ภายในห้องโถงมืดสนิทนั้น ร่างสูงของราชาแห่งต้าเยว่ปรากฏขึ้นหน้ากระจกบานใหญ่ นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาลงมายังสถานที่แห่งนี้ ครั้งแรกก็คือวันที่ทำพันธะสัญญากับกระจกรัตติกาล
ยิ่งเข้าใกล้ต้นกำเนิดของปราณธาตุมืดในร่าง… ดวงตาของชายหนุ่มก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ความรู้สึกบ้าคลั่งภายใน ที่ไม่ได้ปรากฏหลายวันหวนกลับคืนมาอีกครั้ง …. เยว่เทียนหงหลับตา พยายามกดข่มปีศาจร้ายในร่างลงไปอย่างยากลำบาก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงสามารถเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสงบได้
“ฝีมือของเจ้าสินะ” ดวงตาสีดำมองกระจกอาถรรพ์เบื้องหน้าแน่นิ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ….ก็ไม่มีการตอบรับจากกระจกรัตติกาล ดวงตาคู่งามวาวโรจน์ขึ้นเล็กน้อยด้วยอารมณ์
“คิดว่าเงียบแล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้ ?!”
ปราณลูกใหญ่ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ พลังทำลายล้างอันรุนแรงนั้นฟาดลงไปบนกระจกอันเปราะบางเบื้องหน้า ทว่าปราณขององค์ราชาที่ควรสามารถทำลายเมืองขนาดใหญ่ได้ราบคาบกลับหายไปสาปสูญในกระจกบานนั้นอย่างเงียบงัน ….. ไม่มีแม้กระทั่งแรงสั่นสะเทือนใดๆ
“หึหึหึ…. ”
เสียงหัวเราะแผ่วแว่วมาจากกระจก เป็นเสียงแหบแห้งน่าขนลุกเช่นเดียวกับที่เขาเคยได้ยินในวันนั้น วันที่เขาใช้พลังจากกระจกรัตติกาลเป็นครั้งแรกเพื่อช่วยพระมารดาของตน !!
“เด็กน้อยเอ๋ย.. พลังของเจ้าล้วนกำเนิดจากข้า ทำเช่นนี้ไม่มีประโยชน์หรอก ?” ถ้อยคำราวมีเมตตา ทว่ากลับกระตุ้นสัญชาตญาณเข่นฆ่าในร่างของเขาจนแทบทนไม่ไหว เยว่เทียนหงสั่นสะท้านกับเสียงนี้ด้วยพยายามฝืนกลั้นไม่ให้ถูกครอบงำ…
“รู้เรื่องนางได้อย่างไร ?”
“แค่สังหารเผ่าวิญญาณทั้งหมด… ก็คิดว่าจะปกปิดข้าได้หรือ … กลิ่นสายเลือดเทพรุนแรงทำให้ข้ารับรู้ได้ตั้งแต่วันแรกที่นางมาถึงแผ่นดินนี้แล้ว… แค่คิดไม่ถึงว่า… เฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นถึงกับซ่อนนางไว้ในร่างแสนธรรมดาร่างหนึ่ง เสียเวลาตามหาอยู่นาน จึงต้องการไปยืนยันด้วยตนเองสักหน่อย”
ภาพมู่เชียนปรากฏขึ้นในกระจก ยามที่นางใช้ปราณอี้เจ๋อเพื่อช่วยเหลือเสี่ยวจิ้ง ร่างที่ถูกห้อมล้อมด้วยปราณสีทองเริ่มเปลี่ยนเป็นความงดงามที่แทบหยุดลมหายใจ… เยว่เทียนหงเฝ้ามองภาพนั้นอย่างตื่นตะลึง หัวใจเย็นเยียบของเขาสั่นไหวด้วยภาพที่เห็นนั้นชัดเจนกว่าครั้งอยู่ในเทือกเขาหู่ลี่มาก… ชายหนุ่มไม่คิดว่าจะมีความงามใดในใต้หล้าเหนือกว่าร่างที่เขาเห็นยามนี้
“วางใจเถิด… ข้าจะฆ่านางเอง !” เสียงแหบแห้งจากกระจกรัตติกาลเอ่ย พร้อมกับภาพร่างของเด็กสาวบนกระจกที่ถูกระเบิดจนร่างสลาย
สำนึกสุดท้ายของคนเฝ้ามองคล้ายถูกทำลายลงไปด้วยการกระทำนี้เช่นกัน ปีศาจที่เพียรพยายามสะกดไว้พลันหลุดจากที่คุมขัง ร่างสูงส่งหมัดที่แฝงกำลังกายมหาศาลกระแทกเข้าที่กระจกอย่างจัง…. ก่อนที่ร่างของเขาจะเป็นฝ่ายกระเด็นออกไปแทน
“อั่กก….”
ที่กระจกนั้นไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย ทว่าเยว่เทียนหงกลับกระอักเลือดออกมาเป็นเลือดออกมาจำนวนมาก บุรุษผู้อยู่เหนือใต้หล้ายามนี้นอนฟุบร่างอยู่กับพื้น พร้อมกับรู้สึกเจ็บร้าวที่วิญญาณอย่างรุนแรง
“ลืมแล้วหรือ วิญญาณของเจ้ากึ่งหนึ่งเป็นของข้า… ทำร้ายข้า คือการทำร้ายวิญญาณของเจ้าเช่นกัน” เสียงแหบห้าวเอ่ยกับเยว่เทียนหงอย่างอ่อนโยนเช่นเคย
“สักวัน.. ข้าจะทำลายเจ้าให้ได้… !! ” เยว่เทียนหงเอ่ยกับกระจกเบื้องหน้าอย่างเคียดแค้น ทว่าคำขู่อาฆาตเหล่านี้ ไม่ต่างจากที่มันเคยได้รับจากเจ้าของพันธสัญญาคนก่อนๆสักเท่าไร…
“อย่าเสียแรงเปล่าเลย ถนอมร่างกายไว้บ้างเถิด… นายท่านของข้า…” น้ำเสียงปลอบประโลมอ่อนโยนระคนเสแสร้งนั้นดังก้องไปทั่วโถงอันมืดมิด
“สตรีนางนั้นจะต้องจบชีวิตต่อหน้าเจ้าอย่างแน่นอน”
ปราณธาตุมืดที่เก็บกดไว้มาหลายวันไหลบ่าออกจากร่างชายหนุ่มราวทำนบแตก ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายสีแดงวูบวาบ ความเคียดแค้นที่ไม่อาจระบายออกไปได้นั้น ก่อให้เกิดเสียงอาละวาดและทำลายล้างดังต่อเนื่องอยู่ภายในห้องโถงมืดมิดอีกหลายชั่วยาม
หลังออกจากสำนัก กลุ่มของมู่เชียนก็มุ่งหน้าเข้าเมืองที่ใกล้ที่สุดทันที นางต้องรีบหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อตรวจดูอาการของเสี่ยวจิ้ง
เรื่องที่นางเป็นธิดาเทพยุทธ์ได้แพร่ออกไปแล้ว มู่เชียนย่อมไม่สามารถใช้รูปลักษณ์เดิมเพื่อออกเดินทางได้ เด็กสาวใช้มุกจำแลงกายที่ได้จากเยว่เทียนหงเปลี่ยนผมและตาของตนให้เป็นสีดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางใช้มันพรางพลังยุทธ์ให้เหลือแค่ระดับยอดยุทธ์ชั้นต้นเท่านั้น
เด็กสาวอายุ 16 ที่สามารถบรรลุปราชญ์ยุทธ์ได้ ทั่วทั้งแผ่นดินคงมีนางเพียงผู้เดียว นั่นเป็นจุดเด่นที่สุดของหญิงสาวที่ชื่อ มู่เชียน
พวกเขามาถึงโรงเตี๊ยมขนาดเล็กแห่งหนึ่ง มู่เชียนรีบเลือกห้องที่ใกล้ที่สุดแล้วขอตัวไปดูอาการเสี่ยวจิ้งทันที
นางปรากฏตัวขึ้นในกำไลมิติพร้อมกับมังกรตัวน้อยที่ยังดูอ่อนแรง เด็กสาวทุ่มเทปราณอี้เจ๋อใส่ร่างของเขาอีกพักใหญ่ ในที่สุดเสี่ยวจิ้งก็กลับมาเป็นปกติ
