“เ้าเป็ลูกท้าวพญานั่งเมือง รู้หรือไม่ คนวรรณะเรานั้น ต่างจากชาวบ้านเช่นไร เราเกิดมาล้วนแบกภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เป็กษัตริย์เท่ากับเป็นักรบ แผ่นดินต้องแผ่ขยาย ผู้คนภายใต้ฝ่าตีนต้องอยู่ดีร่มเย็นเป็สุข บางคราแม้เสียสละเพียงหนึ่ง เพื่อแลกกับความสุขของคนทั้งผอง เราล้วนย่อมสนองตามนั้น วันพรุ่งพี่ยาจะบุกไปบดขยี้ค่ายพวกมัน ไอ้ศรี…มึงได้ยินเสียงกูหรือไม่ วันพรุ่งกูจะเอาเืพวกมันมาล้างตีนมึง อดเอาหน่อยหนา ชัยชนะอยู่ตรงหน้าแล้วเกลอเอ๋ย”
เ้าศรีศักดิ์ไม่ตอบสนอง พระองค์ยังหายใจ แต่ลมหายใจนั้นผ่าวร้อนด้วยพิษไข้ ผิวกายซีดเซียวจางเื หากภายในห้องหับไร้กลิ่นควัญกำยานแลยาต้มปักเฉลว คงได้กลิ่นเนื้อแผลเน่าเสีย แม้เย็บปิดแต่ก็มิวายมีน้ำเืน้ำหนองไหลซึมเปื้อนผ้าซับอยู่ตลอดเวลา จนต้องปูนอนตอง เพื่อสะดวกต่อการล้างแผลทำความสะอาด
หลังคำพูดสั่งเสียเมื่อหลายวันก่อนของคนเจ็บไข้ มาจนถึงยามนี้ พญาศรีศักดิ์ที่เคยยิ่งใหญ่ ก็ไม่ลืมตาขึ้นมาพูดคุยกับผู้ใดอีกเลย ทิ้งคำสั่งเสียให้เป็ดั่งคำสั่งลา ให้ทุกคนล้วนต้องทำใจหากกษัตริย์พ่อเมืองเวียงชัยจักต้องตายจาก ให้พระองค์ได้สิ้นห่วงซึ่งลูกเมียอันเป็ที่รัก เพราะฝากฝังไว้แล้วซึ่งสหายแห่งสุวรรณโคมคำ
เมื่อแสงทองแรกของวันที่สามจับแตะขอบฟ้า เสียงแตรเขาสัตว์กลองมโหระทึกแลกลองสะบัดชัย ก็ดังประโคมกึกก้องกัมปนาทะเืไปทั่วทั้งขุนเขา เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ทรงประทับนิ่งบนหลังม้าศึกอาชานิลกาฬ เคียงข้างกับเ้าพรหมเสกพระอนุชาต่างมารดา ที่ประทับมั่นบนคอพ่อพลายชัยศึก
"ถึงเวลาเก็บกวาด ล้างแผ่นดิน!" สิ้นเสียงพระบัญชาของเ้ามหาอุปราช
กองทัพช้างต่างพากันพุ่งทะยานออกจากชายป่า ฝีเท้าของสัตว์ใหญ่ร่างั์ ทำเอาแผ่นพื้นดินถึงกับสั่นะเื แผงไม้ไผ่ไม้ซุงที่ข้าศึกปักหลักตั้งไว้เป็รั้วแนวค่าย ถูกงวงช้างม้วนกระชากออกอย่างง่ายดายราวกับเศษฟาง
เ้าพรหมเสกบังคับช้างศึก ให้พวกมันดาหน้ารุมเข้ากระทืบลงบนกระโจมที่พัก เสียงไม้หักโค่นและเสียงร้องโหยหวนหวาดกลัว ดังก้องไปทั่วค่าย ทหารข้าศึกที่กำลังอ่อนแรงเกินกว่าจะจับดาบได้ ทำได้เพียงมองดูพญามัจจุราชที่ตัวสูงท่วมหัว ทิ้งฝ่าเท้าลงบดขยี้ร่างคนให้แหลกลานลงกับพื้นดิน
เมื่อค่ายข้าศึกตกอยู่ในความโกลาหล กองทัพม้าของเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ที่ทะยานตามทัพช้างมาติด ๆ ผู้ใดมีแรงวิ่งหนีออกจากค่าย ก็ถูกหอกดาบกวัดแกว่งเข้าใส่ร่างมันผู้นั้นจมลงไปนอนแน่นิ่ง แผนการนี้อาจดูเหี้ยมโหด แต่ยังไม่เท่ากับการที่ข้าศึกเหล่านี้ โหมเข้าทำลายล้างเวียงชัยเมื่อครั้งก่อน เ้าขุนคำหลวงทรงกวัดแกว่งของ้าวอาวุธคมกล้าบนหลังม้า ปัดป้องหอกซัดที่เบาบางของข้าศึก ก่อนจะจ้วงแทงลงไปยังร่างของนายกอง ผู้ซึ่งพยายามจะรวบรวมกำลังใจเฮือกสุดท้ายเข้าต่อกรกับพระองค์
การรบครั้งนี้ไม่ใช่การรบเพื่อแย่งชิง...แต่เป็การรบเพื่อกวาดล้าง
ข้าศึกที่พยายามจะหลบหนีหมายเอาชีวิตรอด ต่างถูกควาญช้างใช้หอกซัดปักทิ่มเข้าที่ร่างกาย หรือไม่ก็ถูกทหารราบใช้ดาบฟาดฟันจนสิ้นใจ ส่วนผู้ที่ยกมือร้องขอชีวิตยอมรับต่อความพ่ายแพ้ ก็ต้องถูกจับกุมล่ามโซ่มือตีนกันต่อต้านหลบหนี าหามีไม่ซึ่งเมตตา มีเพียงผู้ชนะเท่านั้นถึงมีชัย
สรวง์ที่ข้าศึกใฝ่ฝันหา มาบัดนี้กลายเป็เนินทุ่งสังหาร ที่ถมทับไปด้วยซากศพและกลิ่นควันไฟ เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวงทรงชะลอม้าศึกให้หยุดลงกลางค่ายที่พังยับเยิน สายพระเนตรทอดมองไปยังธงข้าศึกที่ถูกเหยียบย่ำจมโคลน
“สหายร่วมรบเอ๋ย…จากนี้ไป จักไม่มีผู้ใด กล้าก้าวล่วงเหยียบย้ำรุกรานแผ่นดินกู แผ่นดินสุวรรณโคมคำนี้ ภายใต้การปกครองแห่งพ่อหลวงฝนแสนห่าแลกูผู้เป็ราชบุตร จะไม่ยอมให้ข้าศึกหน้าไหน เข้ามาหยามเกียรติ หากมีผู้ใดกระทำการเช่นคนเยว่ ล้วนต้องพบจุดจบเช่นเดียวกันกับพวกมันในวันนี้”
สิ้นพระสุรเสียง คมหอกใหญ่ก็พุ่งแหวกอากาศเข้าปักร่างของเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง แรงหอกทำให้พระองค์พลัดตกลงจากหลังม้า ท่ามกลางสายตาของเ้าหัวเมืองบริวารแลพลทหารร่วมรบ
“เ้าพี่!” เสียงร้องะโของเ้าพรหมเสกดังขึ้น
ทุกสายตาพากันหันไปจับจ้องร่างของขุนพลผู้หนึ่ง เ้าของอาวุธหนักที่ซัดส่งออกไปในระยะไกลได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่ร่างของมันผู้นั้น จะร่วงลงสิ้นใจจมกองเื เฉกเช่นเดียวกับเป้าหมายที่มันเพิ่งลงมือไป
พวกหนานเยว่สิ้นชีพจบลง ค่ายของพวกมันถูกเผ่าวอดวาย แต่กลับต้องแลกด้วยชีวิตของเ้าหน่อเนื้อเชื้อ์ถึงสองพระองค์ ร่างของเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ถูกหามเข้ามายังพลับพลาที่ประทับ เคียงข้างกับพระสหายคนสนิท ที่ไม่อาจลืมตาตื่นฟื้น
เ้านางเอื้อนั่งกอดเข่ามองดูร่างผัวรักอยู่ในอีกมุมของพลับพลา แล้วก็ต้องมาขวัญเสียหนักอีกครา เมื่อเ้าขุนคำหลวงต้องมาาเ็หนักไม่รู้เป็ตายไปอีกคน นางข้าหลวงใกล้ชิดพยายามปลอบประโลมนาง แต่ดูเหมือนนางจะไม่เหลือขวัญหัวให้คุ้มกายเสียแล้ว
เ้าพรหมเสกเนื้อตัวเปื้อนเื ด้วยเป็คนแบกร่างพี่ชายกลับมายังค่ายด้วยองค์เอง ทรงมองดูเ้านางแห่งเวียงชัยด้วยความเวทนาสงสาร
“พี่นาง…”
แค่ทำทักทายแ่เบา กลับยิ่งทำให้เ้าชายาทวีเสียงร้องสะอื้นไห้หนักกว่าเดิม บรรยากาศในพลับพลาตึงเครียดอยู่แล้ว กลับยิ่งทวีความเครียดกลัดกลุ้มเป็เท่าทวีคูณ
เ้าพรหมเสกถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความเสียใจสับสน แลความหวาดหวั่นในพระอาการของผู้เป็เชษฐาทำให้พระองค์รู้สึกหงุดหงิดใจ ยิ่งได้ยินเสียงร้องไห้ของสตรีผสมคำตัดพ้อ ยิ่งทำให้พระองค์รู้สึกอารมณ์เสีย
“เ้านางมึงวิปลาศไปแล้วฤา! มึงสองตัวจะซื่อบื้ออยู่ไย มิเห็นหรือว่าที่นี่วุ่นวายมากแค่ไหน มึงสองเร่งพานายมึงออกไปก่อนเถิดหนา จะไปพลับพลาบัญชาการโน้นก่อนก็ได้ หากนางไม่ยอมกลับขึ้นดอยแท่นผาหงส์ไปดูแลราชบุตร ก็จงอย่าปล่อยนางไว้ตรงนี้เลย กูหนวกหูนัก!”
“เ้าข้า…” นางกำนัลข้ารับใช้ เร่งพาเ้านางของตน หลบคนร่างั์ออกจากพลับพลาที่ประทับ ด้วยยามนี้ที่นี่มีคนเจ็บฉกรรจ์ถึงสองคน จำต้องเร่งรักษา เสียงร้องไห้ของนางจักพาลทำให้ผู้ที่ได้ยินขวัญเสีย
“ใจเย็นหน่อยเถิดหนาเ้าพรหมเสก เ้านางเอื้อกระทบกระเทือนจิตใจเื่ผัวก็หนักหนาอยู่แล้ว มาเห็นเ้าขุนคำหลวงเป็เยี่ยงนี้ไปอีกคน นางย่อมขวัญหนีดีฝ่อ ถือสานางไปก็มิได้ช่วยอันใด นางก็แค่สตรีน่าสงสารผู้หนึ่งดอกหนาเ้า”
เ้าโยนยางคำเ้าเมืองเชียงลาว รีบเข้ามาปลอบโยนสหาย เ้าพรหมเสกแม้มีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแกร่งใบหน้าอ่อนหวาน แต่สายตาคมกล้าในยามนี้ กลับฉายแววปวดร้าวใจและสับสน
ภายนอกพลับพลายังมีพลทหารบางส่วนที่าเ็รอรักษา แม้ทัพหลวงสุวรรณโคมคำจะคว้าชัยชนะเหนืออริราชศัตรูมาได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของเหล่าผู้กล้า ที่ต้องาเ็ล้มตายปะปนกันไปในวิถีา
นกพิราบเปื้อนเืจากมือของเ้าพรหมเสก ถูกปล่อยออกจากค่ายกลับคืนสู่สุวรรณโคมคำ พระองค์มองดูนกสีขาวโพลนที่โผบินไปทางทิศใต้ ได้แต่ฝากฝังข่าวสารการด่วนกลับไป หมายใจให้ถึงมือเ้าขุนอินทร์ถวาย ผู้เป็พี่น้องร่วมบิดา
ยามนี้ภายในพลับพลาที่ประทับ ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเืคละคลุ้งปนเปไปกับกลิ่นยาสมุนไพรฤทธิ์แรง แสงไฟเดียวที่ยังคงสว่างไสวคือตะเกียงน้ำมัน ที่พากันสั่นไหววูบวาบตามแรงลมที่พัดเป่า พวกมันพากันพัดผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ราวกับดวงิญญาที่กำลังดิ้นรนต่อสู้ ด้วยหมายมีลมหายใจอยู่ต่อในร่างคน