่ฟูกและที่นอนสีขาวตั้งวางอยู่บนเสื่อทาทามิใจกลางห้องประตูด้านหนึ่งเปิดอ้าออกไปยังชานเรือนและสวนญี่ปุ่นด้านข้างเพื่อรับลมอุ่นๆของช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงมีร่างของนานาโกะและโทวะอยู่ข้างเธอ ห่างออกไปไม่ไกลตรงที่นั่งใกล้ประตูเท็ตสึยะกำลังนั่งยิ้มร่าอยู่ตรงนั้น

                 

            “ไง รู้สึกตัวสักทีสินะ”

                 

            เด็กหนุ่มยิ้มกว้างอวดฟันขาวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะเยาะมาให้

                 

            “ทำไม... ฉันถึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ?”

                 

            “นั่นเป็นคำถามแรกที่ควรจะถามหลังจากฟื้นขึ้นมาหรือไงนะ!”

                 

            โทวะดุเธอ

                 

            “นั่นไม่ใช่คำถามแรกซะหน่อย”เท็ตสึยะขัดขึ้น “ก่อนหน้านั้นก็ถามว่าที่นี่คือที่ไหนไง”

                 

            “นั่นใช่ประเด็นเหรอ”

                 

            “พอเถอะน่า ทั้งคู่เลย” นานาโกะปราม

                 

            “ฉันปวดหัว” มินาโยะบอกนานาโกะ

                 

            “ให้ฉันไล่สองคนนี้ออกไปก่อนไหม?”

                 

            “ไม่เป็นไรจ้ะ” มินาโยะโบกมือห้าม“ชินกับมาโมรุล่ะ?”

                 

            “ชินพักผ่อนอยู่ที่ห้องของเขาจ้ะส่วนมาโมรุเพิ่งออกไปข้างนอกน่ะ เมื่อกี้คุณแม่ของมินาโยะจังโทรมาหาด้วย ท่านคงเป็นห่วงน่าดูที่ไม่ได้ติดต่อไปหลายวันฉันเลยบอกไปว่ามินาโยะจังไปช่วยคุณโนจิมะทำอาหารอยู่”

                 

            อา... นั่นสินะ เธอสลบไปตั้งหลายวันนี่นาก่อนจะมาที่นี่ก็บอกแค่ว่าจะมาเที่ยวบ้านชินด้วยสงสัยกลับไปต้องไปช่วยงานที่ร้านดอกไม้ของแม่แทนคำขอโทษแล้วล่ะ

                 

            “ขอบคุณนะ นานะจัง”มินาโยะบอกอย่างจริงใจ

                 

            “ไม่เป็นไรเลย” นานาโกะพูดพร้อมกับกอดเธอเบาๆครั้งหนึ่ง

                 

            “แล้วมีใครพอจะอธิบายฉันได้ไหมว่าทำไมฉันถึงยังมีชีวิตอยู่”

                 

            “ฉันว่าเท็ตสึยะน่าจะช่วยได้นะ”นานาโกะบอก “ก็เขาน่ะฟื้นขึ้นมาเป็นคนแรกเลยนี่นา”

                 

            “แต่ฉันไม่ได้ถูกส่งกลับมาที่นี่เป็นคนแรกหรอกนะ”เท็ตสึยะรีบออกตัวขึ้นมาก่อน “คนแรกที่กลับมาคือชินแต่ไม่รู้ทำไมหมอนั่นถึงได้ฟื้นทีหลังฉัน”

                 

            “เพราะอาฮิราวะคุงใช้พลังไปมากจนเขาไม่เหลือพลังไว้ฟื้นตัวน่ะสิแต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอมีพลังฟื้นตัวที่มากกว่าใครเพื่อนด้วยแหละ” นานาโกะว่า

                 

            “ไม่มีใครเป็นอะไรหรอก ทุกคนเลย”สุดท้ายแล้วก็ต้องกลายเป็นโทวะที่คอยตอบคำถามทุกอย่าง “ทุกคนกลับมาปลอดภัยดีตอนที่ฉันฟื้นขึ้นมาพ่อของชินบอกว่านั่นเป็นผลของเวทผูกสัมพันธ์ที่ร่ายไว้ตั้งแต่ตอนที่คัดเลือกผู้พิทักษ์ขอแค่ให้จบเรื่องนี้ได้โดยที่ไม่ต้องสูญเสียใครไปสักคนก็เท่านั้น”

