ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 48 นักรบอเวจีสีน้ำเงิน

    บทที่ 48นักรบอเวจีสีน้ำเงิน

    “แช่แข็งความรู้สึกที่แสนเศร้านั่นไปพร้อมกับน้ำตาของเธอเถอะ”

     

            

            ‘น่าเศร้าเหลือเกินนะที่พี่สาวของเธออายุสั้นแต่รู้อะไรไหม... บลู เธอเป็นคนเดียวในหมู่พวกเรานะที่ยังมีความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวหลงเหลืออยู่’

            

            เมตาเรียเอ่ยปลอบ นัยน์ตาสีม่วงใสทอแสงอ่อนรอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นมาตรงมุมปาก

            

            ‘ทีนี้เธอก็กลายเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกับพวกเราทุกคนแล้วล่ะนะ’

            

            ‘เมตาเรีย!’

            

            ไวโอเลตปรามเสียงห้วน มองดูบลูที่น้ำตาไหลอาบร่างตัวสั่นสะท้านอย่างหวาดกลัวอยู่ใจกลางโถงประชุม

            

            นักรบอเวจีที่เหลือนั่งอยู่รอบตัวเธอเป็นรูปครึ่งวงกลมมองดูเด็กสาวที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่ใจกลางวงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เสียใจเห็นใจ สงสาร และสมเพช

            

            ‘อย่ามาคร่ำครวญน่ารำคาญหน่อยเลยไปเตรียมตัวทำหน้าที่ของเธอซะ!’ เมตาเรียตวาด ‘ออเร้นจ์!’

            

            ‘ครับ’คนถูกเรียกขานรับอย่างรวดเร็ว

            

            ‘ดูแลยัยนี่ฉันจะให้ไปอยู่ที่มาดริก แล้วถ้าอาทิตย์หน้าพวกแกสองคนฝีมือไม่พัฒนาขึ้นล่ะก็เตรียมรับโทษได้เลย’

            

            ‘ครับ’

            

            ‘เดี๋ยวสิ! เมตาเรียบลูกับออเร้นจ์ยังเด็กทั้งคู่อยู่เลยนะ แยกให้ไปอยู่กับกรีนหรือบราวน์สักคนสิ’

            

            ‘ฉันขอความเห็นของแกเหรอ? ซิลเวอร์’ เมตาเรียถามเสียงเข้ม ‘อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าแกกับพี่สาวยัยเด็กนี่เกี่ยวข้องกันยังไงถึงพวกแกจะปิดฉันไปก็ไม่ได้ประโยชน์หรอก ที่ฉันไม่ลงโทษแกเพราะเรดมันยอมรับผิดแทนหรอกนะ’

            

            ซิลเวอร์หันไปมองคนถูกพาดพิงแต่เรดทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่เมตาเรียพูด

            

            ‘เรดปิดเรื่องที่นายคบกับชิโฮะไม่ให้เมตาเรียรู้’เยลโลว์กระซิบบอก

            

            ‘ให้บลูมาอยู่กับฉันที่บาเซโลน่าก็ได้ออเร้นจ์ก็เหมือนกัน กรีนน่ะมันงานยุ่งไม่ค่อยได้กลับบ้านไม่ใช่รึไงเดี๋ยวฉันดูแลพวกนี้ให้’

            

            ‘แกอยากจะโดนแบบเรดอีกคนงั้นเหรอบราวน์’

            

            ‘ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น...เมตาเรีย แต่สองคนนี้อยู่ในสังกัดพวกฉัน ถ้าเธอไม่ชอบไม่ต้องทำตามก็ได้  ฉันแค่ไม่อยากให้สองคนนี่อยู่กันตามลำพังเด็กพวกนี้อายุยังน้อยอยู่นะ’

            

            ‘ปกป้องกันจริงนะ เด็กใหม่เนี่ยเห็นเป็นผู้หญิงตัวเล็กบอบบางรึไงถึงได้เอาใจกันนัก ฉันตัดสินใจแล้วให้ออเร้นจ์มาอยู่กับนายที่บาเซโลน่า มาดริกให้บลูอยู่คนเดียวพอ’

            

            ‘เมตาเรีย!’ทั้งบราวน์และซิลเวอร์ร้องขัด แต่ไวโอเลตตัดบท

            

            ‘ให้บลูอยู่กับกรีนที่บาเลนเซียจนกว่าจะดูแลตัวเองได้แล้วค่อยส่งไปมาดริกถือเป็นคำขอจากฉัน’

            

            เด็กหนุ่มหันไปบอกเมตาเรียนัยน์ตาสีม่วงเข้มของหญิงสาวฉายแววไม่พอใจก่อนจะจ้องมองไปยังเด็กสาวตัวเล็กที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่ตรงหน้า

            

            ‘ตายไปพร้อมกับพี่เธอซะก็สิ้นเรื่องไปแล้ว!’

            

            เมตาเรียบ่น บลูร้องไห้โฮลั่น

            

            ‘พอเถอะค่ะ!เมตาเรีย แค่นี้เด็กคนนี้ก็เจ็บมากพอแล้วนะคะ!’

            

            ‘ตัวสำรองอย่างแกมีสิทธิ์ออกความเห็นด้วยงั้นเหรอพิงค์! ฉันให้แกนั่งอยู่ร่วมห้องเดียวกับฉันได้ก็ดีแค่ไหน! หัดสำนึกซะบ้างสิ ยัยโง่!’

            

            ‘มีเรื่องจะคุยแค่นี้ใช่ไหมฉันจะได้ไปนอนแล้ว’ จู่ๆเรดก็ลุกขึ้นมาถามเมตาเรีย ‘ขี้เกียจฟังเสียงน่ารำคาญ’

            

            แล้วเด็กหนุ่มก็เดินออกไปจากห้องไวโอเลตถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เมตาเรียขบกรามแน่นมองตามร่างเรดที่หายวับออกไปจากห้องอย่างโกรธแค้นก่อนจะหันมาหาบลู

            

            ‘ยัยเด็กน่ารำคาญเอ๊ย!’

            

            แจกันบนโต๊ะข้างที่นั่งถูกเขวี้ยงใส่ร่างของเด็กสาวที่นั่งอยู่ใจกลางห้องบลูตัวแข็งทื่อด้วยความกลัวสุดขีด ร่างของบราวน์กับซิลเวอร์ผุดลุกจากที่นั่งแต่พิงค์ไวกว่า เด็กสาวเอาตัวเข้าบังร่างของบลูไว้ก่อนที่แจกันจะกระทบหัวไหล่เธอแตกเป็นเสี่ยงหยาดเลือดสีเข้มไหลซึมออกมาจากปากแผลแต่คนเจ็บยังคงกอดร่างที่สั่นระริกด้วยความกลัวไว้แน่นบลูหมดสติไปในอ้อมแขนของพิงค์ที่น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดแบล็คกับเกรย์ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งเข้าไปฉุดร่างของพิงค์ขึ้นมาก่อนจะอุ้มออกไปจากห้องบราวน์กับซิลเวอร์ถลาเข้าหาบลูที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ออเร้นจ์วิ่งไปเปิดประตูห้องให้เด็กหนุ่มทั้งคู่พาร่างของบลูออกไปทั้งที่ร่างกายของตัวเองยังสั่นระรัวด้วยความตื่นกลัวถึงขีดสุดขณะที่เยลโลว์กับโกล์ดนั่งมองเหตุการณ์อยู่บนที่นั่งของตัวเองโดยไม่สนใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

            

            ไวโอเลตลุกขึ้นยืน ถอนหายใจก่อนจะหันไปหาเมตาเรีย

            

            ‘คราวนี้เธอทำเกินไปจริงๆนะ’

             

             

            พิงค์ฉันขอโทษนะคะ...

            




            “มาโมรุ!”

            

            มินาโยะตะโกนมาโมรุผลักร่างของเธอออกห่างก่อนจะพุ่งถลาเข้าหาบลู เด็กหนุ่มสร้างดวงไฟขึ้นมาล้อมตัวนักรบอเวจีตรงหน้าไว้บลูลอยนิ่ง เพ่งสมาธิไปที่ดวงไฟพยายามบังคับให้มันหยุดนิ่งแต่มาโมรุไม่ใส่ใจต่อให้เธอหยุดดวงไฟของเขาได้ แต่เธอไม่มีทางหยุดให้เขาสร้างดวงไฟได้หรอก

            

            “ก็ให้มันรู้ไปสิว่าเธอจะไม่ละลายในสักวินาทีหนึ่ง”

            

            มาโมรุบอกเสียงเดือดไม่ว่าเขาจะพยายามสร้างดวงไฟมากมายขนาดไหนเด็กสาวก็สั่งให้มันหยุดนิ่งได้ทุกครั้ง ถึงมันจะทำอันตรายเธอไม่ได้แต่มันก็ไม่ได้หายไปไหน

            

            นั่นแหละคือสิ่งที่เขาต้องการ

            

            “ไม่”บลูพึมพำกับตัวเอง ดวงไฟดวงเล็กนับพันลอยค้างอยู่รอบตัวเธอ มันหยุดนิ่งก็จริงแต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอใช้พลังไม่ได้ เธอไม่ถูกกับความร้อน ป็นเรื่องธรรมดาของนักรบอเวจีจากเอิร์ธฟรีชเชอร์ที่จะไม่ถูกกับไฟโชคดีแค่ไหนที่เธอไม่ได้เจอกับผู้พิทักษ์จากเอิร์ธไฟเยอร์ไม่ถูกเผาให้ไหม้เป็นจุลก็บุญแค่ไหน

             

            

            ‘พลังของเธอน่ะใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอกยอมแพ้ซะเถอะ ห้านักรบอเวจีไม่ใช่ตำแหน่งที่เด็กอย่างเธอจะก้าวขึ้นไปได้แล้วฉันก็ไม่คิดจะมาเป็นเพื่อนเล่นกับเธอด้วย’

             

            

            คำพูดของเรดเมื่อตอนที่ทำศึกชิงตำแหน่งห้านักรบอเวจียังคงดังก้องอยู่ในหัวเพราะฝีมือต่างกันเกินไปรึไงนะ  เพราะเขาเป็นคนของเอิร์ธไฟเยอร์หรือไงเธอถึงได้แพ้อย่างหมดท่า

            

            ท่านเมตาเรีย...คนอย่างฉันน่ะทำอะไรไม่ได้เลยรึไงคะ?

            

            “อย่านะมาโมรุ!ฉันขอร้องล่ะ อย่าทำร้ายเธอ”

            

            มินาโยะตะโกนห้ามร่างของบลูถูกล้อมเอาไว้ด้วยดวงไฟจำนวนมหาศาล เด็กสาวไร้หนทางหนี เหลือแค่รอเวลาให้ความร้อนจากดวงไฟพวกนั้นมันเผาวิญญาณของเธอไปก็เท่านั้น

            

            “ฉันก็ไม่ได้อยากทำนักหรอก!”มาโมรุบอกเสียงเดือด 

            

            “บลูได้โปรดเถอะ... อย่าหยุดดวงไฟพวกนั้นเลยนะ มันจะทำร้ายเธอ เธออาจจะตายก็ได้นะ!”

            

            “ถึงฉันปล่อยไปมันก็ทำร้ายฉันอยู่ดี!”เด็กสาวบอกเสียงสั่น เธอดูหวาดกลัวทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบข้าง

            

            มินาโยะส่ายหน้า

            

            “ไม่หรอกไม่มีทาง! มาโมรุต้องควบคุมมันได้แน่ นั่นเป็นพลังของเขานะถ้าไม่ถูกเธอควบคุมเอาไว้เขาต้องบังคับมันได้แน่ นะ...  เธอหนีออกมาจากตรงนั้นเถอะ”

            

            บลูยืนนิ่งเธอกำลังสับสน ร่างกายร้อนรุ่มเพราะแสงจากดวงไฟ เด็กสาวเริ่มหายใจติดขัดหัวใจเต้นแรงเพราะร่างกายที่สูญเสียน้ำ เธอกำลังจะตายใช่ไหม?ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วใครจะอยู่ข้างท่านเมตาเรียล่ะ?เธอไม่มีวันให้พิงค์รับเคราะห์แทนเธอไปหรอกนะ ไม่มีวัน!

            

            “โธ่เว้ย!”  มาโมรุสบถก่อนจะพุ่งตัวฝ่าดวงไฟเข้าไปอุ้มร่างของบลูออกมาเด็กสาวตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนเขา นัยน์ตาสีฟ้าเข้มปิดตัวลงอย่างตื่นกลัวก่อนที่ดวงไฟของมาโมรุจะหลุดจากการควบคุมของเธอและพุ่งเข้าชนกันจนเกิดการระเบิดสั่นสะเทือนลั่นอากาศ

            

            “ฉันทำให้เธอได้แค่นี้แหละนะ!”

            

            มาโมรุบอกมินาโยะก่อนจะยัดร่างของบลูให้เธอดูแลแล้วเขาก็ลงไปหาชินมินาโยะประคองร่างของบลูลงสู่พื้นไปสมทบกับมาโมรุ เด็กหนุ่มเรียกดวงไฟออกมามากมายเพื่อใช้ละลายน้ำแข็งที่ห่อหุ้มตัวชินไว้นัยน์ตาสีแดงสดของเขาลุกโชนอย่างเดือดดาล

            

            “อย่าคิดว่าเป็นเด็กผู้หญิงแล้วฉันจะไม่ลงมือทำร้ายนะ! ฉันไม่ได้ใจดีขนาดนั้น”มาโมรุพูดอย่างข่มโทสะ “ขนาดยัยเด็กนี่เองยังเห็นเธอเป็นแค่ผู้พิทักษ์พวกมันน่ะแบ่งพวกเป็นแค่ผู้พิทักษ์กับนักรบอเวจีเท่านั้นใครที่ไม่ใช่พวกตัวเองก็ฆ่าอาศัยแค่สีชุดเป็นตัวแบ่งการกระทำไม่ได้ใช้ความรู้สึกแบ่งแยกผิดชอบชั่วดีเลยด้วยซ้ำพวกที่ขาดความคิดเอาแต่ยึดติดกับความแค้นแบบนั้นน่ะไม่สมควรจะต้องใช้ความรู้สึกสงสารด้วยหรอก”

            

            “ไม่ได้หรอก”มินาโยะบอก เธอสะอึกสะอื้นไห้ขณะที่ยังกอดร่างของบลูเอาไว้แน่น“ถ้าฉันปล่อยให้ทำแบบนั้นอย่างงั้นมาโมรุเองก็ไม่ได้ต่างจากพวกนักรบอเวจีนักหรอก”

            

            คนฟังได้แต่กำมือแน่นเมื่อเด็กสาวพูดจบใช่! เขาอาจจะเป็นแบบพวกมันถ้าหากเขาจัดการกับบลูไปซะ แต่เธอคิดรึเปล่า...มินาโยะ ยัยเด็กนั่นก็กำลังจะฆ่าเพื่อนของเธอไปเหมือนกัน

            

            “ความใจดีของเธอน่ะใช้ในสนามรบไม่ได้หรอก”

            

            มาโมรุกัดฟันพูด

            

            “ฉันรู้...”

            

            มินาโยะร่ำไห้พลางกอดบลูไว้แน่นบลูมองดูเธอด้วยนัยน์ตาที่คลอรื่นไปด้วยน้ำตานานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้ นับตั้งแต่วันที่พี่สาวของเธอจากไป ตั้งแต่วันที่พิงค์ถูกผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์ทำร้ายจนขยับตัวไปไหนไม่ได้จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องออกมาแก้แค้นผู้พิทักษ์คนที่ทำให้คนที่สำคัญที่สุดของเธอต้องสูญเสียทุกอย่างเพราะอย่างนั้นไม่ใช่เหรอเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่ แต่ทำไม...คนที่ทำร้ายคนอื่นอย่างพวกนี้ถึงได้คิดจะช่วยเธอกันเล่า!

            

            เพราะเธอมันอ่อนแอเกินไปใช่ไหม...เพราะเธอมันไม่เอาไหนใช่ไหม?

            

            “ขอบคุณที่ไว้ชีวิตเธอ”

            

            เสียงคุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านข้างมาโมรุขบกรามแน่นไม่ยอมหันไปมองเพราะเขารู้จักเสียงนี้ดี

            

            เสียงของบราวน์...

            

            “บ..บราวน์”

            

            บลูพึมพำอยู่ในอ้อมแขนของมินาโยะเด็กสาวขืนร่างของบลูออกจากตัวก่อนจะส่งต่อไปให้บราวน์ดูแล

            

            “ขอบคุณอีกครั้งนะครับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซัน”

            

            คราวนี้เป็นเสียงของออเร้นจ์ที่ปรากฏตัวขึ้นอยู่ข้างบราวน์เด็กหนุ่มร่างเล็กโค้งตัวลงให้เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าน้ำเสียงเล็กๆของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน

            

            มาโมรุบีบมือแน่นอย่างโกรธแค้น

            

            ให้มันได้อย่างนี้สิ!

            

            “ส่งหมอนั่นมาสิฉันจะช่วยรักษาให้”

            

            ร่างของซิลเวอร์ที่จู่ๆก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าทำให้มาโมรุยืนอึ้งจนเกือบจะเผลอปล่อยมือออกจากร่างของชินที่เขายกขึ้นมาพยุงไว้หลังจากที่ละลายน้ำแข็งของบลูเสร็จนัยน์ตาสีแดงสดของมาโมรุจ้องมองคนตรงหน้าอย่างประเมินท่าที แต่ซิลเวอร์ยังคงยืนนิ่งก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งมาให้เขาแล้วรอคอย

            

            “ให้คุณซิลเวอร์ช่วยเถอะครับขืนปล่อยไว้นานกว่านี้อีกนิดผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้ไม่รอดแน่ครับ”

            

            ออเร้นจ์ว่าในที่สุดมาโมรุก็ตัดใจส่งร่างของชินให้ซิลเวอร์จัดการพร้อมกับเฝ้ามองทุกการกระทำของเขาโดยไม่ปล่อยให้คลาดสายตา

            

            มินาโยะเดินไปหาซิลเวอร์ก่อนจะนั่งลงข้างๆมาโมรุ

            

            “ไม่ต้องจ้องกันขนาดนั้นก็ได้น่า...ฉันไม่ทำอะไรตุกติกหรอก”

            

            ซิลเวอร์พูดด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ไม่ชวนให้น่าเชื่อถือเลยสักนิดนักรบอเวจีหนุ่มโปรยผงอะไรสักอย่างใส่ร่างของชิน มันส่องแสงระยิบระยับอยู่บนตัวเขาแล้วในที่สุดผิวซีดเผือดของชินที่ถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำแข็งมานานก็กลับมาคมเข้มเหมือนเดิมอีกครั้ง

            

            “ร่างกายน่ะไม่เป็นอะไรแต่สภาพจิตใจฉันไม่รู้หรอกนะ”

            

            ซิลเวอร์บอกก่อนจะส่งชินคืนให้มาโมรุส่วนตัวเขาก็กลับไปรวมกลุ่มกับบราวน์

            

            “พาบลูกลับไปก่อนออเร้นจ์” บราวน์ขืนร่างบลูให้ออเร้นจ์ดูแลก่อนจะเสมองไปยังมุมมืดหนึ่งของแนวรั้วบ้านที่ตั้งเรียงรางไปตลอดสองฟากถนนแล้วจู่ๆวงแหวนสีม่วงเข้มก็ปรากฏขึ้นบนพื้นไม่ไกลจากที่ที่พวกเขาอยู่

            

            บราวน์หันมาบอกออเร้นจ์“เดี๋ยวฉันตามไป”

            

            “ครับ”ออเร้นจ์รับคำ พยายามสบตามองมาโมรุแต่อีกฝ่ายกำลังแข่งจ้องตากับซิลเวอร์อยู่ เห็นได้ชัดว่ามาโมรุพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หันมาสบตาเขา 

            

            ออเร้นจ์ถอนหายใจอย่างตัดใจก่อนจะช่วยประคองร่างของบลูหายวับผ่านวงแหวนเวทไป

            

            “พวกนายแห่กันมาทำอะไรที่นี่?”มาโมรุถาม

            

            “ก็เกือบจะได้มางานศพของนายแล้วไง”ซิลเวอร์ตอบ

            

            “จะไม่เป็นอะไรเหรอคะ?”มินาโยะถามกลับบ้าง

            

            ซิลเวอร์ส่ายหน้าจ้องมองสัญลักษณ์ของเอิร์ธสตาร์บนเครื่องแบบของมินาโยะอย่างมีความหมายก่อนเอ่ยเรียบๆ“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้แต่ถ้าเธอไม่ใช่นักรบอเวจี ไม่ใช่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนพวกเราก็ไม่มีธุระอะไรกับเธออีก”

            

            “แต่ไม่ใช่กับห้านักรบอเวจี”บราวน์ว่า “จากนี้ไปพวกนั้นคงเริ่มเคลื่อนไหวแน่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในตอนนี้มันเกิดความคาดหมายของเราไปมาก”

            

             “จะทำอะไรก็ระวังตัวด้วยแล้วกัน” ซิลเวอร์เตือน

            

            “เป้าหมายของพวกนายคืออะไร?”มาโมรุถาม “พวกนาย... ดูเหมือนจะทำอะไรไม่สอดคล้องกัน”

            

            บราวน์กับซิลเวอร์มองหน้ากันก่อนที่ฝ่ายหลังจะยักไหล่ไพล่ให้อีกคนตอบ

            

            “คืนความทรงจำของเธอที่ถูกปิดผนึก”บราวน์หันมาสบตามินาโยะ “พวกนั้นต้องการรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นใครนั่นแหละหน้าที่ของพวกฉันแต่สิ่งที่พวกห้านักรบอเวจีต้องการจริงๆคืออะไรนั้นพวกฉันไม่รู้ อย่างที่นายบอก...พวกเราทำงานไม่สอดคล้องกัน ฉันแค่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายส่วนพวกนั้นคงกำลังวางแผนทำอะไรบางอย่าง ถ้าให้ฉันเดาล่ะก็...”

            

            “พอแล้วล่ะมั้งแถวนี้ไม่ได้มีแค่เราซะด้วยสิ บราวน์”

            

            ซิลเวอร์ปรามด้วยรอยยิ้มเย็นพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เสมองไปยังมุมมืดหนึ่งของกำแพงรั้วด้านหลัง

            

            “ขอให้โชคดีละกัน”

            

            บราวน์เอ่ยส่งท้ายก่อนจะเดินนำซิลเวอร์ไปยังวงแหวนเวทสีม่วงเข้มที่สว่างจ้าขึ้นอยู่ไม่ไกลออกไปมาโมรุและมินาโยะมองตามร่างของทั้งคู่ไปจนกระทั่งวงแหวนเวทปิดตัวลงและนักรบอเวจีทั้งสองหายวับไป

            

            มาโมรุกระชับร่างของชินในอ้อมแขนแน่นสีหน้าของเด็กหนุ่มแสดงความวิตกกังวลอย่างชัดเจน

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน