โฟล์คสวาเกน ฟีทอน คันหรูแล่นมาจอดเทียบหน้าพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย ลั่วหยางเตรียมจะเปิดประตูลงจากรถ ทว่าเยี่ยจือกลับเอื้อมมือมาคว้าแขนเขาไว้
ชายหนุ่มหันมองด้วยความประหลาดใจ นึกว่าเธอมีเรื่องจะสั่งเสีย เอ๊ย สั่งการ แต่หญิงสาวกลับปิดปากเงียบ เอาแต่จ้องเขาด้วยนัยน์ตาหวานฉ่ำเยิ้ม สองสายตาประสานกันท่ามกลางความเงียบ
"ไม่คิดว่าลืมอะไรไปหน่อยเหรอคะ" ในที่สุดเยี่ยจือก็เป็นฝ่ายทำลายบรรยากาศชวนล่กนี้ลง
"ลืมอะไรเหรอครับ" ลั่วหยางยังคงตีหน้าซื่อ
หญิงสาวตวัดค้อนวงใหญ่ ส่งสายตาแพรวพราวเย้ายวน "นึกว่าผ่านคอร์สติวเข้มเมื่อคืนไปแล้ว คุณจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวซะอีก ที่ไหนได้... ก็ยังทื่อเป็นรถไฟอยู่ดี"
ลั่วหยางหลุดขำ "ผมไปเป็นรถไฟตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย"
"แล้วคุณเคยเห็นรถไฟเลี้ยวได้ไหมล่ะ"
"ก็ไม่เคยเห็นนะครับ" จู่ๆ ภาพหัวรถจักรก็แล่นเข้ามาในหัว... จริงด้วยสิ รถไฟมันเลี้ยวไม่ได้ แถมยังมีแค่เกียร์เดินหน้ากับถอยหลังเสียด้วย
"จูบฉันสิคะ ตาบ้า" เยี่ยจือขี้เกียจเล่นอ้อมค้อม ชิงยื่นริมฝีปากอวบอิ่มเข้าไปหาตรงๆ
ชายหนุ่มตาสว่างวาบทันที เขาโน้มตัวลงไปประทับริมฝีปากบางเบา ทว่าจังหวะที่กำลังจะผละออก วงแขนเรียวกลับตวัดคล้องคอเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ริมฝีปากร้อนผ่าวบดเบียดแลกเปลี่ยนความหวานล้ำ ราวกับกำลังช่วยกันฆ่าเชื้อให้ต่อมรับรสของกันและกัน
เวลาล่วงเลยไปเกือบสองนาทีกว่าเยี่ยจือจะยอมผละออก นัยน์ตาคู่สวยฉ่ำปรือหยาดเยิ้ม "ไปเถอะค่ะ คืนนี้มาบ้านฉันนะ เดี๋ยวจะเข้าครัวทำของอร่อยๆ ให้กิน"
สัญชาตญาณเอาตัวรอดของลั่วหยางทำงานทันที ภาพมหาภัยพิบัติอาวุธชีวภาพทำลายกระเพาะอาหารเมื่อคราวที่แล้วลอยมาแต่ไกล เขาจึงรีบสวนกลับ "ไปบ้านคุณน่ะได้ครับ แต่... เราสั่งเดลิเวอรี่มากินกันดีกว่าไหม"
สิ้นประโยค มือเรียวก็พุ่งเข้ามาเตรียมบิดเนื้อต้นขาชายหนุ่มทันที
ทว่าลั่วหยางเตรียมตัวหนีตายไว้อยู่แล้ว เขาเปิดประตูรถแล้วเอี้ยวตัวหลบวูบ ลงไปยืนหอบหายใจอยู่ด้านนอกได้อย่างฉิวเฉียด
"ขับรถดีๆ นะครับ"
"อืม เสร็จธุระแล้วรีบกลับนะ ถ้าอยากให้มารับก็โทรบอก ถ้าฉันติดธุระเดี๋ยวจะส่งรถมารับเอง" เยี่ยจือกำชับ
"โอเคครับ ไว้เจอกัน" ลั่วหยางโบกมือลา
หญิงสาวขยิบตาให้ทีหนึ่ง สายตาแพรวพราวคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูง
ชายหนุ่มโดนดาเมจช็อตเข้าเต็มเปาจนเผลอหลุดยิ้มกว้าง สมัยเด็กไม่เคยเก็ตว่าการมีแฟนแก่กว่ามันดียังไง แต่พอได้ลองสัมผัสด้วยตัวเองถึงได้รู้ซึ้ง... นี่มันสมบัติล้ำค่าชัดๆ
เขายืนมองไฟท้ายรถหรูแล่นลับสายตาไป ลั่วหยางยังไม่รีบร้อนเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ เขาล้วงสมาร์ตโฟนขึ้นมาต่อสายหาสือเฟยก่อน
"พี่สือ ตอนนี้อยู่ไหนครับ ผมถึงหน้าพิพิธภัณฑ์แล้ว" เขาเข้าประเด็นทันที
"รออยู่หน้าประตูแป๊บนึงนะ ฉันกับภรรยากำลังเดินไป" ปลายสายตอบกลับ
"ได้ครับ" ลั่วหยางตัดสายทิ้ง ในใจลอบวิเคราะห์สถานการณ์ เมื่อคืนคู่สามีภรรยาคู่นี้ต้องออกไปเปิดโรงแรมหรือโฮมสเตย์นอนด้วยกันชัวร์ ไม่งั้นคงไม่เดินควงคู่กลับเข้ามาทำงานแต่เช้าตรู่แบบนี้ พวกนักโบราณคดีมักจะนอนหอพักพนักงาน สภาพแวดล้อมแคบๆ แบบนั้นคงไม่เอื้ออำนวยให้คู่รักที่ห่างเหินกันนานได้ 'รื้อฟื้นความหลังอย่างลึกซึ้ง' กันสักเท่าไหร่
คิดไปคิดมา ลั่วหยางก็เพิ่งตระหนักได้ว่า... เมื่อคืนเยี่ยจือเพิ่งจะเบิกเนตรติวเข้มให้เขาชุดใหญ่ จุดบอดในหัวได้รับการอัปเกรดเรียบร้อย เรื่องพรรค์นี้ที่เมื่อก่อนเคยซื่อบื้อสมองทึบ ตอนนี้กลับทะลุปรุโปร่งตาสว่างยิ่งกว่าไฟนีออน
ห้านาทีต่อมา สือเฟยก็เดินควงคู่มากับหญิงสาวในชุดชนเผ่าดั้งเดิม เธอสูงราวร้อยหกสิบกว่าเซนติเมตร รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม อายุอานามน่าจะเพิ่งยี่สิบต้นๆ ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวสีแทนข้าวสาลีเปล่งปลั่งสุขภาพดี ดูจากลวดลายบนเสื้อผ้าแล้ว... น่าจะเป็นคนของชนเผ่าเฉ่าเถียน พอเธอเดินเคียงคู่กับนักวิชาการวัยสามสิบกว่าอย่างสือเฟย ภาพที่ออกมากลับดูเหมือน 'คุณอาพานหลานสาวมาเที่ยว' ซะมากกว่า ไม่มีความเข้ากันเลยสักนิด
โคแก่กินหญ้าอ่อน... นิยามนี้ผุดขึ้นมากลางปล้อง ลั่วหยางรีบสลัดความคิดทิ้ง ปรับสีหน้ายิ้มแย้มแล้วก้าวเข้าไปทักทาย "อรุณสวัสดิ์ครับพี่สือ นี่คงเป็นพี่สะใภ้สินะครับ"
สือเฟยยิ้มกว้าง "ใช่แล้ว นี่ภรรยาฉันเอง ชื่อเป่าต้งฮา" เหมือนรู้ว่าลั่วหยางจะแอบสงสัยในความแปลกของชื่อ เขาจึงรีบอธิบายเสริม "ต้งฮาเป็นชื่อหมู่บ้านของเธอน่ะ ส่วนเป่าคือชื่อเล่น"
"สวัสดีครับพี่สะใภ้" ลั่วหยางยื่นมือไปทักทายตามมารยาท
เป่าต้งฮายื่นมือมาจับตอบ ท่าทีขวยเขินเล็กน้อยตามประสาคนแปลกหน้า "สวัสดีค่ะ"
สือเฟยหันไปแนะนำน้องชายคนสนิทให้ภรรยารู้จัก "ที่รัก นี่ปรมาจารย์ลั่ว ลั่วหยางที่ผมเคยเล่าให้ฟังไง เขาเป็นยอดฝีมือของจริงเลยนะ"
"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ปรมาจารย์ลั่ว" ท่าทีของเป่าต้งฮาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ลั่วหยางยิ้มรับ
"พวกเราเข้าไปคุยข้างในกันเถอะ" สือเฟยตัดบทก่อนจะเดินนำเข้าไป
ลั่วหยางพยักหน้า พลางล้วงสมาร์ตโฟนขึ้นมาพิมพ์ข้อความผ่านวีแชตหาไป๋จิ้ง : [ศิษย์เอ๋ย อาจารย์มาธุระกับพี่สือที่พิพิธภัณฑ์ ถ้าว่างก็แวะมาคุยกันหน่อยสิ]
ในฐานะอาจารย์ อุตส่าห์มาเยือนถึงถิ่นทั้งที ขืนไม่ส่งข้อความบอกกล่าวลูกศิษย์สักคำคงจะดูใจจืดใจดำไปหน่อย แต่รอพักหนึ่งไป๋จิ้งก็ยังไม่อ่าน ไม่รู้ว่ากำลังง่วนอยู่กับงาน หรือว่ายังมุดหัวนอนขี้เกียจอยู่บนเตียงกันแน่
