บทที่ 3 พร์ปีศาจ เปิดเนตรทิพย์!
บนูเาสูงที่งดงามและเงียบสงบ มีหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จักอยู่แห่งหนึ่ง
หมู่บ้านนั้นชื่อว่าหมู่บ้านฝูหลง ภายในหมู่บ้านมีประมาณสามร้อยหลังคาเรือน
เมื่อยามค่ำคืนมาเยือน ควันจากเตาอาหารก็ลอยออกมาจากทุกบ้าน
สตรีที่สวมเสื้อคลุมลายดอกไม้เปิดประตูบ้าน พลางะโเรียกชื่อเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน
“เถี่ยต้าน!”
“โก่วต้าน!! กลับมากินข้าวได้แล้ว!”
“ชุ่ยฮวา~ กลับมาแล้วหรือ”
“เฉินเฉิน เ้าตัวแสบ ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก!”
เด็กชายร่างสูงคนหนึ่งจับตัวเด็กชายอีกคนโยนลงกับพื้น พลางด่าด้วยความโกรธ
“ไอ้ตาบอด! คราวหน้าถ้าข้าเห็นเ้าอีก ข้าจะซ้อมเ้าให้หนักกว่านี้แน่!”
เด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้นเผยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างไร้เหตุผล พลางพูดเสียงเบาว่า
“จ้าวเป่ยเฉิน เ้ารอดูไปเถอะ”
เด็กหนุ่มผู้นี้ที่พูดนั้นอายุราวสิบสามหรือสิบสี่ปี ใบหน้าคมคายดุจรูปปั้นศิลาแกะสลัก จมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากบาง สวมชุดผ้าป่านสีเทา แต่ดวงตาของเขาถูกปิดด้วยผ้าสีขาว
ทันทีที่เขาพูดจบ จ้าวเป่ยเฉินเผยสีหน้าโกรธจัด ยกมือขึ้นเตรียมจะต่อยเด็กหนุ่มซ้ำอีกหน
แต่ก็ถูกเด็กคนอื่น ๆ ที่อยู่ข้างกันห้ามไว้ เด็กชายคนหนึ่งพูดด้วยใบหน้าไม่สบายใจว่า
“เป่ยเฉิน กลับบ้านเถอะ แม่ข้าะโเรียกให้ไปกินข้าวแล้ว”
หลังจากที่เด็ก ๆ เ่าั้จากไป เด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้นก็พลิกตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เขาปาดเืที่มุมปาก แล้วเดินกลับบ้านอย่างสบายใจราวกับว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้โดนซ้อมมา
ระหว่างทาง เขาสูดจมูกพลางดมกลิ่นไปรอบ ๆ ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
เมื่อได้กลิ่นหอม เด็กชายก็ปีนขึ้นไปพิงรั้วไม้ของบ้านหลังหนึ่ง แล้วะโว่า
“ป้าหลี่~ วันนี้มีงานอะไรหรือ? ทำไก่ตุ๋นด้วยหรือ?”
แอ๊ด~
หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อยเปิดประตูออกมาพร้อมรอยยิ้มมองเด็กหนุ่มแล้วเอ่ยทัก
“อ้าว กวนฉีหรือ กินข้าวมาหรือยัง? ป้าจะตักให้เ้านิดหน่อยนะ”
หลี่กวนฉีลูบท้องทำท่าทีหิวโหยแล้วพูดว่า
“ยังเลยขอรับ”
“จมูกข้าดีใช่ไหมล่ะ ไม่อยากกินอาหารที่ปู่ข้าทำ ข้าเลยตามกลิ่นนี้มานี่ไง”
เมื่อหญิงวัยกลางคนได้ยิน ก็รีบโบกมือพูดว่า
“เ้าหนู อย่าพูดยอนักเลย พอดีเหลือไก่ตุ๋นอยู่ครึ่งหม้อ”
“ข้าจะตักข้าวให้เ้าสักหน่อย เ้าจะได้เอากลับไปกินกับปู่นะ”
เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้น รอยยิ้มก็กว้างมากขึ้น พลางพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน “ขอบคุณขอรับ ป้าหลี่”
“เฮ้อ… ฝีมือทำอาหารของป้าไม่ไปเปิดร้านที่เชิงเขานี่เสียดายจริง ๆ”
หญิงวัยกลางคนยิ้มจนเห็นรอยย่นที่หางตา
“เ้าเด็กคนนี้ ปากหวานจริง รอเดี๋ยวนะ”
ไม่นานนัก เด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาน่ารักดั่งตุ๊กตากระเบื้องก็ถือหม้อตุ๋นไก่ที่หอมฟุ้งเดินออกมา
เด็กหญิงถือหม้อตุ๋นไก่เต็มหม้อ ตาจ้องมองหม้อด้วยความระมัดระวังไม่ให้หก ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตั้งใจ
ระหว่างก้าวเดินอย่างระมัดระวัง เด็กหญิงตัวน้อยยังคงบ่นพึมพำว่า “หลี่กวนฉี เ้าเป็หมาหรือไง? ทุกครั้งที่บ้านข้าทำอาหารอร่อย ๆ เ้าก็มาได้ตรงเวลาเป๊ะเลย”
หลี่กวนฉีที่พิงรั้วไม้พลางพูดยิ้ม ๆ “เมิ่งหวั่นซู เ้าว่ามีใครที่จะได้เ้าเป็ภรรยาผู้ดีงามและแม่ที่แสนดีได้ในอนาคต?”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเมิ่งหวั่นซูแดงก่ำ นางใช้แทบทั้งหมดในการยกหม้ออาหารขึ้นวางบนรั้ว ก่อนจะถลึงตามองหลี่กวนฉีแล้ววิ่งหนีเข้าบ้าน แต่พอนึกได้ว่าหลี่กวนฉีมองไม่เห็น นางก็เชิดหน้าขึ้น แล้วะโด่าหลี่กวนฉีว่า “คนลามก!”
หลี่กวนฉีหัวเราะร่า ก่อนจะเดินจากไป เขาหยุดยืนแล้วโค้งตัวเล็กน้อยด้วยความเขินอาย พลางเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “เอ่อ... อาเมิ่ง กลับมาแล้วหรือขอรับ”
ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าหลี่กวนฉีไม่ได้พูดอะไร ยกเท้าขึ้นถีบก้นเขาเบา ๆ พลางด่าด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “ต่อไปอย่าไปแกล้งหวั่นซูอีก เ้าก็ใกล้จะถึงวัยที่จะต้องเข้าร่วมสำนักแล้ว ยังไม่รู้จักทำตัวดี ๆ อีก”
“ไปไกล ๆ เลยไป”
หลี่กวนฉียิ้มแห้ง ๆ และรีบพยักหน้า “ขอรับ ๆ อาเมิ่ง พรุ่งนี้ข้าจะเอาเหล้ามาให้นะ”
หลังจากเดินลัดเลาะไปตามทางสักระยะ ในที่สุดเขาก็มาถึงบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ค่อนข้างไกล เมื่อเปิดประตูบ้าน เขาก็เรียกเสียงเบา “ปู่ ข้ากลับมาแล้ว”
ที่หน้าประตูบ้าน ชายชราที่กำลังสูบยาอยู่นั้นตาเป็ประกาย รีบก้าวมาหาหลี่กวนฉีทันที แล้วหยิบไก่ตุ๋นชิ้นหนึ่งจากหม้อใส่ปากเคี้ยว แล้วหลับตาพริ้มด้วยความพอใจ
ชายชราเคี้ยวอาหารพลางพูดว่า “ฝีมือทำอาหารของภรรยาเหล่าเมิ่งนี่ดีที่สุดจริง ๆ”
หลี่กวนฉีวางหม้ออาหารลง ร่างกายซวนเซเล็กน้อย
ซูเสวียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแล้วด่าด้วยความไม่พอใจ “เพิ่งจะเปิดดวงตาได้ไม่เท่าไหร่ เ้าก็ใช้จนหมดแรงแล้ว? วันนี้เ้าต้องซ้อมต่อยเสาหมัดเพิ่มอีกร้อยรอบ!”
ใบหน้าของเด็กหนุ่มเจื่อนลงทันที เขาพึมพำเบา ๆ ว่า “ปู่… เดี๋ยวสิ...”
“เพิ่มอีกหนึ่งร้อยก็เท่ากับสองร้อยรอบ ต่อยไปจนค่ำเลยไป”
เมื่อซูเสวียนหยิบปลอกดาบสีดำขึ้นมา เด็กชายก็ตัดสินใจเงียบปากทันที
ทั้งชายชราและเด็กหนุ่มก็นั่งกินข้าวอยู่ตรงขอบประตูบ้าน
ขณะที่กิน หลี่กวนฉีถามขึ้นว่า “ปู่ ทำไมท่านถึงชอบสอนข้าไม่ให้สู้กลับ?”
ซูเสวียนถ่มกระดูกออกจากปากและตบหัวหลี่กวนฉีหนึ่งทีจนเขาตัวเซ
“กำปั้นมีไว้ใช้กับคนที่อ่อนแอกว่า? เ้าจะฝึกกำปั้นไปทำไม?”
“ข้าสอนเ้าเช่นนี้หรือ?”
“ถ้าเ้าสู้กลับ พรุ่งนี้ข้าคงต้องไปงานศพที่บ้านตระกูลจ้าวแล้ว!”
เด็กหนุ่มลูบหัวตัวเอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ซูเสวียนแกล้งทำเป็ไม่สนใจ แล้วพูดต่อ “เ้าดูเงียบ ๆ แบบนี้ ข้ารู้ว่าในใจเ้าคิดอะไรอยู่ ข้าไม่อยากจะยุ่งด้วย”
“เจอพ่อของเมิ่งหวั่นซูหรือเปล่าตอนกลับมา?”
หลี่กวนฉียิ้มแหย ๆ “หวั่นซูน่ารักขึ้นทุกวันเลย”
เพียะ!
“ใครถามเ้าเื่ลูกสาวเขา!”
“อ๋อ ๆ ๆ ท่านหมายถึงพ่อตาน่ะหรือ?”
เพียะ!
“กินข้าวเสร็จไปแช่น้ำยาสมุนไพร แล้วไปฝึกหมัดสี่ร้อยรอบ!”
“ปู่ข้า~ ปู่ที่รักของข้า!”
แต่ทันใดนั้น ซูเสวียนก็ลุกขึ้นยืน ทำให้หลี่กวนฉีพุ่งตัวไปกอดแต่คว้าได้เพียงอากาศ
“เอิ๊ก~”
“ข้าอิ่มแล้ว”
หลี่กวนฉีเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติขึ้นมา เขาหยิบตะเกียบคีบอาหารในหม้อหลายครั้ง แต่มีเพียงเสียงของตะเกียบกระทบหม้อดังขึ้น
“ปู่ไปเล่นหมากกับเหล่าหลูอีกแล้วใช่ไหม?”
“รีบไปฝึกซ้อม!”
ใบหน้าของเด็กหนุ่มแสดงความลำบากใจ เขาตักข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว กินจนหมดจานไม่เหลือแม้แต่เม็ดเดียว
หลังจากกินข้าวเสร็จ เด็กหนุ่มก็เดินไปยังลานหลังบ้าน เขาถอดเสื้อผ้าออกจนหมด ก่อนจะนั่งลงในถังอาบน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำยาสมุนไพรสีเขียวเข้ม
น้ำสมุนไพรสีเขียวเข้มกระตุ้นผิวของเด็กชายอย่างรุนแรง ภายในไม่กี่ลมหายใจ ผิวของเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีแดง เหงื่อหยดเล็ก ๆ ผุดขึ้นที่หน้าผาก ร่างกายของเขาสั่นเล็กน้อย ขณะที่ฟันของเขาขบกันแน่น ราวกับกำลังทนต่อความเ็ปบางอย่าง
ภายใต้ผิวน้ำสมุนไพรสีเขียวเข้มนั้น มองเห็นลวดลายลึกลับที่อยู่ทั่วร่างของเด็กหนุ่ม
หลี่กวนฉีเพิ่งเปิด ‘เนตรทิพย์’ ในปีนี้
ทำให้เขาสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ แม้ ‘ดวงตา’ ของเขาจะเห็นเพียงสีขาวดำ แต่สำหรับเขามันก็เป็เื่มหัศจรรย์ยิ่งใหญ่แล้ว
ดังนั้น ทุกวันเขาจะใช้พลังจิตจนหมดเพื่อเปิดดวงตาคู่นี้
หลี่กวนฉีนั่งขัดสมาธิอยู่ในถังอาบน้ำ อดทนกับความเ็ปที่มาจากน้ำยาสมุนไพร ในใจเขาคิดคำนวณเื่ที่จะทำหลังจากฝึกหมัดเสร็จ
ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านฝูหลง มีต้นไม้เก่าแก่ที่มีอายุนับร้อยปี
ซูเสวียนสวมชุดคลุมยาวสีเทา ถือเก้าอี้ตัวเล็ก เดินอย่างเชื่องช้า ไปยังต้นไม้ใหญ่ ชายชราใบหน้าเป็มิตรคนหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ กำลังเล่นหมากคนเดียว
เมื่อเห็นซูเสวียนมา เขาทักทายอย่างคุ้นเคย “เพิ่งกินข้าวเสร็จหรือ?”
ซูเสวียนหยิบเศษเนื้อออกจากปาก แล้วดีดมันออกไป พลางพูดว่า “เหล่าหลู วันนี้ข้าจะลงหมากตานี้กับเ้าเป็ตาสุดท้าย”
ชายชราผมหงอกค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น “เ้าจะไปแล้วหรือ?”
ซูเสวียนวางเก้าอี้ลงกับพื้น พูดเสียงเบา “ใช่ ข้าจะไปแล้ว”
พูดจบเขาหยิบหมากขาวขึ้นมาวางบนกระดาน พลางเงยหน้ามองชายชราที่นั่งฝั่งตรงข้าม “เหล่าเมิ่งกับเหล่าจาง ที่หมู่บ้านตะวันตก ข้ารู้แล้วว่าพวกเขาเป็ใคร”
“แต่มีเพียงเ้าเท่านั้นที่ข้าคิดมาแปดปีก็ยังคิดไม่ออก”
“เ้าคือใครกันแน่?”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ พลางหยิบหมากดำวางลงข้างหมากขาว
“ข้า? ข้าเป็แค่คนแก่ที่ไร้ญาติขาดมิตรเท่านั้นเอง”
“ส่วนชื่อข้า… หลูเทียนเฉิง”
ซูเสวียนขมวดคิ้ว พึมพำเบา ๆ “หลูเทียนเฉิง… ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย”
“งั้นคงไม่ใช่คนสำคัญอะไร”
“แต่...”
เปรี้ยง!
หมากดำถูกปลอกดาบของซูเสวียนกระแทกจนแตกเป็เสี่ยง ๆ
ซูเสวียนมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายชราฝั่งตรงข้าม “ข้าไม่สนหรอกว่าเ้าจะเป็ใคร หรือว่าชื่อของเ้ามีความหมายแค่ไหน จะขัดต่อฟ้าดินแค่ไหน”
“ตราบใดที่ข้าอยู่ที่นี่ เ้าไม่มีทางแตะต้องหลานของข้าได้!”
เสียงดังกังวานขึ้นทันใด หมากดำที่แตกกระจายเมื่อครู่ก็กลับคืนสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
ชายชราราวกับไม่ได้รู้สึกถึงคำขู่ของซูเสวียนแม้แต่น้อย “ทำได้หรือไม่ได้ ก็ต้องลองดูไม่ใช่หรือ?”
ซูเสวียนยิ้มบาง ๆ ใช้ปลอกดาบเกาหัวตัวเอง ลุกขึ้นยืนพลางพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ลองตอนนี้เลย ข้ากลัวว่าพรุ่งนี้จะยุ่งเกินจนไม่มีเวลา”