ถ้าถามว่าชีวิตของผมในโลกเดิมเป็อย่างไร คำตอบก็คงเป็ ธรรมดา ธรรมดาจนน่าเบื่อ ผมเกิดในครอบครัวธรรมดา เรียนหนังสือในโรงเรียนธรรมดาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองธรรมดาและเติบโตขึ้นมาเป็มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็พิเศษ
ไม่มีพลังพิเศษ ไม่มีสายเืลึกลับ ไม่มีชาติกำเนิดอันยิ่งใหญ่ ไม่มีเทพเ้ามาปรากฏตัวต่อหน้าแล้วบอกว่าผมคือผู้ถูกเลือกและไม่มีแม้แต่พร์ที่น่าภาคภูมิใจ ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง ก็คงเป็เพียงความคิดของผมเท่านั้น
ผมอยากแข็งแกร่งไม่ใช่แค่แข็งแกร่งธรรมดาผมอยากแข็งแกร่งชนิดที่ว่า หากยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนนับพัน ทุกคนจะต้องรู้สึกได้ทันทีว่า
คนคนนี้ไม่ธรรมดาหรือพูดออกมาว่าหมอนั้นเป็ใครกันแน่
ผมอยากเป็คนแบบนั้นั้แ่ยังเด็กผมชอบตัวละครประเภทนั้นเป็พิเศษตัวละครที่ไม่ได้พูดมากไม่จำเป็ต้องอธิบายตัวเองเพียงเดินผ่านไป คนรอบข้างก็รู้สึกถึงบางสิ่งตัวละครที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น ทุกคนกำลังแตกตื่น แต่เขากลับยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง
ตัวละครที่ถูกคนอื่นดูถูกว่าเป็เพียงคนธรรมดาและดูอ่อนแอในสายตาคนอื่นทั้งๆที่เขานั้นมีความลับมากมายราวกับคนที่เก็บซ่อนพลังเอาไว้เพื่อเหตุผลอะไรบ้างอย่างที่สำคัญมากๆ
ผมชอบสิ่งเ่าั้ ชอบมากมากเสียจนบางครั้งผมก็เผลอจินตนาการว่าตัวเองเป็ตัวละครแบบนั้น
แน่นอนว่า... ผมไม่เคยพูดเื่นี้กับใครเพราะผมรู้ดีว่าถ้าพูดออกไปจะเกิดอะไรขึ้น
“นายเพ้อเจ้อหรือเปล่า?”
“โตแล้วนะ”
“นี่นายคิดว่าตัวเองเป็พระเอกในนิยายเหรอ?”
ผมเคยได้ยินคำพูดเ่าั้มาบ้าง ดังนั้นผมจึงเรียนรู้ที่จะเก็บมันเอาไว้เก็บความคิดเ่าั้ไว้ในส่วนลึกที่สุดของตัวเองต่อหน้าคนอื่น ผมเป็เพียงคนธรรมดายิ้มในเวลาที่ควรยิ้มหัวเราะในเวลาที่ควรหัวเราะพูดคุยเื่ทั่วไปทำตัวเหมือนคนทั่วไปและไม่ทำอะไรที่โดดเด่นเกินไป
เพราะการโดดเด่นมากเกินไปนั้น……
ทำจะทำให้เื่ยุ่งมากขึ้นไปอีกโลกนี้มันก็โหดร้ายแบบนั้นถ้าไม่มีภูมิหลังที่ดีหรือมีคนอยู่เื้ัก็จะถูกผู้คนเหยียมจนจมดินแน่นอนเพราะคนที่ไม่คสรจะเด่นก็ต้องอยู่เงียบๆไปนั้นคือโลกความจริง
แต่เมื่อกลับถึงบ้านทันทีที่ประตูห้องปิดลง โลกอีกใบของผมก็เริ่มต้นขึ้นผมวางกระเป๋าลงข้างโต๊ะ ถอดรองเท้า เปลี่ยนเสื้อผ้า กินข้าว อาบน้ำ จากนั้นจึงยืนอยู่หน้ากระจกและเริ่มฝึก
“...แบบนี้สินะ”
ผมยืนอยู่หน้ากระจกเต็มตัว เท้าซ้ายก้าวออกไปครึ่งก้าวเท้าขวาเอียงเล็กน้อยไหล่ผ่อนคลาย หลังตรง คางกดต่ำลงประมาณสามองศาสายตาไม่มองตรงไปข้างหน้า แต่ทอดผ่านอีกฝ่ายไปเล็กน้อย มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าอีกข้างปล่อยลงตามธรรมชาติ
ผมมองตัวเองในกระจกอยู่หลายวินาที
“ไม่”
“ยังไม่ใช่”
ผมเปลี่ยนท่าคราวนี้เอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยปล่อยน้ำหนักลงบนขาข้างเดียวสายตาเฉียงขึ้น
“...อันนี้ดูไม่เท่เท่าท่าเมื่อกี้เลย”
เปลี่ยนอีกครั้ง ไขว้แขนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยยิ้มเพียงมุมปาก ผมมองตัวเองในกระจก
“...นี่ดูเหมือนพวกE-sportsแอ็คท่ากันเลยมันเท่ตรงไหนกันนะ?”
ผมถอนหายใจก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ผม เื่แบบนี้กินเวลาของผมไปมากกว่าที่คนทั่วไปคิด
ท่ายืน ท่าเดิน วิธีหันหลัง วิธีหันกลับมา วิธีถอดเสื้อคลุม วิธีจับดาบแม้กระทั่งวิธีเอียงศีรษะตอนพูดประโยคสำคัญผมฝึกหมดและไม่ได้ฝึกเล่นๆ ผมทดลองจริงปรับปรุงจริงจังผมเคยถึงขั้นวางโทรศัพท์ไว้หน้ากระจกเพื่อบันทึกตัวเองเดินเข้าห้อง แล้วเปิดดูซ้ำหลายสิบรอบเพื่อหาว่าจังหวะไหนดูดีที่สุดบางครั้งผมใช้เวลาสองชั่วโมงกับการฝึกเพียงท่าเดียว
ไม่ใช่เพราะมันจำเป็แต่เพราะผมคิดว่า ถ้าจะทำทั้งทีก็ต้องทำให้ดีที่สุด
ส่วนเื่ความแข็งแกร่งนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผมวิ่งทุกวันฝึกกล้ามเนื้อฝึกความยืดหยุ่นฝึกการทรงตัวฝึกการต่อสู้ฝึกการใช้อาวุธอ่านหนังสือเกี่ยวกับกายวิภาคศึกษาวิธีการเคลื่อนไหวของมนุษย์ว่าทำยังไงถึงจะสมดุลศึกษากลยุทธ์ศึกษาจิตวิทยาศึกษาประวัติศาสตร์การาเพื่อสามารถเข้าใจความคิดของศัตรูได้ ถึงจะไม่รู้จะเอาไปใช้ตอนไหนก็เถอะแม้แต่เื่ที่ดูไร้สาระ ผมก็ดูมันอย่่างจริงจังผมเคยคิดจริงจังด้วยซ้ำว่า
ถ้าผมต้องต่อสู้กับคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองขึ้นมาจริง ๆ ผมจะต้องทำอย่างไร
แน่นอนว่าไม่มีวันนั้นเกิดขึ้น ชีวิตจริงไม่มีจอมมารไม่มีสัตว์ประหลาดไม่มีอาณาจักรที่กำลังจะล่มสลายไม่มีนักฆ่าที่ซ่อนตัวอยู่บนหลังคาไม่มีองค์กรลับที่กำลังวางแผนยึดครองโลก ไม่มีอะไรทั้งนั้น
มีเพียงรถติดการบ้านข้อสอบและอาจารย์ที่ชอบสั่งงานก่อนวันหยุดดังนั้นการฝึกทั้งหมดของผมจึงไม่มีโอกาสถูกนำมาใช้จริงถึงอย่างนั้นผมก็ยังฝึก
ทุกวันวันแล้ววันเล่าหลายปีบางครั้งผมเองก็ยังสงสัยว่าผมกำลังพยายามทำอะไรอยู่กันแน่
แต่คำตอบมันก็ขึ้นมาในหัวทันที เป็คำตอบที่ง่ายๆ อยากแข็งแกร่งเพื่อให้ซักวันได้ใช้มัน ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีอย่างน้อยผมจะไม่ต้องเสียใจที่หลัง
แม้ในวันที่เหนื่อยแม้ในวันที่เจ็บแม้ในวันที่ร่างกายส่งสัญญาณชัดเจนว่าควรพักผมก็ยังฝึกเพราะในหัวของผมมีเพียงคำถามเดียว
“ถ้าวันนี้ไม่ฝึก แล้ววันพรุ่งนี้จะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร?”
ตอนแรกมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร หนึ่งชั่วโมงต่อวันสองชั่วโมงสามชั่วโมงและจากนั้นก็มากขึ้นเรื่อยๆที่ควบคู่ไปกับการฝึกสิ่งต่างๆ
“อีกเซต”
ผมพูดกับตัวเองในคืนหนึ่งร่างกายทั้งตัวสั่นจากความเหนื่อยเหงื่อหยดลงพื้นมือทั้งสองข้างแทบไม่มีแรงแล้วผมมองนาฬิกา
01:47 น.
ผมควรนอนตั้งนานแล้วพรุ่งนี้ยังมีเรียนแต่ผมยังไม่หยุด
“ถ้าทำอีกเซต วันนี้ก็ถือว่าครบ”
ผมลงมือ หนึ่งครั้งสองครั้งสามครั้ง กล้ามเนื้อเริ่มสั่นหายใจไม่ทันแต่ผมยังฝืนต่อสิบครั้งสิบห้าครั้ง จากนั้น…. ภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่า
“...แปลกแฮะ”
ผมหยุดมือข้างหนึ่งกดลงบนพื้นหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกจากภายในหน้าอก
ตึก..ตึก..ตึก
“วันนี้เหนื่อยกว่าปกติหรือเปล่า?”
ผมพยายามหัวเราะแต่เสียงที่ออกมากลับแหบแห้งผมรู้ว่าควรหยุดสมองของผมรู้ร่างกายของผมรู้ทุกอย่างกำลังบอกผมว่าให้พักแต่ผมกลับคิดเพียงว่าอีกนิดเดียว ผมฝืนลุกขึ้นยืนตรงหน้ากระจกมองตัวเองใบหน้าซีดเหงื่อเต็มตัวดวงตาแดงก่ำ
“...สภาพดูไม่ได้เลย”
ผมพูดกับตัวเองก่อนจะพยายามจัดท่าทางไหล่ผ่อนคลายหลังตรง คางกดต่ำสายตาเฉียงขึ้นเล็กน้อยผมมองตัวเองในกระจก
“...ไม่….ยังไม่……”
แล้วหัวใจของผมก็เหมือนกำลังจะหยุดเต้น
...
จริง ๆ ไม่ใช่เหมือนแล้วแต่นี้มัน…. ไม่ได้ยินอะไรแล้วภาพก็มองไม่เห็นความเ็ปหายจากร่างกายหายไปแล้วเสียงก็ไม่ได้ยินแล้ว
ในตอนแรกผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นร่างกายของผมเพียงทรุดลง โทรศัพท์ก็กำลังตั้งกล้องถ่ายไว้อยู่หน้าจอยังคงบันทึกภาพอยู่ภาพสุดท้ายที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอคือชายคนหนึ่งกำลังล้มลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ
ไม่มีอุบัติเหตุไม่มีรถชนไม่มีฆาตกรไม่มีโรคร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ไม่มีคำสาปไม่มีเทพเ้าที่มารับตัวไม่มีแม้แต่เหตุการณ์ยิ่งใหญ่สมกับชีวิตของผม
ผมเพียง
ออกกำลังกายหนักเกินไปจนหัวใจหยุดเต้น
นั่นคือทั้งหมดชีวิตที่ผมใช้เวลาหลายปีฝึกฝนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะได้เป็คนเหนืุ์จบลงด้วยการที่ร่างกายมนุษย์ธรรมดาของผมไม่สามารถตามความฝันของผมทันแต่ก่อนที่สติจะดับลงอย่างสมบูรณ์ ผมกลับนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้
เื่ที่ทำให้ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ
(...ถ้ามีโลกหน้า ขอให้ชั้นทำตามใจตัวเองได้ด้วยเถอะ)
ภาพทุกอย่างมืดไปหมดแล้ว
“”ข่าวด่วนเราพบร่างของนักเรียนชายที่อยู่ในห้องที่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายและมีภาพในมือถือเป็หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเพราะออกกำลังหลักเกินไปก็เป็ไปได้ตอนนี้ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้เราจะรายงานให้ทราบอีกที เขาคือ ฮิชิกาวะ เรน""
ไม่รู้ว่าร่างของตัวเองถูกพาไปไหน ไม่รู้ว่ามีใครร้องไห้หรือไม่ไม่รู้ว่ามีใครคิดถึงผมหรือเปล่าสิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้คือความมืด
จากนั้นความรู้สึกบางอย่างก็กลับมา
กลิ่น ใช่กลิ่นผมได้กลิ่น กลิ่นดินกลิ่นหญ้า ความรู้สึกของิัลมเย็น เสียงใบไม้เสียดสีกัน ผมค่อยๆเปิดตาท้องฟ้าสีครามอยู่เหนือศีรษะ
ผมนิ่งไปหลายวินาทีนี่ไม่ใช่เพดานห้องของผมไม่มีเครื่องปรับอากาศไม่มีหลอดไฟไม่มีเสียงรถยนต์จากถนนด้านนอกไม่มีเสียงโทรศัพท์ไม่มีแม้แต่กำแพงที่คุ้นเคย ผมกะพริบตาช้าๆ ก่อนจะพยายามลุกขึ้นมือทั้งสองข้างกดลงบนพื้นหญ้าความนุ่มของมันแตกต่างจากพื้นห้องอย่างชัดเจนผมนั่งอยู่บนสนามหญ้า
ไม่สิ...