ทั้งสามคนเดินผ่านช่องทางพนักงาน มุ่งหน้าตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่พิพิธภัณฑ์จัดสรรไว้ให้ผู้เชี่ยวชาญสือเฟย
เอาเข้าจริง สภาพห้องมันก็คือโกดังเก็บของดีๆ นี่เอง พื้นที่ด้านในกว้างขวางโอ่โถง เต็มไปด้วยโบราณวัตถุที่รอการซ่อมแซมกองสุมเป็นภูเขา ทั้งเศษงาช้างและชิ้นส่วนเครื่องสำริดแตกหัก โต๊ะทำงานของสือเฟยตั้งชิดกำแพงฝั่งหนึ่ง เต็มไปด้วยอุปกรณ์และวัสดุเคมีวางระเกะระกะดูรกหูรกตา ถัดไปไม่ไกลมีชุดโซฟาผ้าเก่าๆ วางคู่กับโต๊ะน้ำชา ถือเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจมุมเดียวในห้อง
"ห้องรกไปนิดนะ แต่รับประกันว่าไม่มีใครเข้ามากวนใจแน่นอน" สือเฟยเอ่ยทำลายความเงียบ
ลั่วหยางเหลือบมองเป่าต้งฮาด้วยหางตา ลังเลใจว่าจะเปิดประเด็นคุยเรื่องคอขาดบาดตายต่อหน้าคนนอกดีหรือไม่ สือเฟยมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง เขาส่งยิ้มบางๆ "ที่รัก ไปชงชามาให้ปรมาจารย์ลั่วหน่อยสิ"
"อืม" เป่าต้งฮาพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่ายแล้วเดินปลีกตัวออกไป ชัดเจนเลยว่าบารมีพ่อบ้านใจกล้าของสือเฟยช่างยิ่งใหญ่คับฟ้าเหลือเกิน
คล้อยหลังหญิงสาว ลั่วหยางก็ลดระดับเสียงลงกระซิบ "พี่สือ ไม่ใช่ผมอยากปิดบังพี่สะใภ้นะ แต่เรื่องนี้มันโคตรจะพิสดารแถมยังอันตรายมาก ทางที่ดีอย่าดึงเธอเข้ามาเสี่ยงด้วยเลย"
สือเฟยส่ายหน้ายิ้มๆ "ถ้าเป็นเรื่องอื่น ฉันไล่เธอกลับไปนอนนานแล้ว แต่ถ้านายจะคุยเรื่อง 'กู่' ล่ะก็... ฉันว่าให้ภรรยาฉันร่วมวงด้วยจะเข้าท่ากว่า"
ลั่วหยางสะกิดใจทันที ลองหยั่งเชิงถามตรงๆ "หรือว่า... พี่สะใภ้จะเป็น 'อู' ครับ"
สือเฟยหลุดขำพรืด "เธอเป็นแค่ไกด์นำเที่ยวกับนางรำประจำหมู่บ้านต้งฮา จะไปเป็นแม่หมอ 'อู' ได้ยังไงล่ะ แต่ที่ฉันจะบอกคือ... ในประวัติศาสตร์หมู่บ้านนี้เคยมี 'อู' ระดับปรมาจารย์โผล่มาหลายคน ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือด้านการเพาะกู่และทำคุณไสยทั้งนั้น เรื่องตำนานกู่ก็ถือเป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวของที่นั่น ภรรยาฉันเป็นไกด์ ย่อมต้องซึมซับความรู้พวกนี้มาบ้าง ถ้านายสงสัยอะไร ลองถามเธอตรงๆ ได้เลย"
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง บังเอิญชะมัด ขอบคุณมากครับพี่" ลั่วหยางพยักหน้าเข้าใจ พลางหันไปมองแผ่นหลังของเป่าต้งฮาที่กำลังยืนชงชาอยู่หน้าตู้กดน้ำ
"พี่น้องกันทั้งนั้น จะมัวเกรงใจหาอะไร เอาของเล่นชิ้นนั้นออกมาดูสิ" สือเฟยเร่งเร้า
ลั่วหยางหัวเราะร่วน "พี่ด่าว่าผมขี้เกรงใจ แต่ตัวเองดันเรียกผมซะเต็มยศว่าปรมาจารย์ลั่ว แบบนี้มันย้อนแย้งกันเองหรือเปล่าครับ เรียกผมว่าเสี่ยวลั่ว หรือเรียกชื่อเฉยๆ ก็พอแล้ว" ระหว่างที่พูด เขาก็ล้วงหยิบขวดแก้วบรรจุแอลกอฮอล์ส่งให้สือเฟย
นักโบราณคดีหนุ่มรับขวดไปยกส่องกับแสงหลอดไฟ หรี่ตามองพินิจพิจารณาสิ่งมีชีวิตด้านใน จังหวะนี้เองเป่าต้งฮาก็เดินกลับมา ในมือประคองถ้วยชามะลิกรุ่นควัน "ถ้วยยังร้อนอยู่นะคะ ฉันวางไว้บนโต๊ะก่อน รอให้อุ่นลงอีกนิดค่อยดื่มเถอะค่ะ"
"ขอบคุณครับพี่สะใภ้" ลั่วหยางกล่าวขอบคุณ พลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของเธอไปด้วย
ขณะที่เป่าต้งฮาเดินผ่านสือเฟย สายตาของเธอเหลือบไปเห็นขวดแก้วในมือสามีเข้าอย่างจัง จู่ๆ ร่างบางก็ชะงักกึก สีหน้าเรียบเฉยแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว ก่อนจะตึงเครียดขึ้นมาถนัดตา ลั่วหยางฟันธงในใจทันที... ผู้หญิงคนนี้ต้องดู 'กู่' ออกแน่!
"ที่รัก ระวัง! ไอ้ตัวนั้นมันอันตราย!" เธอร้องเตือนเสียงหลง
สือเฟยรีบวางขวดลงบนโต๊ะ "ใจเย็นๆ มันโดนขังอยู่ในขวด ไม่มีทางมุดออกมาได้หรอก อ้อ... เสี่ยวลั่วเป็นคนจับมันมาได้ เธอพอจะดูออกไหมว่าแมลงพรรค์นี้มันมีที่มายังไง"
"เดี๋ยวฉันขอวางชาก่อนนะ คุณระวังขวดไว้ให้ดี ถ้าไอ้ตัวนี้หลุดออกมามันฆ่าคนตายได้เลยนะ" เป่าต้งฮากำชับเสียงเครียด ก่อนจะรีบวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
"พวกเราไปนั่งคุยกันตรงโซฟาเถอะ" สือเฟยเสนอ
ลั่วหยางเดินตามไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ไม่รอช้า เขาเปิดฉากยิงคำถามทันที "พี่สะใภ้ครับ เห็นปฏิกิริยาเมื่อกี้ พี่พอจะรู้เบาะแสของกู่ตัวนี้บ้างไหมครับ"
"ฉันขอดูใกล้ๆ อีกทีนะ" เป่าต้งฮารับขวดจากมือสามี ยกขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม
"เสี่ยวลั่ว เล่ามาซิ นายไปตะครุบไอ้แมลงนรกนี่มาได้ยังไง" สือเฟยหันมาซัก
ชายหนุ่มเริ่มร่ายยาว "เมื่อวานมีคนนัดเจอผม พอไปถึง..."
เขาเล่าลำดับเหตุการณ์สุดระทึก ณ ถนนไป๋ชิงหมายเลข 28 โดยจงใจเซ็นเซอร์ข้อมูลของหน่วยสืบสวนคดีพิเศษออกจนหมดจด สือเฟยเป็นแค่นักซ่อมแซมโบราณวัตถุ ส่วนเป่าต้งฮาก็เป็นแค่ไกด์สาวชาวบ้าน ขืนลากพวกเขามาร่วมวงคดีนองเลือดระดับนี้มีหวังได้ซวยกันหมด จุดประสงค์ที่เขาแบกหน้ามาวันนี้ ก็แค่อยากจะมาเก็บข้อมูลจากปากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
ฟังวีรกรรมจบ สือเฟยก็จมอยู่ในความเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ "ขอพูดตามตรงนะ... ไอ้เวรที่กะจะเอาชีวิตนาย ต้องเป็นยอดฝีมือด้านการชักใยกู่ และเป็น 'อู' สายดำของแท้แน่นอน สมัยเด็กๆ พ่อฉันเคยเล่าตำนานกู่ให้ฟัง มันเป็นศาสตร์มืดที่โสมมสุดๆ เรื่องที่จำฝังใจที่สุดคือวีรกรรมของ 'อู' มารตนหนึ่ง... บังเอิญเหลือเกินที่แพตเทิร์นการลงมือของมัน ดันไปคล้ายกับไอ้มือมืดที่เล่นงานนายนี่แหละ"
ลั่วหยางหูผึ่งทันที "เรื่องอะไรเหรอครับ"