45 2-2
ตอนที่ 70 ใช่ว่าจะรักษาไม่ได้ (2)
มิอาจพรรณาได้เลย หากจักต้องบรรยายถึงความหล่อเหล่าเต็มไปด้วยเสน่ห์นี้ คงประดุจท้องนภาสีครามกว้างใหญ่ไพศาลที่โอบอุ้มสรรพสิ่งไว้ รอยยิ้มที่แสนสดใสและบริสุทธิ์ประหนึ่งสายลมเยือกเย็น
เมื่อเห็นไป๋ซือหมิงส่งยิ้มให้ หัวใจของเหลิงเจียวเจียวแทบละลายในทันใด
บุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาดุจเทพบนสรวงสวรรค์เช่นนี้ สตรีใดบ้างที่จะสามารถต้านทานเสน่ห์มิให้ตกหลุมรักได้ไหว?
“มา ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก สตรีท่านนี้คืออาจารย์ถัง นางเป็นนักหลอมโอสถจากต่างแดน ส่วนเด็กชายตัวน้อยน่ารักผู้นี้ก็คือบุตรชายของนาง เจียวเหนียง และนี่ก็คือคุณชายไป๋ ไป๋ซือหมิง”
เมื่อได้ฟังประโยคที่กล่าวแนะนำตัวไป๋ซือหมิง เหลิงเจียวเจียวก็ลอบสบสายตาใจสั่น แล้วรีบก้มหน้าก้มตาลงทันทีด้วยความเขินอาย
“ท่านอาจารย์ถัง แม่นางผู้นี้คือคุณหนูรองที่ได้บอกไป คงต้องรบกวนท่านแล้ว”
เหลิงเจียวเจียวรีบโค้งศีรษะกล่าวทักทายทันที
“ท่านอาจารย์ถัง เรียนเชิญทางนี้เจ้าค่ะ”
กล่าวจบ นางก็เลื่อนสายตาคู่สวยเข้าสบผสานกับไป๋ซือหมิงเล็กน้อย ใบหน้าพลันแดงก่ำขึ้นทันใด แล้วรีบเดินหนีจากไปด้วยความเขินอาย
ห้องนอนด้านในมีอ่างน้ำแข็งตั้งอยู่สี่ใบตามมุมห้อง ทำให้บริเวณนี้มีอากาศเย็นสบายกว่าด้านนอกมาก
สาวรับใช้นำชากลิ่นหอมกรุ่นที่เพิ่งชงเสร็จเข้ามาให้ถึงด้านในห้อง
“นี่เป็นชาชั้นเยี่ยมที่เพิ่งชงสดใหม่ หากรสชาติไม่ถูกใจ ได้โปรดอภัยด้วย”
เหลิงเจียวเจียวอาสาตัวเอง รีบยกถ้วยชาขึ้นจากถาดส่งมอบให้แก่ไป๋ซือหมิงก่อน ตามมาด้วยเหลิงหยวนหลงเป็นลำดับต่อไป
เหลิงหยวนหลงถึงกับคิ้วกระตุกทีหนึ่ง สีหน้าการแสดงออกแปรเปลี่ยนเป็นหม่นมืดน่าเกลียดเล็กน้อย แต่ก็มิได้ปริปากพูดอันใดออกมา
“ท่านพ่อ!”
ทันใดนั้นเอง ก็มีสุ้มเสียงตะโกนลั่นของบุรุษดังขึ้นจากด้านนอก
เหลิงหยุนเจียวเงยหน้าชำเลืองมองตามเสียงนั้นทันที จู่ๆก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งวิ่งปรี่เข้ามาพร้อมคู่คิ้วเข้มประดุจดาบอันเป็นเอกลักษณ์ สายตาคงไว้ซึ่งความหยิ่งผยองไว้ตัว บริเวณหน้าผากมีรอยแผลเป็นบากเล็กน้อย
เมื่อเห็นรอยแผลเป็นนี้บนหน้าผากของอีกฝ่ายเท่านั้น เหลิงหยุนเจียวก็จดจำได้ทันที ปรากฏว่า ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือบุตรชายคนโตแห่งตระกูลเหลิงสายรอง เหลิงหงเฟย
ส่วนรอยแผลเป็นนี้คือสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมได้ฝากฝังเอาไว้ให้ และเป็นเพราะเหตุนี้เอง เจ้าของร่างเดิมจึงได้ถูกเขาทุบตีอย่างทารุณจวนเจียนจะตายอยู่หลายครั้งหลายครา ในฤดูหนาวครานั้น นางเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
“ข้าได้ยินมาว่ามีแขกผู้ทรงเกียรติมาเยี่ยมเยือนที่จวนของเรา ในฐานะคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเหลิง หากไม่มาทักทายด้วยตนเอง เกรงว่าคงจะเสียมารยาทแน่แล้ว! โอ้! คงจะเป็นพวกท่านกระมัง?”
เห็นเช่นนั้น เหลิงหงเฟยจึงรีบเดินดิ่งเข้าไปหา แล้วเริ่มกล่าวแนะนำตัวเองด้วยความกระตือรือร้น เปิดบทสนทนาพูดคุยตามมารยาทอยู่สองสามคำ จากนั้นก็เป็นเหลิงหยวนหลงที่หันมาเอ่ยถามขึ้นว่า
“ถึงขั้นถ่อมาที่นี่เชียวรึ? ไปอยู่ที่นิกายตะวันมรกตสบายดีหรือไม่?”
“ท่านพ่อ ข้าสบายดี ท่านอาจารย์กับผู้อาวุโสเองก็กำลังเดินทางมาที่นี่เช่นกัน แต่พวกท่านวานให้ข้ามาแจ้งข่าวก่อน”
สีหน้าการแสดงออกของเหลิงหยวนหลงพลันแข็งค้างไปพลัน จากนั้นจึงค่อยแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม แล้วยกมือขึ้นตบไหล่บุตรชายแรงๆอยู่หลายที
“ฮ่าฮ่า! ท่านอาจารย์ซางซูกำลังมาที่นี่รึ? นับเป็นเรื่องดี นับเป็นเรื่องดี! เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าสบายดี เช่นนั้นพ่อก็หมดห่วงไม่ต้องกังวลอันใดเช่นกัน”
เหลิงหยุนเจียวย่อมสังเกตเห็นรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นธรรมชาตินักบนใบหน้าของเหลิงหยวนหลง แต่เช่นนั้นก็มิได้เอ่ยกล่าวอันใด หยิบเอาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นำติดมาจากค่ายทหารรับจ้างออกมา
ไป๋ซือหมิงเองก็เฝ้ามองเหลิงหยุนเจียวตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ดูท่านางจะค่อนข้างสนใจเรื่องของตระกูลเหลิงไม่น้อย เขาลังเลอยู่สักครู่ก่อนจะเลือกปิดปากเงียบไม่เอ่ยกล่าวอันใดออกมา พลางล้วงกระเป๋าหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งอย่างเงียบๆ ยัดเข้าปากเคี้ยวกรุบอย่างเอร็ดอร่อยต่อไป
“เช่นนั้นขอไม่พูดพล่ามให้เสียเวลา คุณหนูรอง โปรดส่งมือให้ข้าตรวจชีพจรสักหน่อย”
เหลิงหยุนเจียวหยิบหมอนรองมือขึ้นวางบนโต๊ะ และเริ่มจับชีพจรด้วยความคล่องแคล่ว
“รบกวนคุณหนูรอง ถกแขนเสื้อขึ้นอีกเล็กน้อย”
เหลิงเจียวเจียวได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็ยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ และค่อยๆถกแขนเสื้อเปิดสูงขึ้นอีก เผยให้เห็นเรียวแขนขาวผ่องดุจหิมะงดงาม
เหลิงหยุนเจียวแอบถอนหายใจเล็กน้อยกับตัวเอง หากไม่ได้ไป๋ซือหมิงมาด้วย นางคงไม่มีโอกาสได้เห็นเหลิงเจียวเจียวในแง่มุมนี้เป็นแน่
สองนิ้วทาบสัมผัสตรวจจับจังหวะชีพจร เหลิงหยุนเจียวค่อยๆหลับตาและมุ่งจิตวินิจฉัยอย่างระมัดระวัง
ตระกูลเหลิงนับว่าลงทุนลงแรงไปไม่น้อยจริงๆ อาการบาดเจ็บของนางถึงได้หายเร็วถึงเพียงนี้ อวัยวะภายในที่บอบช้ำเกือบจะกลับมาเป็นปกติสมบูรณ์แล้ว
ติดปัญหาอยู่เพียงอย่างเดียวคือ พิษที่เหลิงหยุนเจียววางใส่ก่อนหน้า ยังคงตกค้างอยู่ในร่างกายของนาง
แลเห็นว่าเหลิงหยุนเจียวหลับตาตั้งสมาธิอย่างแข็งขันเสียนานสองนาน เหลิงหยวนหลงก็ยิ่งเป็นกังวล จนสุดท้ายอดใจรอไม่ได้จนต้องเอ่ยถามออกไปว่า
“ท่านอาจารย์ถัง เป็นเยี่ยงไรบ้าง?”
เหลิงหยุนเจียวมุ่นคิ้วขมวดเล็กน้อย เสียงเดาะลิ้นดังขึ้นหนึ่งจังหวะ พร้อมดวงตาคู่เย็นชาที่ค่อยๆเบิกลืมขึ้น
“ช่างเป็นพิษที่ทรงพลังยิ่งนัก!”
น้ำเสียงประหลาดของนางแผดดังขึ้น พร้อมกับปั้นสีหน้าการแสดงออกที่ดูตกใจเหลือเชื่อ แน่นอนว่า อย่างไรเสีย นางก็คงต้องขอชื่นชมตัวเองบ้างสักหน่อย
แลเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของบรรดาสมาชิกตระกูลเหลิงรอบตัว นางคลี่ยิ้มและกล่าวขึ้นอย่างมีความหวังว่า
“แต่ก็ใช่ว่าจะรักษาไม่ได้”
เหลิงหยวนหลงได้ยินเช่นนั้นยิ่งใจสั่นร้อนรน
“วิธีรักษาต้องทำเยี่ยงไรรึ!?”
เหลิงหยุนเจียวชักมือตนเองเก็บกลับดังเดิม พร้อมเก็บหมอนรองข้อมือกลับไปอย่างใจเย็น กระทั่งเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ นางก็ยังคงปิดปากเงียบไม่เอ่ยตอบอันใดสักคำ