“โชคดีที่ไม่กระทบถึงระดับยุทธ์ของข้า ไม่เช่นนั้นพี่สามจะทำเช่นไร” เห็นเสี่ยวจิ้งดื้อรั้นเอาแต่ใจ แท้จริงแล้วเขาเป็นห่วงคนสำคัญของตนมาก ดูอย่างที่เขาบาดเจ็บเพียงนี้ยังเฝ้านึกถึงพี่ชายที่รอเขาไปช่วยผู้นั้นอยู่ตลอด
“พักสักวันดีหรือไม่ ?” มู่เชียนเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ทว่าเสี่ยวจิ้งกลับส่ายหน้า
“ข้าแข็งแรงดีเจ้าอย่ากังวลเลย.. ยิ่งนานไปพี่สามจะยิ่งอ่อนแอมากขึ้น” เมื่อมู่เชียนพยักหน้ารับ ทั้งคู่จึงพากันเดินไปยังพฤกษายักษ์เด่นตระหง่านต้นนั้น
ผ่านไปหลายวันแล้ว นับแต่เทพอสูรสาม ลวี่ซานถง เข้าไปพักฟื้นด้านในแหล่งกำเนิดของตน ดูท่าเขาคงใช้ปราณจากต้นไม้ต้นนี้ไปมาก ยามนี้ต้นไม้ยักษ์ที่เดิมก็มีแต่กิ่งก้านไร้ใบนั้น… ถึงกับดูซีดกรอบเป็นสีน้ำตาลแห้งไปทั้งต้น
“รีบหน่อยเถิด หากปราณจากแหล่งกำเนิดหมดก่อนอาการเขาจะทรุดลงอีก” เสี่ยวจิ้งเอ่ยเร่งเสียงร้อนรน
ราวกับรับรู้ถึงทั้งคู่ ผลึกสีเขียวที่บรรจุร่างเทพอสูรลวี่ซานถงไว้ด้านในพลันปรากฏออกมาภายนอก รอยแตกร้าวบนผลึกนั้นยังอยู่ ทว่าของเหลวสีเขียวที่ไหลออกมานั้นดูจางลงเล็กน้อย คิดว่าเขาคงได้พฤกษายักษ์ต้นนี้ช่วยไว้มาก
“ข้าต้องทำอะไร ?” มู่เชียนถามอย่างไม่แน่ใจ เพราะคราวที่ทำพันธะสัญญาธาตุไฟนั้น เสี่ยวจื้งเป็นผู้ลงมือเองโดยตลอด
“เขาอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถปลดผนึกออกมาจากลูกแก้วเองได้…. ก่อนอื่นข้าจะช่วยเขาทลายผนึก” เทพอสูรน้อยตอบอย่างเคร่งเครียด
“ทันทีที่ผนึกนี้ถูกทำลายให้เจ้ารวบรวมปราณอี้เจ๋อ ปล่อยออกมาห่อหุ้มร่างของเขา และนำเขาไปเก็บไว้ที่ส่วนศีรษะของเจ้า.. หากธาตุไฟของข้าคือพันธสัญญากับจิตใจ ธาตุไม้ของเขาก็คือการทำพันธะสัญญากับความคิด”
“จะเจ็บเหมือนคราวที่แล้วหรือไม่..?” นึกถึงตอนทำพันธสัญญากับเสี่ยวจิ้งร่างของนางแทบจะลุกไหม้ด้วยปราณไฟของเขา
“…ไม่หรอก…” เสี่ยวจิ้งปฏิเสธอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก เขาไม่กล้าบอกนางว่าคราวที่แล้วตนมีเจตนากลั่นแกล้ง เพราะนางเรียกเขาเป็นจิ้งจก..
ช่วยไม่ได้… ในเมื่อตอนนั้นเขายังเป็นมังกรขี้หงุดหงิด… ถูกปราณธาตุมืดกัดกร่อนมานาน… ผู้ใดก็ต้องอารมณ์เสียไม่ใช่หรือ
เสี่ยวจื้งคำรามลั่น ก่อนจะกลายร่างเป็นมังกรยักษ์ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า วินาทีต่อมากรงเล็บขนาดใหญ่ตะปบลงมายังก้อนผลึกสีเขียวหยกนั้นอย่างแรง
รอยแตกบางๆปรากฏขึ้นบนผิวผลึกเรียบลื่น มังกรยักษ์ยังคงฟาดกรงเล็บลงมาอีกหลายครั้งในที่สุดรอยแตกร้าวก็กระจายไปทั่ว …
มู่เชียนเฝ้ามองการทลายผลึกครั้งนี้อย่างสนใจ ขนาดเสี่ยวจิ้งที่เป็นราชาอสูรยังต้องลำบากเพียงนี้ ไม่รู้สิ่งที่ทำให้หยกก้อนนี้แตกเป็นรอยในครั้งแรกคือสิ่งใด
เสี่ยวจิ้งคำรามก่อนโจมตีครั้งสุดท้าย รอยแตกร้าวกระจายไปทั่วก้อนผลึก ในที่สุด ผนึกที่อยู่มานานหลายร้อยปีก็สลายไป ร่างชายหนุ่มผู้งดงามร่วงลงบนพื้น ก่อนจะปลี่ยนกลายเป็นจิ้งจอกตัวเล็กสีขาวสะอาดตา น่าเอ็นดูดังที่มู่เชียนชื่นชอบ จู่ๆนางก็สังเกตเห็นบาดแผลขนาดใหญ่ที่ท้องของจิ้งจอกน้อย
ทันใดนั้นปราณสีเขียวมากมายหลั่งไหลออกจากบาดแผลนั้น ร่างของเทพจิ้งจอกหดเล็กลงเรื่อยๆ ราวกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม มู่เชียนรีบส่งปราณอี้เจ๋อเข้าไปล้อมร่างสีขาวสะอาดนั้นไว้ พร้อมกับดึงเข้ามาด้านในศีรษะอย่างรวดเร็ว….
“นั่งลงโคจรปราณอี้เจ๋อเร็วเข้า….” เสี่ยวจิ้งสั่งก่อนจะวูบร่างหายเข้าไปในศีรษะของนางเช่นกัน
ในสมองของนาง ร่างจิ้งจอกตัวเล็กยังคงลอยสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น แม้สัญญาณชีพอ่อนแรงอย่างมากทว่าปราณอี้เจ๋อที่ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ ก็ทำให้ไม่มีปราณรั่วไหลออกจากบาดแผลนั้นอีกแล้ว
‘หากทำพันธะสัญญาเรียบร้อยเขาจะสามารถเยียวยาตนเองได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือของเจ้าแล้ว’ เสี่ยวจิ้งเอ่ย การทำพันธะหมายถึงพวกเขาสามารถหยิบยืมปราณอี้เจ๋อของนางมาเพื่อเยียวยาตนเองได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับที่เสี่ยวจิ้งทำมาตลอดสองปี
ร่างของเสี่ยวจิ้งปรากฏขึ้นในสมองของนางเช่นกัน ท่าทีของเขาดูฝืนทนอย่างยิ่ง เพราะที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่แห่งพันธสัญญาของเขา… มังกรเทพเอื้อมมือไปใช้กรงเล็บเกี่ยวอุ้งเท้าของพี่ชายอย่างอ่อนแรง เลือดสีเขียวหยดหนึ่งพลันไหลออกมา…
ทันใดนั้นที่ด้านนอก แสงสีเขียวเจิดจ้าก็เปล่งประกายออกมาจากร่างของเด็กสาว พันธะสัญญาปราณธาตุไม้ถูกสร้างขึ้นแล้ว
เนิ่นนานกว่าที่แสงเขียวนี้จะจางลง โชคดีที่พวกนางยังอยู่ในมิติกำไล หาไม่… ปราณของเทพอสูรที่ไหลบ่าออกมาคงสร้างความแตกตื่นไม่น้อย
“เรียบร้อยแล้วหรือ..?” มู่เชียนเอ่ยถาม .. เสี่ยวจิ้งปรากฏขึ้นบนไหล่นางอีกครั้ง ท่าทีของมังกรน้อย แม้เหนื่อยอ่อนทว่าดวงตากลับเปี่ยมไปด้วยความสุข
“อืมม… ยามนี้พี่สามสามารถเยียวยาตนเองได้แล้ว อีกไม่เกินสามวันเขาคงตื่นขึ้นเอง…” มู่เชียนเห็นเสี่ยวจิ้งดีใจก็รู้สึกยินดีไปด้วยเช่นกัน
“ข้าจะโคจรปราณอี้เจ๋อช่วยอีกแรงนะ”
“เจ้าไม่รีบออกนอกเมืองหรือ?” เห็นเสี่ยวจิ้งสอบถามอย่างเป็นห่วง เด็กสาวจึงยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
“แค่สามวันไม่ใช่หรือ … เทียบกับเวลาด้านนอกก็เพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น ข้าหลบอยู่ในนี้จะเกิดเรื่องใดได้… ” เสียงใสเอ่ยอย่างร่าเริง หารู้ไม่ว่าดินแดนอีกฟากหนึ่งนั้นกำลังโกลาหลอย่างยิ่ง
“ฝ่าบาท…. เปิดประตูให้แม่เถิด” ฟ่งหลิงหลวนยืนอยู่หน้าประตูโถงสีดำสนิท
ผู้เป็นแม่พยายามอ้อนวอนขอร้อง ทั้งทุบทั้งพังประตูก็ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้… มีเพียงเสียงอาละวาดทำลายข้าวของที่ดังออกมาจากห้องอาถรรพ์นี้เท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าบุตรของนางยังอยู่ด้านใน จิตใจของนางทุกข์ทรมานอย่างมาก เมื่อครู่บุตรชายยังยิ้มแย้มอย่างมีความสุข แต่วินาทีต่อมากลับคล้ายปีศาจร้ายเข้าสิง ไม่สนใจผู้ใดนอกจากการทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้าเท่านั้น
พระชนนีนึกเกลียดชังบรรพบุรุษตระกูลเยว่ผู้นั้นขึ้นมาจับใจ เหตุใดต้องอัญเชิญกระจกอาถรรพ์นี้มาทำร้ายลูกหลานของตนเองด้วย…
นี่ก็เกือบสองชั่วยามแล้วที่เยว่เทียนหงอยู่ด้านในนั้น แม้เสียงจะเงียบไปแล้วแต่กลับไม่อาจเปิดประตูได้ ประตูบานนี้มีเพียงเจ้าของกระจกรัตติกาลที่ผ่านเข้าไปได้ แม้พวกเขาไม่รู้ว่ายามนี้องค์ราชาเป็นเช่นใดบ้าง แต่ตราบใดที่ประตูบานนี้ยังเปิดไม่ออก นั่นหมายความว่าฝ่าบาทยังมีชีวิตอยู่…
เมิ่งห่าวหมิง ฟู่หลิงและองครักษ์หู่ทั้งห้าต่างก็มีสีหน้ากังวลไม่ต่างกัน ฝ่าบาทไม่เคยอาละวาดหนักเช่นนี้มาก่อน ใจของผู้ภักดีทั้งเป็นห่วงและหวาดหวั่นว่า หากนายเหนือหัวเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งไปทั้งอย่างนี้… พวกเขาจะทำเช่นไรดี ?
ฉับพลันนั้น ฟู่หลิงพลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้ …
“… ส่งข่าวถึงหู่อู่เร็วเข้า !!”
# เรารีไรต์ตอนที่ 17-19 ใหม่นะคะ อ่านเองก็คิดว่าสนุกดีค่ะ เผื่อรี้ดท่านใดสนใจกลับไปอ่านสามตอนนี้ได้น้า
พบกันอีกครั้งวันจันทร์ค่า Tian si