The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๕๓ เทพอรชุน

            “ผู้เล่นวิฬาร์พบ เทพอรชุน เลเวล 415”

            วิฬาร์แทบกัดลิ้นตัวเองตาย

            แม่งเอ๊ย!!! หลังจากนี้พระอิศวรจะเสด็จลงมาด้วยมั้ยเนี่ย!

            ลำพังแค่มายันตนาคราชแค่ตัวเดียวก็เล่นทำเอาเขาขี้ขึ้นไปอยู่บนหัวสมองแล้ว นี่ยังจะมีอรชุนมาด้วยอีกมันทำเอาเขาอยากหยิบมีดขึ้นมาเสียบคอตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดไป

            วิฬาร์ที่ตอนนี้แทบเปลี่ยนมาหายใจทางเหงือกกลั้นใจจนลิ้นจุกปากอยู่ในเศษซากต้นไม้ เขามองดูอรชุนเดินไปเดินมาด้วยใจที่หวาดผวาอ้อนวอนขอให้พระพี่ท่านจรลีจากไปโดยไว

            ทว่าเรื่องร้ายไม่มาเดี่ยว เพราะมันมากันยกโหลเลยทีเดียว

            คล้อยหลังอรชุน วิฬาร์เพิ่งสังเกตเห็นฝูงสิงห์และสัตว์หลากสายพันธุ์เดินกระจายอยู่ด้านหลังถึงสิบกว่าตัว ส่วนบนฟ้าก็มีวิหคหน้าตาประหลาดตัวหนึ่งที่คล้ายนกเค้าแมวบินมาเกาะที่แขนอรชุนอย่างเชื่องเชื่อ

            กะจากขนาดปีกและรูปร่างของมันวิฬาร์มั่นใจว่าต้องมีขนาดไม่น้อยกว่าเครื่องบินเล็กทว่าเมื่อเทียบกับความสูงใหญ่ของอรชุนแล้ว กลับเหลือขนาดเหมือนนกแก้วเท่านั้น

            เขามองภาพนั่นอย่างตกตะลึง ดูคล้ายว่าอรชุนจะเป็น NPC สายพันธุเวทอย่างแน่นอน

            แต่พอเขาไล่สายตาขึ้นลงมองเหล่าสัตว์อสูรที่เดินตามหลังอรชุนต้อยๆ วิฬาร์กลับรู้สึกถึงความแปลกแปร่งพิกล

            ตามตำนานอรชุนคือเทพผู้เรืองอำนาจองค์หนึ่งในหมู่เทวดา และเขาก็มีสวนรุกขชาติส่วนตัวอยู่ด้วยซ้ำแล้วยังเคยประมือกับทศกัณฐ์ในช่วงที่มันกำลังฝึกวิชาอยู่กับโคบุตรแถมอัดทศกัณฐ์เสียจนยับเยิน เรียกได้ว่าเสียผู้เสียคนกันเลยทีเดียว

            แต่ลำพังเรื่องนี้วิฬาร์คงไม่เห็นว่าแปลกแต่ไอ้ส่วนที่เขาสงสัย ก็คือพวกสัตว์อสูรที่เดินตามอรชุนมา

            ก่อนหน้านี้ ตอนที่เพิ่งเข้าป่านี้ใหม่ๆเขาเคยเดาอย่างติดตลกว่า ป่าแห่งนี้อาจจะเป็นสวนของใครสักคนที่มาปลูกและดูแลตัดแต่งเอาไว้ซ้ำแล้วหากคนคนนั้นมีตัวตนจริง ก็อาจมีสัตว์เลี้ยงระดับสูงติดตามมาด้วย

            และกลุ่มสัตว์เลี้ยงที่เขาเดาเอาไว้ก็คือกลุ่มพวกสิงห์และวิหคดังที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้พอดี!

            ความบังเอิญขนาดนี้ เป็นไปได้ด้วยหรือ?

            แล้วถ้าเกิดว่ามันไม่บังเอิญล่ะ?

            ถ้าอย่างนั้น อะไรที่ทำให้มันไม่บังเอิญ?

            เวทมนตร์พิสดาร?

            ระบบของเกม?

            หรือว่าอาจจะเป็นมนตร์มายาแห่งป่านี้?

            พริบตานั้น ในหัววิฬาร์คล้ายย้อนทวนกระแสเวลาหวนนึกถึงความคิดในหัวตอนที่ตัวเองเข้ามาใหม่ๆ

            เขาเดาว่าที่แห่งนี้อาจจะเป็นสวนและมีรุกขกรผู้เรืองอำนาจดูแลอยู่ และในตอนนี้ ก็เจอกับอรชุนเจ้าของมหาอุทยานแห่งนี้ตามตำนานจริงๆ

            เขาเดาว่ารุขกรผู้นั้นอาจจะมีสัตว์เลี้ยงติดตามจำนวนหนึ่ง เป็นเผ่าสิงห์และวิหค ก็เจอเช่นนั้นจริง

            เขากลัวว่าหากฟ้ามืด จะทำให้เดินทางอย่างลำบากก็เป็นจริง

            และเมื่อเขาหวาดเกรงต่อเสียงประหลาดรอบด้านระแวงว่าอาจมีตัวอะไรจับจ้องเขาอยู่ พวกสุรันต์ก็โผล่ออกมาจากความมืด ทั้งๆที่เขาระแวดระวังอยู่ทุกฝีก้าว

            หรือตอนที่หงุดหงิดกับเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแล้วเขาคิดให้พวกมันโดนฟ้าผ่าตาย มันก็พลันเป็นจริง

            เรื่องที่เดาว่าผลหฤทัยเทเวศร์อาจอยู่ใกล้ๆกับมหาพฤกษาต้นนั้น

            เรื่องไอเทมระดับสูงที่อาจซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้ยักษ์นั่น

            ทุกสิ่งล้วนเป็นจริงทั้งหมด!

            เรื่องบังเอิญแปลว่าเกิดได้ยากแต่ถ้าเกิดซ้ำเกิดซ้อน มันย่อมไม่ปกติแล้ว

            หรือว่าที่แท้ ป่าทั้งป่าที่เขากำลังยืนอยู่นี้ต่างถูกขับเคลื่อนไปด้วยพลังแห่งจินตนาการที่เขาสร้างขึ้น!

            หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้วละก็…

            พริบตานั้นความคิดวิฬาร์พลุ่งพล่านประดุจพายุโหมทะเลซัด เขามองรอบตัวด้วยความหวาดกลัว สมองเริ่มจินตนาการถึงสิ่งไม่น่าพิสมัยออกมา

            ทว่าเหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง เพราะจู่ๆขณะที่เขากำลังจะสติแตก เงามืดพลันทาบทับลงมาจากฟ้า จากนั้นก็ตู้มภาพเบื้องหน้าของวิฬาร์ดับมืดไปในทันที

            ทั่วร่างของเขาประดุจตกอยู่ในห้วงทะเลลึกแรงบีบมหาศาลพลันอัดเข้ามาจากรอบด้านวิฬาร์แม้ผนึกมนตร์ต่อต้านทั่วตัวก็ยังรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายเขาพยายามดิ้นรนอย่างไร้ความหมาย เร่งผลักเกราะเวทที่คลุมร่างตัวเองออกเพื่อผ่อนคลายความอึดอัดนี้ทว่ามันกลับไม่ได้ผล แรงบีบนั้นเริ่มมากขึ้นทุกทีๆ

            แต่แล้วในลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนที่วิฬาร์จะสิ้นใจภาพดำมืดพลันสว่างจ้า แรงกดดันอันอึดอันนั้นก็พลันผ่อนคลายลง

            และพร้อมกันนั้นวิฬาร์ก็เห็นดวงตามหึมาคู่หนึ่งจับจ้องเขาอยู่

            วิฬาร์สะดุ้งจนตัวโยนทว่าร่างกายกลับมิอาจเคลื่อนไหว

            “เอ็งนี่เอง ที่เป็นตัวการของเรื่องทั้งหมดนี้”

            เจ้าของคำพูดนั้นคืออรชุนที่บัดนี้ถลึงตากว้างจับจ้องวิฬาร์ในมือตนด้วยความโกรธแค้น สองตาปานจะลุกด้วยเพลิงกัลป์ปากหนาเคี้ยวฟันเสียงสนั่น บ่งบอกว่าเขากำลังสะกดกลั้นอารมณ์เดือดดาลเอาไว้

            วิฬาร์ดิ้นรนด้วยความอึดอัดก่อนจะพบว่าตัวเองอยู่สูงจากพื้นขึ้นมาอย่างน้อยสามสิบเมตรตกอยู่ในอุ้งมือทรงพลังของอรชุน มิอาจเอาตัวรอดหนีออกไปได้

            ตัวเขา ณ บัดนี้ เปรียบเสมือนลูกไก่ในกำมืออย่างแท้จริง

            ขอเพียงอรชุนออกแรงสักเล็กน้อย รับรองว่าลำไส้ของเขามีหวังทะลุออกมาทางปากแน่

            “ทะ…ท่านพูดถึงอะไร ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น”เขาพยายามกล่าวแก้ตัว สองมือออกแรงดันตัวเองออกจากสภาพอันทรมานนี้ ทั้งๆที่รู้ความจริงอยู่เต็มอก

            อรชุนพ่นลมหายใจใส่จนหัวเขาเกือบปลิวไปตามแรงลม พร้อมออกแรงบีบจนกระดูกทั่วร่างวิฬาร์แทบแตกสลายก่อนที่เจ้าตัวจะพูดด้วยอารมณ์โมโห

            “โกหก! ถ้าหากเจ้าไม่ใช้ความคิดเลื่อนเปื้อนมีหรือจะเรียกไอ้ตัวเวรกรรมนั่นออกมา!” เสียงระคายหูดังปานฟ้าผ่าออกมาจากปากอรชุน

            วิฬาร์ที่ได้ยินประโยคนี้หัวใจพลันสะดุดกึก เผลอผ่อนแรงลงเพราะความตกใจชั่วขณะ

            ความคิดเลื่อนเปื้อน?

            เรียกมันออกมา?

            งั้นก็แสดงว่าความคิดเขาสามารถบงการป่าแห่งนี้ได้จริง

            ความคิดนี่ฉายเข้ามาเพียงชั่วแล่นก่อนที่เจ้าตัวจะเกิดปฏิภาณวูบ แกล้งทำเป็นดิ้นรนต่อ พยายามปฏิเสธท่าเดียว ไม่ยอมรับผิดพร้อมกันคิดหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ไปด้วย

            “ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ข้าแค่มาหาของปล่อยข้าไปเถอะ” เขาฝืนออกแรง พยายามดันตัวเองออกมาส่วนปากก็พร่ำบอกแต่ว่าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็พลันนึกเสียใจที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขาตัดสินใจหักดิบ ไม่หยิบนิ้วเพชรนั่นออกมาเพราะเกรงว่าตัวเองจะใจไม่แข็งพอในตอนท้าย แล้วโยนทิ้งมันออกจากระเป๋าไม่ลงแต่ถ้าเกิดเขารู้เช่นนี้ล่วงหน้าละก็ อรชุนคงกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว

            พอได้ยินคำพูดของวิฬาร์ อรชุนคล้ายกับไม่นึกมาก่อนว่าเขาจะปฏิเสธเจ้าตัวนิ่งไปวูบหนึ่งอย่างสงสัย ทว่ายังไม่ปล่อยมือที่จับวิฬาร์เอาไว้

            เทพร่างยักษ์หันไปมองวิหคหน้าตาประหลาดเหมือนนกเค้าแมวที่เกาะอยู่บนไหล่มันคล้ายจะขอความเห็น

            วิฬาร์แม้ร่างกายถูกผูกมัด ทว่าสมองยังคงเป็นอิสระบัดนั้น ความคิดมหาศาลเริ่มประมวลผลทันที

            เขายังคงจำตอนที่ตัวเองเสกสายฟ้าขึ้นมา แล้วฆ่าพวกสุรันต์จนตายยกฝูงได้รวมไปถึงตอนหลังจากนั้น ที่เขาพยายามเสกสายฟ้าอีกหลายครั้งด้วยเช่นกัน

            พลังนี้คล้ายว่าไม่สามารถใช้ได้ตามใจชอบมันน่าจะมีเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้อยู่

            ทว่ามันคืออะไรกันแน่

            อะไรที่ทำให้เขาสามารถสั่งฆ่าพวกสุรันต์ได้ในพริบตาทว่าเมื่อใช้พลังอีกครั้ง มันกลับไม่เกิดผลอะไร

            ไม่ได้ผลเพราะไม่มีเป้าหมาย?

            หรือเพราะตอนนั้นพลังเวทมนตร์เขาหมด?

            หรือใช้ได้เฉพาะจวนตัวเท่านั้น?

            ไม่สิ อิงจากคำกล่าวหาของอรชุนเจ้าตัวเวรกรรมที่หมอนี่หมายถึง น่าจะเป็นมายันตนาคราชแน่ การจะเรียกสัตว์อสูรระดับสูงขนาดนั้นออกมาได้หากพึ่งพาพลังเวทมนตร์อันน้อยนิดของเขาเพียงอย่างเดียว เกรงว่าจะเรียกออกมาได้แค่เกล็ดของมันเท่านั้นนั่นแปลว่า พลังนี่ไม่น่าจะใช้ค่าพลังเวทมนตร์ของเขาเป็นเชื้อเพลิงแต่อาจเป็นเพราะเขาทำเงื่อนไขบางอย่างครบถ้วน

            ถ้าอย่างนั้น มันคืออะไรกันแน่

            เงื่อนไขอะไรที่ทำให้ป่ามายานี้แสดงผลได้

            ป่ามายา?

            เมื่อนึกถึงคำนี้ ในหัววิฬาร์พลันกระจ่างวูบดุจฟ้าราตรีต้องแสงอาทิตย์

            ป่ามายา และมายาเวท ทั้งสองอาจใช้หลักการเดียวกัน

            เวทมนตร์ทั้งแปดสาย ต่างมีเอกลักษณ์ในตัวเองและในแต่ละสาย ย่อมมีสูงมีต่ำแตกต่างกันไป

            มายาเวทในขั้นต่ำคือการปรับเปลี่ยนความเป็นจริงของตัวเอง เคลื่อนย้ายตำแหน่งไปยังที่ที่ไม่ควรอยู่บิดทรรศน์สร้างภาพลวงตา ปรับให้เวลาเป็นไปตามที่ใจต้องการได้

            และในขั้นกลางที่พัฒนาขึ้นผู้ใช้จะสามารถใช้มายาเวทเข้าปรับเปลี่ยนความเป็นจริงของศัตรูได้สามารถแม้กระทั่งสร้างภาพจากจินตนาการสุดแปลก เสียงปลอมเพื่อลวงประสาทสัมผัสของคู่ต่อสู้ หรือบิดเคลื่อนทักษะเวทไม่ให้ทำร้ายโดนตัวเอง

            และในขั้นสูงจะสามารถสร้างได้แม้กระทั่งสนามที่บิดเบือนมิติแห่งความเป็นจริงปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ กฎฟิสิกส์ แรงโน้มถ่วง หรือแม้กระทั่งเวลาได้ดั่งใจ

            หากจะกล่าวไป ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านมายาเวทคือผู้ที่ถนัดในการปลอมแปลงและบิดเบือนความเป็นจริงที่สุดเพราะเงื่อนไขหลักที่จะทำให้สามารถใช้เวทสายนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็คือจินตนาการอันหลุดโลก และความศรัทธาต่อพลังของตัวเองที่จะฝืนกฎเกณฑ์และความรู้สึกเดิมที่รู้จักปรับเปลี่ยนให้โลกทั้งใบหดลงมาเต้นอยู่ในอุ้งมือตน

            ที่พวกเขาสร้างความไม่จริงได้ก็เพราะเขาเชื่อว่ามันเป็นความจริง

            เขาต้องเชื่อว่ามันเป็นจริง

            วิฬาร์ที่คิดได้ดังนั้นพลันเร่งใช้ความคิดทันทีหากพลังแห่งป่านี้ทำให้เขาเสกอะไรบางอย่างออกมาได้ ของสิ่งนั้นควรจะเป็นอะไร

            อะไรที่จะทำให้เขาเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์นี้ออกไปได้

            การใช้มายาเวทพึ่งพาจินตนาการเป็นอย่างมากนั้นใช่แต่หากดันทุรังคิดจะเสกของที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เคยใช้แบบนิ้วเพชรออกมาอัตราความสำเร็จอาจอยู่ที่ร้อยละหนึ่งเท่านั้น และวิฬาร์ไม่คิดจะเสี่ยง

            เจ้าตัวจึงเลือกเส้นทางอันปลอดภัยด้วยการรำลึกถึงห้วงความจริงที่ตนเคยเผชิญมา เหมือนหลับตาแล้วนึกถึงชายทะเลที่เคยไปแทนที่จะนึกถึงภูเขาหิมะที่เคยเห็นแต่ในทีวี และช่วงเวลาดังกล่าว ก็คือในตอนที่ตนเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์เกราะทองสวรรค์

            เขาตั้งสมาธิอย่างสุดกำลัง พยายามจำลองความรู้สึกออกมาให้สมจริงมากที่สุดผสานจินตนาการเข้ากับประสบการณ์จากหนหลัง เพื่อดึงสภาพการณ์นั้นออกมาใช้ต่อสู้

            การใช้จินตนาการแบบสุดขีดระดับนี้ ทำให้สองตาเขาเหม่อมองไปที่อรชุนอย่างเฉยเมยคล้ายกับว่าเทพองค์นี้เป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้น

            อรชุนที่เห็นสายตาอันว่างเปล่าเบื้องหน้าตน จู่ๆก็ขนแขนลุกซู่ขึ้นมา สัมผัสอันตรายเอ่อล้นจนท่วมหัวใจ เจ้าตัวจึงบีบมือเต็มแรงหวังฆ่าวิฬาร์ให้ตายในทันที

            ทว่าสายเกินไปแล้ว

            เมื่อมีพลังอันไร้ขอบเขตของป่ามายาหนุนเสริมวิฬาร์พลันเสมือนเป็นพยัคฆ์ที่หลุดจากกรงขัง ศิลปินที่หลุดจากกรอบ

            แม้อรชุนประสานมือทั้งสองข้างเข้าหากันแล้วบีบเต็มแรงทว่าเจ้าตัวกลับรู้เหมือนกำลังบีบแท่งเหล็กหนาหนักก่อนที่อุ้งมือทั้งสองจะเริ่มรู้สึกถึงความร้อนที่แผดเผาออกมาจากภายใน พร้อมกับรัศมีแสงที่ค่อยๆสาดส่อง เล็ดลอดผ่านร่องนิ้วของเขาออกมาราวกับว่า…

            เขากำลังกุมพระอาทิตย์อยู่!

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน