บ้านเดิมของฉินซื่อภรรยาคุณชายใหญ่แห่งตระกูลจูมีชื่อเสียงในเมืองหลวงไม่น้อยฉินหงฉินบุตรสาวคนโตของฉินซื่อเป็สาวงามที่ทุกคนในเมืองหลวงรู้จักกันดีตอนนี้นางเป็ชายารองของจิ่งหรงอ๋อง นับว่ามีฐานะสูงส่ง
จิ่งหรงอ๋องเป็หนึ่งในพระบรมวงศานุวงศ์ หลังจากที่ฉินหงฉินแต่งเป็ชายารองของเขาก็ทำให้ทั้งอำนาจและตำแหน่งในเมืองหลวงของตระกูลฉิน เปลี่ยนเป็ยิ่งใหญ่มากขึ้นในชั่วพริบตาเดียว
อันที่จริง การที่ตระกูลจูดองกับตระกูลฉินได้ เพราะอาศัยเส้นสายจากจวนจิ้งกั๋วกงทั้งนั้น
แม้ฉินซื่อไม่ได้มีรูปโฉมโดดเด่นเท่าพี่สาว แต่ยังเรียกได้ว่างดงามน่ามองทั้งยังเชี่ยวชาญพิณ หมาก อักษร ภาพวาด นับว่าเป็เลิศในหมู่ยอดสตรีเลยทีเดียว!
จูจิ่นถังคุณชายใหญ่ตระกูลจูแต่งงานกับนางมาสามปีแล้วทั้งสองเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่กลับไร้ซึ่งบุตรชายจนคนทั้งจวนร้อนใจไปหมด
ฉินซื่อเป็สะใภ้คนโตของบ้านหลัก ย่อมกระตือรือร้นเื่บุตรชายเป็ธรรมดานางหาทั้งหมอที่มีชื่อเสียงโด่งดัง หาทั้งเทียบยาขึ้นชื่อเื่การมีบุตรทั่วทุกแห่งหนไม่ง่ายเลยกว่าจะตั้งท้องและคลอดบุตรชายออกมาได้ ทว่าคนกลับเจ็บป่วยไม่หายอ่อนระโหยโรยแรง
ตระกูลจูให้ความสำคัญกับหลานชายคนโตที่ได้มาอย่างยากลำบากผู้นี้เป็อย่างยิ่งฉินซื่อที่ผ่าน่เวลาการตั้งครรภ์มาอย่างหนักหน่วง จนตอนนี้เหลือเวลาชีวิตไม่มากแล้วนางจำเป็ต้องวางแผนั้แ่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมการล่วงหน้า
วันเวลาล่วงเลยมาจนถึงเช้าของวันจัดงานเลี้ยงตระกูลจู เสิ่นเย่ว์เฉินตื่นเช้าเป็พิเศษชุ่ยซินเข้ามาหวีผมแต่งตัวให้นาง ดวงตาหรี่โค้งเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
“คุณหนู วันนี้เป็วันแรกที่ได้ออกไปข้างนอกกับฮูหยินผู้เฒ่าบ่าวจะแต่งตัวให้ดีเลยเ้าค่ะ”
ชุ่ยซินเอ่ยขณะผลัดเปลี่ยนพัสตราภรณ์และทำผมให้นางอย่างคล่องแคล่ว
“คุณหนูของพวกเราผิวขาวกระจ่างใส เหมาะกับการสวมใส่พัสตราภรณ์สีสว่างเช่นนี้นัก”อู๋มามายื่นศีรษะเข้ามาในห้อง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี ผสมโรงกล่าวชมพร้อมรอยยิ้ม
เสิ่นเย่ว์เฉินหลุบตาลงมองสาบเสื้อ ก่อนได้ยินเสียงอู๋มามาดังผะแ่แว่วมาจากด้านหลังน้ำเสียงคละเคล้าไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ “คุณหนูโตแล้วจริงๆเป็สตรีเต็มตัวแล้ว”
เสิ่นเย่ว์เฉินยกยิ้มมุมปาก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นสาวใช้ในเรือนฮูหยินผู้เฒ่านามว่าชุนซีเดินยิ้มเข้ามาพอดี
อู๋มามารีบเดินออกไปต้อนรับ “แม่นางชุนซี เ้ามาทำไมหรือ…”
ชุนซียิ้มพลางเอ่ยตอบ “ฮูหยินผู้เฒ่าให้ข้ามาดูว่าคุณหนูใหญ่เตรียมตัวเรียบร้อยดีหรือไม่้าสิ่งใดอีกหรือเปล่า”
อู๋มามารีบเดินนำชุนซีเข้ามาในห้องพลางตอบยิ้มๆ “คุณหนูเตรียมตัวใกล้จะเสร็จแล้วแม่นางรีบเข้ามาดูเถิด”
ชุนซีเป็สาวใช้ระดับสูงในเรือนฮูหยินผู้เฒ่า อายุยี่สิบต้นๆนางมีดวงหน้ากลมดูเยาว์วัย รอยยิ้มของนางทำให้ผู้ที่พบเห็นชื่นชอบ
เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ชุนซีก็คารวะทักทายเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างสุภาพเรียบร้อยพร้อมมองสำรวจนางไปด้วยจากนั้นก็เห็นว่าเสิ่นเย่ว์เฉินสวมชุดสีสว่างสดใสผมสยายยาวคลุมบ่า เหลือเพียงมวยผมให้ดูดีสักหน่อยก็เพียงพอแล้ว
“คุณหนูใหญ่แต่งกายงดงามเช่นนี้ ให้บ่าวทำผมทรงที่เหมาะกับพัสตราภรณ์ให้ท่านดีหรือไม่เ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็ผงกศีรษะเผลอตอบไปว่าดี
คิดดูแล้ว เหตุผลที่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งนางมา อาจเป็เพราะคำนึงถึงเื่เหล่านี้ก็เป็ได้
ชุนซีรับหวีไม้มาจากชุ่ยซิน ชุ่ยซินก็รีบถอยไปยืนด้านข้างอย่างรู้ความมุ่ยปากเล็กน้อยพลางมองดูชุนซีใช้มือขาวผุดผ่องทั้งสองข้าง รวบผมดำขลับของคุณหนูขึ้นสูงแล้วมวยเป็ทรงอย่างคล่องแคล่วนิ้วมือขยับขึ้นลง เคลื่อนไหวด้วยความว่องไว ั์ตาฉายแววจริงจังและตั้งใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน
เมื่อทำผมเรียบร้อยแล้วชุนซีก็เลือกปิ่นหยกมรกตฝังมุกและหยกขาวออกมาจากกล่องเครื่องประดับที่วางเปิดอยู่บนโต๊ะปักลงไปบนมวยผมของเสิ่นเย่ว์เฉินเบาๆ เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว จึงยิ้มออกมา“คุณหนูคิดว่าเป็อย่างไรเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินพยักหน้าอย่างพอใจ
ชุนซีกล่าวต่อไป “อีกเดี๋ยวก็ถึงเวลากินอาหารเช้าแล้วเช่นนั้นคุณหนูไปที่เรือนหลักกับบ่าว ไปกินข้าวกับฮูหยินผู้เฒ่านะเ้าคะ”
“ก็ดี” เสิ่นเย่ว์เฉินค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น จากนั้นก็หันไปมองอู๋มามา“วันนี้มามากับชุ่ยซินพักผ่อนอยู่ที่เรือนก็แล้วกัน”
“คุณหนูออกไปเที่ยวเล่นให้สนุกเถิดเ้าค่ะ ไม่ต้องกังวลอะไรนะเ้าคะ”อู๋มามาตอบรับ จากนั้นก็เดินตามพวกนางสองคนออกไปจากห้อง ส่งถึงหน้าประตูเรือน
อู๋มามามองดูแผ่นหลังสะโอดสะองค์ของเสิ่นเย่ว์เฉิน ก่อนทอดถอนใจยาวๆ ออกมาในใจทั้งหวานทั้งขมเกิดความรู้สึกยากจะอธิบาย
เมื่อไปถึงเรือนหลัก ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นเสิ่นเย่ว์เฉินแต่งกายเช่นนี้ก็พอใจมาก ถึงกับเอ่ยชมประโยคหนึ่งว่า “งามน่ามองจริงๆ”
จะพาออกไปข้างนอก หากจับนางแต่งกายให้งดงามเช่นนี้ผู้คนย่อมเห็นถึงความเหมาะสม ทำให้ศักดิ์ศรีหน้าตาของตระกูลเปี่ยมรัศมีเหตุใดตนจะไม่มีความสุขเล่า
เสิ่นเย่ว์เฉินหลุบตาลงเล็กน้อย นั่งลงตรงเบื้องหน้าของนางแสร้งทำเป็เขินอาย เงียบงันไม่พูดไม่จา
แม้ก่อนออกเดินทางฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะไม่ได้พูดอะไรมากเพียงบอกให้พวกนางทำตัวดีๆ แต่จากความจริงจังที่ปรากฏบนใบหน้า ทำให้เสิ่นเย่ว์เฉินมองออกว่านางใส่ใจเื่การไปร่วมงานเลี้ยงตระกูลจูในวันนี้มากเพียงใด
หลินซื่อกับบุตรสาวทั้งสองยังคงแต่งกายสวยงามเพริศพริ้งเช่นเคยทั้งร่างเต็มไปด้วยเครื่องประดับจนคล้ายอาบประกายมุกรัศมีหยก
เสิ่นเย่ว์เฉินกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นนั่งรถม้าคันเดียวกันนอกจากสองสาวใช้คือชุนซีกับชุนอิงแล้วก็ไม่ได้พาคนอื่นไปอีก หลี่หมัวมัวอายุมากเกินไปอู๋มามาก็ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก ดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจึงตั้งใจให้สาวใช้วัยเยาว์ที่รู้ความติดตามตนมาเพียงสองคนนางเลือกชุนอิงที่มีประสบการณ์ทำงานมามากที่สุดรับผิดชอบดูแลเสิ่นเย่ว์เฉิน
ระหว่างทาง ในรถม้าร้อนอบอ้าวจนเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากแม้มีถาดน้ำแข็งวางอยู่ก็ไม่ช่วยอะไรมากนัก เหล่าสาวใช้พยายามโบกพัดเหนื่อยจนปวดข้อมือไปหมด
“ท่านย่าเ้าคะ ท่านร้อนหรือไม่” เสิ่นเย่ว์เฉินเห็นเม็ดเหงื่อผุดออกมาที่ปลายจมูกของฮูหยินผู้เฒ่าจึงขอพัดมาจากชุนซีด้ามหนึ่งและช่วยพัดแทนนาง
ฮูหยินผู้เฒ่าร้อนจนเหงื่อออกท่วมตัว จึงเลิกผ้าม่านรถม้าขึ้นแล้วมองออกไปด้านนอกจากนั้นก็มองเสิ่นเย่ว์เฉินที่นั่งอยู่ข้างกาย พบว่าใบหน้าของนางสะอาดสะอ้านท่าทางยังดูกระปรี้กระเปร่า ก็อดอัศจรรย์ใจไม่ได้ “เหตุใดเ้าถึงแตกต่างกับผู้อื่นเช่นนี้เ้าไม่ร้อนหรือ”
เสิ่นเย่ว์เฉินที่โบกพัดอยู่ ตอบกลับไปว่า “ข้ายังพอไหวเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา “นำน้ำมันป้อเหอ[1]มาให้ข้า”
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวจบ ไม่นานชุนซีก็หาน้ำมันป้อเหอเจอ นางกำลังจะส่งให้ฮูหยินผู้เฒ่าแต่เสิ่นเย่ว์เฉินกลับยื่นมือออกมาก่อน นางจึงเปลี่ยนไปส่งให้เสิ่นเย่ว์เฉินแทน
เสิ่นเย่ว์เฉินเปิดกล่อง ใช้ปลายนิ้วมือจุ่มลงไปในน้ำมันเล็กน้อย แล้วถูลงบนขมับของฮูหยินผู้เฒ่าเบาๆ
“ท่านย่าดีขึ้นหรือไม่เ้าคะ”
“อือ เย็นสบายขึ้นบ้างแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าหลับตากล่าวอย่างผ่อนคลาย
เดิมทีการเดินทางใน่ฤดูร้อนก็เป็เื่ทรมานอยู่แล้วโดยเฉพาะกับสตรีที่ผัดหน้าประทินโฉม แป้งชาดบนใบหน้าถูกเหงื่อจนเลอะเทอะไปหมด
รถม้าเคลื่อนตัวไปได้เพียงครึ่งชั่วยามเซียวซื่อก็ต้องหยิบกระจกทองแดงใบน้อยขึ้นมาผัดแป้งทาหน้าเพิ่มอีก
เสิ่นเย่ว์จิ่นเห็นนางทาแป้งหนาๆ ลงบนใบหน้าอีกชั้นหนึ่งก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย“ท่านแม่ ท่านทาแป้งหนาเกินไปแล้วกระมัง”
เซียวซื่อพิศมองตนเองในกระจก เลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าว“หากไม่ทาให้หนาหน่อยจะใช้ได้อย่างไร ต้องทำเช่นนี้สีหน้าถึงจะดูดีชัดเจน”
สตรีในครอบครัวใหญ่มักอยู่แต่ในเรือน ไม่ค่อยมีโอกาสออกมาเดินข้างนอกยิ่งไปกว่านั้นวันนี้มาเยือนตระกูลจูซึ่งเป็ตระกูลใหญ่มีหน้ามีตาในใจเซียวซื่อย่อมอยากเผยโฉมอันงดงามของตนต่อหน้าคนเ่าั้สักหน่อย
เสิ่นเย่ว์จิ่นมุ่ยปากอย่างไม่เห็นด้วยนัก นางยกชายกระโปรงตนขึ้น หมายทำให้ตนเองเย็นขึ้นบ้าง
เซียวซื่อเห็นเช่นนั้นก็ชักสีหน้าโดยพลัน สั่งสอนไปว่า“รีบวางกระโปรงลงเดี๋ยวนี้ ไม่มีความเป็สตรีเอาเสียเลย”
เสิ่นเย่ว์จิ่นขมวดคิ้วพร้อมเอ่ยอย่างนึกรำคาญ “ตอนนี้อยู่บนรถม้าไม่มีคนเห็นหรอก”
เซียวซื่อเห็นท่าทางเกียจคร้านของบุตรสาว ใบหน้าพลันเปลี่ยนไปย่ำแย่
ระหว่างทางเสิ่นเย่ว์ฉางเอาแต่เลิกม่านขึ้นเงียบๆ จดจ่ออยู่กับสภาพภายนอกมองซ้ายมองขวาท่าทางร้อนรน คล้ายทนไม่ไหวอยู่บ้าง
นางทอดมองไปไกล ก็เห็นประตูจวนกว้างใหญ่โอ่อ่าของตระกูลจู หน้าจวนมีสิงโตหินตัวใหญ่ท่าทางโอหังมีชีวิตชีวายืนประดับอยู่ทั้งสองข้างบานประตูข้างละหนึ่งตัวมุมปากของนางพลันยกขึ้นน้อยๆ
ทุกคนในตระกูลจูยุ่งวุ่นวายอยู่กับงานต่างๆ นานแล้ว วันนี้มีรถม้าวิ่งมาหยุดหน้าประตูจวนไม่ขาดสายสาวใช้กับบ่าวชายตรงประตูล้วนยุ่งอยู่กับการนำทางเหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลต่างๆเข้าไปในลานเรือน
[1] ป้อเหอ คือ สะระแหน่