ตอนที่ 22 มีเพียงท่านอ๋องผู้เดียว (1)
หลังจากทุกคนรอมาหนึ่งก้านธูป ในที่สุดฮองเฮาก็พาพระสนมหลายคนเดินออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าดูจะตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อมาถึงด้านข้างอวี่เสียงจึงน้อมกายคารวะ “ฝ่าา พวกหม่อมฉันคิดวิธีประลองออกแล้วเพคะ”
อวี่เสียงฟังแล้วมองเห็นสายตาเฝ้ารอด้วยความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนเข้าพอดีจึงเอ่ย “ลองพูดมาเถอะ”
“หน้าที่ขององครักษ์ลับคือปกป้องเ้านาย ดังนั้นพวกหม่อมฉันจึงคิดจะเริ่มจากคำว่า ‘ปกป้อง’ นี้เป็ตัวตัดสิน หม่อมฉันเตรียมนางกำนัลไว้หลายคน ให้พวกนางเป็ฝ่ายถูกปกป้อง จากนั้นให้องครักษ์ลับจากตำหนักและจวนต่างๆ อารักขาพวกนาง องครักษ์ลับคนใดทำหน้าที่ปกป้องจนสุดความสามารถ กระทั่งเ้านายไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยย่อมเป็ผู้ชนะ ฝ่าาทรงคิดว่าดีหรือไม่เพคะ”
ฮองเฮาพูดอย่างภูมิใจเล็กน้อย ท่าทีนั้นราวกับเป็ธรรมดาที่นางจะคิดว่าวิธีประลองนี้ดีมาก
อวี่เสียงหันไปทางทุกคนโดยไม่แสดงออกทางสีหน้าแล้วเอ่ยถาม “พวกเ้าคิดเห็นว่าวิธีของฮองเฮาเป็เช่นไร” แม้ฮ่องเต้จะไม่ได้พูดว่าเห็นด้วยอย่างชัดเจน แต่ดูจากรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าก็รู้ว่ามีความเห็นสอดคล้องกับวิธีการฮองเฮา ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนยังรู้สึกว่าองครักษ์ลับเป็ผู้ที่ปกป้องเ้านาย วิธีการนี้ย่อมแสดงความสามารถของพวกเขาออกมาได้จริงๆ เทียบกับการยืนอยู่บนสนามประลองยุทธ์กันเพื่อชัยชนะแล้ว กลับน่าสนใจและมีความหมายกว่ามาก
รัชทายาทเป็คนแรกที่ออกตัวเห็นด้วย จากนั้นทุกคนก็กล่าวเห็นด้วยตามเป็เสียงเดียว ทั้งยังพูดเกินจริงว่าฮองเฮาฉลาดหลักแหลมเหนือผู้ใด เื่ประลองจึงถือกำหนดตามนี้
อวี่เสียงมองทุกคนแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนเอ่ย “ในเมื่อทุกคนเห็นด้วย เช่นนั้นตอนนี้ก็เรียกองครักษ์ลับของตนเองมา ให้พวกเขาไปเลือกเ้านายที่จะปกป้องชั่วคราวเถอะ”
ในเมื่อฮ่องเต้มีรับสั่งแล้ว ผู้ใดเล่าจะกล้าไม่ทำตาม ยามนี้ข้างกายเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ทั้งหลายจึงมีคนชุดดำเพิ่มมาหนึ่งราย บนศีรษะล้วนสวมผ้าคลุมหน้าโปร่งดำแบบเดียวกัน ครั้นทอดสายตามองไปก็ไม่มีใครแยกแยะคนชุดดำเหล่านี้ออกจริงๆ รู้สึกเพียงว่าพวกเขาเหมือนกันหมด
รัชทายาทหย่งหยวนเอาแต่จ้องจิ้งเยี่ย อีกฝ่ายยังคงดื่มชาอย่างเชื่องช้า ไม่ได้รีบร้อนสั่งให้องครักษ์ลับที่อยู่ข้างกายออกมา ในเมื่อไม่มีคำสั่งเขา องครักษ์ลับย่อมไม่กล้าปรากฏตัวโดยพลการ
หย่งหยวนข่มอารมณ์ไม่ได้อยู่บ้าง การประลองนี้วางแผนมาอย่างรอบคอบก็เพื่ออ้านจิ่วที่อยู่ข้างกายคนผู้นั้นซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เวลานี้อีกฝ่ายกลับไม่เคลื่อนไหวและไม่เรียกอ้านจิ่วออกมา แท้จริงแล้ว้าอันใดกันแน่
“น้องเก้า ได้ยินว่าองครักษ์ลับข้างกายเ้าสามารถเอาชนะผู้บัญชาการองครักษ์เงาของข้าได้ คนที่มีวรยุทธ์ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ขอให้พวกเราได้เห็นเต็มตากันสักหน่อยว่าองครักษ์ลับที่เสด็จพ่ออบรมมานั้น ร้ายกาจกว่าองครักษ์เงาเหล่านี้ของพวกเรามาก”
หย่งหยวนพูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปหยุดลงข้างเท้าอวี่เสียง “เสด็จพ่อทรงมีพระปรีชา ลูกขอให้พระองค์ชี้แนะด้วย”
“เ้าบอกว่ามีคนเอาชนะผู้บัญชาการองครักษ์เงาของตนได้ ก็คือผู้บัญชาการองครักษ์เงาที่เอาชนะองครักษ์เงาทั้งหมดก่อนหน้านี้ และอันดับหนึ่งเพียงผู้เดียวคนนั้นหรือ” อวี่เสียงอดใไม่ได้ เขายังคงนึกถึงการเหยียดมือของผู้บัญชาการองครักษ์เงาคนนั้น เป็ทักษะดีที่พบเห็นได้ยากจริงๆ
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่กล้าหลอกลวงเสด็จพ่อ แต่องครักษ์ลับผู้นั้นเป็คนที่ท่านฝึกปรือมา องครักษ์เงาของลูกจึงยอมรับความพ่ายแพ้ทั้งกายใจ” หย่งหยวนพูดพลางเหลือบมองสีหน้าบิดา เห็นว่าในดวงตาเขามีประกายความสนใจฉายขึ้น
ใบหน้าจิ้งเยี่ยประดับรอยยิ้ม ในใจกลับแอบสาปแช่งรัชทายาทหย่งหยวน คิดจะชิงอ้านจิ่วไปจากมือเขา อีกฝ่ายคงได้แต่ฝันแล้ว ทว่ารัชทายาทพูดเช่นนี้ การประลองครั้งนี้อ้านจิ่วจึงจำเป็ต้องชนะ หากชนะแล้วฝ่าาเบิกบานใจ ตนก็สามารถนำตัวเขามาจากมือเสด็จพ่อโดยตรงได้
แต่ถ้าแพ้ เสด็จพ่อจะต้องไม่สบอารมณ์ ถึงเวลานั้นพูดอะไรไปล้วนติดขัด จิ้งเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มเอ่ย “องครักษ์ลับทุกคนที่เสด็จพ่ออบรมมาล้วนร้ายกาจอย่างยิ่ง อ้านจิ่วออกมาเถอะ”
จิ้งเยี่ยออกคำสั่งเสียงเรียบหนึ่งประโยค อ้านจิ่วก็มาคุกเข่าอยู่ข้างกาย หากผู้เป็นายไม่เอ่ยปาก เขาก็ไม่ลุกขึ้น
หย่งหยวนมององครักษ์ลับคนอื่นๆ ในตำหนักที่ยืนอยู่ข้างกายเ้านายตน มีเพียงอ้านจิ่วที่คุกเข่าข้างเดียว แสดงถึงความเคารพอย่างยิ่งที่มีต่อผู้เป็นาย แต่กลับไม่ทำให้คนรู้สึกว่าเขาต่ำต้อยไร้ความสามารถ ในใจพลันไม่สบอารมณ์อย่างมาก น่าจะเป็ความริษยาชนิดหนึ่งกระมัง
อิจฉาจิ้งเยี่ยที่มีคนอย่างอ้านจิ่วภักดีด้วยขนาดนี้ แท้จริงแล้วองครักษ์ลับคนดังกล่าวเหตุใดถึงต้องทำเช่นนี้กับจิ้งเยี่ยกันแน่ หรือเขา้าแสดงความจงรักภักดีต่อหน้าพระพักตร์เสด็จพ่อเพื่อให้ได้รับคำชื่นชม จากนั้นกลับไปเป็องครักษ์ลับข้างกายฮ่องเต้งั้นหรือ