หยุนเหวินไม่ได้พูดอะไร เขาเดินตรวจสอบไปรอบๆเพื่อต้องการยืนยันตัวตนของชายในชุดคลุมสีดำผู้นี้
จู่ๆ เท้าของเขาก็เตะเข้ากับวัตถุบางอย่าง เมื่อเข้าไปใกล้ก็พบว่ามันคือศีรษะของชายหนุ่มที่กำลังเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวัง ที่ลำคอของมันก็ยังมีกลิ่นอายเยือกแข็งลอยออกมาจากรอยตัด!
แสดงให้เห็นว่าหัวนี้เป็นของชายในชุดคลุมสีดำที่เพิ่งจะถูกวางยาด้วยพิษแช่แข็งกระดูก!
เมื่อเช็ดเลือดบนใบหน้าของหัวนั้นออก สีหน้าของหยุนเหวินก็เปลี่ยนไปในทันที “หยางเซี่ย!”
แม้จะเพิ่งเคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่เป็นไปไม่ได้ที่หยุนเหวินจะไม่สามารถจดจำชายผู้นี้ได้!
ศิษย์สายตรงลำดับที่สามของนักปรุงยาซู หยางเซี่ย!
เมื่อได้ยินเสียงอุทานของหยุนเหวิน หยูเป่ยเทียนก็ก้าวเข้ามาและถามอย่างสงสัย “เจ้ารู้จักเขาหรือไม่?”
หยุนเหวินพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “เขาคือผู้ถือครองป้ายสีเงินจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ และเขายังเป็นลูกศิษย์ของชายที่ข้าเพิ่งประมือด้วยเมื่อสามวันก่อน”
หยูเป่ยเทียนเงียบไปครู่หนึ่งพลันคิดในใจ
[หยุนเหวินจากสำนักจักรพรรดิดาราก็อยู่ที่นี่]
[มีแม้กระทั่งคนจากสำนักจักรพรรดิเหมันต์อย่างชายหน้ากากงิ้ว]
[รวมถึงคนที่ถูกฆ่าก็เป็นคนของสำนักจักรพรรดิพิรุณ]
[วันนี้เป็นวันรวมญาติของสามสำนักหรืออย่างไร?]
ฉู่หยานที่เพิ่งจะสงบสติอารมณ์ได้ก็กล่าวบางอย่างขึ้นมา “แสดงว่าเสียงที่พวกเราได้ยินก่อนหน้านี้คือเสียงขอความช่วยเหลือจากศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณก่อนที่เขาจะตาย… หากข้าเดาไม่ผิดชายผู้นี้คงจะตามการเคลื่อนไหวของนักพรตเต๋าหยุนมาที่นี่”
“เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว” หยุนเหวินที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างไม่ปฏิเสธ
แม้จะไม่เข้าใจว่าหยางเซี่ยได้ติดตามเขามาจากคำสั่งของซูหยานหรือความตั้งใจของตนเอง ท้ายที่สุดการเคลื่อนไหวของหยางเซี่ยก็ไม่เป็นผลดีกับสำนักจักรพรรดิดาราอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่มันโชคร้ายได้พบเจอกับชายสวมหน้ากากงิ้วที่กำลังหลบหนีจากองค์ชายจนเกิดการต่อสู้ขึ้น ผลสุดท้ายหยางเซี่ยก็ถูกสังหาร โดยที่ชายสวมหน้ากากงิ้วได้แย่งชิงของมีค่าทั้งหมดไป
เหตุผลที่เขาสรุปเช่นนี้ก็เป็นเพราะ ร่างกายของหยางเซี่ยไม่เหลืออะไรติดตัวไว้เลยแม้กระทั่งตราสัญลักษณ์ศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณ
หยูเป่ยเทียนตัดสินใจหมุนเวียนปราณพันรอบร่างและหัวของหยางเซี่ยด้วยเส้นใย พลางพูดขึ้นว่า “ข้าจะนำร่างของชายผู้นี้ไปตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อหาตัวตนที่แท้จริงของชายหน้ากากงิ้วในสำนักจักรพรรดิเหมันต์ และข้าจะอธิบายให้สำนักจักรพรรพิรุณฟังเอง”
“ขอขอบคุณราชองครักษ์ที่ให้ความช่วยเหลือ” หยุนเหวินโค้งคำนับ
การตายของศิษย์สำนักจำต้องรายงานกลับไปที่สำนักเพื่อให้ผู้ที่ดูแลศิษย์ผู้นั้นรับทราบสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่หากผู้รายงานไปหาปรมาจารย์ซูหยานคือหยุนเหวินที่เป็นอริกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งของสองสำนักอย่างแน่นอน
และผู้ที่จะตกเป็นเป้าครหาก็คือหยุนเหวิน แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ลงมือสังหารหยางเซี่ยก็ตาม
บางทีสำนักจักรพรรดิพิรุณอาจจะโยนความผิดนี้ให้แก่สำนักจักรพรรดิดารา เพื่อที่จะได้มีข้ออ้างในการทำสงครามระหว่างสำนัก
ฉะนั้นการแทรกแซงของหยูเป่ยเทียนจึงเป็นประโยชน์ และสามารถยับยั้งความขัดแย้งและความเข้าใจผิดระหว่างสองสำนักได้
หลังจากใช้เวลาในการตรวจสอบสภาพแวดล้อมและแกะรอยชายสวมหน้ากากงิ้วอยู่นาน เมื่อไม่พบสิ่งใดให้สามารถติดตามต่อได้ พวกเขาทั้งสามกับอีกหนึ่งศพก็ตัดสินใจออกจากป่าอสูรร่ำไห้ในทันที
โดยที่หยุนเหวินได้แยกทางกับหยูเป่ยเทียนและฉู่หยานเพียงเท่านี้
.
.
.
~ รอบนอกของผืนป่าใกล้ทางออก ~
ที่นั่นมีร่างของชายหนุ่มในชุดสีเหลืองกำลังเดินตามหลังกลุ่มคนที่กำลังแบกย่ามและมีอาวุธครบมือ ออกไปตามเส้นทางเพื่อกลับออกจากผืนป่า
ชายในชุดคลุมสีเหลืองสวมหมวกไม้ไผ่สาน ส่วนกลุ่มคนที่ตามหลังมาดูเหมือนจะเป็นทหารรับจ้างที่มีฝีมือ
ขณะที่คนกลุ่มนี้กำลังจะก้าวออกจากร่มของต้นไม้ใหญ่ จู่ๆก็มีระฆังทองคำพวยพุ่งมา และหยุดลงเบื้องหน้ากลุ่มทหารรับจ้าง
หว่อง!
ครั้นระฆังทองคำตกถึงพื้น มันได้สร้างเสียงและแรงสั่นสะเทือนแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง
ภายในฝุ่นควันปรากฏร่างของชายวัยกลางคนในชุดนักพรตเต๋ากระโดดลงมาจากระฆัง ทำให้ทหารรับจ้างทั้งห้าชักอาวุธออกมาเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้
“หยุดก่อน เขาไม่ใช่ศัตรู” จู่ๆก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง นั่นคือชายในชุดคลุมสีเหลืองที่ค่อยๆก้าวออกมาอย่างช้าๆ ร่างนั้นดึงหมวกไม้ไผ่สานออก พลางโค้งคำนับไปยังชายในชุดนักพรตเต๋าอย่างสุภาพ “จางหลินทักทายผู้อาวุโสหยุน”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายในอาภรณ์สีเหลืองคือจางหลินที่แสร้งทำเป็นมาเก็บสมุนไพรรอบนอกผืนป่า โดยมีกลุ่มทหารรับจ้างคอยปกป้องเขาอยู่
ด้วยการโบกแขนเสื้อระฆังทองคำก็พลันหายไปในความว่างเปล่า หยุนเหวินจ้องมองจางหลินด้วยความประหลาดใจ “จางหลิน เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
จางหลินหัวเราะแห้งๆและตอบอย่างชัดเจน “ข้ามาตามหาสมุนไพรที่จะช่วยรักษาท่านพ่อของข้า”
“พ่อของเจ้า? เกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเจ้าอีกหรือไม่?” หยุนเหวินถามอย่างแปลกใจ
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของจางหลินก็หมองหม่นด้วยความโกรธ เขาตัดสินใจเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับจางหยินเซียวให้หยุนเหวินได้ฟัง
หยุนเหวินที่ฟังจนจบก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแค้นเคือง “ที่แท้ก็เป็นผลกระทบที่ถูกทิ้งไว้โดยเจ้าซูหยาน! คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะน่ารังเกียจได้ถึงขนาดนี้!”
ต้นกำเนิดแห่งชีวิตที่แตกสลายเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์!
ความโหดเหี้ยมของปรมาจารย์ซูหยานอยู่นอกเหนือความเข้าใจของหยุนเหวินไปแล้ว
หยุนเหวินมองเห็นสมุนไพรจำนวนมากที่อยู่ด้านหลังของกลุ่มทหารรับจ้าง เขาเข้าใจในทันทีว่าจางหลินมาที่ป่าอสูรร่ำไห้ก็เพราะต้องการรวมสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาต้นกำเนิดแห่งชีวิตที่แตกสลายของจางหยินเซียว
หยุนเหวินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความสงสาร ที่พ่อลูกคู่นี้ต้องมาประสบกับชะตากรรมที่เลวร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ที่จริงแล้วเจ้าไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงอันตรายด้วยซ้ำ”
จางหลินส่ายหน้าและให้เหตุผลว่า “เรื่องของท่านพ่อต้องเก็บเป็นความลับสูงสุด ข้าไม่สามารถให้ใครในตระกูลรู้เรื่องนี้ได้ ข้าจึงตัดสินใจจ้างกลุ่มทหารรับจ้างให้มาคอยคุ้มกัน และตัดสินใจที่จะออกมาเก็บสมุนไพรด้วยตนเอง”
“เป็นเช่นนั้น” หยุนเหวินพยักหน้าเบาๆ คำพูดของจางหลินฟังดูสมเหตุสมผล เพราะหากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป จะไม่เป็นการดีสำหรับตระกูลจางอย่างแน่นอน