จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 147 พบหน้า

                เงียบเงียบจนน่าขนลุก ทุกคนในห้องต่างตกตะลึงอ้าปากค้างมองไปที่ไป๋หยุนเฟยพวกมันแทบจะไม่เชื่อสายตาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

                นายที่สามแห่งตระกูลจ้าวจ้าวเย่ ภูตวิญญาณระดับกลาง ถือได้ว่าเป็นผู้มีพลังฝีมือกล้าแข็งแต่เพียงปรากฏตัวได้ไม่ถึงอึดใจ ได้เอ่ยปากเพียงประโยคเดียว ก็ถูกไป๋หยุนเฟยฟาดล้มลงไปแล้ว...

                หญิงรับใช้ในห้องทั้งสองคนใบหน้าซีดเผือดตัวสั่นเทาหลบอยู่ที่มุมห้องหลิวซุนซึ่งทีแรกกำลังใคร่ครวญว่าจะพลิกแพลงตามสถานการณ์อย่างไรดียามนี้ได้แต่อ้าปากค้างด้วยสีหน้าไร้วิญญาณเห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เหนือความคาดหมายของมันอย่างยิ่งซูตงเองก็เดินออกจากมุมห้องมาได้สองก้าวดูไปคล้ายกับจะเข้าไปหาหลิวซุน แต่ยามนี้ได้แต่ยกขาขวาขึ้นค้างเอาไว้ส่วนใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง เทียนหมิงเองก็มองไปที่จ้าวเย่อย่างซึมเซาสมองมันคล้ายจะหยุดทำงานและปิดตัวลง จิ้งหมิงเฟิงนับว่าดีกว่าผู้อื่นบ้างแต่ก็ยังไม่อาจปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ได้ มันทราบดีว่าไป๋หยุนเฟยฝีมือร้ายกาจ มีโอกาสจะชนะได้แต่คิดไม่ถึงว่าจะชนะเช่นนี้ --- ผู้ฝึกปรือวิญญาณระดับเดียวกัน กลับถูกสยบลงในกระบวนท่าเดียว!

                “หรือจะบอกว่าครั้งแรกที่ได้พบกันและถูกมันฟาดใส่หลายครั้ง จะเป็นเพราะ... มันออมมือให้?”จิ้งหมิงเฟิงส่ายหน้าด้วยท่าทีอับจนปัญญา ขณะเดียวกันก็ลอบบอกกับตนเองว่า ข้ารู้จักเหล่าไป๋น้อยเกินไปจริงๆไม่ทราบว่ามันจะมีของประหลาดเช่นนี้อีกเท่าใดกัน...

                ไป๋หยุนเฟยเก็บก้อนอิฐด้วยท่าทีเรียบเฉยแต่ในใจกลับลอบยินดี นี่คือพลังฝีมือในวันนี้ของมันก่อนหน้านี้ได้พบเจอแต่ศัตรูที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติดจึงมักจะรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว แต่การต่อสู้ในหลายวันนี้ช่วยให้ไป๋หยุนเฟยยืนยันกับตนเองได้ว่ามันแข็งแกร่งแล้ว--- มันมีเคล็ดวิญญาณอันร้ายกาจที่ผู้อื่นได้แต่ฝันถึงมีวัตถุวิญญาณอันล้ำค่าหลายชิ้นมิหนำซ้ำยังมีกระบวนการอัพเกรดอันแสนลึกลับอัศจรรย์ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน!

                กล่าวได้ว่าเพียงเครื่องประดับซึ่งผ่านการอัพเกรดที่สวมใส่อยู่พลังของไป๋หยุนเฟยก็เหนือล้ำกว่าผู้ฝึกปรือวิญญาณในระดับเดียวกันไปมากนักยิ่งเมื่อรวมกับอาวุธซึ่งอัพเกรดถึงระดับสูงที่มีพลังโจมตีอันมหาศาลอีกทั้งผลกระทบเพิ่มเติมที่ไม่อาจป้องกันได้อีก นั่นทำให้มันสามาถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านภูตวิญญาณระดับกลางด้วยกันหรือแม้แต่ระดับปลายได้อย่างง่ายดาย--- สำหรับบรรพวิญญาณ มันยังไม่เคยประมือด้วยจึงยากจะบ่งบอกได้

                เมื่อกวาดตามองผู้คนที่อยู่โดยรอบไป๋หยุนเฟยก็พอใจต่อปฏิกิริยาของแต่ละคน มันกระแอมเบาๆตบไหล่เทียนหมิง จากนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า“เป็นอย่างไร ครั้งนี้เจ้าคนอ้วนถูกทุบจนจมูกบี้แบนไปแล้วคงคลายโทสะลงแล้วกระมัง?”

                เทียนหมิงรู้สึกตัวจากการเหม่อลอยหลังจากมองไปยังระเบียงที่มีสองอาหลานนอนกองอยู่ ก็หันกลับไปมองไป๋หยุนเฟยมันกลอกตาไปมาก่อนจะเกาศีรษะกล่าวว่า “ฮี่ ฮี่ วิเศษมาก ไม่คิดเลยว่าการใช้ก้อนอิฐฟาดคนจะให้ความรู้สึกที่ปลอดโปร่งถึงเพียงนี้...”

                ขณะกล่าววาจาก็เลียนแบบท่าทางของไป๋หยุนเฟยมันขยับมือคล้ายกับเดาะอิฐด้วยมือที่ว่างเปล่า ราวกับว่ามีก้อนอิฐอยู่ในมือจริงๆ

                “หากสบายใจแล้วก็ไปกันเถอะอีกสักครู่หากพวกมันรุมล้อมเข้ามาคงไม่ง่ายที่จะฝ่าวงล้อมออกไป”

                ไป๋หยุนเฟยปรายตาส่งสัญญาณต่อจิ้งหมิงเฟิงจากนั้นจึงหันไปยังหลิวซุน ยิ้มพลางกล่าวว่า “คุณชายหลิว ต้องขออภัยด้วยดูท่าวันนี้พวกเราคงต้องเลิกราเพียงเท่านี้ พวกข้าขออำลาวันหน้าค่อยไปเยี่ยมเยียนบ้านตระกูลหลิวอีก”

                “อา? อ้อดี...” หลิวซุนพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว

                รอจนไป๋หยุนเฟยและพวกทั้งสามเดินออกไปจากห้องหลิวซุนจึงค่อยตื่นจาภวังค์ ยามย้อนกลับมามองรอบกายก็ขมวดคิ้ว นึกไม่ออกว่าควรทำอย่างไรดี--- กับสถานการณ์เช่นนี้ บิดามันกลับไม่ได้บอกว่าต้องรับมืออย่างไร!

                “คุณชายที่นี่ไม่สมควรรั้งอยู่นาน ข้าเห็นว่าพวกเราสมควรรีบกลับมิเช่นนั้นหากบริวารตระกูลจ้าวหรือจ้าวเย่ฟื้นขึ้นมา พวกเราเองจะลำบาก...”ซูตงเดินมาถึงข้างกายหลิวซุนพร้อมกับเอ่ยปากด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

                “อืมใช่ ใช่ ถ้าเช่นนั้นพวกเรารีบไปจากที่นี่ก่อน เมื่อกลับถึงบ้านค่อยให้บิดาข้าตัดสินใจ”มันพยักหน้าติดๆกันด้วยสีหน้าลุกลน แล้วทั้งสองก็ออกจากเหลาเลิศโอชาอย่างรวดเร็ว

                ……

                ระหว่างทางกลับบ้านตระกูลเย่เทียนหมิงเดินอยู่ข้างกายไป๋หยุนเฟยพร้อมกับใบหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นปากก็เอ่ยถึงการต่อสู้เมื่อครู่ไม่หยุด

                “ฮ่าฮ่า พวกท่านเห็นสภาพของเจ้าอ้วนนั้นหรือไม่? ใบหน้าถูกข้าฟาดจนบี้แบน ฮ่า ฮ่าช่างสมใจนัก ช่างน่ายินดีที่คนชั่วช้าถูกลงโทษ!”เทียนหมิงกล่าววาจาด้วยใบหน้าอิ่มเอม“อยากให้ญาติผู้พี่ข้าได้มาเห็นสภาพของมันจริงๆครั้งนี้ถือว่าข้าได้แก้แค้นแก่นางแล้ว กลับไปข้าจะเล่าให้นางฟังนางต้องยินดีเป็นแน่!”

                ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางกล่าวว่า“เอาเถอะ เอาเถอะ เจ้าพูดตลอดจนผ่านถนนมาสามเส้นแล้วทราบแล้วว่าเจ้าเกลียดชังคนอ้วนนั้นเพียงใด แต่ไม่จำเป็นต้องกล่าวย้ำตลอดทางก็ได้กลับไปถึงบ้านเจ้าค่อยเล่าให้ญาติผู้พี่เจ้าฟังโดยละเอียดตามที่เจ้าต้องการเถอะ”

                “หึ หึใช่แล้ว พี่ไป๋ท่านช่างร้ายกาจจริงๆ!อาสามของจ้าวเหลียงเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณธาตุดินซึ่งมีจุดเด่นที่พลังป้องกันอันแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นด้วยพลังของภูตวิญญาณระดับกลางเท่ากันท่านกลับสามารถจัดการได้ภายในกระบวนท่าเดียว... มิหนำซ้ำท่าฟาดก้อนอิฐของท่านนั้นยังน่าชมกว่าข้ามากมายนัก!”

                “เอ่อ...”ไป๋หยุนเฟยอับจนคำพูดได้แต่ตบศีรษะมันเบาๆ ก่อนจะกล่าวว่า “จะชมว่าท่าทางการใช้ก้อนอิฐข้ายอดเยี่ยมหรือคิดประจบก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดถึงเพียงนี้”

                “หึหึ...” เทียนหมิงเกาศีรษะหันไปหาจิ้งหมิงเฟิงที่ด้านข้างคล้ายกับจะรู้สึกตัวว่าตนเองเอาแต่ประจบเอาใจพี่ไป๋จนลืมเลือนพี่จิ้งไปแล้วมันรีบเอ่ยขึ้นว่า “ใช่แล้ว พี่จิ้งอีกสักครู่จะแนะนำให้ท่านรู้จักกับญาติผู้พี่ข้า ขอบอกต่อท่านนางงดงามอย่างยิ่ง...”

                จิ้งหมิงเฟิงหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ขณะมองไปที่อีกฝ่ายก็ด่าอย่างยิ้มแย้ม “เจ้าเด็กโสโครก เมื่อครู่เพิ่งบอกว่าแก้แค้นให้แก่ญาติผู้พี่ไม่ทันไรก็เอานางมาขายแล้ว...”

                “มิใช่เช่นนั้นข้าเพียงใส่ใจต่อเรื่องใหญ่(การแต่งงาน)ของนางเท่านั้น! หากว่าได้ท่านมาเป็นพี่เขยข้า...”

                 “……”

                ทั้งสามหัวเราะเฮฮาพร้อมกับเดินกลับบ้านอย่างแช่มช้าราวกับไม่นำพาต่อเรื่องที่ก่อกับตระกูลจ้าวแม้แต่น้อย

                ระหว่างทางกลับบ้านไป๋หยุนเฟยเห็นเทียนหมิงขณะเดินผ่านกำแพงผุพังหลังหนึ่งก็ลอบหยิบอิฐกลับมาก้อนหนึ่งโดยไม่ให้ผู้ใดทราบ...

                ……

                บ้านตระกูลหลิวหลังจากหลิวคุนรับฟังเรื่องราวจากหลิวซุนและซูตงจบ ก็ตะลึงงันไปชั่วครู่ก่อนจะถามกลับไปด้วยความเหลือเชื่อว่า “ไป๋หยุนเฟยใช้เพียงกระบวนท่าเดียว?พวกเจ้าแน่ใจนะว่าจ้าวเย่ไม่ได้เจตนาจะตบตา?”

                ซูตงพยักหน้าตอบ“ไม่ผิดแน่ แม้จะไม่ทราบว่าเดิมทีจ้าวเย่มีแผนอันใดแต่เพียงปรากฏกายก็ผนึกพลังทั้งมวลขึ้นทว่ายังไม่ทันจะได้ใช้ออกก็ถูกไป๋หยุนเฟยใช้ก้อนอิฐฟาดจนสลบไปก่อน...”

                “ก้อนอิฐ...” หลิวคุนพึมพำ “หรือจะเป็นวัตถุวิญญาณระดับสูง?”

                 ซูตงใคร่ครวญอย่างละเอียดจึงกล่าวว่า“ไม่น่าเป็นไปได้ จากที่สังเกตดูมีพลังวิญญาณกระเพื่อมเพียงเล็กน้อย อย่างมากก็เป็นครึ่งวัตถุวิญญาณเท่านั้น...แต่ทว่าตั้งแต่เริ่มผนึกพลัง พริบตาที่เคลื่อนไหวดุจสายฟ้าเข้าถึงตัวจ้าวเย่ต้องใช้ออกด้วยเคล็ดวิญญาณอย่างแน่นอน มิหนำซ้ำยังเป็นเคล็ดวิญญาณระดับสูงอีกด้วย!”

                “สามารถเอาชนะผู้ฝึกปรือวิญญาณระดับเดียวกันได้อย่างง่ายดายไป๋หยุนเฟยผู้นี้เป็นใครกันแน่...” หลิวคุนขมวดคิ้วกล่าวกับตนเอง“ก่อนหน้านี้ข้าเชื่อว่ามันจะหลอกใช้บารมีตระกูลหลิวไปที่เหลาเลิศโอชาเพื่อส่งสัญญาณเตือนต่อตระกูลจ้าวคาดไม่ถึงว่ามันจะฟาดสองอาหลานทั้งสองของตระกูลจ้าวเสียเอง --- เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ช้าก็เร็วตระกูลหลิวคงต้องแสดงท่าทีออกไป...”

                ซูตงลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะรายงานเสียงแผ่วเบา “นายท่านเมื่อสองวันก่อนคนจากสำนักเจ้าอสูรซึ่งอยู่ที่บ้านตระกูลจ้าวพากันออกไปสองกลุ่มโดยไม่ทราบเป้าหมายแต่กระทั่งวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดกลับมานอกจากนี้ค่ำวันเดียวกันเย่เทียนหมิงก็กลับมาถึงบ้าน เรื่องนี้...”

                “เรื่องนี้ข้าทราบแล้วทั้งหมดหายไปพร้อมกัน ยังมีพ่อบ้านตระกูลจ้าว นามจ้าวฉวน ก็หายไปยามนี้สำนักเจ้าอสูรที่อยู่กับตระกูลจ้าวเหลือเพียงบรรพวิญญาณคนเดียวไม่ทราบพวกมันจะดำเนินการอย่างไรต่อไป...”

                “คืนนี้หรืออย่างช้าวันพรุ่งนี้ก็น่าจะทราบ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเมื่อใดที่เราสมควรยื่นมือเข้าไปแทรก ข้าจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง!”

                ……

                ขณะนั้นเองที่ประตูใหญ่หน้าบ้านตระกูลจ้าว

                ชายหนุ่มผมยาวในอาภรณ์สีครามร่างผอมสูงใบหน้าหล่อเหลา ยืนนิ่งแหงนมองไปยังกำแพงประตูอันโอ่อ่าสีหน้าทอแววหวนรำลึกเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึก

                “สิบปีแล้วแต่คล้ายกับทุกสิ่งยังคงเป็นเช่นเดิม...”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน