“แช่แข็งความรู้สึกที่แสนเศร้านั่นไปพร้อมกับน้ำตาของเธอเถอะ”
‘น่าเศร้าเหลือเกินนะที่พี่สาวของเธออายุสั้นแต่รู้อะไรไหม... บลู เธอเป็นคนเดียวในหมู่พวกเรานะที่ยังมีความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวหลงเหลืออยู่’
เมตาเรียเอ่ยปลอบ นัยน์ตาสีม่วงใสทอแสงอ่อนรอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นมาตรงมุมปาก
‘ทีนี้เธอก็กลายเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกับพวกเราทุกคนแล้วล่ะนะ’
‘เมตาเรีย!’
ไวโอเลตปรามเสียงห้วน มองดูบลูที่น้ำตาไหลอาบร่างตัวสั่นสะท้านอย่างหวาดกลัวอยู่ใจกลางโถงประชุม
นักรบอเวจีที่เหลือนั่งอยู่รอบตัวเธอเป็นรูปครึ่งวงกลมมองดูเด็กสาวที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่ใจกลางวงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เสียใจเห็นใจ สงสาร และสมเพช
‘อย่ามาคร่ำครวญน่ารำคาญหน่อยเลยไปเตรียมตัวทำหน้าที่ของเธอซะ!’ เมตาเรียตวาด ‘ออเร้นจ์!’
‘ครับ’คนถูกเรียกขานรับอย่างรวดเร็ว
‘ดูแลยัยนี่ฉันจะให้ไปอยู่ที่มาดริก แล้วถ้าอาทิตย์หน้าพวกแกสองคนฝีมือไม่พัฒนาขึ้นล่ะก็เตรียมรับโทษได้เลย’
‘ครับ’
‘เดี๋ยวสิ! เมตาเรียบลูกับออเร้นจ์ยังเด็กทั้งคู่อยู่เลยนะ แยกให้ไปอยู่กับกรีนหรือบราวน์สักคนสิ’
‘ฉันขอความเห็นของแกเหรอ? ซิลเวอร์’ เมตาเรียถามเสียงเข้ม ‘อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าแกกับพี่สาวยัยเด็กนี่เกี่ยวข้องกันยังไงถึงพวกแกจะปิดฉันไปก็ไม่ได้ประโยชน์หรอก ที่ฉันไม่ลงโทษแกเพราะเรดมันยอมรับผิดแทนหรอกนะ’
ซิลเวอร์หันไปมองคนถูกพาดพิงแต่เรดทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่เมตาเรียพูด
‘เรดปิดเรื่องที่นายคบกับชิโฮะไม่ให้เมตาเรียรู้’เยลโลว์กระซิบบอก
‘ให้บลูมาอยู่กับฉันที่บาเซโลน่าก็ได้ออเร้นจ์ก็เหมือนกัน กรีนน่ะมันงานยุ่งไม่ค่อยได้กลับบ้านไม่ใช่รึไงเดี๋ยวฉันดูแลพวกนี้ให้’
‘แกอยากจะโดนแบบเรดอีกคนงั้นเหรอบราวน์’
‘ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น...เมตาเรีย แต่สองคนนี้อยู่ในสังกัดพวกฉัน ถ้าเธอไม่ชอบไม่ต้องทำตามก็ได้ ฉันแค่ไม่อยากให้สองคนนี่อยู่กันตามลำพังเด็กพวกนี้อายุยังน้อยอยู่นะ’
‘ปกป้องกันจริงนะ เด็กใหม่เนี่ยเห็นเป็นผู้หญิงตัวเล็กบอบบางรึไงถึงได้เอาใจกันนัก ฉันตัดสินใจแล้วให้ออเร้นจ์มาอยู่กับนายที่บาเซโลน่า มาดริกให้บลูอยู่คนเดียวพอ’
‘เมตาเรีย!’ทั้งบราวน์และซิลเวอร์ร้องขัด แต่ไวโอเลตตัดบท
‘ให้บลูอยู่กับกรีนที่บาเลนเซียจนกว่าจะดูแลตัวเองได้แล้วค่อยส่งไปมาดริกถือเป็นคำขอจากฉัน’
เด็กหนุ่มหันไปบอกเมตาเรียนัยน์ตาสีม่วงเข้มของหญิงสาวฉายแววไม่พอใจก่อนจะจ้องมองไปยังเด็กสาวตัวเล็กที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่ตรงหน้า
‘ตายไปพร้อมกับพี่เธอซะก็สิ้นเรื่องไปแล้ว!’
เมตาเรียบ่น บลูร้องไห้โฮลั่น
‘พอเถอะค่ะ!เมตาเรีย แค่นี้เด็กคนนี้ก็เจ็บมากพอแล้วนะคะ!’
‘ตัวสำรองอย่างแกมีสิทธิ์ออกความเห็นด้วยงั้นเหรอพิงค์! ฉันให้แกนั่งอยู่ร่วมห้องเดียวกับฉันได้ก็ดีแค่ไหน! หัดสำนึกซะบ้างสิ ยัยโง่!’
‘มีเรื่องจะคุยแค่นี้ใช่ไหมฉันจะได้ไปนอนแล้ว’ จู่ๆเรดก็ลุกขึ้นมาถามเมตาเรีย ‘ขี้เกียจฟังเสียงน่ารำคาญ’
แล้วเด็กหนุ่มก็เดินออกไปจากห้องไวโอเลตถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เมตาเรียขบกรามแน่นมองตามร่างเรดที่หายวับออกไปจากห้องอย่างโกรธแค้นก่อนจะหันมาหาบลู
‘ยัยเด็กน่ารำคาญเอ๊ย!’
แจกันบนโต๊ะข้างที่นั่งถูกเขวี้ยงใส่ร่างของเด็กสาวที่นั่งอยู่ใจกลางห้องบลูตัวแข็งทื่อด้วยความกลัวสุดขีด ร่างของบราวน์กับซิลเวอร์ผุดลุกจากที่นั่งแต่พิงค์ไวกว่า เด็กสาวเอาตัวเข้าบังร่างของบลูไว้ก่อนที่แจกันจะกระทบหัวไหล่เธอแตกเป็นเสี่ยงหยาดเลือดสีเข้มไหลซึมออกมาจากปากแผลแต่คนเจ็บยังคงกอดร่างที่สั่นระริกด้วยความกลัวไว้แน่นบลูหมดสติไปในอ้อมแขนของพิงค์ที่น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดแบล็คกับเกรย์ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งเข้าไปฉุดร่างของพิงค์ขึ้นมาก่อนจะอุ้มออกไปจากห้องบราวน์กับซิลเวอร์ถลาเข้าหาบลูที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ออเร้นจ์วิ่งไปเปิดประตูห้องให้เด็กหนุ่มทั้งคู่พาร่างของบลูออกไปทั้งที่ร่างกายของตัวเองยังสั่นระรัวด้วยความตื่นกลัวถึงขีดสุดขณะที่เยลโลว์กับโกล์ดนั่งมองเหตุการณ์อยู่บนที่นั่งของตัวเองโดยไม่สนใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ไวโอเลตลุกขึ้นยืน ถอนหายใจก่อนจะหันไปหาเมตาเรีย
‘คราวนี้เธอทำเกินไปจริงๆนะ’
พิงค์ฉันขอโทษนะคะ...
“มาโมรุ!”
มินาโยะตะโกนมาโมรุผลักร่างของเธอออกห่างก่อนจะพุ่งถลาเข้าหาบลู เด็กหนุ่มสร้างดวงไฟขึ้นมาล้อมตัวนักรบอเวจีตรงหน้าไว้บลูลอยนิ่ง เพ่งสมาธิไปที่ดวงไฟพยายามบังคับให้มันหยุดนิ่งแต่มาโมรุไม่ใส่ใจต่อให้เธอหยุดดวงไฟของเขาได้ แต่เธอไม่มีทางหยุดให้เขาสร้างดวงไฟได้หรอก
“ก็ให้มันรู้ไปสิว่าเธอจะไม่ละลายในสักวินาทีหนึ่ง”
มาโมรุบอกเสียงเดือดไม่ว่าเขาจะพยายามสร้างดวงไฟมากมายขนาดไหนเด็กสาวก็สั่งให้มันหยุดนิ่งได้ทุกครั้ง ถึงมันจะทำอันตรายเธอไม่ได้แต่มันก็ไม่ได้หายไปไหน
นั่นแหละคือสิ่งที่เขาต้องการ
“ไม่”บลูพึมพำกับตัวเอง ดวงไฟดวงเล็กนับพันลอยค้างอยู่รอบตัวเธอ มันหยุดนิ่งก็จริงแต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอใช้พลังไม่ได้ เธอไม่ถูกกับความร้อน ป็นเรื่องธรรมดาของนักรบอเวจีจากเอิร์ธฟรีชเชอร์ที่จะไม่ถูกกับไฟโชคดีแค่ไหนที่เธอไม่ได้เจอกับผู้พิทักษ์จากเอิร์ธไฟเยอร์ไม่ถูกเผาให้ไหม้เป็นจุลก็บุญแค่ไหน
‘พลังของเธอน่ะใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอกยอมแพ้ซะเถอะ ห้านักรบอเวจีไม่ใช่ตำแหน่งที่เด็กอย่างเธอจะก้าวขึ้นไปได้แล้วฉันก็ไม่คิดจะมาเป็นเพื่อนเล่นกับเธอด้วย’
คำพูดของเรดเมื่อตอนที่ทำศึกชิงตำแหน่งห้านักรบอเวจียังคงดังก้องอยู่ในหัวเพราะฝีมือต่างกันเกินไปรึไงนะ เพราะเขาเป็นคนของเอิร์ธไฟเยอร์หรือไงเธอถึงได้แพ้อย่างหมดท่า
ท่านเมตาเรีย...คนอย่างฉันน่ะทำอะไรไม่ได้เลยรึไงคะ?
“อย่านะมาโมรุ!ฉันขอร้องล่ะ อย่าทำร้ายเธอ”
มินาโยะตะโกนห้ามร่างของบลูถูกล้อมเอาไว้ด้วยดวงไฟจำนวนมหาศาล เด็กสาวไร้หนทางหนี เหลือแค่รอเวลาให้ความร้อนจากดวงไฟพวกนั้นมันเผาวิญญาณของเธอไปก็เท่านั้น
“ฉันก็ไม่ได้อยากทำนักหรอก!”มาโมรุบอกเสียงเดือด
“บลูได้โปรดเถอะ... อย่าหยุดดวงไฟพวกนั้นเลยนะ มันจะทำร้ายเธอ เธออาจจะตายก็ได้นะ!”
“ถึงฉันปล่อยไปมันก็ทำร้ายฉันอยู่ดี!”เด็กสาวบอกเสียงสั่น เธอดูหวาดกลัวทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบข้าง
มินาโยะส่ายหน้า
“ไม่หรอกไม่มีทาง! มาโมรุต้องควบคุมมันได้แน่ นั่นเป็นพลังของเขานะถ้าไม่ถูกเธอควบคุมเอาไว้เขาต้องบังคับมันได้แน่ นะ... เธอหนีออกมาจากตรงนั้นเถอะ”
บลูยืนนิ่งเธอกำลังสับสน ร่างกายร้อนรุ่มเพราะแสงจากดวงไฟ เด็กสาวเริ่มหายใจติดขัดหัวใจเต้นแรงเพราะร่างกายที่สูญเสียน้ำ เธอกำลังจะตายใช่ไหม?ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วใครจะอยู่ข้างท่านเมตาเรียล่ะ?เธอไม่มีวันให้พิงค์รับเคราะห์แทนเธอไปหรอกนะ ไม่มีวัน!
“โธ่เว้ย!” มาโมรุสบถก่อนจะพุ่งตัวฝ่าดวงไฟเข้าไปอุ้มร่างของบลูออกมาเด็กสาวตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนเขา นัยน์ตาสีฟ้าเข้มปิดตัวลงอย่างตื่นกลัวก่อนที่ดวงไฟของมาโมรุจะหลุดจากการควบคุมของเธอและพุ่งเข้าชนกันจนเกิดการระเบิดสั่นสะเทือนลั่นอากาศ
“ฉันทำให้เธอได้แค่นี้แหละนะ!”
มาโมรุบอกมินาโยะก่อนจะยัดร่างของบลูให้เธอดูแลแล้วเขาก็ลงไปหาชินมินาโยะประคองร่างของบลูลงสู่พื้นไปสมทบกับมาโมรุ เด็กหนุ่มเรียกดวงไฟออกมามากมายเพื่อใช้ละลายน้ำแข็งที่ห่อหุ้มตัวชินไว้นัยน์ตาสีแดงสดของเขาลุกโชนอย่างเดือดดาล
“อย่าคิดว่าเป็นเด็กผู้หญิงแล้วฉันจะไม่ลงมือทำร้ายนะ! ฉันไม่ได้ใจดีขนาดนั้น”มาโมรุพูดอย่างข่มโทสะ “ขนาดยัยเด็กนี่เองยังเห็นเธอเป็นแค่ผู้พิทักษ์พวกมันน่ะแบ่งพวกเป็นแค่ผู้พิทักษ์กับนักรบอเวจีเท่านั้นใครที่ไม่ใช่พวกตัวเองก็ฆ่าอาศัยแค่สีชุดเป็นตัวแบ่งการกระทำไม่ได้ใช้ความรู้สึกแบ่งแยกผิดชอบชั่วดีเลยด้วยซ้ำพวกที่ขาดความคิดเอาแต่ยึดติดกับความแค้นแบบนั้นน่ะไม่สมควรจะต้องใช้ความรู้สึกสงสารด้วยหรอก”
“ไม่ได้หรอก”มินาโยะบอก เธอสะอึกสะอื้นไห้ขณะที่ยังกอดร่างของบลูเอาไว้แน่น“ถ้าฉันปล่อยให้ทำแบบนั้นอย่างงั้นมาโมรุเองก็ไม่ได้ต่างจากพวกนักรบอเวจีนักหรอก”
คนฟังได้แต่กำมือแน่นเมื่อเด็กสาวพูดจบใช่! เขาอาจจะเป็นแบบพวกมันถ้าหากเขาจัดการกับบลูไปซะ แต่เธอคิดรึเปล่า...มินาโยะ ยัยเด็กนั่นก็กำลังจะฆ่าเพื่อนของเธอไปเหมือนกัน
“ความใจดีของเธอน่ะใช้ในสนามรบไม่ได้หรอก”
มาโมรุกัดฟันพูด
“ฉันรู้...”
มินาโยะร่ำไห้พลางกอดบลูไว้แน่นบลูมองดูเธอด้วยนัยน์ตาที่คลอรื่นไปด้วยน้ำตานานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้ นับตั้งแต่วันที่พี่สาวของเธอจากไป ตั้งแต่วันที่พิงค์ถูกผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์ทำร้ายจนขยับตัวไปไหนไม่ได้จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องออกมาแก้แค้นผู้พิทักษ์คนที่ทำให้คนที่สำคัญที่สุดของเธอต้องสูญเสียทุกอย่างเพราะอย่างนั้นไม่ใช่เหรอเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่ แต่ทำไม...คนที่ทำร้ายคนอื่นอย่างพวกนี้ถึงได้คิดจะช่วยเธอกันเล่า!
เพราะเธอมันอ่อนแอเกินไปใช่ไหม...เพราะเธอมันไม่เอาไหนใช่ไหม?
“ขอบคุณที่ไว้ชีวิตเธอ”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านข้างมาโมรุขบกรามแน่นไม่ยอมหันไปมองเพราะเขารู้จักเสียงนี้ดี
เสียงของบราวน์...
“บ..บราวน์”
บลูพึมพำอยู่ในอ้อมแขนของมินาโยะเด็กสาวขืนร่างของบลูออกจากตัวก่อนจะส่งต่อไปให้บราวน์ดูแล
“ขอบคุณอีกครั้งนะครับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซัน”
คราวนี้เป็นเสียงของออเร้นจ์ที่ปรากฏตัวขึ้นอยู่ข้างบราวน์เด็กหนุ่มร่างเล็กโค้งตัวลงให้เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าน้ำเสียงเล็กๆของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน
มาโมรุบีบมือแน่นอย่างโกรธแค้น
ให้มันได้อย่างนี้สิ!
“ส่งหมอนั่นมาสิฉันจะช่วยรักษาให้”
ร่างของซิลเวอร์ที่จู่ๆก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าทำให้มาโมรุยืนอึ้งจนเกือบจะเผลอปล่อยมือออกจากร่างของชินที่เขายกขึ้นมาพยุงไว้หลังจากที่ละลายน้ำแข็งของบลูเสร็จนัยน์ตาสีแดงสดของมาโมรุจ้องมองคนตรงหน้าอย่างประเมินท่าที แต่ซิลเวอร์ยังคงยืนนิ่งก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งมาให้เขาแล้วรอคอย
“ให้คุณซิลเวอร์ช่วยเถอะครับขืนปล่อยไว้นานกว่านี้อีกนิดผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้ไม่รอดแน่ครับ”
ออเร้นจ์ว่าในที่สุดมาโมรุก็ตัดใจส่งร่างของชินให้ซิลเวอร์จัดการพร้อมกับเฝ้ามองทุกการกระทำของเขาโดยไม่ปล่อยให้คลาดสายตา
มินาโยะเดินไปหาซิลเวอร์ก่อนจะนั่งลงข้างๆมาโมรุ
“ไม่ต้องจ้องกันขนาดนั้นก็ได้น่า...ฉันไม่ทำอะไรตุกติกหรอก”
ซิลเวอร์พูดด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ไม่ชวนให้น่าเชื่อถือเลยสักนิดนักรบอเวจีหนุ่มโปรยผงอะไรสักอย่างใส่ร่างของชิน มันส่องแสงระยิบระยับอยู่บนตัวเขาแล้วในที่สุดผิวซีดเผือดของชินที่ถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำแข็งมานานก็กลับมาคมเข้มเหมือนเดิมอีกครั้ง
“ร่างกายน่ะไม่เป็นอะไรแต่สภาพจิตใจฉันไม่รู้หรอกนะ”
ซิลเวอร์บอกก่อนจะส่งชินคืนให้มาโมรุส่วนตัวเขาก็กลับไปรวมกลุ่มกับบราวน์
“พาบลูกลับไปก่อนออเร้นจ์” บราวน์ขืนร่างบลูให้ออเร้นจ์ดูแลก่อนจะเสมองไปยังมุมมืดหนึ่งของแนวรั้วบ้านที่ตั้งเรียงรางไปตลอดสองฟากถนนแล้วจู่ๆวงแหวนสีม่วงเข้มก็ปรากฏขึ้นบนพื้นไม่ไกลจากที่ที่พวกเขาอยู่
บราวน์หันมาบอกออเร้นจ์“เดี๋ยวฉันตามไป”
“ครับ”ออเร้นจ์รับคำ พยายามสบตามองมาโมรุแต่อีกฝ่ายกำลังแข่งจ้องตากับซิลเวอร์อยู่ เห็นได้ชัดว่ามาโมรุพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หันมาสบตาเขา
ออเร้นจ์ถอนหายใจอย่างตัดใจก่อนจะช่วยประคองร่างของบลูหายวับผ่านวงแหวนเวทไป
“พวกนายแห่กันมาทำอะไรที่นี่?”มาโมรุถาม
“ก็เกือบจะได้มางานศพของนายแล้วไง”ซิลเวอร์ตอบ
“จะไม่เป็นอะไรเหรอคะ?”มินาโยะถามกลับบ้าง
ซิลเวอร์ส่ายหน้าจ้องมองสัญลักษณ์ของเอิร์ธสตาร์บนเครื่องแบบของมินาโยะอย่างมีความหมายก่อนเอ่ยเรียบๆ“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้แต่ถ้าเธอไม่ใช่นักรบอเวจี ไม่ใช่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนพวกเราก็ไม่มีธุระอะไรกับเธออีก”
“แต่ไม่ใช่กับห้านักรบอเวจี”บราวน์ว่า “จากนี้ไปพวกนั้นคงเริ่มเคลื่อนไหวแน่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในตอนนี้มันเกิดความคาดหมายของเราไปมาก”
“จะทำอะไรก็ระวังตัวด้วยแล้วกัน” ซิลเวอร์เตือน
“เป้าหมายของพวกนายคืออะไร?”มาโมรุถาม “พวกนาย... ดูเหมือนจะทำอะไรไม่สอดคล้องกัน”
บราวน์กับซิลเวอร์มองหน้ากันก่อนที่ฝ่ายหลังจะยักไหล่ไพล่ให้อีกคนตอบ
“คืนความทรงจำของเธอที่ถูกปิดผนึก”บราวน์หันมาสบตามินาโยะ “พวกนั้นต้องการรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นใครนั่นแหละหน้าที่ของพวกฉันแต่สิ่งที่พวกห้านักรบอเวจีต้องการจริงๆคืออะไรนั้นพวกฉันไม่รู้ อย่างที่นายบอก...พวกเราทำงานไม่สอดคล้องกัน ฉันแค่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายส่วนพวกนั้นคงกำลังวางแผนทำอะไรบางอย่าง ถ้าให้ฉันเดาล่ะก็...”
“พอแล้วล่ะมั้งแถวนี้ไม่ได้มีแค่เราซะด้วยสิ บราวน์”
ซิลเวอร์ปรามด้วยรอยยิ้มเย็นพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เสมองไปยังมุมมืดหนึ่งของกำแพงรั้วด้านหลัง
“ขอให้โชคดีละกัน”
บราวน์เอ่ยส่งท้ายก่อนจะเดินนำซิลเวอร์ไปยังวงแหวนเวทสีม่วงเข้มที่สว่างจ้าขึ้นอยู่ไม่ไกลออกไปมาโมรุและมินาโยะมองตามร่างของทั้งคู่ไปจนกระทั่งวงแหวนเวทปิดตัวลงและนักรบอเวจีทั้งสองหายวับไป
มาโมรุกระชับร่างของชินในอ้อมแขนแน่นสีหน้าของเด็กหนุ่มแสดงความวิตกกังวลอย่างชัดเจน