เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 81 การเอาคืนที่เยือกเย็น

                ท่ามกลางยอดเขาสอดสลับ เส้นทางขนาดใหญ่พาดผ่านระหว่างขุนเขา สองฝั่งข้างทางเป็นเพียงหน้าผาสูง ทางเส้นนี้จึงเป็นถนนเพียงเส้นเดียวที่สามารถตัดผ่านไปได้

               ไม่นานมีรถม้าขบวนใหญ่ปรากฏ พวกเขามีจำนวนสิบกว่าคน โดยหนึ่งในนั้นถือธงผืนใหญ่เอาไว้ เพื่อบ่งบอกว่าพวกเขาคือคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิต

               แน่นอนว่าการปรากฏตัวขององครักษ์แพรโลหิตทำให้ผู้คนที่อยู่โดยรอบเมื่อได้ยินแล้วต้องรู้สึกเกรงกลัวจนรีบหลบเลี่ยงไป ขณะนี้ผู้คนที่อยู่ในขบวนรถม้าต่างก็มีใบหน้าที่แสดงถึงความหยิ่งผยอง มีจำนวนไม่น้อยที่กอดสตรีรูปงามเสื้อผ้าน้อยชิ้นเอาไว้ในอ้อมอก และกำลังเดินทางอย่างรีบร้อน

               “พี่ใหญ่ เมื่อใดจะไปถึงขอรับ ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!”

               ชายฉกรรจ์ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าเอ่ยถามด้วยความสงสัย ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้เรือนร่างของสตรีงามตามอำเภอใจและมีท่าทีว่าไม่อยากรออีกต่อไป

               ผู้ที่อยู่ตรงกลางคือบุรุษวัยกลางคน สวมชุดเกราะและมีกลิ่นอายโหดเหี้ยมแผ่ซ่าน ไม่นานบุรุษผู้นั้นซึ่งอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดจึงเอ่ยเสียงเรียบ “คอยไปก่อนเถอะ เหล่าจื่อเองก็ไม่สบอารมณ์เท่าใดเช่นกัน แต่นี่เป็นภารกิจที่พี่ใหญ่สั่งมา เห็นบอกว่าพวกเราจะต้องนำสิ่งของส่งไปยังค่ายที่พักให้ปลอดภัย!”

               “ฮ่าฮ่า ปลอดภัย?”

               หนึ่งในชายฉกรรจ์เหล่านั้นหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อัดแน่นไปด้วยความหยิ่งทะนง “ใครจะกล้ามาช่วงชิงสิ่งของขององครักษ์แพรโลหิตอย่างพวกเรากันเล่า? เมื่อบัตรเทียบเชิญโลหิตปรากฏก็มีแต่จะกลัวจนปัสสาวะราด!”

               ต่อมาผู้ที่อยู่ด้านหน้าของขบวนรถม้าพบว่าไม่อาจเดินทางได้อีกต่อไปแล้ว เพราะถนนเบื้องหน้ามีก้อนหินขนาดยักษ์ขวางทางเอาไว้และยังมีคนผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ด้านบน

               เขาสวมชุดสีคราม ใบหน้าราบเรียบมองผู้คนทั้งหลายคล้ายดั่งไม่รู้สึกอันใด ก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ทิ้งของพวกนั้นไว้ ส่วนพวกเจ้า...ไสหัวไปเสีย!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ก่อนจะเอ่ยด้วยความเหลือเชื่อ “เหล่าจื่อเป็นคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิต นัยน์ตาสุนัขของเจ้ามันบอดไปแล้วหรือไร?”

               ณ เทือกเขาชิงหลงแห่งนี้ มีคนกล้าช่วงชิงสิ่งของขององครักษ์แพรโลหิตตั้งแต่เมื่อใดกัน?

               ผู้ที่ขวางทางคือเมิ่งฝานนั่นเอง เขาคลี่ยิ้มเล็กน้อยแล้วมองไปยังชายฉกรรจ์คนเมื่อครู่ก่อนจะเอ่ยอย่างใจเย็น “ข้า...จะส่งเจ้าไปตายเอง!”

               การบำเพ็ญตนกว่าครึ่งปีที่ผ่านมาทำให้เมิ่งฝานมีจิตสังหารเพิ่มขึ้นจนยากจะกักเก็บ เมื่อเขาก้าวออกไปเบื้องหน้านัยน์ตาอันเฉียบขาดนั้นทำให้ชายฉกรรจ์ขององครักษ์แพรโลหิตหน้าถอดสี

               ก่อนที่ชายฉกรรจ์ผู้เป็นหัวหน้าขบวนจะตวาดด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ฆ่าเขาเสีย!”

               หย่า!~~~

               เสียงตวาดโทนต่ำดังขึ้น ก่อนที่บุรุษผู้หนึ่งจะตีม้าของตนเองพุ่งทะยานไปยังเมิ่งฝานอย่างฉับพลัน เขาเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความเร็วอันน่าตระหนก ขณะเดียวกันพลันมีหอกเหล็กปรากฏขึ้นในฝ่ามือก่อนจะแทงออกไปเบื้องหน้าอย่างเหี้ยมโหด

               “คุกเข่าให้เหล่าจื่อเดี๋ยวนี้ เจ้าเด็กน้อย!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างของหอกเหล็กขนาดใหญ่ที่เคลื่อนตัวเข้าใกล้เมิ่งฝานในระยะไม่ถึงหนึ่งเมตร ทว่าในวินาทีต่อมาความเงียบงันกลับปกคลุมไปทั่วบริเวณ เพราะฝ่ามือขาวของเด็กหนุ่มได้คว้าหอกเหล็กเล่มนั้นเอาไว้ เจ้าของฝ่ามืออย่างเมิ่งฝานมองชายฉกรรจ์อย่างราบเรียบ ก่อนที่ฝ่ามืออีกข้างของเขาจะขยับแล้วก้าวไปเบื้องหน้า

               ปัง!

               ฝ่ามืออันดุดันทาบลงไปยังหัวของม้าที่ลอยอยู่กลางอากาศ พลันพลังอันแข็งแกร่งก็ถูกปลดปล่อย

               ชายฉกรรจ์และม้าตัวนั้นร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศในทันใด ก่อนจะตกลงไปบนพื้นอย่างรุนแรง หัวกะโหลกของม้าตัวนั้นพลันแตกกระจายด้วยพลังอันแข็งแกร่งของเมิ่งฝาน เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ

               ฉึบ!

               หอกเหล็กตวัดกลับมาแทงลงไปบนหน้าอกของชายฉกรรจ์ ก่อนที่ร่างของเมิ่งฝานจะหายไปอย่างฉับพลัน เวลานี้คนขององครักษ์แพรโลหิตทั้งหลายล้วนแต่รู้สึกขนลุกราวกับว่าสัมผัสได้ถึงการจุติของเทพแห่งความตาย

               “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือไร ฝ่ามือของสวีจ้านในครั้งนั้น...ข้าจะต้องเอาคืนเป็นแน่!”

               ในระหว่างที่เอ่ยวาจาร่างของเมิ่งฝานก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในจุดที่ใกล้กับคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิต ภายใต้อานุภาพอันน่าสะพรึงของเขาทำให้สีหน้าของผู้คนเหล่านั้นมีความกลัวปรากฏ ก่อนที่คนพวกนั้นจะตวาดเสียงต่ำอย่างเดือดดาลแล้วพุ่งเข้ามาโจมตีเด็กหนุ่ม แม้ว่ารอบกายจะรายล้อมไปด้วยจิตสังหาร ทว่าเมิ่งฝานกลับมีสีหน้าที่ราบเรียบและเริ่มลงมือเช่นเดียวกัน

               เมื่อใช้พลังของยาตราเซียนเหินเมิ่งฝานก็สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วปานสายฟ้าทำให้องครักษ์แพรโลหิตเหล่านั้นไม่อาจตัดสินการเคลื่อนไหวของเขาได้ด้วยตาเปล่า แม้ว่าการฝึกฝนจะยากเย็นแสนเข็ญแต่ก็นำมาซึ่งพลังนน่าสะพรึง

               เขาชกออกไปหนึ่งหมัด!

               ในขณะเดียวกันหมัดของเมิ่งฝานที่โอบล้อมไปด้วยพลังปราณบางเบาก็ทำให้ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งลอยกระเด็นไปพร้อมกับม้าซึ่งเป็นสัตว์พาหนะ เมิ่งฝานขยับร่างเข้าไปประชิดตัวคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตที่เหลืออย่างง่ายดาย ทุกย่างก้าวล้วนแต่แฝงไปด้วยจิตสังหาร ทุกการเคลื่อนไหวล้วนแต่มาพร้อมกับการโจมตีไปยังจุดตายขององครักษ์แพรโลหิต

               ปัง ปัง!

               เพียงครู่หนึ่งก็กลายเป็นภาพของทหารรับจ้างและสัตว์พาหนะลอยกระเด็นไปพร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็น แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังไม่ทันได้รู้ถึงการเคลื่อนไหวที่น่าสะพรึงของเด็กหนุ่มว่าอยู่ที่ใดก็ถูกฝ่ามือทรงพลังนั้นพุ่งเข้ามาโจมตีตนเองเสียแล้ว

               “ทุกคนระวังด้วย!”

               ชายฉกรรจ์ผู้เป็นหัวหน้าตวาดออกมาด้วยความเดือดดาล เพราะเพียงไม่กี่อึดใจก็มีคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตตายเพราะเมิ่งฝานไปสี่ห้าคนแล้ว โดยที่คนเหล่านั้นยังไม่ทันได้ส่งเสียงใดออกมาเลยด้วยซ้ำ

               เด็กหนุ่มผู้นี้ อายุยังน้อยแต่เหตุใดจึงมีพลังน่าสะพรึงถึงเพียงนี้!

               ชายฉกรรจ์ผู้เป็นหัวหน้าฟาดฟันออกมาด้วยดาบพร้อมทั้งมีสีหน้าที่แสดงถึงความตกตะลึง เงาของพลังดาบโอบล้อมไปด้วยพลังปราณซึ่งมาจากการรวบรวมพลังปราณทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายออกมา

               “เจ้าเด็กน้อย เหล่าจื่อไม่เชื่อว่าเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าข้า ไปตายเสียเถอะ คมอสนีบาตสังหาร!”

               วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับกลาง ในชั่วพริบตาที่ถูกปลดปล่อยมันก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พลังปราณภายในแล่นตรงมายังเมิ่งฝาน หากมันกระทบถูกร่างจะต้องทำให้ร่างกายของเขาขาดสะบั้นเป็นแน่

               ทว่าเมิ่งฝานยังคงยืนอยู่กับที่ไม่แม้จะหลบเลี่ยง เพียงยกแขนขึ้นเบาๆ แล้วชกออกไป

               ตู้ม!

               เงาร่างของทั้งสองพุ่งปะทะกันในอากาศ แล้วในเวลาต่อมาพลันมีเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นออกมาจนทำให้บริเวณนั้นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

               ท่ามกลางการปะทะนั้นคือภาพของดาบที่หักเป็นสองท่อนก่อนจะหายไป ส่วนร่างของชายฉกรรจ์ก็ล้มลงไปบนพื้น กระดูกในร่างกายแหลกสลายด้วยน้ำมือของเมิ่งฝาน

               ยอดฝีมือขั้นหลอมปราณระดับเจ็ด ถูกสังหารด้วยหมัดเดียว!

               ยามนี้บรรดาองครักษ์แพรโลหิตทั้งหลายต่างก็ชะงักงัน มองร่างที่อาบไปด้วยเลือดของเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึง ดูท่าความน่าสะพรึงกลัวของเด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาในเวลานี้จะเหนือกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้มาก

               เจ้าของนัยน์ตาอันเยือกเย็นก้าวออกไปเบื้องหน้า ขณะเดียวกันคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตก็ล่าถอยไปอย่างสะบักสะบอม ทว่าเมิ่งฝานที่ลงมือไปแล้วย่อมไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปอย่างแน่นอน เขาจะต้องจัดการกับศัตรูให้ถึงที่สุด!

               ในเมื่อต้องการสังหาร ก็ต้องสังหารให้สาแก่ใจ หรือต่อให้ไม่อาจสังหารอีกฝ่ายได้ก็ต้องปล่อยจิตสังหารของตนเองออกมาให้หมด ผู้ที่เลือกเส้นทางแห่งการสังหารอย่างเมิ่งฝานนั้นเข้าใจในหลักการนี้ดี!

               .......

               ภายในค่ายที่พักของหน่วยองครักษ์แพรโลหิต ภายในกระโจมมีคบเพลิงตั้งเรียงราย มีเสียงเอะอะโวยวายดังเซ็งแซ่

               ทั้งเสียงการปะทะที่เกิดจากฤทธิ์สุราและเสียงแหลมเล็กของสตรีล้วนแต่ดังอยู่ภายในค่ายที่พักทั้งสิ้น แน่นอนว่าท่ามกลางบรรดาทหารรับจ้างเช่นนี้ย่อมเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ส่วนทหารรับจ้างที่ต้องออกลาดตระเวนก็ได้แต่มองเข้ามาภายในด้วยนัยน์ตาที่บ่งบอกถึงความริษยายิ่งนัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย

               ยามนี้นายกองของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตอย่างสวีจ้านไม่อยู่ เหลือเพียงนายกองที่สองอย่างเหลยเฟยจึงทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงอย่างยิ่ง ถึงขั้นที่เรียกว่าเข้มงวดไม่ได้ครึ่งของเมื่อก่อนเลยก็ว่าได้

               “หึหึ อีกประเดี๋ยวพวกเราก็จะได้พักแล้ว!” หนึ่งในทหารรับจ้างเอ่ยขึ้นเสียงเบา

               “จริงหรือ จะไม่ถูกท่านนายกองตำหนิหรือไร?”

               “หึหึ เจ้าดูทางนั้นสิ แม้แต่ท่านนายกองที่สองก็ยังสบายใจถึงเพียงนั้น!”

               ท่ามกลางกระโจมเหล่านั้น ทหารรับจ้างสองคนพาสตรีเข้าไปภายใน โดยสตรีนางนั้นสวมใส่เพียงผ้าผืนบางจนทำให้มองเห็นสัดส่วนบนเรือนร่างได้อย่างชัดเจน แม้จะมิได้งดงามเฉกเช่นไป๋สุ่ยเอ๋อร์แต่ก็ถือว่างามเลิศล้ำที่สุดในค่ายที่พักของทหารรับจ้างแห่งนี้แล้ว

               สตรีผู้นั้นถูกส่งไปในกระโจมที่มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ภายใน เมื่อได้เห็นนางเขาก็ชะงักงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยพลางหัวเราะออกมาเสียงดัง “เยี่ยม เยี่ยม!”

               ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเขาก็ลุกขึ้นยืน ร่างกายที่มีกล้ามเนื้อปรากฏสักลายมังกรเขียว ทั้งยังเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับแปด เขาผู้นี้ก็คือนายกองที่สองอย่างเหลยเฟยนั่นเอง!

               ฝ่ามือใหญ่คว้าเอวของสตรีผู้นั้นเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนจะบอกกับทหารรับจ้างคนอื่น “ไสหัวไป!”

               ทหารรับจ้างอีกสองคนไม่กล้าพูดสิ่งใดให้มากความจึงรีบวิ่งออกไปด้านนอก

               เจ้าของฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ไปตามเรือนร่างของสตรีผู้นั้นก่อนจะเอ่ย “ปกติแล้วเจ้ามักจะอยู่กับพี่ใหญ่ วันนี้ถึงคราวของพี่น้องอย่างข้าแล้ว!”

               นางส่งเสียงขัดออกมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดให้มากความปล่อยให้เหลยเฟยได้กระทำตามใจ หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจเหลยเฟยก็ไม่อาจอดทนรอได้อีกต่อไปจึงฉีกผ้าผืนบางบนกายของนางออก ทว่าในเวลาต่อมากลับมีเสียงของชายฉกรรจ์ดังขึ้นจากนอกกระโจม

               “รายงาน ท่านนายกองใหญ่ให้คนนำสิ่งของมาส่งขอรับ!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเหลยเฟยก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน จำต้องปล่อยสตรีผู้นั้นไว้ชั่วครู่ เพราะการเดินทางไปยังเมืองชิงเฉิงของสวีจ้านในครั้งนี้จะมีการขนย้ายเหรียญทองคำจำนวนหนึ่งแสนเหรียญกลับมาและเหลยเฟยก็คือผู้ที่ต้องจัดการกับเหรียญมูลค่ามหาศาลเหล่านั้น

               “ให้เขาเข้ามา!”

               เหลยเฟยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะมีเด็กหนุ่มชุดสีครามเดินเข้ามาภายในกระโจม เขามอบกล่องใบหนึ่งให้กับเหลยเฟย

               “นำกล่องวางไว้ตรงนั้น แล้วเจ้าก็รีบไสหัวออกไปได้แล้ว!” เหลยเฟยกล่าวพลางวาดมือออกไป ก่อนทีฝ่ามือใหญ่จะลูบไล้เรือนร่างของสตรีผู้นั้นขึ้นไปยังจุดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

               เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยไม่ได้ออกไป แต่กลับเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ท่านายกองใหญ่ให้ข้าถามกับท่านนายกองที่สองว่าจะจัดการกับผู้ที่มีนามว่าเมิ่งฝานและไป๋สุ่ยเอ๋อร์เช่นไรขอรับ!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหลยเฟยก็ชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “พี่ใหญ่บอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่หรือไร ว่าเมื่อใดที่เขากลับมาก็ให้ตามหาในทันที? หึหึ อาศัยคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตที่มากมายเหล่านี้ ต่อให้พวกมันหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำของสัตว์อสูรก็จะต้องตามหาจนเจอ ไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่นอน!”

               เมื่อได้ยินในสิ่งที่เหลยเฟยเอ่ยออกมานัยน์ตาของเด็กหนุ่มก็วาวโรจน์ หลังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ดูท่าว่าจะถูกต้องแล้วสินะ หากไม่ทำให้คนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตพิการ ภายหน้าจะต้องยุ่งยากอย่างมากเป็นแน่!”

               ตีงูต้องตีจุดตาย หากปล่อยความยุ่งยากนี้เอาไว้ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าจะถูกมันลอบกัดเมื่อใด

               หากปล่อยให้หน่วยองครักษ์แพรโลหิตตามรังควานอยู่เช่นนี้เมิ่งฝานคงยากที่จะหลับลง หนทางเดียวที่จะจัดการอีกฝ่ายได้ก็คือ...ทำให้คนพวกนั้นไม่อาจทำอันใดเขาได้อีก!

               นัยน์ตาของเหลยเฟยวาวโรจน์ ก่อนจะอย่างเยือกเย็น “หมายความว่าอย่างไร?”

               หลังจากที่คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเด็กหนุ่มจึงเอ่ยเสียงเบา “ก็เปล่า...แค่เมิ่งฝานสั่งให้ข้ามาบอกกับนายกองว่าไม่ว่าผู้ใดที่อยากให้เขาตาย คนพวกนั้น...จะต้องตายก่อน!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นจิตสังหารพลันปกคลุมไปทั่วกระโจมพัก ก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มจะหายวับไปจากจุดที่เคยอยู่ เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง!

               เพียงชั่วพริบตาฝ่ามือขาวพลันขยับ จิตสังหารที่ดุดันไร้เทียมทานพุ่งตรงไปหาเหลยเฟย ร่างของเมิ่งฝานเคลื่อนไปด้วยความเร็วปานสายฟ้า ซึ่งต่อให้เป็นจอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับแปดอย่างเหลยเฟยก็ยังไม่อาจตามความเร็วของเด็กหนุ่มได้ทัน!

               ยาตราเซียนเหิน ย่างก้าวดุจเซียนเหิน หลังจากที่ผ่านการฝึกฝนมาหนึ่งเดือนความเร็วของเมิ่งฝานในยามนี้ก็เหนือกว่าเขาในเมื่อก่อนจนไม่อาจเทียบได้

               เพียงชั่วพริบตาร่างของเขาเคลื่อนไหวดุจสายฟ้า จิตสังหารเพิ่มพูนอย่างดุดันและฉับพลัน!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน