" หืม? " องค์หญิง อู่หยู เงยหน้าได้สติขึ้น เสิ่น อู๋เต้า ทำให้นางนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ หลังจากนั้นนางก็ตกอยู่ในภวังค์ ซึ่งมันทำให้นางรู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่ในเวลาเดียวกันนางก็รู้สึกคุ้นเคยกับคนผู้นี้อย่างน่าประหลาด
" ท่าน เสิ่น อู๋เต้า มาถึงนครหลวงเย่วอู่ในวันแรก ท่านก็สามารถสังหารปีศาจอสรพิษลงได้ ปีศาจอสรพิษเองก็โชคร้ายยิ่งนัก ที่ได้แอบลอบเข้ามาในนครหลวงเย่วอู่ในวันนี้ เป็นไปได้ว่าหากท่านเสิ่น อู่เต้าไม่มาพานพบมันเข้าเสียก่อน มันคงยังหลบซ่อนตัวอยู่ในนครหลวงเย่วอู่ต่อไป และ ยังไม่ถูกฆ่าล้าง หากวันนี้มีการร้องเรียนว่ามีคนหายตัว คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนผู้นั้นจะต้องตกไปเป็นอาหารอันโอชะของปีศาจอสรพิษเป็นแน่แท้ ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างมาก ว่า ... ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เจตนาละเลย และปรนเปรอปีศาจอสรพิษที่เขาชุบเลี้ยง ด้วยการยินยอมให้มันกินคน! "
ร่างกายขององค์หญิง อู่หยู นั้นผ่ายผอมลงมาก นางสามารถคำนวณ และ เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างได้รวดเร็ว เพียงแค่นางได้ยินข่าวเรื่องปีศาจอสรพิษถูกสังหาร
นางตบโต๊ะทรงอักษรดัง ปัง! ด้วยดวงตาสาดประกาย ร่างของสาวใช้สะดุ้งโหยง เป็นเพราะเสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ดวงตาของสาวใช้เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ เมื่อได้ยินสิ่งที่องค์หญิงกล่าว
" จะเป็นไปได้อย่างไร เพคะ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เป็นถึงเทพเซียนผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ เขาจะกระทำเรื่องต่ำช้าเลวทรามเช่นนี้ได้อย่างไร " สาวใช้พูดด้วยร่างกายสั่นเทา
แต่ดูเหมือน อู่หยู จะไม่ได้ยินสิ่งที่นางกล่าวเลยแม้แต่น้อย นางลุกขึ้นยืนด้วยดวงตาที่สาดประกาย พร้อมกับพูดด้วยเสียงดังฟังชัดมากยิ่งขึ้น " เมื่อ 1 ปีก่อน น้องชายของข้า อู่ อวี้ ได้ถูกเนรเทศไปยังชายแดน ระหว่างทางเขาถูกปีศาจอสรพิษโจมตี นี่คือสิ่งที่ทหารผู้หนีรอดจากคมเขี้ยวมัจจุราชกลับมาก็ได้เล่าให้ฟัง ไม่ผิดแน่! ปีศาจอสรพิษตัวนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ไม่มีทางเป็นอสรพิษปีศาจตัวอื่นไปได้ เห็นได้ชัดว่า ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ออกคำสั่งให้ปีศาจอสรพิษไปสังหาร อู่ อวี้! "
ยามนี้ความคิดของนางแจ่มชัดอย่างยิ่ง นางสามารถคาดการณ์ และ สรุปเรื่องราวทุกจนทะลุปรุโปร่ง
" อา! " ด้วยระดับสติปัญญาของสาวใช้ ทำให้นางไม่อาจตามความคิดขององค์หญิงได้ทัน สำหรับนางแล้ว ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เป็นดั่งเทพเจ้าผู้ซึ่งปกป้องคุ้มภัยมวลมนุษย์ แล้ว เทพเซียนที่เปรียบดั่งเทพเจ้าจะกระทำเยี่ยงนี้กับมวลมนุษย์ได้เช่นไร
" ซึ่งหากมองจากมุมนี้ อู่ อวี้ นั้นคือรัชทายาท ผู้ซึ่งจะขึ้นครองบัลลังก์อย่างแท้จริง หลังจากนั้นเรื่องเลวร้ายต่างๆ ก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันด่วน เท่ากับว่า ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน สมคบคิดร่วมมือกับ ซีเฟย คิดแผนต่ำช้าขึ้นมา "
กว่าจะมาถึงวันนี้ นางไม่เคยล่วงรู้ถึงกุญแจดอกสำคัญดอกนี้มาก่อนเลย
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นางยังคงเชื่อมั่นในตัวของ อู่ อวี้
" โอ้ว สวรรค์! " สีหน้าของสาวใช้เปลี่ยนเป็นซีดเผือด ราวกับว่านางไม่อาจแบกรับเรื่องราวในครั้งนี้ได้
" อู่ อวี้ ..."
ภายในจิตใจขององค์หญิง อู่หยู เปี่ยมล้นไปด้วยความเกลียดชัง นางผลักเก้าอี้ล้มกลิ้งไปกองบนพื้น หยาดน้ำตาสีใสราวกับอัญมณีไหลร่วงลงมาจากสองตาของนาง ร่างบอบบางซวนเซพิงกายลงบนโต๊ะทรงอักษร นางร่ำไห้ออกมาด้วยความเศร้าโศกเสียใจ
" น้องชายของข้า พี่สาวผู้นี้ไม่เคยคาดคิดว่าเจ้าจะต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้าย สาหัสสากรรจ์มากมายเช่นนี้มาก่อน แผนชั่วช้าถูกคำนวณเอาไว้อย่างถี่ถ้วน ซ่างเซียนผู้นี้ปรารถนาที่จะตัดรากถอนโคนด้วยการสังหารเจ้าทิ้งให้สิ้นซาก ถึงแม้ว่ายามนี้พี่สาวของเจ้าจะล่วงรู้ความจริงทุกอย่าง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่พี่สาวผู้นี้จะช่วยเหลือเจ้าได้เลย อู่ อวี้ พี่สาวผู้นี้ต้องขอโทษเจ้าแล้ว... "
นางร่ำไห้ออกมาปานจะขาดใจด้วยความน่าเวทนา
ตั้งแต่จำความได้ อู่หยู ไม่เคยร่ำไห้หนักหนาเท่านี้มาก่อน
" โถ่ว∼∼ องค์หญิง องค์หญิง "
หยาดน้ำตาของสาวใช้ไหลนองออกมาอย่างท่วมท้น นางตระหนักดีว่าองค์หญิง อู่หยู ของนางนั้น เป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งเสมอ
" คนพวกนั้นแข็งแกร่งเกินไป จนทำให้เราพี่น้องไม่อาจเป็นศัตรูต่อกรกับพวกเขาได้ แม้ในเวลานี้เจ้าจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าก็ยังต้องแบกรับคำครหาใส่ความ คำครหาอันเป็นเท็จนี้จะอยู่ยาวนานไปอีกหลายพันปี และในไม่ช้าข้าจะถูกส่งตัวไปยังอาณาจักรตงเสิน "
องค์หญิง อู่หยู นิ่งเงียบลง ท่ามกลางความเงียบสงัดของพระราชวัง นางกวาดสายตาดูสรรพสิ่งโดยรอบ สำหรับนางแล้ว การได้ล่วงรู้ความจริงของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสร้างความเจ็บปวดให้นางยิ่งขึ้น
" ถึงแม้ข้าอยากแก้แค้นสักเท่าใด แต่มันช่างน่าขันยิ่งนักที่ตัวข้านั้นเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาผู้มีร่างกายบอบบาง มนุษย์ธรรมดาอย่างข้าจะไปทำสิ่งใดได้ "
สิ่งที่นางพอนั้นจะกระทำได้ ก็คงได้แค่เพียงการก่นด่าตนเอง ก่นด่าเพราะไร้ซึ่งพลังอำนาจ ก่นด่าที่นางไม่อาจแก้แค้น ก่นด่าเพราะเพลิงโทสะที่อัดอั้น ก่นด่ากับความพ่ายแพ้ เพื่อย้ำเตือนตนเองก็เท่านั้น
ศัตรูผู้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนาง เป็นถึงเทพเซียน แล้วมนุษย์ธรรมดาผู้มีร่างกายอ่อนแออย่างนาง จะเอาสิ่งใดไปต่อสู้กับเทพเซียนกันเล่า
" ความตายของข้าจักอยู่ไม่ไกลจากนี้ "
อู่หยู ไม่สามารถเผยรอยยิ้มอันงดงามดุจบุปผาออกมาได้
" ชีวิตของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา มันช่างเปราะบางอย่างยิ่ง หากนำมันมาเปรียบเทียบกับเทพเซียนผู้อมตะ มันช่างดูไร้ค่าราวกับยอดหญ้า ที่รอวันจะโดนเหยียบย่ำ "
สิ่งที่นางรู้ในวันนี้ก็คือ อู่ อวี้ ได้สิ้นพระชนม์ ก่อนที่เขาจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ นางเข้าใจทุกอย่างลึกซึ้ง