                 

            แต่มินาโยะจำได้ว่าเวทมนตร์นั่นต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนนี่นาใครกันล่ะที่เป็นคนเอ่ยคำขอนั้นแล้วสิ่งแลกเปลี่ยนที่สูญเสียไปเพื่อแลกกับการที่พวกเธอทุกคนยังมีชีวิตอยู่ได้นี่มันคืออะไรกัน

                 

            “ความทรงจำของคุณแม่มินาโยะจังน่ะ”นานาโกะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาลงนิดๆ “เห็นว่าเพราะไม่อยากให้ต้องสูญเสียใครไปท่านก็เลยเป็นคนร่ายเวทมนตร์บทนั้นด้วยตัวเองแลกกับการที่ต้องสูญเสียพลังและความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับผู้พิทักษ์ไป”

                 

            “คุณแม่... ของฉันเหรอ?”

                 

            “ใช่แล้วล่ะ”นานาโกะบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

                 

            สำหรับมินาโยะแล้วเรื่องแบบนี้มันเข้าใจได้ยากเกินไป

                 

            ทั้งการที่พ่อกลายเป็นผู้เชื่อมต่อโลกและแม่สูญเสียพลังและความทรงจำทั้งหมดเพื่อช่วยชีวิตของพวกเธอไว้ สิ่งที่ทั้งคู่ทำมันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เด็กสาวจะเข้าใจเธอไม่ได้มีพลังมากพอเหมือนทั้งคู่ และไม่อาจทำตามแบบอย่างนั้นได้ ส่วนหนึ่งในใจของเด็กสาวรู้สึกอบอุ่นและมีพลังการได้คิดถึงสิ่งที่พ่อกับแม่พยายามทำเพื่อพวกเธอนั้นทำให้มินาโยะรู้สึกรักตัวเองในตอนนี้ขึ้นมาอีกนิดแต่ก็นั่นแหละ ไกลออกไปจากที่ไหนสักแห่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเธอมันกำลังร้องบอกว่าถ้าเธอเป็นแค่คนธรรมดาก็ดีสิเป็นแค่เด็กมัธยมต้นทั่วไปที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อแม่มีครอบครัวที่อบอุ่นและสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้โดยที่ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ก็คงจะดี

                 

            เด็กสาวโหยหาความรู้สึกนั้นมากพอๆกับที่ตระหนักได้ว่าสิ่งที่พ่อกับแม่ของเธอทำทั้งหมดนั้นเพื่อใคร

                 

            มินาโยะเอนตัวซบลงบนบ่าของนานาโกะรู้สึกไร้เรี่ยวแรงนิดหน่อยแม้จะเพิ่งได้สติคืนมา

                 

            “พักสักหน่อยไหม?” โทวะถามมาจากที่นั่งด้านข้าง

                 

            “ขออีกหน่อยแล้วกัน” มินาโยะกล่าวแม้จะยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ไม่น้อย แต่นานาโกะบอกว่าเธอหลับมาได้สามวันแล้วถึงเวลาที่ต้องตื่นจากฝันเสียที

                 

            “งั้นฉันจะไปบอกพวกผู้ใหญ่ก่อนนะว่าเราฟื้นกันหมดแล้ว”เท็ตสึยะบอก ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง

                 

            “มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่ฉันหลับไปบ้างไหม?”เด็กสาวถามนานาโกะ

                 

            คนถูกถามเงยหน้าสบตามองเด็กหนุ่มอีกคนในห้องนานาโกะผ่อนระบายลมหายใจน้อยๆก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เธอฟัง

                 

            “หลังจากที่พวกมินาโยะจังไปที่เอิร์ธมูนแล้วฉันก็รออยู่ที่นี่มาตลอดเลยล่ะ” นานาโกะว่า ลูบศีรษะมินาโยะเบาๆอย่างให้กำลังใจ“คุณแม่บอกว่าไม่รู้ว่าช่วงเวลาของที่นี่กับเอิร์ธมูนจะแตกต่างกันมากแค่ไหน เพราะอย่างนั้นสิ่งที่เราทำได้ก็คือรอ”

                 

            “แล้วอาฮิราวะคุงก็กลับมาก่อนเขามาถึงที่นี่เป็นคนแรกในสภาพไร้สติ ร่างกายไม่มีบาดแผลก็จริงอยู่ แต่ไม่รู้ว่าระหว่างที่อยู่เอิร์ธมูนเกิดการต่อสู้ยังไงบ้างคุณแม่บอกว่ามันก็คล้ายๆกับความฝัน ในความฝันถ้าเราโดนยิงจะรู้สึกเจ็บแต่พอตื่นขึ้นความเจ็บนั้นจะหายไป แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้จะยังติดอยู่ในจิตใต้สำนึกเพราะงั้นเลยไม่รู้ว่าอาฮิราวะคุงได้รับความเจ็บปวดขนาดไหนตอนที่ถูกส่งไปสู้ที่เอิร์ธมูน”

                 

            น้ำเสียงของนานาโกะมีความกังวลซ่อนอยู่

                 

            “แล้วเท็ตสึยะก็ตามมาเขาสลบไปได้แค่ห้านาทีเท่านั้นมั้งก่อนจะตื่นขึ้นมาโวยวาย ครั้งแรกที่เขาฟื้นนะเขาควบคุมสติตัวเองไม่ได้และโวยวายหนักกว่ามินาโยะจังอีก ฉันว่าเขาก็คงสับสนเหมือนๆกับที่มินาโยะจังรู้สึกนั่นแหละว่าทำไมตัวเองถึงยังไม่ตาย”

                 

            “กว่าจะอธิบายให้เขารู้เรื่องได้ก็นานพอดูเลยล่ะ”นานาโกะกล่าวยิ้มๆ “ยังไม่ทันจะทำความเข้าใจอะไรเลยล่ะมั้งโทวะก็ตามเขามาหลังจากนั้น มันเกิดขึ้นเร็วมาก อาฮิราวะคุงยังไม่ฟื้นเลยแล้วเท็ตสึยะก็เอาแต่ตั้งคำถาม สักพักโทวะก็กลับมา แต่เขามาในสภาพที่มีสติดีน่ะสิ”

                 

            “ฉันตายเร็วเกินไป” โทวะบอก“ก่อนที่จะรู้สึกตัวซะอีกว่าตายแล้ว ไวโอเลตฆ่าฉัน มันรวดเร็วมากกว่าตอนที่ฉันตายสมัยที่ยังอยู่ที่เอิร์ธวอเทอร์ซะอีก”

                 

            ไม่รู้ว่าโทวะรู้สึกยังไงตอนที่กำลังพูดถึงเรื่องนี้ความเป็นความตายนั้นห่างกันเพียงแค่เส้นบางๆคั่นไว้มินาโยะผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาแล้วถึงสองครั้งในชีวิตและความทรงจำตอนที่ความตายเกิดขึ้นและผ่านพ้นไปยังคงสดใหม่อยู่ในตัวเธอ

                 

             “ฉันไม่ได้แพ้ในการต่อสู้ที่เอิร์ธมูนแต่ไวโอเลตส่งฉันกลับมาที่นี่ รู้สึกเหมือนกันว่าเพราะเขาไม่อยากให้ฉันเข้าไปยุ่งมากกว่านี้”

                 

            “อา...” มินาโยะทำได้แค่พึมพำถูกอย่างที่โทวะคิดนั่นแหละ เรื่องหลังจากนั้นไปมีแต่เรื่องที่ต่อให้อธิบายยังไงเขาก็ไม่มีทางเข้าใจแน่

                 

            “มาโมรุกลับมาหลังจากฉัน” โทวะบอก“ในสภาพสะบักสะบอมเต็มที่ เราก็เลยจับไปนอนคู่กับชินในห้องข้างๆอาจารย์มิซากิบอกว่าอาจจะเพราะทั้งสองคนนี่สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายก็ได้พวกเรารอคอยอยู่เป็นวัน ชินฟื้นขึ้นมาก่อน แล้วเธอก็กลับมาหลังจากนั้นได้สักวันนึงล่ะมั้งฉันรู้สึกเหมือนเวลามันจะเพี้ยนๆไป”

                 

            โทวะบอกเด็กสาว เมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่หายไปจากที่นี่และวินาทีที่ใช้ตอนที่อยู่เอิร์ธมูนนั้นทุกคนมีเวลาเท่ากันแต่กลับมาที่นี่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

                 

            เด็กหนุ่มไม่สามารถอธิบายเหตุผลของเรื่องที่เกิดขึ้นได้

                 

            “ตอนที่เธอกลับมาทางนี้ก็วุ่นวายไปเลยล่ะ” โทวะเล่าต่อ “เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างที่เอิร์ธมูนพ่อของชินติดต่อกลับไปที่บ้านใหญ่ของมาโมรุเพื่อเช็กว่าพี่มาซารุกลับมาด้วยกันไหมพอรู้แน่ชัดว่าพวกเขาปลอดภัยกันทั้งหมด ทั้งพี่มาซารุพี่สาวเธอและผู้พิทักษ์ของเอิร์ธฟลาวเวอร์ด้วยพวกผู้ใหญ่ถึงได้คิดว่าเรื่องทั้งหมดมันจบลงแล้วจริงๆ”

                 

            โทวะยิ้มให้เธอนิดๆด้วยรอยยิ้มที่อ่อนเพลียเอาการ

                 

            “เขาบอกว่ามันจบลงแล้ว”

                 

            มินาโยะร้องไห้

                 

            ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่ตอนไหนตอนที่รู้ว่าพี่สาวเธอกับคนอื่นๆปลอดภัยดีหรือตอนที่โทวะบอกว่าทุกอย่างจบลงแล้วกันแน่ความรู้สึกมากมายตีรวนอยู่ในหัวไปหมด เด็กสาวไม่สามารถกำจัดเอาความสับสนนั้นออกไปได้เธอทำได้แค่ร้องไห้และปล่อยให้น้ำตานั้นรินไหลลงมาทั้งอย่างนั้น

                 

            “เธอกับมาโมรุนี่เหมือนกันเลยน้า”โทวะอดเปรียบเทียบไม่ได้ “อ่อนไหวง่ายกับเรื่องแบบนี้เนี่ย!”

                 

            “โทวะเองก็ร้องไห้ตอนที่มาโมรุฟื้นขึ้นมาเหมือนกันนั่นแหละ!”

                 

            นานาโกะได้ทีเอาคืนเขาแต่โทวะไม่ถือสาเด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วเหมือนคนที่มีความสุขที่สุดในโลกว่า

                 

            “ก็มันจบลงแล้วจริงๆนี่นา”

                 

            “มันอาจจะกำลังเริ่มต้นก็ได้นะ”นานาโกะแย้งด้วยรอยยิ้ม “เรื่องราวหลังจากนี้ไปน่ะ”

                 

            เท็ตสึยะกลับเข้ามาในห้องในจังหวะนั้นพอดีมีโมโมกะด้อมๆมองๆอยู่ทางด้านหลัง

                 

            “รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม?”เท็ตสึยะถามมินาโยะ “โมโมะเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว จะให้เอาเข้ามาเลยหรือเปล่า?”

                 

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันออกไปทานเอง”

                 

            มินาโยะบอกเขา

                 

            “ฉันช่วยนะ ไปล้างหน้าแปรงฟันก่อน”

                 

            นานาโกะเข้ามาช่วยประคองให้เธอลุกขึ้นยืน

                 

            “เอาล่ะ!”เท็ตสึยะพูดเสียงดัง พลางบิดตัวอย่างเกียจคร้านเขาหันมาพูดกับโทวะที่เหลือกันอยู่แค่สองคนในห้อง หลังเด็กสาวทั้งสามเดินจากไปว่า“ทีนี้ก็มาวางแผนเที่ยวกันดีกว่า ฉันล่ะรอเวลานี้มานานแล้ว!”

                 

            “นี่นายยังมีอารมณ์จะเที่ยวอีกเหรอ?”

                 

            “ใช่สิ! โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆนี่จริงไหม?”

                          

            “ฉันว่านายตัดมาโมรุออกไปจากแผนเลยดีกว่า”โทวะบอกเขา

                 

            “อา... นั่นสินะ” เท็ตสึยะถอนหายใจ“ก็เรื่องทางนั้นสำคัญกับหมอนั่นมากกว่านี่นา”

                 

            แล้วเด็กหนุ่มทั้งคู่ก็ยิ้มให้กันอย่างรู้ความนัย

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน