เสียงฝีเท้าม้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อู๋ต้าอยู่บนหลังม้าอย่างสงบ จนเมื่อนักรบฝึกหัดทั้งห้าอยู่ห่างประมาณสามจั้ง เขาก็ยื่นมือออกข้างหน้าทันที “ไฟแห่งเซียน!..จงออกมา!” สิ้นคำอู๋ต้า ดวงไฟขนาดเท่าหัวแม่มือก็พุ่งออกมาทันที และตกห่างจากเขาไปสามก้าว “ฮ่าๆๆๆ เจ้าอ้วน เจ้าเล่นตลกให้ข้าดูหรือไง ไปเล่นตลกต่อในนรกแล้วกัน” นักรบฝึกหัดที่ใกล้สุดหัวเราะเสียงดัง แล้วเงื้อดาบหมายจะฟันอู๋ต้า แต่แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป “นี่มัน!....” นักรบคนนั้นอ้าปากค้าง เมื่อเห็นดวงไฟดวงน้อยที่อู๋ต้าปล่อยออกมา ตกลงที่พื้นด้านหน้าแล้วกลายเป็นลูกไฟกลุ่มใหญ่ที่ลุกโชน เพลิงนั้นลามอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นทะเลเพลิง เผาผลาญนักรบฝึกหัดทั้งห้าคนและม้าที่ขี่ทันที “โอ๊ย!...ร้อนๆ ช่วยด้วยๆ” นักรบฝึกหัดทั้งห้าคนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ท่ามกลางทะเลเพลิงที่ล้อมรอบ ทุกคนโดนเผาจนไหม้เกรียมและตายในกองเพลิง ม้าบางตัวทนความร้อนไม่ไหววิ่งออกมาทั้งที่ไฟลุกท่วมตัว ดิ้นอยู่ด้านนอกสักพักแล้วสิ้นใจ ร่างกลายเป็นสีดำทันที “อู๋ต้าแผนของเจ้าไม่เลวนะ ถึงว่าให้ข้าช่วยราดน้ำมันเตรียมไว้ ก่อนที่พวกมันจะบุกมาถึง” มู่ปิงกล่าวชมอู๋ต้าพลางยกนิ้วโป้งให้ “ฮ่าๆๆ พี่อ้วนบอกแล้วว่าครั้งนี้เจ้าไม่ต้องลงมือ เจอไฟแห่งเซียนของข้าเข้าไป แม้มาเป็นกองทัพก็สู้ข้าไม่ได้” อู๋ต้าเริ่มคุยอวดตามนิสัยเดิม เจ้าถ่านน้อยม้าของเขา หลังจากที่เห็นไฟลุกท่วมตรงหน้าเผาไหม้ศัตรูจนหมดมันก็เริ่มยำเกรงเจ้านายอ้วนผู้นี้มากขึ้น แถมยังทำท่าภูมิใจตอนที่อู๋ต้าโม้ราวกับเป็นผลงานของมัน “พวกเรารีบไปช่วยทางฝั่งท่านพ่อของข้ากันดีกว่า” ว่ายังมีกลุ่มโจรที่เหลืออีกสิบคน ที่รุมล้อมเข้ามา จึงรีบดึงม้าให้วิ่งไปท่านอู๋เหลียงและคนที่เหลือทันที “อ๊ากซ์!....โอ๊ย!...” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นจากด้านหลัง กองคาราวาน นักรบขั้นต้นสองคนถูกฟันเข้าที่ลำคอจนสิ้นใจ ส่วนที่เหลือนอนกองอยู่กับพื้นพร้อมร่างที่ไร้ลมหายใจ “พวกเจ้าไม่ต้องมาแล้ว ข้าจัดการทางนี้เรียบร้อย” อู๋เหลียงกำลังเช็ดคราบเลือดจากดาบ หลังจัดการนักรบขั้นต้นทั้งสองคน ท่าทางของเขาเข้มแข็งเหมือนนักรบผู้เจนศึก ดูเปลี่ยนไปจากตอนเป็นพ่อค้าราวคนละคน “ท่านพ่อ ทำไมท่านเก่งกว่าที่ข้าคิด” อู๋ต้าทำตาแป๋ว เมื่อเห็นว่าพ่อของเขาจัดการกลุ่มโจรเรียบร้อย “ฮ่าๆๆ พ่อของเจ้าก็เป็นผู้ฝึกวรยุทธ์เช่นกัน เห็นข้าแก่แบบนี้ แต่ก็เป็นถึงระดับนักรบขั้นกลางเชียวนะ โจรกระจอกพวกนี้พ่อจัดการมาเป็นกองทัพแล้ว” อู๋เหลียงพูดโอ้อวดบ้าง มู่ปิงทำท่าส่ายหน้าเบาๆ ถึงความขี้คุยของสองพ่อลูก “ตอนนี้ก็เหลือแต่ทางเจิ้นเทียนแล้ว พวกเจ้ารออยู่ที่นี่” อู๋เหลียงสีหน้าเคร่งขรึมทันที แล้วรีบชักม้าวิ่งตรงไปช่วยเจิ้นเทียนทันที ในตอนนี้ เจิ้นเทียนกำลังเข้าต่อสู้กับกลุ่มโจรที่เหลืออีกห้าคน เขาควบวายุเพลิงพุ่งเข้าไปตรงกลางทันที “อย่าเข้าปะทะกับมัน มันมีอาวุธวิเศษ ตั้งขบวนแล้วจัดตั้งค่ายกล” เสียงชายชุดดำที่เป็นนักรบขั้นปลายสั่ง ทำให้ชายชุดดำที่เป็นนักรบขั้นกลางสี่คน ขี่ม้าแยกเป็นสองฝั่ง แล้วชักธงสีดำผืนเล็กออกมาทันที “”ค่ายกลสุสานวงกต!” เสียงชายทั้งสี่คนตะโกนขึ้นพร้อมกัน พลางหยุดม้าแล้ววาดอักขระโบราณในอากาศก่อนกัดที่ปลายลิ้นและพ่นเลือดไปที่ธง แล้วโยนธงผืนเล็กนั้นขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่วนชายชุดดำที่เป็นนักรบขั้นปลายก็หยิบธงสีดำผืนเล็กออกมาเช่นกัน แต่ธงนี้แตกต่างตรงมีอักขระโบราณมากมายเขียนอยู่ เขาสวดบทสวดโบราณเพียงชั่วครู่ ธงในมือก็ส่องแสงกระพริบ ก่อนทำท่าโบกเป็นวงกลม บังคับให้ธงเล็กสี่ธงนั้นหมุนวนเป็นวงกลมและค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกำแพงลมสีดำที่มีขนาดใหญ่ล้อมเจิ้นเทียนไว้ภายใน “ข้ากำลังถูกขังในค่ายกลนี้!” เจิ้นเทียนประหลาดใจเมื่อเห็นว่าตัวเองอยู่ในค่ายกล เขาสั่งให้ม้าวายุเพลิงหยุด แล้วประเมินสถานการณ์ “วงกต! สำแดง!” ชายชุดดำที่เป็นนักรบขั้นปลายยกธงในมือสูงขึ้น ควันสีดำมากมายพวยพุ่งออกจากธงในมือ แล้วลอยเข้าไปในลมหมุนสีดำที่ขังเจิ้นเทียนอยู่ ก่อนเปลี่ยนเป็นกำแพงสีดำที่เป็นเขาวงกตกั้นเจิ้นเทียนอีกชั้นหนึ่ง “ภายในค่ายกลนี้เจ้าไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่ เจ้าสองคนเข้าไปด้านในสังหารมัน ส่วนที่เหลือส่งพลังปราณให้ค่ายกลอย่าให้ขาด” สิ้นคำสั่ง ชายชุดดำที่เป็นนักรบขั้นกลางสองคนก็ควบม้าวิ่งตรงเข้าไปในลมหมุนสีดำทันที
ส่วนเจิ้นเทียนตอนนี้อยู่ในกำแพงเขาวงกตสีดำ เขาลองควบม้าวายุเพลิงหาทางออกแต่ก็วนกลับมาที่เดิม “ดูจากค่ายกลแล้ว มันเป็นประเภทกักขังและลวงตา พวกโจรต้องส่งคนเข้ามาในนี้แน่นอน ข้าไม่จำเป็นต้องวิ่งหาทางออก แค่อาศัยจิตสัมผัสจับทิศทางของคนที่เข้ามาก็พอ” เจิ้นเทียนวิเคราะห์พลางแผ่จิตสัมผัสออกมาทั่วบริเวณภายในลมหมุนสีดำ โดยปกติจิตสัมผัสจะไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ระดับของวรยุทธ์ บางครั้งจิตสัมผัสก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางจิตของแต่ละคนเช่นกัน ตอนนี้เจิ้นเทียนสามารถแบ่งห้วงคิดได้ราวห้าร้อยห้วงคิด จึงมีจิตสัมผัสที่เหนือกว่าผู้อื่นมากมายหลายร้อยเท่า เจิ้นเทียนหลับตาปล่อยให้จิตสัมผัสค่อยๆทำงานเฝ้าระวัง เขาเริ่มรู้สึกว่าระยะประมาณสิบจั้งจากทางขวามือและซ้ายมือมีคนกำลังเข้ามา และเข้าใกล้ตัวเขาอย่างเงียบๆ ชายทั้งสองเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นเจิ้นเทียนนั่งอยู่บนหลังม้าแล้วหลับตาจึงกระหยิ่มยิ้ม หยิบอาวุธลับที่เป็นลูกดอกและมีดบินออกมาทันที “อาวุธลับของพวกข้าอาบยาพิษที่ร้ายแรงไว้ รอเจ้าถูกพิษพวกข้าจะรีบเข้าไปตัดหัวเจ้าแล้วขึ้นเงินรางวัลทันที” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาเบาๆและเล็งเป้าที่เจิ้นเทียน เขาเป่าลูกดอกออกทันที ขณะที่ชายอีกคนก็ปามีดออกพร้อมกัน ทันใดนั้น! ทั้งมีดและลูกดอกก็หายไป และมาจ่ออยู่ที่คอของทั้งสองคนพร้อมด้วยร่างสูงโปร่งที่ปรากฎอยู่เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว “ใครส่งพวกเจ้ามา?” เจิ้นเทียนข่มขู่ พร้อมมือที่แข็งแรงดุจคีมเหล็กกุมอยู่บริเวณลำคอของทั้งสองคน ท่ามกลางสายตาที่ตกใจของชายทั้งสองที่เห็นเจิ้นเทียนปรากฏขึ้นพร้อมกันถึงสามคน “ร่างแยก!..” พวกเขาตกใจทันทีที่รู้วางโดนกับดักของเจิ้นเทียน ทั้งสองเงียบไม่ยอมพูดอะไร แต่เจิ้นเทียนไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น เขาสั่งให้ร่างแยกทางซ้ายหักคอชายที่ควบคุมอยู่ทันที “อ๊ากซ์!...” เสียงร้องดังขึ้น ก่อนชายผู้นั้นสิ้นใจ “ตอนนี้เจ้าจะบอกได้หรือยัง?” เจิ้นเทียนมองชายอีกคนที่เหลืออยู่ แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร “บอกๆ!... ข้าบอกแล้ว! คนของชนเผ่าหุบเขาโลหิตจ้างเรามา เขาบอกว่าเจ้าทำร้ายบุตรชายของเจ้านายเขาจนปางตาย เขาจึงให้พวกข้ามาดักรอจัดการเจ้าและคนที่มาด้วยให้หมดไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว” ชายชุดดำรีบบอกด้วยความหวาดกลัว “โจวหยิน! เจ้าผูกแค้นอาฆาตข้า ไม่ยอมเลิกรา แถมยังมุ่งเป้ามาที่เพื่อนของข้าด้วย ถ้ามีโอกาสข้าต้องไปตอบแทนเจ้าแน่” เจิ้นเทียนเดาออกได้ทันทีถึงผู้ว่าจ้าง “แล้วข้าจะออกจากค่ายกลนี้ได้อย่างไร?” เจิ้นเทียนถามชายชุดดำ “ค่ายกลนี้ปกติจะไม่มีทางออก มันเอาไว้กักขังให้ผู้คนหมดแรงและไว้ซุ่มโจมตี ที่ตัวพวกข้ามีธงเล็กๆสีดำอยู่ เพียงมีธงนี้ก็สามารถเดินเข้าออกได้อย่างปลอดภัย” ชายชุดดำกล่าว พลางกำลังพูดต่อแต่ไม่มีโอกาส “อ๊ากซ์!.. “ เขาส่งเสียงร้องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ หลังร่างแยกของเจิ้นเทียนใช้มีดสั้นปาดที่ลำคอ และใช้มือหักคอซ้ำอีกที เจิ้นเทียนค้นตัวของทั้งสองคน เขาพบถุงมิติที่ข้างในมีของมีค่าและธงเล็กอีกสองอันที่อยู่บนตัว จึงเก็บไว้ และใช้โลหิตอัคคีเผ่าร่างของทั้งสองจนกลายเป็นฝุ่นธุลี “สำหรับศัตรูข้าต้องไม่มีความปราณี มิเช่นนั้นจะมีปัญหาตามมาไม่จบสิ้น”“คงมีแต่ความแข็งแกร่งเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้ามาหาเรื่องข้า” เจิ้นเทียนมองร่างทั้งสองด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก หลังจากเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้น สอนให้เขารู้จักระมัดระวังตัว วางแผนและโหดเหี้ยมมากขึ้น จนเขาเริ่มก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวภายในระยะเวลาไม่นาน “เหลืออีกสามคน! ข้าต้องรีบจัดการแล้วรีบออกไปจากที่นี่” เจิ้นเทียนหยิบธงสีดำเล็กออกมา ก่อนควบม้าวายุเพลิง ไปทางด้านหน้าเพื่อออกจากเขาวงกตทันที ......................... ตอนนี้กลุ่มโจรชุดดำเหลือเพียงแค่สามคน ชายชุดดำที่เป็นหัวหน้าเห็นการเคลื่อนไหวข้างในที่เงียบผิดปกติจึงออกคำสั่งเพิ่มทันที“เจ้าเข้าไปดูข้างใน หากมีอะไรผิกปกติรีบแจ้งกลับมาโดยเร็ว” ชายชุดดำรับคำสั่ง แล้วควบม้าตรงเข้าไปทันที ขณะที่เขากำลังจะผ่านม่านลมหมุนสีดำ ก็รู้สึกถึงความร้อนที่มากผิดปกติจากด้านในทันที เขาพยายามเพ่งสายตามองเข้าไปทางด้านใน แต่แล้วก็ต้องตกใจ
เมื่อพบว่ามีลูกไฟสีแดงขนาดใหญ่พุ่งลอยสวนออกมา “อ๊ากซ์!....” ไฟนั้นเผาไหม้เขาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานศีรษะของเขาก็หลุดออกจากร่างโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องต่อไป “เจ้า!....” หัวหน้าของกลุ่มโจรมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แต่เพียงไม่นานเขาก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งทันที “ฮ่าๆๆๆ เจ้าหนุ่มเจ้าเก่งกว่าที่ข้าคาดการไว้เสียอีก มิเสียแรงที่ค่าหัวเจ้าสูงถึงหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทอง” เมื่อกล่าวจบเขาก็ชูธงเล็กสีดำที่เต็มไปด้วยอักขระในมือ พลางสวดบทสวดโบราณ ลมพายุหมุนสีดำขนาดใหญ่ก็ค่อยๆจางหายไป และกลายเป็นธงสีดำขนาดเล็กสี่ผืนวิ่งเข้าสู่มือของเขาทันที “ดูท่าเจ้าน่าจะรู้ตัวแล้วว่าพวกข้าไม่ใช่โจร แต่ได้รับการว่าจ้าง” หัวหน้ากลุ่มโจรถอดผ้าคลุมศีรษะออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง จนเจิ้นเทียนตะลึง “ท่านคือนักพรตที่ใช้ยันต์อสูร ในการประลองระดับนักรบ!” เจิ้นเทียนจำได้ทันที ว่าชายคนนี้สามารถเปลี่ยนร่างได้ด้วยยันต์อสูร “ฮ่าๆๆ เจ้านี่ความจำดีจริงๆ ใช่แล้ว..ข้าเป็นชนเผ่านิกายยันต์อสูร และวันนี้เจ้าจะตายด้วยวรยุทธ์เซียนของข้า!” สิ้นคำพูดของชายดังกล่าว ตอนนี้ผืนทะเลทรายรอบๆก็สั่นไหว และมีเงาร่างที่ใหญ่มหึมาราวภูเขา ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าของเจิ้นเทียนทันที “โครมมมมม!” ………………………….