ทันทีที่เห็นว่าองค์หญิงฉู่เซียวเหยียนมาถึงแล้วอู๋ฟางเซียนก็พลันมีสีหน้าดีขึ้นนางรีบเอ่ยวาจาฟ้องร้องแล้วชี้นิ้วมาที่อู๋ฟางเหนียงในทันที
“องค์หญิงเพคะ เป็นอู๋ฟางเหนียงเพคะ เป็นนางที่ให้ร้ายหม่อมฉัน” คำพูดของอู๋ฟางเซียนทำให้อู๋ฟางเหนียงมีสีหน้าเยาะหยันในทันที
“ข้าให้ร้ายเจ้าหรือ เจ้ามาทำบัดสีในงานมงคลของผู้อื่นเช่นนี้อย่างไร้ซึ่งความละอายทำลายชื่อเสียงตนเองและวงศ์สกุลยังไม่พอยังคิดจะลากข้าลงน้ำไปกับเจ้าด้วย อู๋ฟางเซียนเจ้ายังมีความละอายหรือไม่” คำพูดของอู๋ฟางเหนียงทำให้อู๋ฟางเซียนหลั่งน้ำตาออกมาในทันที นางหันไปจ้องมองฉู่เซียวหลงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความน่าสงสารเนื้อตัวสั่นสะท้านภายใต้กองผ้าที่ปกคลุมร่างเหลือเพียงแต่ดวงหน้าที่ซีดขาวและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของนาง
“ท่านอ๋อง เรื่องนี้หม่อมฉันเป็นผู้เสียหายนะเพคะ ยังมีจดหมายฉบับนั้นที่นางเขียนให้ท่านอ๋อง เป็นนางที่จงใจเชิญท่านอ๋องมานะเพคะ” คำพูดของอู๋ฟางเซียนทำให้อู๋ฟางเหนียงหัวเราะออกมา ส่วนฉู่เซียวหลงขมวดคิ้วมุ่นในทันที หยางเฟยเทียนเห็นสีหน้าเช่นนี้ของเขาแล้วก็ลอบอมยิ้มเช่นกัน ถ้าเขาเดาไม่ผิดฉู่เซียวหลงจะต้องยังคงเก็บจดหมายฉบับนั้นเอาไว้อยู่เป็นแน่แค่เพียงเขายอมนำออกมาก็น่าจะบอกได้แล้วว่าเป็นอู๋ฟางเหนียงเขียนหรือไม่ ซึ่งจากที่เห็นในวันนี้อู๋ฟางเหนียงจะต้องไม่ใช่คนเขียนจดหมายอย่างแน่นอน
“จดหมายอันใดกัน ข้าหรือจะกล้าเขียนจดหมายไปเชิญท่านอ๋องมา แล้วเพราะเหตุใดข้าต้องเชิญอ๋องด้วยในเมื่อสามีของข้าก็อยู่ภายในงาน แล้วอีกอย่างนะฟางเซียน ข้าไม่ได้เป็นคนชวนเจ้ามาที่นี่ คนที่ชวนข้ามานั่งพักที่ห้องรับรองแห่งนี้คือเจ้ามิใช่หรือ” คำพูดของอู๋ฟางเหนียงทำให้บรรดาสหายของนางที่ยืนอยู่ทางด้านหลังส่งเสียงสนับสนุน
“เป็นน้องสาวนางที่บอกว่าปวดศีรษะแล้วชวนฟางเหนียงออกไปนั่งพักให้สร่างเมา” อู๋ฟางเซียนจ้องมองคนพูดด้วยความไม่ชอบใจ นางจำได้ว่าคนที่พูดคือสหายของพี่สาวของนาง นางจึงเม้มปากแล้วหันไปจ้องมองพลางร้องไห้ขอความเห็นใจจากฉู่เซียวเหยียนด้วยใบหน้าที่นองน้ำตา แต่ฉู่เซียวเหยียนกลับไม่ได้พูดอันใดออกมานอกจากนั้นยังหันไปจ้องมองน้องชายด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
“เจ้าคิดจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ จะปล่อยให้ผ่านไปเช่นนี้หรือ ภายใต้การดูแลของข้าแต่กลับมีผู้อื่นใช้เล่ห์เหลี่ยมทำลายชื่อเสียงทั้งเจ้าและคนไร้เดียงสาอย่างฟางเซียน เรื่องนี้เจ้าจะปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ ไม่ได้นะ” คำพูดขององค์หญิงฉู่เซียวเหยียนทำให้อู๋ฟางเหนียงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ นางจ้องมองฉู่เซียวหลงครู่หนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยออกมา
“เมื่อครู่นี้ฟางเซียนพูดถึงเรื่องจดหมาย ข้าอยากขอดูจดหมายที่นางเอ่ยถึงสักหน่อย หวังว่าท่านอ๋องจะมอบความเป็นธรรมให้แก่ข้า แล้วก็สาวใช้ที่ไปตามสามีของข้ามาเมื่อครู่นี้สอบถามนางอีกครั้งได้ไหมเจ้าคะ ว่าเป็นข้าจริงๆ หรือที่สั่งให้นางไปตามสามีของข้ามา” คำพูดของอู๋ฟางเหนียงทำให้สาวใช้คนนั้นคุกเข่าลงในทันทีแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เป็นหยางฮูหยินสั่งให้บ่าวไปตามคุณชายหยางจริงๆ นะเจ้าคะ” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ อู๋ฟางเหนียงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยถามสาวใช้คนนั้นด้วยน้ำเสียงข่มขู่
“เจ้าแน่ใจหรือ ข้าในตอนนั้นมีสภาพอย่างไร และอยู่กับผู้ใดจงบอกเล่ามาให้ละเอียด คนที่อยู่กับข้าเป็นท่านอ๋องเช่นนั้นหรือ” เมื่ออู๋ฟางเหนียงเอ่ยถามเช่นนี้สาวใช้ผู้นั้นก็ตอบไม่ได้ในทันที
“บะ บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวไม่รู้จริงๆ นะเจ้าคะ” นางเอ่ยออกมาเสียงเบาพลางหันไปจ้องมององค์หญิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแววตาขอความช่วยเหลือ อู๋ฟางเหนียงจึงได้หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วจ้องมองฉู่เซียวหลง
“ท่านอ๋องผู้ใดผิดผู้ใดถูกก็ท่านก็น่าจะรู้ชัดแล้ว หม่อมฉันไม่เคยพบปะและมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับท่านอ๋องเลยเรื่องนี้ท่านอ๋องก็ย่อมจะรู้ดี แล้วหม่อมฉันจะกล้าส่งจดหมายไปให้ท่านอ๋องได้อย่างไร ไม่ว่าจะมองอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ หม่อมฉันพึ่งจะมาที่จวนแห่งนี้เป็นครั้งแรกแล้วจะวางแผนการถึงขั้นล่วงรู้ว่าจะมีห้องรับรองแขกอยู่ตรงนี้ แล้วเชิญท่านอ๋องมาที่นี่ได้เช่นนั้นหรือ แล้วสาวใช้ที่ไปส่งจดหมายให้ท่านเล่านางยังอยู่หรือไม่เหตุใดจึงไม่เรียกตัวนางมาสอบถาม” คำพูดของอู๋ฟางเหนียงทำให้ทั้งอู๋ฟางเซียนและองค์หญิงเซียวเหยียนต่างพูดอันใดไม่ถูกพวกนางสบตากันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความร้อนใจ ส่วนฉู่เซียวหลงนั้นยามนี้น่าจะพอคาดเดาเรื่องราวบางอย่างได้แล้วเขาจ้องมองอู๋ฟางเซียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“พอจะมีผู้ใดบอกกับข้าได้บ้างว่านี่มันเกิดเรื่องใดขึ้น” น้ำเสียงเรียบเย็นพร้อมด้วยเงาร่างสีแดงที่เดินเข้ามาทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง บรรดาแขกเหรื่อที่ติดตามมาเพื่อชมเรื่องสนุกต่างหันมาสบตากันแล้วลงความเห็นว่างานมงคลในวันนี้ช่างเป็นงานที่ปั่นป่วนและวุ่นวายตอบสนองความช่างอยากรู้อยากเห็นของผู้คนได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ
สายตาของกู้ม่านเหยาจ้องมองอู๋ฟางเซียนที่มีใบหน้าซีดขาว ร่างกายทั้งหมดอยู่ภายใต้กองผ้าห่มโดยมีเสื้อคลุมตัวนอกสีแดงสดของฉู่เซียวหลงปกคลุมอยู่ นางหันไปจ้องมองเจ้าบ่าวของนางด้วยสายตาเย็นชา ในดวงตาเต็มไปด้วยความปวดร้าวอย่างยากจะสะกดเอาไว้ได้
หยางเฟยเทียนที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกายของอู๋ฟางเหนียงหันไปส่งสัญญาณให้จ้าวเฟิงเหล่ย เขาจึงรีบควบคุมสาวใช้ของอู๋ฟางเซียนนำมาผลักลงตรงหน้าของฉู่เซียวหลงแล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
“สาวใช้ผู้นี้คือคนที่ส่งจดหมายให้ท่านอ๋องใช่หรือไม่” คำถามของเขาทำให้ฉู่เซียวหลงได้สติเขาจ้องมองสาวใช้นางนั้นด้วยสายตาเย็นชา
“จดหมายที่เจ้านำมามอบให้ข้า ได้รับมาจากผู้ใด” คำถามของฉู่เซียวหลงทำให้สาวใช้นางนั้นหวาดกลัวจนตัวสั่น นางหันไปมองอู๋ฟางเซียน แล้วจึงได้หันไปมองอู๋ฟางเหนียงที่มีใบหน้าเย็นชาดุจเคลือบไปด้วยน้ำแข็ง ยังไม่นับสามีของนางและคนของเขา เมื่อครู่นี้ก่อนที่จะถูกผลักลงมาคนผู้นั้นเอ่ยกับนางเสียงเบาว่าถ้าหากนางกล้าให้ร้ายอู๋ฟางเหนียงแม้เพียงนิด นางและครอบครัวของนางจะต้องได้ไปเฝ้าประตูผีพร้อมกันอย่างแน่นอน นางกัดริมฝีปากเพื่อตัดสินใจครู่หนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยออกมาด้วยความกวาดกลัว
“บ่าวไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นเจ้าค่ะ” คำพูดของนางทำให้ฉู่เซียวหลงขมวดคิ้วแต่กู้ม่านเหยามีหรือที่จะไว้หน้าผู้ใดนางหันไปส่งสายตาให้สาวใช้ของนางลงมือตบตีคนในทันที
“เจ้าเป็นสาวใช้ข้างกายของอู๋ฟางเซียนมิใช่หรือ จนยามนี้แล้วยังกล้าคิดปกป้องเจ้านายอีกหรือ พวกเจ้าตบตีนางให้ตาย กล้าช่วยเจ้านายทำเรื่องชั่วช้าโดยไม่เกรงกลัวฟ้าดินเช่นนี้ ก็อย่าได้ปล่อยให้นางอยู่ให้เกะกะสายตาอีกเลย” คำพูดของกู้ม่านเหยาทำให้สาวใช้นางนั้นร้องไห้ออกมาภายใต้การถูกลงมือตบตีอย่างหนัก
“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะช่วยบ่าวด้วยเจ้าคะ” สาวใช้ของอู๋ฟางเซียนส่งเสียงร้องไห้ขอความเมตตาเช่นนี้ทำให้อู๋ฟางเซียนทำสีหน้าไม่ถูก นางอยากจะช่วยสาวใช้ของตนแต่ก็เกรงว่าการช่วยเหลือของนางจะทำให้ตนเองต้องตกที่นั่งลำบาก
“พอแล้ว! เรื่องนี้ก็ให้พอแค่นี้เถอะ กู้ม่านเหยาเจ้ากลับไปรอข้าที่ห้องหอ ส่วนเจ้าอู๋ฟางเซียนพวกเราค่อยมาชำระความกันในภายหลัง” ฉู่เซียวหลงเอ่ยพลางจ้องมองพี่สาวของตนเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง ไม่ต้องสอบสวนต่อเขาก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้แล้ว สาวใช้นางนี้คือคนของอู๋ฟางเซียนไม่ใช่คนของอู๋ฟางเหนียง ยิ่งได้เห็นความสนิทสนมระหว่างอู๋ฟางเซียนและองค์หญิงฉู่เซียวเหยียนผู้เป็นพี่สาวของเขาแล้วเขาก็สามารถคาดเดาเรื่องราวได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“เรื่องในวันนี้ข้าต้องขออภัยทุกท่านด้วย แต่งานเลี้ยงในคืนนี้คงต้องจบลงแล้ว ข้าขอน้อมส่งทุกท่านตรงนี้ วันหน้าข้าย่อมจะต้องไปขอขมาทุกท่านเป็นการส่วนตัวอย่างแน่นอน” ฉู่เซียวหลงเอ่ยเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าอยู่ต่อ ต่างพากันเอ่ยถ้อยคำอำลาแล้วพากันจากไปในทันที
“ในเมื่อไม่มีเรื่องใดแล้วกระหม่อมคงต้องขอตัวพาฮูหยินของกระหม่อมกลับจวนก่อน หากท่านอ๋องมีเรื่องใดจะสอบถามเพิ่มเติมก็ส่งคนไปสอบถามที่จวนได้เลย ส่วนเรื่องน้องภรรยาผู้นี้ท่านอ๋องคงต้องส่งคนไปแจ้งให้ท่านพ่อตาของกระหม่อมทราบสักหน่อย เรื่องนี้กระหม่อมและฮูหยินถือเป็นคนนอกเพราะฉะนั้นคงต้องขอตัวพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อหยางเฟยเทียนเอ่ยปากก็สามารถตัดเรื่องราวในคืนนี้ให้พ้นตัวได้อย่างหมดจด ฉู่เซียวหลงไร้ถ้อยคำจะเอื้อนเอ่ยได้อีก เขาจ้องมองอู๋ฟางเหนียงด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ส่วนนางนั้นแค่ใบหน้าของเขานางก็ไม่คิดจะเหลือบมองเสียด้วยซ้ำ เมื่อสามีของนางเอ่ยจบ นางก็คารวะอำลาตามธรรมเนียมแล้วหันหลังจากไปตามการจับจูงของสามีของนางในทันที
“ท่านอ๋อง เรื่องราวที่สุดแสนจะปั่นป่วนและวุ่นวายในวันนี้หวังว่าท่านอ๋องจะมีคำอธิบายที่เหมาะสมให้แก่หม่อมฉันได้นะเพคะ” คำพูดของกู้ม่านเหยาทำให้ฉู่เซียวหลงต้องทอดถอนใจออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ ช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดล้วนแล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จเลยสักเรื่องมันทำให้เขาอยากจะอาละวาดเพื่อระบายความอัดอั้นออกมาเสียให้หมดจริงๆ