ดูเหมือนจะเป็สวนผมมองไปรอบๆ สวนขนาดใหญ่ทอดยาวออกไปจนสุดสายตา พุ่มไม้และต้นไม้ถูกตัดแต่งอย่างประณีต ทางเดินหินทอดผ่านกลางสวนไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ดอกไม้หลากสีถูกปลูกเรียงกันเป็ระเบียบราวกับมีคนดูแลมันทุกวันรอบสวนมีรั้วเหล็กสีดำล้อมเอาไว้
ไกลออกไป….
มีอาคารขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ กำแพงสีขาวหน้าต่างสูงเสาหินขนาดใหญ่ และยอดหลังคาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนผมจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง
“...คฤหาสน์?”
คำพูดหลุดออกจากปากและในวินาทีนั้นเอง…….
“อ๊ะ...!”
เสียงของใครบางคนดังขึ้นผมหันกลับไปทันทีเด็กหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ห่างจากผมประมาณห้าเมตรเธอสวมชุดเมดสีดำแบบเรียบง่าย ตัวชุดยาวลงมาถึงข้อเท้าและมีผ้ากันเปื้อนสีขาวสะอาดคลุมอยู่ด้านหน้า แขนเสื้อยาวพอดีข้อมือ ถุงมือสีขาวถูกสวมไว้เรียบร้อยเส้นผมของเธอเป็สีดำสนิท ยาวเลยไหล่ลงมาเล็กน้อย และถูกรวบเอาไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยด้วยริบบิ้นสีขาวดูจากรูปร่างดูตรงไหนเธอก็ยังเป็เด็กสาวตัวเล็กๆ
ใบหน้าของเธอยังดูอ่อนวัยน่าจะประมาณสิบต้นๆดวงตาสีฟ้าอ่อนกำลังจับจ้องมาที่ผมแต่สิ่งที่แปลกที่สุดไม่ใช่รูปลักษณ์ของเธอ
มันคือ
ความกลัว
ผมเห็นมันอย่างชัดเจนไหล่ของเธอสั่นเล็กน้อยมือทั้งสองข้างกำชายกระโปรงเอาไว้แน่นใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจติดขัดและเมื่อผมขยับตัวเพียงเล็กน้อยเธอก็ถอยหลังทันทีหนึ่งก้าว
“...”
ผมหยุดนิ่งเธอก็หยุดนิ่งเช่นกันเราสองคนจ้องหน้ากันผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จากสีหน้าของเธอดูเหมือนเธอจะกลัวผมมากมากกว่าที่ควรจะเป็
“เอ่อ...”
ผมลองพูด
“เธอเป็อะไรหรือเปล่า?”
หญิงสาวสะดุ้งเฮือกดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเธอถอยหลังอีกก้าวคราวนี้ผมเห็นได้ชัดว่ามือของเธอสั่น
“ขะ...ขออภัยค่ะ...”
เสียงของเธอสั่น
“ดิฉัน...ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ท่านไม่พอใจ...”
“...?”
ผมเอียงศีรษะ
“ไม่พอใจเื่อะไร?”
เธอไม่ตอบเพียงก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมร่างกายเกร็งราวกับกำลังเตรียมตัวรับการลงโทษ ผมมองเธอจากนั้นจึงมองตัวเองเสื้อผ้าที่ผมสวมอยู่ไม่ใช่เสื้อยืดกับกางเกงที่ผมจำได้เ ป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เคยสะอาดเสื้อคลุมสีเข้มกางเกงขายาวรองเท้าหนังทั้งหมดดูหรูหรากว่าเสื้อผ้าที่ผมเคยใส่ในโลกเดิมหลายระดับ
“...”
ผมก้มมองมือของตัวเองมือเล็กกว่าเดิมผิวเรียบกว่าเดิมนิ้วเรียวยาว นี่ไม่ใช่มือของผมหรือพูดให้ถูกกว่านั้น..
นี่ไม่ใช่ร่างกายเดิมของผม
ผมยกมือขึ้นแตะใบหน้าััที่ได้รับแตกต่างออกไป
“นี่มัน...”
ทันใดนั้น ความเ็ปรุนแรงก็แล่นขึ้นมาจากด้านข้างศีรษะ
“อึก...!”
ผมกุมหัวทันทีความทรงจำบางอย่างไม่ใช่ของผมไหลเข้ามา ภาพของคฤหาสน์ภาพของผู้คนภาพของห้องอาหารภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งเสียงหัวเราะเสียงกรีดร้องเสียงร้องไห้มือที่กำลังฟาดลงบนใบหน้าของสาวใช้แก้วไวน์ที่ถูกขว้างใส่กำแพง เสียงด่าทอคำพูดดูถูก หญิงสาวคนเดิมแต่กำลังร้องไห้ภาพทั้งหมดปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะหายไป
ผมหอบหายใจ
“...อะไรเนี่ย?”
หญิงสาวตรงหน้าสะดุ้งอีกครั้ง
“ทะ...ท่าน?”
ผมเงยหน้าขึ้นเธอยิ่งมีสีหน้าหวาดกลัวกว่าเดิมคราวนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วไม่ใช่ว่าเธอกลัวเพราะผมกำลังจะทำอะไรแต่เธอกลัวเพราะ
เธอคิดว่าผมจะทำอะไรบางอย่างกับเธอแน่ๆ
ผมมองเธอเธอกำลังกลัวผมทั้งๆที่ผมเพิ่งตื่นขึ้นมาทั้งๆที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย ผมค่อย ๆ เหลือบมองพื้นข้างตัวมีคราบเือยู่บนหญ้า
และเมื่อยกมือแตะด้านข้างศีรษะก็รู้สึกถึงของเหลว ผมมองปลายนิ้ว
เื
“...ฉันล้มเอง?”
ดูเหมือนร่างนี้จะหมดสติไปหลังจากล้มกระแทกพื้น แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ทำไมเมดคนนี้ถึงกลัวได้ขนาดนั้น!? ผมมองเธออีกครั้งหญิงสาวยังคงยืนตัวสั่นอยู่ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างชัดเจนผมไม่รู้ว่าร่างนี้เคยทำอะไรกับเธอเพราะความทรงจำของร่างนี้มันมีเื่ที่โหดร้ายอยู่มากมายแต่จากเศษความทรงจำที่เพิ่งเห็นดูเหมือนว่าเ้าของร่างเดิมจะไม่ใช่คนดีแน่นอน
ไม่สิ
เหมือนจะเป็ขยะเลยต่างหาก
ผมเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามคำถามง่าย ๆ ออกไป
“เธอชื่ออะไร?”
“...คะ?”
“ชื่อของเธอ”
เธอเงียบไปนานราวกับกำลังสงสัยว่าคำถามนี้มีความหมายอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้าแล้วตอบ
“...ลิเลียค่ะ”
เสียงยังคงสั่น
“ลิเลีย...”
ผมพยักหน้า ชื่อเพราะดี
“โอเค”
ผมพูดตามธรรมชาติ ลิเลียเบิกตากว้างเธอจ้องผมราวกับเพิ่งได้ยินเื่ที่เป็ไปไม่ได้ที่สุดในชีวิต
“เอ๊ะ...?”
“มีอะไร?”
“มะ...ไม่ค่ะ...”
เธอส่ายหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับกล่องที่ดูเหมือนจะใส่ของปฐมพยาบาลไว้อยู่ข้างๆพื้นหญ้านั้น
“ดิฉัน...”
ลิเลียกำชายกระโปรงแน่นกว่าเดิม
“ดิฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ...”
“?”
“ท่านล้มลงไปเอง...”
เธอรีบพูดต่อ
“ดิฉันเพียงแค่...กำลังจะนำอาหารไปส่งให้ท่านเท่านั้นค่ะแล้วก็เห็นท่านล้มลงแล้วหมดสติไปดิฉันเลยไปหาของมาปฐมพยาบาลท่าน”
ผมมองเธอจากนั้นก็มองเืที่ยังติดอยู่บนมือ แล้วถอนหายใจเบา ๆ
“งั้นเหรอ”
ผมยื่นมือไปด้านหลังศีรษะอีกครั้ง เจ็บ แต่ไม่มากเท่าที่ควรจะเป็
“งั้นก็ขอบคุณที่อยู่ตรงนี้แล้วกัน”
ลิเลียยังคงนิ่ง ผมจึงถาม
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น?”
เธอไม่ตอบ ผมมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง
เธอกลัวผม
ไม่ใช่กลัวเพราะผมในตอนนี้แต่กลัวเพราะ คนที่เคยอยู่ในร่างนี้มาก่อน ผมหลุบตาลงเศษความทรงจำยังคงวนเวียนอยู่ในหัวชายหนุ่มคนหนึ่งขุนนางร่ำรวยมีอำนาจแต่ใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าและมีอิสระเที่ยวเตร่ก่อเื่ดูถูกคนอื่นทำร้ายคนรับใช้ ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลตกต่ำและที่แย่ที่สุด
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยคิดว่าตัวเองทำอะไรผิดเลย
ผมถอนหายใจ
“...เข้าใจแล้ว”
ผมต้องอยู่บทบาทของขยะแบบนี้สินะผมคือเขาชายผู้เคยฝึกฝนมาตลอดชีวิตเพื่อกลายเป็คนที่แข็งแกร่งขึ้นกลับมาเกิดใหม่ในร่างของขุนนางหนุ่มที่กำลังลากตระกูลของตัวเองลงเหวผมหันไปมองคฤหาสน์ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ชีวิตที่สองของฉัน...”
ผมพึมพำ
“ดูเหมือนว่าบทบาทนี้จะยุ่งกว่าที่คิดแฮะ”
แต่เพื่อความฝันของผมแล้วผมจะเปลี่ยนบทบาทของหมอนี้ให้ดูดีขึ้นเองต่อให้ต้องใช้เวลาก็ตาม
“ท่านคะ หรือไปให้หมอใช้เวทย์รักษาไหมคะแผลนั้นน่ะ”
“อะไรนะ?”
เธอสะดุ้งราวกับเหมือนเธอที่กำลังออกความคิดนั้นไปขัดใจบางอย่างและเธอก็ตกอยู่ในความกลัวอีกครั้งแต่ก็พยายามพูดทวนคำพูดก่อนหน้านี้อีกครั้ง
“ไปหาหมอให้รักษาแผลนั้นไหมคะ”
"ไม่…ไม่ใช่คำนั้นให้หมอใช้อะไรนะ”
เธอกระตุกเล็กน้อยการจะพูดด้วยนํ้าเสียงเหมือนคนกำลังทำความผิดอยธู่
“เวทย์มนต์รักษาค่ะ”
เวทย์มนต์?!!!!!! ผมรีบพุ่งเข้าไปจับมือของเธอทันทีืทั้งสองข้างเลยพร้อมกับสีหน้าที่ไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มได้อีกต่อไป
“เมื่อกี้เธอบอกว่าเวทย์มนต์งั้นหรอ งั้นแปลว่าโลกนี้ใช้เวทย์มนต์ได้สินะ”
เมดคนนั้นทำสีหน้าราวกับเหมือนคนที่ไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาก่อนความดีใจไม่สิ นี้มันความสุขของผู้เป็นายนที่เธอไม่เคยเจอมาก่อนเธอเบิกตากว้างก่อนที่จะได้เห็นรอยยิ้มของคุณชายเรนเป็ครั้งแรก
เย่เขียนเื่ใหม่อีกแล้วววววว ผมพยายามเขียนเพื่อให้ได้ตัวเอกตามคาแร็คเตอร์ที่้ามากที่สุดมาแล้วววครั้งนี้และก็ยังเป็แนวต่างโลกที่ผมชอบบวกกับตัวเอกที่โคตรเทพเอาเป็ว่าคนที่มาอ่านก็อยากจะให้ติดตามกันอีกนะถ้าชอบแนวต่างโลก แอ็คสาวๆ และตัวเอกเทพบวกเข้าใจผิด มันสุดยอดที่สุดแล้ววววววว