ฉับพลันได้เกิดเสียงแหลมเล็กดังสนั่นขึ้นในร่างกังหลงและในห้วงสมองพร้อมกัน พลังพุ่งวาบกระแทกจนกังหลงที่หลับตาสงบสมาธิจิตถึงกับสะดุ้งหัวหมุนตาลาย
"ปุ๊"
กังหลงรูสึกร่างเบาหวิวราวไร้น้ำหนัก สมองโล่งโปร่งเบาสบายยิ่งนัก ทันใดนั้นพลังมหาศาลจากจุดตันเถียนและตำแหน่งจักระทั้งเจ็ดที่เปี่ยมล้นได้แผ่กระจายไปสู่ทุกอณูของร่างกาย
กังหลงลืมตาขึ้น สายตาที่ใสสว่างทรงพลังมั่นคงได้สอดส่องไปรอบกาย กังหลงโคจรพลังรอบร่างครั้งหนึ่ง ความรู้สึกสัมผัสถึงขอบเขตพลังช่วงใหม่ ขณะนี้แผ่สัมผัสพลังจิตวิญญาณออกรอบข้างขยายออกไปไกลถึงรัศมีครึ่งลี้ รำพึงขึ้น
"ไม่คาดคิดว่าการทุ่มเทที่ผ่านมารวมทั้งการตรากตรำปรุงโอสถติดต่อกันสามวันสามคืนจะทำให้ระดับปราณของข้ายกระดับขึ้นถึงสองระดับใหญ่ จากระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุดไปสู่ระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุด แม้แต่พลังจิตวิญญาณก็ยกระดับขึ้นถึงหนึ่งช่วงชั้น "
" ก่อนหน้านี้พลังจิตข้าสามารถแผ่ไปรอบกายไกลแค่หนึ่งร้อยก้าว แต่บัดนี้สามารถแผ่ขยายไปถึงครึ่งลี้ และคมชัดขึ้นกว่ากาลก่อนอย่างเทียบไม่ได้ ตอนนี้ความสามารถด้านปรุงยาของข้าคงสามารถฝืนปรุงโอสถระดับสี่ขั้นสุดได้แล้วกระมัง"
"เฮอะ ๆ ช่างน่ายินดียิ่ง การก้าวข้ามระดับครั้งนี้ยังไม่ทันได้ใช้โอสถยกระดับปราณซี่หยวนสักเม็ด ไม่ทราบโอสถซี่หยวนจะยังมีผลอีกหรือไม่ จากระดับปราณครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุดไปสู่ขั้นปราณราชันย์อย่างแท้จริง หาไม่แล้วคงต้องเหนื่อยกับการปรุงโอสถยกระดับปราณเมฆินทร์อีกคราแล้ว "
" แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้สถานที่แห่งนี้ที่อุดมไปด้วยปราณฟ้าดินและพลังจิตวิญญาณ และความประหลาดของจักระในร่างของข้า หากแม้นจักระในร่างไม่ช่วยดูดซับพลังที่ไหลทะลักเข้ามาดุจทำนบทลายอันมากมายปานนั้น ไม่ทราบข้าจะไหวทนหรือไม่ หรือบางทีร่างกายอาจระเบิดแหลกเป็นจุลไปแล้วก็เป็นได้ ยิ่งนานวันจักระทั้งเจ็ดยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว"
อันที่จริงการเลื่อนระดับของพลังฝีมือและยกระดับพลังจิตวิญญาณที่บังเกิดขึ้นพร้อมกันนั้นหาใช่ง่ายดายรวบรัดเช่นดังกังหลงครุ่นคิดไม่ กว่าพลังปราณจะหลอมกลั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเติมเต็มทั้งจุดตันเถียนของตนที่มีขนาดใหญ่กว่าของบุคลอื่นหลายเท่าเช่นนี้ การจะเติมเต็มให้จุดจักระทุกจุดดูดซับพลังจนเต็มอิ่ม และการเติมเต็มของพลังจิตวิญญาณจนสามารถยกระดับถึงปัจจุบันได้นั้น แม้เวลาภายนอกเพียงผ่านไปแค่สามเดือนกว่า แต่เวลาที่ใช้ฝึกฝนในห้องกาลเวลานั้นกลับยาวนานถึงสิบสองปีกว่าไปแล้ว !!
เวลาในห้องกาลเวลายืดออกไปถึงหนึ่งร้อยเท่าของเวลาภายนอก แถมภายในห้องกาลเวลายังเต็มไปด้วยปราณฟ้าดินและพลังวิญญาณ มากหลายด้วยสมุนไพรและเหล่าสัตว์อสูร ซึ่งอุดมไปด้วยส่วนผสมสำหรับปรุงโอสถ นับว่าที่นี่นับเป็นดินแดนสวรรค์แห่งการบ่มเพาะโดยแท้
กังหลงนึกถึงวาสนาอันยิ่งของตนทบทวนครุ่นคิดคำนึงถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนดุจดังความฝันก็มิปาน ด้วยความแปลกประหลาดของกายาของตนขนาดเส้นชีพจรลมปราณที่ใหญ่กว่าของบุคคลอื่นหลายเท่า การเปิดออกทั้งหมดของจุดชีพจร กระทั่งจักระทั้งเจ็ดก็ล้วนได้รับการเปิดออก หากตนไม่มีวาสนาได้เข้ามาฝึกฝนในห้องการเวลานี้ หากเพียงแค่ฝึกฝนอยู่ในโลกภายนอกธรรมดาที่ตนเติบโตมา ไม่ทราบต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดกว่าจะยกระดับความสามารถให้มาเป็นเช่นปัจจุบันได้
แต่ทว่าดินแดนแห่งกาลเวลานี้มิทราบจะคงอยู่ไปได้อีกนานเท่าใดจะสามารถใช้งานได้นานแค่ไหนกังหลงก็มิอาจจะรู้ได้เช่นกัน ดังนั้นในขณะที่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากสถานที่แห่งนี้ได้ตนคงต้องรีบขวนขวายใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ดุจดังวลีที่ว่า
"น้ำขึ้นให้รีบตัก"
หลังจากสามารถยกกระดับปราณยุทธขึ้นสู่ระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุดแล้ว แม้กังหลงก็เพียรพยายามฝึกฝนฌานเพื่อต้องการลองยกระดับปราณยุทธให้ถึงระดับปราณราชันย์ดู พร้อมทั้งยังฝึกฝนพลังจิตวิญญาณไปพร้อมกันด้วย อีกทั้งยังฝึกปรุงโอสถระดับสี่ระดับต่ำ เพื่อต้องการขยับเพิ่มระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ จวบจนเวลาในห้องการเวลาล่วงผ่านไปอีกห้าปี
ในห้าปีนี้พลังจิตวิญญาณของกังหลงกล้าแข็งขึ้นมากมายหลายเท่าจนสามารถปรุงโอสถระดับสี่ระดับสูงได้สำเร็จพลังจิตวิญญาณยกระดับก้าวขึ้นไปสู่ของเขตที่สูงขึ้นอีกหนึ่งระดับ
พลังจิตวิญญาณสามารถแผ่สัมผัสออกไปกว้างไกลได้ถึงหนึ่งลี้ ส่งผลให้ความสามารถในการปรุงโอสถสูงขึ้นตามขึ้นไปด้วยจนสามารถปรุงโอสถระดับห้าระดับต่ำได้เป็นผลสำเร็จ
แม้ในเวลาห้าปีของห้องกาลเวลานี้ความสามารถด้านการปรุงโอสถมีความก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ด้านปราณยุทธของกังหลงกลับหาได้เกิดความก้าวหน้าใด ๆ ขึ้นอีกไม่
ระดับปราณยุทธของกังหลงยังคงติดอยู่ที่ระดับปราณครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุดดังเช่นเมื่อห้าปีก่อน สิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงไปก็เพียงแค่รู้สึกว่ามีพลังปราณที่หนาแน่นขึ้นเท่านั้น พลังปราณที่เพิ่มขึ้นคล้ายเอ่อแน่นอัดอั้นแต่ก็ไม่สามารถทะลุทะลวงไปสู่ระดับที่สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกเหมือนติดคอขวดที่มืขนาดเล็กอัดบีบแน่นเอาไว้
แม้กังหลงได้เพียรทดลองต่าง ๆ นานา ทั้งทดลองกลืนกินยายกระดับปราณซี่หยวนไปถึงสองเม็ดพร้อมกันก็ยังไม่สามารถทะลุทะลวงผ่านคอขวดนี้ไปได้ฤทธิ์ของโอสถซี่หยวนเพียงทำให้พลังปราณในร่างมีความหนาแน่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเท่านั้น หลังเพียรพยายามหลายครั้งเข้าแต่ก็ยังไม่เกิดผลใด ๆ จนในที่สุดเมื่อคำนวนเวลาทั้งหมดตั้งแต่ออกจากตระกูลมาจวบจนปัจจุบันกังหลงจึงตัดสินใจออกจากห้องกาลเวลา รำพึงว่า
"ไม่อาจเสียเวลาในห้องกาลเวลาได้อีกเนื่องจากคำนวนระยะเวลาทั้งหมดที่ผ่านมาตั้งแต่ออกจากตระกูลเวลาภายนอกผ่านไปเกือบห้าเดือนแล้วส่วนการจะเพิ่มระดับปราณอย่างไรเพื่อให้ก้าวข้ามคอขวดนี้ไปให้ถึงระดับปราณราชันย์ได้คงค่อยคิดดำเนินการในภายหน้าแล้ว "
เนื่องด้วยขณะนี้เวลาปัจจุบันที่กังหลงออกจากตระกูลได้ผ่านไปทั้งสิ้นสี่เดือนครึ่งแล้วขณะนี้ตนจึงสมควรเดินทางต่อไปยังตระกูลหยางเข้าไปพบพี่น้องร่วมสาบานของบิดาเพื่อเยี่ยมเยียนและเรียนรู้หาประสบการณ์ที่ตระกูลหยางตามเจตนาที่บิดาของตนได้ฝากฝังไว้
ก่อนออกจากห้องลับของตำหนักนิลกาลจน์ กังหลงได้เก็บรวบรวมสิ่งของที่มีประโยชน์รวมทั้งม้วนคัมภีร์อาวุธระดับต่าง ๆใส่ไว้ในถุงมิติทองคำจนหมดสิ้น กังหลงคิดว่าแม้บางอย่างขณะนั้นตนยังไม่มีความสามารถที่จะใช้งานหรือเรียนรู้ได้
เพราะในอนาคตวันข้างหน้า คราใดตนมีความสามารถที่เพียงพอ ก็จะสามารถนำสิ่งต่าง ๆเหล่านี้ออกมาจากถุงมิติทองคำเพื่อใช้ประโยชน์ได้ในทันทีไม่ต้องเสียเวลาเดินทางย้อนกลับไปเอาของที่ตำหนักนิลกาลจน์ เพราะอย่างไรแล้วปัจจุบันนี้ตนก็นับเป็นเจ้าของตำหนักนิลกาลจน์ เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในนี้ตนย่อมสามารถตัดสินใจทุกประการได้ตามใจปรารถนา
กังหลงออกเดินทางย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิมและวกย้อนมุ่งเดินทางไปยังตระกูลหยางตามทิศทางที่กังหยางผู้เป็นบิดาได้บอกไว้ และก่อนออกเดินทางครั้งนี้กังหลงก็มิประมาทได้ทำการปรับสร้อยปิดลมปราณซ่อนชีพจรที่มองดูเป็นเพียงแค่สร้อยธรรมดาที่ไม่มีราคาค่างวดใดๆเพื่อปกปิดลมปราณที่แท้จริงให้ระดับปราณยุทธที่แสดงออกมาเป็นเพียงระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดเช่นก่อนออกจากตระกูลมิผิดเพี้ยนอีกครั้ง