" มี่ฉาง " หลังจาก อู่หยู เงียบไปชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นไปสบตากับสาวใช้ พร้อมกับกล่าวว่า "เจ้านั้นเปรียบเหมือนน้องสาวของข้าผู้หนึ่ง ในเวลานี้คนเหล่านั้นใช้ชีวิตของเชื้อไขฝั่งพระมารดาของข้าเข้ามาข่มขู่ เพื่อบังคับให้ข้าอภิเษกกับฮ่องเต้ของอาณาจักรตงเสิน ถึงเวลาที่ข้าคงต้องบอกความจริงแก่เจ้า ว่าตัวข้านั้นจักต้องตายในเร็ววัน แต่ข้าก็ยังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง เพื่อจะจัดการเรื่องต่างๆ ให้เสร็จสิ้น เจ้าจงรับเงินทอง และ ทรัพย์สมบัติอื่นๆ ไปบางส่วน ข้าจะให้คนไปส่งเจ้ากลับไปยังภูมิลำเนาบ้านเกิด กลับไปสู่อ้อมอกของครอบครัวเจ้า เจ้าจะได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข "
เมื่อได้ยินดังนั้นสาวใช้ผู้มีนามว่า มี่ฉาง ก็ทรุดเข่าลงกับพื้นนางร่ำไห้แทบปานจะขาดใจ พร้อมกับกล่าวว่า " องค์หญิงข้า ... ข้าปรารถนาที่จะติดตามท่านไปยังอาณาจักรตงเสิน หากท่านตาย บ่าวผู้นี้จะขอตายตามท่านไปด้วย คนอย่าง มี่ฉาง ไม่เคยรักตัวกลัวตาย แม้ในภายภาคหน้าจะต้องเผชิญกับความยากลำบาก หรือ ความชั่วร้ายมากมายเพียงใด ข้าก็จะติดตามท่านไปทุกแห่งหน! "
" มี่ฉาง เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ... ชีวิตของเจ้าย่อมเป็นของเจ้า เจ้ายังมีทั้งพ่อ และ แม่ ฉะนั้นเจ้าห้ามตัดสินใจด้วยความเลินเล่อเป็นอันขาด " อู่หยู ส่ายหน้าร่ำไห้ฟูมฟาย
" ท่านพ่อ ท่านแม่ ... แต่ ..." มี่ฉาง ก้มหัวลงนางกำลังต่อสู้ดิ้นรนระหว่างความกตัญญู และ ความภักดี ที่อยู่ภายในส่วนลึกจิตใจของนาง ด้านหนึ่งคือพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ส่วนอีกด้านหนึ่งคือองค์หญิงที่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ และ สุดท้ายนางก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า " องค์หญิงข้าคิดว่า เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของบิดามารดา ข้าอยากจะรบกวนท่านส่งทรัพย์สมบัติที่ท่านจะมอบให้แก่ข้า ส่งมันไปให้บิดามารดาของข้าแทน พวกท่านจะได้ใช้ชีวิตอย่างผาสุกในบั้นปลาย อย่างไรแล้วพวกท่านทั้งสองก็ยังมีน้องชายข้าดูแลอยู่ ส่วนชีวิตของข้านั้นเป็นของท่าน ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ท่านต้องเผชิญกับความชั่วร้าย และ อันตรายเพียงลำพังผู้เดียวเป็นอันขาด หากต้องเหยียบก้าวเข้าไปในรังโจรอย่างอาณาจักรตงเสิน ข้าก็จะติดตามท่านไป ท่านอย่าได้ห้ามปราม หรือ รั้งเหนี่ยวข้าให้อยู่ เพราะข้าจะไม่ฟังคำของท่าน ยังไงเสียข้าก็จะติดตามท่านไป"
" มี่ฉาง เจ้ากล้าดื้อดึง ไม่ยอมฟังคำสั่งของข้าเช่นนั้นรึ! " อู่หยู ทำสีหน้าขึงขังมองไปยังสาวใช้
" ในชีวิตนี้ บ่าวจะไม่ฟังแค่เรื่องนี้เท่านั้น " มี่ฉาง เงยหน้ามององค์หญิงของนางด้วยสายตามุ่งมั่นแน่วแน่
" มันคุ้มค่าสำหรับเจ้าแล้วหรือ ..." อู่หยู จนปัญญากับเรื่องนี้ นางไม่รู้ว่าจะห้ามปรามสาวใช้ตนเองได้อย่างไรอีก นางก้มลงไปโอบกอดมี่ฉาง ทั้งสองผูกพันราวกับพี่น้องผู้มีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันอย่างแท้จริง
หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า มี่ฉาง ก็ผล็อยหลับอยู่ในอ้อมแขนของนาง
จากนั้นองค์หญิงก็พาสาวรับใช้ มี่ฉาง ขึ้นไปนอนฟุบบนโต๊ะอักษร หลังจากนั้นนางก็กลับมายังโต๊ะอักษรของตัวเอง นางรู้สึกประหลาดใจที่พบชายสวมหน้ากาก รูปร่างสูงใหญ่ยืนหันหลังให้กับนางอยู่ และเมื่อชายคนนั้นหันกลับมา นางก็ได้พบว่าที่ใบหน้าของเขานั้น ได้สวมใส่หน้ากากวานรปิดบังใบหน้าอยู่ อู่หยู จึงไม่อาจล่วงรู้เลยว่า ภายใต้หน้ากากนั้นเขาคือผู้ใดกันแน่
บุรุษผู้นี้คือ ผู้พิทักษ์คนใหม่ ที่มาพิทักษ์อาณาจักรบูรพา เย่วอู่
แม้ อู่ อวี้ จะยืนอยู่นอกหน้าต่าง แต่เขาก็คอยรับฟังการพูดคุยของพวกนางทั้งสองอยู่ตลอดเวลา
องค์หญิง อู่หยู นั้นเป็นคนฉลาดหลักแหลม แค่เพียงนางทราบข่าวเรื่องปีศาจอสรพิษ นางก็สามารถสรุปเรื่องราวทุกอย่างออกมาได้อย่างแตกฉาน
อู่ อวี้ เองก็เข้าใจทุกอย่างลึกซึ้งเช่นเดียวกัน เขาตระหนักได้ว่า ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ใช้ชีวิต และ ความปลอดภัยของเชื้อไขจากฝั่งพระมารดาของ อู่หยู มากระทำการข่มขู่ต่อรอง กดดันให้นางอภิเษกสมรส กับ อาณาจักรตงเสิน จึงไม่น่าแปลกใจว่าเพราะเหตุใดนางถึงไม่อาจที่จะต่อต้านได้
อู่ อวี้ กับ อู่หยู นั้นถือได้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน อย่างไรก็ตามพระมารดาผู้ให้กำเนิด อู่หยู นั้นมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง มีสายเลือดเป็นหนึ่งในขุนนางตระกูลใหญ่ แห่งอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ถึงแม้ว่าพระมารดาของ อู่หยู จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่ตระกูลของนางก็ยังคงอยู่ ท่ามกลางเหล่าผู้อาวุโสภายในตระกูล มีผู้อาวุโสหลายท่านที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับนาง ไม่เช่นนั้นแล้ว ซีเฟย คงไม่นำพวกเขามาเพื่อข่มขู่ อู่หยู เป็นแน่
ในค่ำคืนนี้ เมื่อ อู่ อวี้ เห็นนางเจ็บปวด และ ทรมานใจ เขานั้นเจ็บปวด และ ทรมานใจเสียยิ่งกว่า ราวกับว่าภายในหัวใจของเขากำลังถูกมีดกรีดเฉือน
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะพูดคุยกับ อู่หยู ในวันนี้ให้จงได้ ผู้ที่เขาไว้วางใจ มันถือเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะเสี่ยงอย่างยิ่ง ท่านพี่ของเขาไม่ยอมเปิดเผยกีบเท้าของตนเอง[1](#_ftn1)โดยง่าย เหตุผลในข้อนี้เขาผู้ซึ่งเป็นน้องชาย ทำไมจะไม่ล่วงรู้เล่า ว่านางเป็นเช่นไร? ถ้าอย่างนั้นจะเป็นไร ถ้าเขาจะให้นางล่วงรู้ว่าเขานั้นยังมีชีวิตอยู่?
เพื่อไม่ทำให้นางจึงรู้สึกเจ็บปวดยิ่งไปกว่านี้
นี่คือสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างพี่น้อง ร่วมมือกันแก้แค้นผู้คนเหล่านี้ ขับไล่เหล่าคนชั่วช้าให้ออกห่างไปจากนครเย่วอู่ เนื่องจากทั่วทั้งนครเย่วอู่นี้ ทั้งหมดล้วนเป็นของพวกเขาสองพี่น้อง
ดังนั้นเขาจึงเดินเข้ามาด้านใน
" ท่าน เสิ่น อู๋เต้า ซ่างเซียน ท่านเข้ามาที่นี่ทำไมกันหรือ... " องค์หญิง อู่หยู รีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของนางออก
จิตใจของ อู่ อวี้ ในยามนี้เต็มไปด้วยความปั่นป่วน ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นอารมณ์ความรู้สึกของมัน ภายใต้หน้ากากได้ ซึ่งแท้จริงแล้ว ดวงตาของกำลังเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา
เขาก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าสองสามก้าว จากนั้นก็ยื่นแขนออกไป แล้วค่อย ๆ กอดอู่หยู ถึงแม้ว่าการกระทำเหล่านั้นจะเชื่องช้ามากก็ตาม แต่ อู่หยู ก็ไม่ได้ต่อต้านแม้แต่น้อย กลับกันนางเอาแต่จ้องมองเข้ามาในดวงตาของ อู่ อวี้ พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน เมื่อ อู่ อวี้ กอดนาง ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ พร้อมกับกล่าวออกมา 2 คำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "อู่... อวี้..."
ใช่แล้ว ถึง อู่ อวี้ จะไม่กล่าวสิ่งใดออกมา แต่นางก็ดูออกอย่างถ่องแท้
มันคือสายสัมพันธ์ที่เรียกว่า เลือดนั้นย่อมเข้มข้นกว่าน้ำ อีกทั้งพวกเขาทั้งสอง ยังเติบโตอยู่ร่วมกันมานานมากกว่า 10 ปี
ทั้งลมหายใจ ดวงตา ท่าทางเวลาเยื้องย่าง นางจดจำมันได้จนฝังลึกลงไปในกระดูก วันนี้เมื่อมองดูเขาในพระราชตำหนัก อู่เทียน อู่หยู สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่าง
ในทางตรงกันข้ามทั้ง ซีเฟย และ พวกมัน ต่อให้มองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์เพียงใด ก็หาได้รู้เรื่องนี้ไม่
ภายในพระราชวังเทียนอู่ อู่ อวี้ จงใจแปลงเสียงของตน เนื่องจากเกรงว่า อู่หยู จะจดจำเขาออก
หญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขานั้นตัวสั่นสะท้าน ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน อู่ อวี้ กล่าวขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง แฝงไปด้วยความอ่อนโยนว่า " พี่หญิงข้ากลับมาแล้ว"
น้ำเสียงที่แสนคุ้นเคย ทำให้ อู่หยู รู้สึกราวกับว่านางกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน นางยื่นมือออกไปสัมผัสกับหน้ากากวานรของ อู่ อวี้ ถึงแม้ว่าอากาศในตอนนี้จะค่อนข้างเหน็บหนาว แต่นางก็ร่ำไห้ออกมาด้วยความสุขจนเปี่ยมล้น
"น้องชายของข้า"
อู่หยู เอื้อมมือออกไปพร้อมกับจับเขาเอาไว้แน่น นางรู้สึกราวกับว่านี่คือความฝัน หากนางปล่อยเขาไปอีกครา เกรงว่านางคงจะสูญเสียเขาไปตลอดกาล อีกทั้งในยามนี้ก็ถือว่าดึกดื่นมากแล้ว ทำให้นางคิดว่า ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้านี้เป็นเพียงแค่ความฝัน
"ได้อย่างไร ... ทำไมเจ้า..." ในห้วงความฝันนี้ ตัวนางนั้นได้เปล่งเสียงออกมาแค่เพียงสามคำเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ความอบอุ่นเมื่อยามได้สัมผัสกับร่างกายนี้ นางช่างคุ้นเคยยิ่งนัก แสดงให้เห็นว่าบุรุษผู้อยู่ตรงหน้าของนางคือ อู่ อวี้ ผ่านไปเพียงหนึ่งขวบปี ร่างกายของเขานั้นสูงใหญ่ขึ้นมาก เดิมทีความสูงของเขานั้นไล่เลี่ยกับ อู่หยู แต่ในยามนี้มันสูงเลยศีรษะของนางไปเสียแล้ว
อู่ อวี้ สงบอารมณ์ของตนลงเล็กน้อย เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้ตัวของ อู่หยู ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง นางคิดว่า อู่ อวี้ นั้นถูกปีศาจอสรพิษกลืนกิน และ ตกตายไปเสียแล้ว นางไม่คาดคิดว่าเขาจะยังมีชีวิตรอดมาได้
"ไหน มาให้ข้าได้เห็นใบหน้าของเจ้า" นางเงยหน้าขึ้นมอง
อู่ อวี้ ถอดหน้ากากของตนออก พร้อมกับจ้องมองไปที่นาง ตัวของมันไม่สามารถที่จะทนแย้มรอยยิ้มขึ้นมาได้ จนกระทั่งยามนี้ อู่หยู มั่นใจอย่างแน่แท้แล้วว่า อู่ อวี้ได้กลับมาแล้วจริงๆ
นี่มันมิใช่ความฝัน
"พี่หญิง สถานการณ์ในยามนี้ กล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาคับขันยิ่ง ในยามนี้ข้าปรารถนาจะหารือกับท่าน ถึงต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง " การที่พวกเขาได้มาพบเจอกันอีกครา ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามในภายภาคหน้า ยังมีอุปสรรคขวากหนามมากมาย ที่รอให้พวกเขาทั้งสองต้องข้ามผ่านมันไป
" ตกลง ตกลง " อู่หยู ก็อยากรู้เช่นกันว่าเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้นกับเขาบ้าง
จากนั้น อู่ อวี้ ก็กล่าวว่า " เริ่มแรก ตัวข้านั้นถูกจับขัง ให้นั่งอยู่ในเกวียนคุก และ ส่งตัวข้าไปยังชายแดน … "
เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่หญิงผู้ที่เขารักจนสุดหัวใจ อู่ อวี้ หาได้ปกปิดตัวตนแม้แต่น้อย มันได้เล่าเรื่องราวประสบการณ์มากกว่า 1 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งเรื่องของ เสิ่น อู่เต้า และ มรดกพลองทองสมปรารถนาที่ได้รับมา ทั้งหมดนี้มันเล่าให้ อู่หยู ฟัง หาได้ปิดบังสิ่งใดแม้แต่น้อย จากนั้นมันก็เล่าเหตุการณ์ในการประลองแข่งขันหาตัวแทนเซียนผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ และ ในที่สุดก็ได้กลับมาที่อาณาจักรบูรพาเย่วอู่อีกครา
" ข้าไม่เคยคาดคิดว่าภัยพิบัติในครานั้น จะทำให้เจ้าได้รับโชควาสนามากมายถึงเพียงนี้ อย่างใดก็ตามตัวของเจ้านั้นเป็นคนจิตใจดีมีคุณธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี ทั้งหมดนี้สมควรแล้วที่เจ้าจะได้รับมัน" หลังจากที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด อู่หยู รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง แต่นางก็ยอมรับความจริงนี้
" ข้าไม่เคยคาดคิดว่าแท้จริงแล้ว น้องชายของข้าจะกลายเป็นเทพเซียนเช่นนี้ ..." อู่หยู แสดงท่าทีเหม่อลอยเล็กน้อย
" ท่านพี่กล่าวเกินไป ตัวข้ายังเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตน ที่อยู่ในวิถีแห่งเต๋าเท่านั้น ยังมิใช่เทพเซียนอย่างเต็มตัว นอกเสียจากวิธีการบางอย่าง ความแข็งแกร่งของมนุษย์ กับ เทพเซียน นั้นหาได้แตกต่างกันไม่ ผู้ที่ถูกเรียกว่าเทพเซียนแท้จริงแล้วก็คือมนุษย์เช่นเดียวกับพวกเรา"
" ถ้าเช่นนั้น ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญเท่านั้น" อู่หยู พยักหน้าเหมือนตระหนักรู้บางอย่าง
คนทั้งสอง ต่างแลกเปลี่ยนความเข้าใจซึ่งกัน และ กัน จากนั้นก็เปลี่ยนบทสนทนามาหารือเรื่องอาณาจักรตงเสิน
" ในยามนี้ตัวข้ายังมิใช่คู่มือของ เจียง จุนหลิน และ ฮ่าวเทียน จึงเป็นการยากที่จะหยุดยั้งงานพิธีในครั้งนี้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีแผนการที่รัดกุม " อู่ อวี้ ขมวดคิ้ว
"ข้าเข้าใจแล้ว … เรื่องแผนการ..."
องค์หญิง อู่หยู แสดงท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
พวกเขาทั้งสอง ต่างกำลังเริ่มคิดแผนการแก้แค้นขึ้นในจิตใจ
ผ่านไปชั่วครู่ อู่หยู ก็กล่าวขึ้นว่า " บางทีถ้าเจ้าใช้แผนการนี้ก็อาจเป็นไปได้ เริ่มจากเจ้าทำทีว่าตกหลุมรักข้า ตั้งแต่แรกพบ ทำให้คนอื่นๆ ได้รู้ว่าเจ้า สามารถกระทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวข้ามาครอบครอง ต่อให้ต้องแลกมาด้วยชีวิตของเจ้าก็ตามที ในเวลาเดียวกันนั้นข้าจะป่าวประกาศ เรื่องพฤติกรรมอันชั่วช้าต่ำทรามของอาณาจักรตงเสินออกไป เพื่อสร้างสถานการณ์ให้พวกมันคิดว่า เราทั้งสองต่างแสวงหาความรักซึ่งกัน ด้วยเพราะเหตุผลนี้ เจ้าที่พยายามไล่ตามไขว่คว้าข้ามา จึงตั้งใจพุ่งเข้าประจันหน้ากับเซียนผู้พิทักษ์ของอาณาจักรตงเสิน ถ้าเจ้าสามารถสยบเซียนผู้นั้นลงได้ เจ้าก็สามารถกำจัดอาณาจักรตงเสินได้ในคราเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะดูเป็นการกระทำที่ค่อนข้างอุกอาจ แต่เจ้าก็มีสิทธิ์อันชอบธรรม ที่จะกระทำเช่นนั้น เนื่องจากเจ้าเป็นศิษย์ของนิกายกระบี่สวรรค์ ตราบใดที่ตัวตนของเจ้ายังไม่ถูกเปิดโปง พวกมันก็ไม่สามารถสังหารเจ้าได้ นอกจากนี้เจ้ายังมีเหตุผลที่จะปกป้องข้าด้วย"
“สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง! "อู่ อวี้ ตระหนักรู้ในทันที
ช่างเป็นแผนการที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
สำหรับตัวเขานั้น ไม่มีทางคิดแผนการแยบคายเช่นนี้ออกได้อย่างแน่นอน
“ส่วนกุญแจดอกสำคัญในแผนการนี้คงไม่พ้นตัวข้า ต้องมีชัยเหนือเซียนผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรตรงเสินให้จงได้”
....................................................................................
เชิงอรรถ
1.สำนวน ไม่ยอมเปิดเผยกีบเท้าของตนเอง หมายความว่า ไม่ยอมเปิดเผยเรื่องที่เป็นความลับ หรือ เรื่องส่วนตัวออกไป
---------------------------------------------------------------
[1](#_ftnref1)