เจียงหยุนนั่งอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ กลางป่าแห่งความมืด สายตาของเขามองไปยังจักรพรรดิอสูรทั้งหมดที่ยืนเรียงรายอยู่ตรงหน้าที่เก็บทรัพยากรทั้งหมดมาแล้ว พร้อมบริวารอีกนับล้านตัวที่เหลือรอดจากการต่อสู้อันดุเดือด แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของกองทัพเดิม แต่ความแข็งแกร่งและพลังของพวกมันยังคงน่าทึ่ง เขารู้ดีว่าสัตว์อสูรเหล่านี้เคยมีกำลังมากกว่านี้หลายเท่า แต่สงครามที่ยืดเยื้อกับพันธมิตรทวีปกลางทำให้มีการสูญเสียครั้งใหญ่ สัตว์อสูรกว่าหลายร้อยล้านตัวได้สละชีวิตลงไปในสงครามครั้งนั้น
ทันใดนั้น เจียงหยุนยกมือขึ้นและเริ่มสร้างรูปแบบอาคมขนาดใหญ่กลางอากาศ ลวดลายซับซ้อนส่องแสงเรืองรองปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ พลังที่แผ่ออกมาทำให้จักรพรรดิอสูรและบริวารทั้งหมดรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาล แต่พวกมันไม่ได้ขัดขืน พวกมันรู้ว่าเจียงหยุนไม่ได้มีเจตนาร้าย
"เราจะไปจากที่นี่" เขาพูดเสียงเรียบ แต่คำพูดนั้นกลับมีพลังพิเศษที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวสงบนิ่ง
ทันใดนั้น รูปแบบอาคมขนาดใหญ่ก็เสร็จสมบูรณ์ พื้นดินสั่นสะเทือนและแสงสว่างส่องประกายทั่วทั้งบริเวณ รูปแบบที่เจียงหยุนสร้างขึ้นเริ่มทำงาน บรรยากาศรอบตัวพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าทุกสิ่งกำลังถูกดูดเข้าสู่ความว่างเปล่า
ก่อนที่ใครจะทันได้รู้ตัว ร่างของจักรพรรดิอสูรและบริวารทั้งหมดถูกดูดเข้าไปในแสงสว่างนั้น เจียงหยุนมองดูทุกอย่างอย่างเงียบๆ ก่อนที่ตัวเขาเองจะวาร์ปหายไปตามพวกมันพร้อมรูปแบบบางอย่างที่กำลังพักทลายลงไป
ทุกอย่างเงียบสงบลงอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดของป่าเดิมที่ไม่มีเสียงใดๆ เหลืออยู่...
ทันใดนั้น กองกำลังจักรพรรดิจากหลายที่ต้องเผชิญกับความตกใจและสับสน เมื่อพวกเขาพบว่าหยกวิญญาณของผู้นำหรือผู้อาวุโสของตนที่ไปโจมตีป่าแห่งความมืดเริ่มแตกสลายไปทีละชิ้นๆ เสียงตะโกนแห่งความวิตกกังวลและความโกรธดังขึ้นจากทั่วทุกมุม
"เกิดความหายนะอะไรขึ้น? นี่มันบ้าอะไรกัน!"
…..
" ติดต่อคนของเราในแดนเหนือเร็วเข้า!"
" มันเกิดอะไรขึ้นที่นั่นกัน!"
….
" รีบส่งข้อความไปยังพันธมิตรที่เหลือเร็วเข้า! เราต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น! "
ณ ทวีปเหนือ ข้างนอกป่าแห่งความมืด ผู้คนเคยถูกปิดกั้นด้วยรูปแบบพลังที่มองไม่เห็นและไม่สามารถเข้าไปในตัวป่าแห่งความมืดได้แต่ตอนนี้กลับสามารถเข้าไปข้างในได้โดยไม่มีอะไรกีดขวาง เมื่อพวกเขาเข้าไปถึง พวกเขาพบเศษซากสงครามที่กระจัดกระจายอยู่ทั่ว ผืนดินเต็มไปด้วยเลือดและศพของพันธมิตรจักรพรรดิภาคกลางที่กระจายอยู่ทั่วไป บางคนยังกองซ้อนกันเป็นกองใหญ่
ชายคนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนที่ช่ำชองในการค้นหาทรัพย์สมบัติ เดินตรงเข้าไปตรวจสอบศพของจักรพรรดิเหล่านั้นด้วยหวังว่าจะขโมยของมีค่า แต่เมื่อเขาพยายามค้นดูทุกซอกทุกมุม กลับไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย ไม่มีทั้งแหวนมิติหรือสิ่งของที่มีค่าใดๆ เหมือนกับว่าทุกสิ่งถูกดูดหายไปในอากาศ
แต่ทันใดนั้น เขาพบสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจ หินภาพถ่ายที่จักรพรรดิหนึ่งคนถือไว้แน่นสุดชีวิต ชายคนนั้นหยิบหินขึ้นมาดู และตั้งใจที่จะเปิดดูคนเดียวแต่เมื่อเขาพยายามจะตรวจดูภาพในหินนั้น ภาพกลับขยายออกโดยไม่คาดคิด ปล่อยแสงสีส้มอ่อนและเปล่งประกายไปทั่วบริเวณ ทำให้ทุกคนที่อยู่ทั้งภายในและรอบนอกป่าแห่งความมืดสามารถเห็นภาพถ่ายนั้นได้อย่างชัดเจน
สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องอยู่ที่หินภาพถ่ายที่ส่องแสงอยู่กลางอากาศ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผู้คนทั้งหมดต่างเฝ้าดูด้วยความสนใจและความตระหนก ภาพในหินเผยให้เห็นจักรพรรดิสูงสุดทั้งอสูรและมนุษย์กว่า 150 องค์ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส สภาพของพวกเขาดูอ่อนแอและใกล้จะหมดสติ ทุกคนต่างตกใจจนแทบพูดไม่ออก ภาพของจักรพรรดิที่เคยเป็นที่เกรงขามกำลังร่วงโรยลงต่อหน้าต่อตา
ทันใดนั้น หินภาพถ่ายก็แสดงให้เห็นการมาถึงของกองกำลังจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิต บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดและน่ากลัว เงาของเหล่าจักรพรรดิจากดินแดนปีศาจโลหิตยืนอยู่เหนือจักรพรรดิที่บาดเจ็บด้วยท่าทางเหี้ยมโหด มีเสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นจากฝูงชน
"ไม่ใช่ว่าพวกเขาตกลงเซ็นสัญญาสวรรค์กันแล้วหรือ? ทำไมถึงกล้าฝ่าฝืนคำสัญญาเช่นนั้น?" เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ
"ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาตกลงอะไรกัน...แต่ถ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตกล้าทำเช่นนี้ แสดงว่าพวกเขาต้องมีแผนการและความมั่นใจในการรับผลที่ตามมาจากการละเมิดสัญญาแน่นอน" อีกคนหนึ่งตอบพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
ภาพในหินภาพถ่ายยังคงแสดงต่อไป สิ่งที่พวกเขาเห็นต่อจากนั้นยิ่งทำให้ทุกคนหวาดกลัวยิ่งขึ้น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตเริ่มสังหารจักรพรรดิทั้งหลายอย่างโหดเหี้ยม เลือดไหลนองเต็มพื้น ไม่มีการละเว้นไม่ว่าจักรพรรดิผู้ใด ทั้งมนุษย์และอสูรต่างถูกสังหารลงโดยไร้ความเมตตา
สิ่งที่ทำให้ทุกคนสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือภาพที่เหล่าผู้ฝึกฝนปีศาจจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตดึงต้นกำเนิดร่างกายพิเศษออกจากจักรพรรดิบางคน บางร่างที่เคยทรงพลังกลับกลายเป็นเพียงซากศพที่แห้งกรังในพริบตาเดียว
จากนั้นพวกเขาก็เก็บรวบรวมศพของจักรพรรดิอสูรและมนุษย์ที่ล้มลงไปไว้ในแหวนมิติ ทรัพยากรทั้งหมดในป่าแห่งความมืดถูกกวาดล้างไปจนหมดสิ้น เหล่าผู้ฝึกฝนปีศาจหัวเราะอย่างเย้ยหยันราวกับไม่เคยมีการตกลงใดๆ เกิดขึ้นมาก่อน
"นี่มันเลวร้ายเกินไป...พวกเขากำลังเหยียบย่ำคำสัญญาสวรรค์อย่างไม่เกรงกลัว!" หนึ่งในผู้ชมภาพตะโกนขึ้นด้วยความเดือดดาล
ชายที่เป็นผู้ฝึกตนระดับต่ำจากกองกำลังพันธมิตรจักรพรรดิภาคกลางพูดด้วยเสียงหนึ่งพูดขึ้นอย่างร้อนรน
"เราต้องหาทางตอบโต้! พวกเขากล้าละเมิดคำสัญญาสวรรค์แบบนี้ได้ยังไงกัน!"
หลายวันผ่านไป หลังจากภาพเหตุการณ์ที่ถูกฉายผ่านหินภาพถ่ายได้แพร่กระจายออกไป ชายคนที่เป็นผู้พบหินภาพถ่ายนั้น หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทันทีหลังจากที่เขาเปิดเผยภาพให้ทุกคนเห็น และไม่นานหลังจากนั้น ข่าวสารเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในป่าแห่งความมืดก็แพร่กระจายไปทั่วห้าทวีปอย่างรวดเร็ว มันกลายเป็นข่าวที่ทุกคนพูดถึง ท่ามกลางเสียงซุบซิบและข่าวลือที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเคียดแค้นได้พอกพูนขึ้นในใจของกองกำลังพันธมิตรจักรพรรดิภาคกลาง
ความตายและการหายไปของผู้นำจักรพรรดิภาคกลางเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และกองกำลังจากทวีปกลางต่างพร้อมใจกันเตรียมกองทัพเพื่อทำสงครามล้างแค้นกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตทันที ความโกรธแค้นของพวกเขาเหมือนพายุร้ายที่พร้อมจะถล่มทุกอย่างที่ขวางหน้า ความสงสัยและความหวาดกลัวเพิ่มขึ้นทุกวัน
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังยกกองทัพออกไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิต ผู้นำแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตที่เพิ่งออกจากการสันโดษก็ก้าวออกมาจากเงามืด เขาปรากฏตัวขึ้นด้วยพลังที่น่าเกรงขามพร้อม หุ่นเชิดปีศาจที่แข็งแกร่งมากมายหลายร้อยตัว ทุกย่างก้าวของเขาทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และสายตาของเขาก็ทำให้เหล่าผู้ฝึกฝนรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก ด้วยพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นรู้สึกถึงความต่างชั้น ผู้นำพันธมิตรจักรพรรดิภาคกลางที่เคยโกรธแค้นและเต็มไปด้วยความคิดที่จะทำสงครามเริ่มลังเล เพราะความแข็งแกร่งของผู้นำดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะประเมินค่าหรือท้าทายได้ง่ายๆ และที่สำคัญดินแดนศักดิ์สิทธิ์ 5 ธาตุ ก็ไม่ได้เข้าร่วมด้วย มันส่งผลให้พวกเขาตัดสินใจถอยกลับก่อนเนื่องจากไม่มีใครสามารถต่อสู้กับผู้นำแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจ
หลังจากที่คนจากภาคกลางถอยกลับไป ภายในห้องโถงแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิต เงามืดกดข่มบรรยากาศรอบตัวให้หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก รังสีสังหารที่ปล่อยออกมาจากเงาดำนั้นรุนแรงจนผู้ที่อยู่ในห้องรู้สึกเหมือนเลือดในกายแทบจะหยุดไหล ผู้อาวุโสหลายคนยืนตัวแข็ง ไม่กล้าสบตาเงานั้น ความกดดันของเงามืดที่แผ่ซ่านทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกกดลงไปใต้ภูเขาหิน
"พวกเจ้าช่างไร้ค่าและไร้ประโยชน์ยิ่งนัก!" เงาดำคำราม เสียงของเขาดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถงราวกับเสียงฟ้าร้อง "ตั้งแต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายหมอกบุกโจมตี พวกเจ้าก็ไม่สามารถป้องกันได้ ปล่อยให้กองกำลังของเราถูกทำลายไปกว่าครึ่งหนึ่ง ทรัพยากรมหาศาลถูกปล้นไปโดยไร้การตอบโต้ ไอ้พวกไร้ประโยชน์ที่มีดีแค่ปาก!"
เสียงของเงาดำดังกึกก้องไปทั่วห้อง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ราวกับไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง "ข้าไม่เคยยื่นมือเข้ามายุ่งกับการต่อสู้ภายในของพวกเจ้ามาก่อน แม้เพียงสักครั้ง แต่ดูเหมือนว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้พวกเจ้าจะเริ่มเหิมเกริมเกินไปแล้วใช่ไหม? ถึงขนาดที่ฆ่ากันเองหรือร่วมมือกับคนภายนอก"
ผู้อาวุโสทุกคนต่างก้มหน้า ไม่กล้าพูดสิ่งใด ความหวาดกลัวที่ปรากฏในดวงตาของพวกเขาชัดเจนราวกับจะพรั่งพรูออกมาเป็นหยาดน้ำตา เงาดำเหยียดริมฝีปากขึ้นเล็กน้อยอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ
"ออกไปตามหาคนที่กล้าใส่ร้ายดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตซะ ถ้าหากหาไม่เจอ...ข้าจะเอาเลือดของพวกเจ้าเป็นเครื่องสังเวยให้กับหุ่นเชิดปีศาจซะ!"
คำขู่ที่ดังก้องไปทั่วห้องโถงทำให้ผู้คนที่อยู่ที่นั่นสั่นสะท้านไปทั้งตัว พวกเขาตอบรับด้วยเสียงสั่นคลอนจากความกลัว
"ขอรับ ท่านผู้นำ!" ก่อนจะรีบหันหลังและจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง
เงาดำยืนครุ่นคิดอยู่กลางห้องโถงอย่างเงียบงัน สายตาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและความสงสัยที่ไม่อาจคลี่คลายได้ "ไอ้แก่หลินจอมเจ้าเล่ห์... มันรู้ได้ยังไงว่าข้าไม่สามารถออกช่วยเหลือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตได้?" เขากัดฟันด้วยความไม่พอใจ เสียงกึกก้องจากฟันที่เสียดสีดังขึ้นในห้องที่เงียบงันราวกับเสียงสะท้อนจากขุมนรก
"และที่สำคัญ...ไอ้เวรนั่นมันเป็นใครกันแน่?" เงาดำคำรามออกมาในความมืด "ทำไมข้าถึงไม่สามารถอนุมานหาตัวมันได้?" เขาเอามือกุมขมับ ราวกับพยายามค้นหาคำตอบที่อยู่ลึกเข้าไปในห้วงความคิดของตนเอง แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน คำตอบก็ยังหลบซ่อนอยู่ในความมืดอย่างท้าทาย
"ชิ... อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น..." เงาดำพูดกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอาฆาต
ในขณะที่ข่าวการต่อสู้ในป่าแห่งความมืดยังคงแพร่กระจายไปทั่วทุกทวีป ข่าวอีกหนึ่งข่าวก็ดังขึ้นมาเป็นที่ฮือฮาในทวีปคือ — นิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่น
" หวังไป๋ หวังเหอ ไอ้พวกนั้นมันยังรอดไปได้ยังไงกัน?" เสียงของผู้สูงอายุในตระกูลหวังดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ "ร่างของพวกมันพังทลายไปแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมพวกมันทั้งสองถึงกลายเป็นจักรพรรดิได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และร่างกายพิเศษก็ฟื้นฟูกลับมาอีกด้วย?" เขาพูดพลางกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
ผู้นำตระกูลหวังที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เฉียบขาด " ไอ้พวกนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นนั้นมันกล้าฆ่าคนของเราได้อย่างไร? พวกมันเป็นช่างเหมือนลูกแกะเกิดใหม่ที่ไม่กลัวอะไรเลยงั้นข้าจะเป็นคนสอนความกลัวให้พวกมันเอง" เขาพลิกศีรษะมองไปรอบห้อง
"ติดต่อกองกำลังจักรพรรดิทั้งหมดซะ เรามาทำลายพวกมันกันเถอะ!"
" ขอรับ! ท่านหัวหน้าตระกูล"
ในขณะเดียวกัน ที่ตระกูลมังกร บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกคนต่างพิจารณาแผนการอย่างละเอียด แต่มีหญิงมังกรคนหนึ่งยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ ราวกับพบความสนุกในความวุ่นวายนี้
หลงปิง หนึ่งในผู้นำตระกูลมังกร ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงและพูดขึ้น "ข้าต้องการสังหารไอ้มังกรทรยศตัวนั้น!" เสียงของเขาดังชัดเจนและเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทุกคนในห้องต่างตกใจ แต่ก็ไม่มีใครคัดค้าน มีแต่การตอบตกลงในทันที
แต่ผู้นำตระกูลมังกร ก็เอ่ยขึ้นด้วยความกังวล "แต่เราจะสู้พวกนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นยังไง? พวกเขามีจักรพรรดิผู้ทรงพลังถึง 10 คน และยังรวมกับตัวเจียงหยุนอีกด้วย พวกเรามีคนไม่มากในเศษโลกนี้ และไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น"
หลงปิงยิ้มกว้าง ราวกับได้ยินคำพูดนั้นทำให้เขายิ่งมีความมั่นใจมากขึ้น "ไม่เป็นไรหรอก! เราจะมีพันธมิตรอีกมากมายเลยล่ะ... ฮาฮาฮา!" เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง ราวกับเสียงหัวเราะนั้นสามารถกระจายความมั่นใจไปให้ทุกคนในห้องได้
ในโถงอันมืดมิดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิต ผู้อาวุโสบางคนซึ่งมีใบหน้าเคร่งเครียดเฝ้าถามกันด้วยเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความกังวล "เราจะเข้าร่วมการทำลายนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นหรือไม่?"
เงาดำผู้เป็นผู้นำสูงสุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตหันกลับมามองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาและพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ไม่! พวกเจ้าคิดจะทำอะไรโดยไม่พึ่งพาสมองของพวกเจ้าอีกแล้วรึไง? หรือว่ามันไม่มีกันแน่ข้าเริ่มสงสัยแล้ว?”
ผู้อาวุโสที่ถามขึ้นได้แต่นิ่งเงียบด้วยความอับอายและบางคนก็คิดว่าข้าผิดอะไร
“หัวหน้านิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่น ไม่ใช่ว่าเขาอยู่ในช่วงกำลังเติบโตขึ้นแต่อย่างใด แต่เขาอยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วในตอนนี้! ไอ้เด็กคนนั้นมันอยู่ในระดับจักรพรรดิสูงสุดแล้ว จักรพรรดิสูงสุดพวกเจ้าเข้าใจไหม”
เขาหยุดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "รวมถึงชายชุดดำสองคนที่มาประกาศรับสมัครศิษย์ในตอนนั้น พวกเจ้าจำไม่ได้หรือไง? ออร่าที่พวกเขาปล่อยออกมาน่ากลัวกว่ากึ่งอมตะบางคนเสียอีกและ แม้แต่สักคนหนึ่งในสองคนนั้นก็สามารถทำลายดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตทั้งหมดในช่วงที่สมบูรณ์ได้อย่างง่ายดาย… และหากตัวข้าต้องต่อสู้ข้าคงจะตายไปพร้อมกับพวกโง่ๆ เช่นพวกเจ้าด้วย"
เงาดำหยุดนิ่งเล็กน้อย ดวงตาที่แฝงไปด้วยความเดือดดาลกวาดไปยังผู้อาวุโสทุกคน "ดังนั้น พวกเจ้าควรใช้สมองน้อยๆ ของพวกเจ้าคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และประเมินความสามารถของตนให้ดีกว่านี้!"
ทุกคนในห้องต่างตกอยู่ในความเงียบงัน ใบหน้าที่เคยเป็นศิลาแข็งกลายเป็นเงามืดที่เต็มไปด้วยความกลัวและอับอาย พวกเขาต่างรู้ดีว่าเงาดำพูดถูก พวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอจะเผชิญหน้ากับศัตรูในครั้งนี้ และการเคลื่อนไหวใดๆ อาจหมายถึงความพินาศทั้งหมดของนิกาย
แต่ในความเงียบงันนั้นเอง เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด "ฮาฮาฮา! สมแล้ว...สมเป็นลูกชายของข้า! ฮาฮาฮาฮา!" เสียงของชายคนหนึ่งที่ถูกคุมขังอยู่ในส่วนลึกของคุกดังออกมา เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความภูมิใจและความยินดี "แม่ของเจ้าต้องภูมิใจในตัวเจ้าแน่นอน ฮาฮาฮา!"
ที่ตระกูลเกา ในห้องลับแห่งหนึ่ง ชายชราผู้มีผมขาวและใบหน้าฝีแผลได้มองไปที่ตัวเองอย่างทึ่งระหว่างที่เขาค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพจากความอ่อนแอ เมื่อเกาหยวนส่งยาที่ช่วยให้เขาสามารถทะลวงขีดจำกัดสู่ขั้นกึ่งจักรพรรดิได้สำเร็จ เมื่อทุกคนในตระกูลทราบก็ต่างดีใจและแสดงความยินดี แต่ในความจริง ชายชรารู้ดีว่า นี่คือค่าตอบแทนจากการดูแลเกาหยวนมานาน และเกาหยวนจะไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเกาอีกต่อไป
ที่ตระกูล เฉิน พวกเขาก็ได้รับของบางอย่างจาก เฉินเวย เหมือนกันแต่ด้วยความโลภของพวกเขายังไม่สิ้นสุด พวกเขาต้องการมากกว่าที่ได้รับ และการพบเฉินเวยเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการใหม่ได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วน ความต้องการที่ไม่รู้จักพอทำให้พวกเขาต้องพยายามเข้าหาเฉินเวยเพื่อเพิ่มพูนอำนาจและทรัพยากรของตน
ในราชวงศ์วังน้ำวน ฟางฉินเครียดจนแทบคลั่ง ขย้ำข้าวของภายในห้องโถงด้วยความโมโหร้าย "ทำไมกัน? ทำไมเจ้ายังรอดไปได้อีก? ไอ้สารเลวเจียงหยุน! ไอ้สารเลวฟางไห่! ข้าจะฆ่าพวกมันทั้งหมด ไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว!" เสียงคำรามของฟางฉินเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความเครียดที่สะสมมานาน
ในขณะเดียวกัน ชายคนหนึ่งยืนอยู่ในความว่างเปล่าของจักรวาล เขามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เขาในตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายหมอก พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำ มองดูวิวทิวทัศน์ที่งดงามของดินแดนที่เขาปกครองด้วยความสงบ ก่อนที่ความสงบจะถูกทำลายลงด้วยการประกาศที่ไม่คาดคิด
"ตาแก่กงซุนทะลวงไปถึงระดับจักรพรรดิแล้ว งั้นรึ?" พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสนใจ "โลกนี้คงจะมีสีสันมากขึ้นแล้วสิ"
และเขาก็นึกถึงเด็กที่ชื่อ ชางหมิง พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์คิดว่าเหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดขึ้น "ข้าจำได้ว่าเขาเคยเป็นผู้เข้าชิงตำแหน่งพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่เขาจะหายไปพร้อมกับข่าวครอบครัวของเขาที่ถูกทำลาย"
พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ้มอย่างมีความหมาย "เจ้าหนูนั้นเอาคนมีความสามารถของข้าไปมากมายเลยนะ ยังงี้เจ้าคงต้องลดราคาให้ข้าหน่อยแล้วละ "
ที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง สาวสี่คนที่นั่งอยู่ด้วยกันได้รับข่าวที่ทำให้พวกนางตกใจเป็นอย่างมาก นั้นคือรายงานข่าวได้บอก กว่ามูชูหยวน พี่น้องของพวกนาง ตอนนี้ได้กลายเป็นจักรพรรดิ และความแข็งแกร่งของนางก็เกินจินตนาการ
"มูชูหยวนกลายเป็นจักรพรรดิแล้วอย่างนั้นเหรอ?" จางซินเย่ พูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจ
"ช่องว่างระหว่างเรากำลังขยายตัวไปเรื่อยๆ และพวกเราต้องทำอะไรบางอย่าง พวกเจ้าตัดสินใจได้รึยัง"
" ข้าตกลง "
" ข้าตกลง "
" ข้าตกลง "
พวกนางพิจารณาสถานการณ์ด้วยความกังวล และตัดสินใจที่จะมุ่งตรงไปที่ยอดเขาพระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ทันที
แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ขณะที่ห้องประชุมที่ประดับด้วยทองคำและอัญมณีชั้นยอดเริ่มเปลี่ยนสีให้เป็นโทนสีน้ำเงินเข้ม การเจรจาอันเป็นที่รอคอยของกองกำลังจักรพรรดิเริ่มต้นขึ้นแล้ว ท่ามกลางความเงียบสงบและความตึงเครียดที่สามารถสัมผัสได้จากทุกมุมของห้อง
ห้องประชุมนี้ถูกจัดให้เรียบหรู ท่ามกลางโต๊ะใหญ่ที่มีการตกแต่งอย่างประณีต พื้นห้องปูด้วยพรมสีแดงเลือดหมูที่มีลวดลายอันงดงาม หลอดไฟทองคำเหนือหัวส่องแสงอ่อนๆ ให้บรรยากาศที่เรียบง่ายและเป็นทางการ
ในห้องประชุมมีตัวแทนจากกองกำลังจักรพรรดิทั้งหมดมากกว่า 70 แห่ง ผู้นำต่างๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะนี้ บางคนในชุดเกราะล้ำค่า บางคนในเสื้อผ้าที่ประดับด้วยเครื่องหมายของตระกูลสูงส่ง การปรากฏตัวของพวกเขาเป็นที่น่าประทับใจและเต็มไปด้วยอำนาจ
หัวหน้าเจรจาคือจักรพรรดิแห่งตระกูลหวังที่เป็นผู้นำในการเชิญกองกำลังทั้งหมดมาที่นี้ เขานั่งอยู่ที่ตำแหน่งศูนย์กลางของโต๊ะ เขามีท่าทางสง่าผ่าเผย และดวงตาที่มีประกายของความรู้และความมั่นใจ เมื่อลมเย็นจากการเปิดหน้าต่างพัดเข้ามาเบาๆ เขาได้ยิ้มและยิ้มอย่างอบอุ่นให้กับบรรดาตัวแทนที่มาร่วมเจรจา
“ท่านผู้แทนทั้งหลาย ขอบคุณที่มาที่นี่ในวันนี้” เสียงของจักรพรรดิตระกูลหวังทุ้มต่ำและสง่างาม เขาหยิบเอกสารบนโต๊ะและยิ้มให้กับทุกคน “เรามาที่นี่เพื่อหารือในเรื่องความปลอดภัยของโลกเทียนหยวนจากการทำลายของนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่น”
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ข้าว่าเริ่มสงครามเลยดีกว่า”
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นต่อ “ข้าส่งกองกำลังไปที่ดินแดนตะวันตกแล้ว”
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นต่อ “ข้าเองก็ส่งกองกำลังไปที่ชายแดนตะวันตกแล้ว”
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น “ข้าก็คิดเห็นเช่นนั้นส่วนชื่อก็เอาเป็นกองกำลังพันธมิตรพิทักษ์โลกเทียนหยวน”
จักรพรรดิตระกูลหวัง " …………………..ห๊ะ "
ผ่านไปสักพักจักรพรรดิตระกูลหวังที่อยู่ในอาการงงก็พูดในใจ " พวกเจ้ามันช่างเจ้าเล่ห์กันยิ่งนัก "
จักรพรรดิตระกูลหวังยิ้มตอบรับด้วยเสียงหัวเราะและพูดขึ้น " งั้นพวกเราไปปกป้องโลกเทียนหยวนด้วยกันเถอะ"
เสียงของทุกคนดังขึ้น “ปกป้องโลกเทียนหยวน”
“ปกป้องโลกเทียนหยวน”
“ปกป้องโลกเทียนหยวน”
“ปกป้องโลกเทียนหยวน”