Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 344 เริ่มฝึกหนัก (1)

เริ่มฝึกหนัก (1)

 

            เมื่อรู้ผลลัพธ์ของการประชุมจากปากน้องสาวคนโต กัสก็อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะยิ้มด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

            ความสุขที่เปี่ยมล้นประดังขึ้นมาจากส่วนลึกของหัวใจและทำให้เขามีความสุขอย่างที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

            แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ทำให้เขาผิดหวังเล็กๆ ที่ตัวเขากลายเป็นคนที่ได้รับการดูแล แทนที่เขาจะได้ดูแลคนที่เขารัก

            หลังจากตระหนักถึงความมุ่งมั่นของคนที่เขารัก กัสก็ตัดสินใจตอบสนองต่อความมุ่งมั่นของพวกเธอด้วยการทุ่มเทความสามารถทั้งหมดไปกับการฝึกฝน

            เวลาว่างทั้งหมดที่ได้รับมาจากการสนับสนุนของทุกคน ถูกกัสใช้ไปกับการฝึกฝนในทันที เขาทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปกับการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง

            กัสทำแม้กระทั่งขอยกเลิกการยืนยามบนกำแพงเมืองกับผู้อาวุโสเพื่อนำเวลา 8 ชั่วโมงนั้นมาฝึกฝนแทน

            คำขอนี้แม้ว่าผู้อาวุโสจะไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก แต่เมื่อกัสยกเอาบทลงโทษของตระกูลขึ้นมาอ้างแล้ว ผู้อาวุโสก็ทำได้เพียงส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะยอมอนุญาตในที่สุด

            แม้จะรู้ดีว่ากัสใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง แต่มันก็เป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลเกินกว่าที่ใครจะปฏิเสธได้ ส่งผลให้เขาได้รับการปลดปล่อยจากงานที่น่าเบื่อหน่ายนี้ในที่สุด

            เมื่อมีเวลาว่างมากขึ้นแล้ว กัสก็ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนมากยิ่งขึ้นและทำให้เขากับคริสตัลมีเวลาฝึกฝนร่วมกันมากขึ้นด้วยเช่นกัน

            ในตอนนี้ดินแดนของเขามีขนาดใหญ่กว่าเดิมมาก ดินแดนพายุหิมะเองก็ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า ส่งผลให้ความสามารถในการเก็บสะสมพลังธาตุน้ำแข็งนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก การที่กัสสามารถแบ่งเวลามาเพิ่มได้มากขึ้น ย่อมส่งผลถึงประสิทธิภาพในการฝึกฝนของคริสตัลด้วยเช่นกัน

            ก่อนหน้านี้เพราะงานที่มากจึงทำให้กัสไม่สามารถเพิ่มระยะเวลาในการฝึกฝนร่วมกับคริสตัลได้

            แต่ตอนนี้เขาว่างแล้ว คริสตัลเองก็พัฒนาขึ้นมากและมีความอดทนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการฝึกฝนร่วมกันของพวกเขาสองคนยาวนานขึ้นด้วยเช่นกัน

            เมื่อทั้งสองคนทุ่มเทเวลาไปกับการฝึกฝนมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือเสบียงอาหารที่ถูกใช้ไปมากขึ้น

            ผลลัพธ์นี้ทำให้ปริมาณเสบียงสะสมลดลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งทำให้บลูอายกับซิลวี่ตกตะลึงไปตามๆ กันเพราะพวกเธอไม่คิดว่าการฝึกฝนอย่างหนักของกัสนั้นจะทำให้ความต้องการอาหารของเขาเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้

            เมื่อเจอเข้ากับปัญหาใหญ่ เหล่าหญิงสาวก็เปิดประชุมรอบสองเพื่อหาวิธีแก้ไข สุดท้ายก็ได้แผนการใหม่ออกมาในที่สุด

            แผนการใหม่นี้คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอาหารของดินแดนของโกลเด้นเทลด้วยการสร้างปราการจักรกลแห่งใหม่สำหรับผลิตปุ๋ยเวทมนตร์และอาหารเวทมนตร์โดยเฉพาะ

            ปราการจักรกลแห่งใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้รูปแบบของปราการนางฟ้าของแองจี้เป็นรากฐานและปรับปรุงระบบการทำงานทั้งหมดของปราการให้ทำงานภายใต้คำสั่งของเสาส่งสัญญาณที่ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกของกัสเอาไว้

            ผลลัพธ์จากการออกแบบและก่อสร้างทำให้ปราการจักรกลแห่งใหม่กลายเป็นปราการจักรกลที่ทำงานด้วยเครื่องจักรกลโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่แองจี้วาดหวังเอาไว้ในตอนที่เธอสร้างปราการนางฟ้าขึ้น

            รูปแบบนี้คือรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เธอวางแผนเอาไว้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะระบบการทำงานของดันเจี้ยนไม่ตอบสนองต่อการทำงานของเครื่องจักรกล

            ความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้แองจี้จำต้องพัฒนาปราการนางฟ้าของเธอไปในทิศทางที่ต่างไปจากเดิมจนกระทั่งประสบความสำเร็จในการผลิตผักวิเศษจำนวนมหาศาล ซึ่งในปัจจุบันเธอทำมันได้สำเร็จแล้ว

            แต่ถ้าเทียบกับปราการจักรกลแห่งใหม่นี้ ความสำเร็จที่เธอได้รับนั้น ไม่ได้ต่างอะไรจากความล้มเหลวเลยสักนิดเพราะถึงจะสามารถผลิตผักวิเศษที่สมบูรณ์ได้ในปริมาณมาก

            แต่เธอก็ต้องใช้แรงงานที่มากด้วยเช่นกัน ซึ่งถึงจะลดจำนวนแรงงานลงได้อย่างมากด้วยระบบสนับสนุนที่หลากหลาย แต่มันก็ต่างจากวัตถุประสงค์แรกเริ่มของเธอมากจนยากที่จะเรียกมันว่าความสำเร็จ

            ทว่าแองจี้ก็ไม่ได้ผิดหวัง แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุดที่ได้เห็นผลลัพธ์ของปราการจักรกลในรูปแบบที่สมบูรณ์ตามที่เธอออกแบบไว้

            แม้ว่าความสำเร็จนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความสามารถของเธอทั้งหมด แต่มันก็ทำให้แองจี้มีความสุขอย่างมากและมันทำให้เธอมีแรงกระตุ้นในการศึกษาและพัฒนาปราการนางฟ้าของเธออีกครั้ง

            ปราการจักรกลแห่งใหม่นี้ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 5 วันเท่านั้น สถานที่ที่ใช้ในการสร้างนั้นคือดินแดนแห่งหุบเขาซึ่งเป็นดินแดนย่อยในดินแดนของโกลเด้นเทล ซึ่งมีภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกสักเท่าไหร่

            แต่เพราะเป้าหมายในการสร้างปราการคือการผลิตปุ๋ยเวทมนตร์และอาหารเวทมนตร์ ความเหมาะสมของพื้นที่จึงไม่มีผลเท่าไหร่นักเพราะจุดมุ่งหมายในการสร้างไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของผลผลิต แต่อยู่ที่ปุ๋ยเวทมนตร์กับอาหารเวทมนตร์

            ด้วยเหตุนี้คุณภาพของพื้นที่จึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ภูมิประเทศโดยรอบนั้นเหมาะสมกับการป้องกันมากขนาดไหนต่างหาก ซึ่งภูมิประเทศของดินแดนแห่งหุบเขานั้น เป็นภูมิประเทศที่เหมาะสำหรับการป้องกันมาก

            ซึ่งหลังจากออกแบบและปรับปรุงครั้งใหญ่ ภูเขาแอ่งกระทะที่ถูกใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกก็ถูกปรับปรุงจนกลายเป็นปราการจักรกลที่ศัตรูพืชยากที่ข้ามผ่าน

            ด้วยภูมิประเทศที่สูงชันและมาตรการป้องกันที่หลากหลาย ผสมกับกลไกและกับดัก รวมไปถึงค่ายกลพืชพิษที่มีอยู่ ปราการจักรกลแห่งใหม่นี้ก็กลายเป็นดินแดนต้องห้ามของเหล่าศัตรูพืชไปในทันที

            และด้วยความที่ระบบทั้งหมดทำงานด้วยเครื่องจักรกล จึงไม่มีความจำเป็นต้องสนใจความยากลำบากในการเข้าถึงของบุคคลเพราะเครื่องจักรทั้งหมดที่ถูกออกแบบมานั้น ถูกออกแบบมาเพื่อเคลื่อนไหวในพื้นที่แห่งนี้โดยเฉพาะ

            ผลลัพธ์ของการทำงานนั้น ปรากฏขึ้นหลังจากปราการจักรกลถูกขับเคลื่อนได้ 2 วัน ปุ๋ยเวทมนตร์จำนวนมหาศาลและอาหารเวทมนตร์จำนวนมากถูกลำเลียงออกมาผ่านช่องทางขนส่งใต้ดินที่ถูกขุดเจาะเอาไว้แต่แรกจึงทำให้เหล่าเด็กหนุ่มที่ทำงานในปราการนางฟ้า สามารถเข้าถึงปุ๋ยเวทมนตร์และอาหารเวทมนตร์ได้อย่างง่ายดาย

            ต่อจากนั้นปุ๋ยเวทมนตร์ก็ถูกขนไปใช้กับพื้นที่เพาะปลูก อาหารเวทมนตร์ถูกนำไปเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงชุดใหม่ที่เพิ่มจำนวนขึ้นด้วยการเพาะพันธุ์

            ด้วยผลลัพธ์จากการสนับสนุนนี้ส่งผลให้ฝูงสัตว์ที่แต่เดิมก็มีมากกว่าแสนตัวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นฝูงสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีสัตว์เลี้ยงมากกว่าล้านตัวในเวลาเพียงไม่กี่วัน

            เมื่อจำนวนสัตว์เลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็มากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ นม ไข่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล

            แม้กระทั่งขนแกะที่เป็นผลพลอยได้จากการเลี้ยงแกะเนื้อ ก็ยังได้มาในปริมาณมหาศาลจนกัสไม่รู้จะจัดการกับมันยังไงดีเลยทีเดียว

            ท้ายที่สุดแองจี้ก็ต้องเข้ามาจัดการเพราะคำขอของซิลวี่ที่รู้สึกเสียดาย จนกลายเป็นโรงงานทำไหมพรมขนแกะขนาดใหญ่ที่มีกำลังผลิตมหาศาลซึ่งสามารถปั่นด้ายขนแกะที่ได้จากขนแกะนับล้านตัวต่อวัน

            ในตอนแรกที่ได้ไหมพรมขนแกะมา ซิลวี่ตั้งใจจะส่งออกในทันที แต่ก็ถูกกัสหยุดเอาไว้ก่อนและสั่งให้เธอทำการเก็บรักษาไหมพรมเหล่านี้เอาไว้เพื่อรอเวลาที่ราคาของไหมพรมดีกว่านี้หรือไม่ก็ผลิตเป็นเสื้อผ้าขึ้นมาเลย

            คำขอของกัสนั้นสร้างความสงสัยให้กับซิลวี่มากเพราะไหมพรมขนแกะนั้นเป็นสินค้าที่มีปริมาณมากอยู่แล้ว ราคาของมันเองก็ค่อนข้างต่ำ ตลาดเองก็อิ่มตัวไปนานแล้วจึงยากมากที่จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาของพวกมันเพิ่มสูงขึ้น

            แต่เพราะกัสขอเอาไว้ ซิลวี่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธเพราะต่อให้ขายตอนนี้ราคาที่ได้ก็ต่ำจนแทบไม่มีกำไรอยู่แล้ว

            ซึ่งแน่นอนว่าซิลวี่ไม่มีทางรู้เลยว่าเหตุการณ์ที่จะทำให้ราคาของไหมพรมขนแกะราคาขึ้นนั้น กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแล้ว

            และไม่ใช่เพียงแค่ขนแกะ แต่รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง สินค้าอุปโภคบริโภคทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีราคาที่สูงขึ้นเพราะหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น

            กัสที่เอ่ยปากห้ามซิลวี่ไม่ให้ขายไหมพรมขนแกะนั้น เริ่มคิดถึงการกักตุนผลผลิตบางอย่างที่สามารถเก็บรักษาได้เป็นเวลานานๆ อีกครั้ง ก่อนจะยิ้มฝืนๆ แล้วส่ายหน้า

            ‘ไม่ใช่! นี่ไม่ใช่เวลาที่ต้องมาสนใจเรื่องนี้..ก่อนอื่นข้าต้องกลายเป็นเทพอสูรและครึ่งเทพให้ได้ก่อน!!’

            กัสเรียกสติของตัวเองกลับมาอีกครั้งจากนั้นก็หันกลับไปทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกฝนของเขาต่อ เขาใช้เวลาฝึกฝนนานขึ้นซึ่งส่งผลให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มสูงขึ้นทุกวันๆ

            ความก้าวหน้าในวิชาร่างวชิระเองก็ก้าวหน้าไปมาก ยิ่งมีการสนับสนุนจากคริสตัลด้วยแล้ว พัฒนาการของกัสก็ยิ่งก้าวกระโดด

            ด้วยความที่ดินแดนของเขาขยายใหญ่ขึ้น ดินแดนพายุหิมะเองก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ใหญ่ขึ้น ปริมาณพลังธาตุน้ำแข็งก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้คริสตัลสามารถฝึกฝนวิชากายาน้ำแข็งของเธอได้เร็วยิ่งขึ้น

            ในจุดนี้กัสที่ต้องการความเย็นจากพลังธาตุน้ำแข็งมากระตุ้นวิชาร่างวชิระก็ได้รับประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน คริสตัลเองก็ได้รับผลกระทบจากวิชาร่างวชิระของกัสด้วย ทำให้ความแข็งแกร่งของทั้งสองเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

            จนถึงตอนนี้กายาน้ำแข็งของคริสตัลก็เกือบจะก้าวไปถึงระดับสูงแล้ว เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวเธอก็จะสามารถสร้างกายาน้ำแข็งที่แท้จริงขึ้นมาได้

            ถึงตอนนั้นร่างกายของเธอก็จะกลายเป็นภาชนะที่สามารถเก็บสะสมพลังธาตุน้ำแข็งได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างร่างวิญญาณน้ำแข็งและกลายเป็นครึ่งเทพ

            ปัญหาเพียงอย่างเดียวของคริสตัลก็คือ พัฒนาการทางด้านพลังวิญญาณที่ค่อนข้างช้าเพราะผลกระทบจากการใช้ตัวช่วยเพื่อพัฒนาพลังวิญญาณในอดีตที่ทำให้ทะเลสาบวิญญาณของเธอถูกแช่แข็ง

            ผลกระทบนี้ทำให้พัฒนาการของเธอช้ากว่าที่ควรจะเป็น แม้จะได้รับการสนับสนุนด้วยพลังวิญญาณของกัสอยู่เสมอ มันก็ยังยากที่จะทะลวงผ่านจากขอบเขตพลังวิญญาณเหลว ไปยังขอบเขตผลึกเนื่องจากสภาพของทะเลสาบวิญญาณที่ถูกแช่แข็ง

            สิ่งเดียวที่คริสตัลสามารถทำได้ในปัจจุบันมีเพียงการสะสมพลังวิญญาณเอาไว้ให้มากที่สุดเพื่อรอคอยให้ทะเลสาบวิญญาณของเธอละลายเท่านั้น

            ปัญหานี้ทำให้คริสตัลไม่สามารถฝืนเร่งได้มากอย่างที่กัสต้องการ ท้ายที่สุดพวกเขาก็จำต้องมานั่งคุยกันถึงการหาวิธีแก้ไข ซึ่งจำต้องไปปรึกษาซีต้าและท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทเพื่อแก้ปัญหานี้

            ทว่าสองสาวกลับไม่มีคำตอบที่ทำให้พวกเขาพอใจได้เลย

            คำแนะนำของซีต้าคือ การรอคอยอย่างอดทนและพยายามสร้างรากฐานของพลังวิญญาณให้แข็งแกร่งที่สุดผ่านการสะสมพลังวิญญาณในปริมาณมาก

            ส่วนท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทนั้น เธอเพียงตอบกลับมาสั้นๆ ว่าให้อดทนเท่านั้น

            เมื่อหาวิธีแก้ปัญหาไม่ได้ กัสกับคริสตัลก็เลยทำได้เพียงฝึกฝนต่อไปตามเดิมโดยไม่คิดอะไรและทำให้กายาน้ำแข็งของคริสตัลพัฒนาไปทุกวันๆ

            วิชาร่างวชิระของกัสเองก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่หลังจากที่ฝึกฝนวิชาร่างวชิระเพียงอย่างเดียวมานานหลายเดือน เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไปจากการฝึกฝนของเขา

            ในตอนแรกกัสคิดอะไรไม่ออกเลยสักนิด เขาไม่รู้เลยว่าเขาพลาดอะไรไปที่ตรงไหนและพยายามคิดทบทวนเพื่อค้นหาจุดที่เขาทำพลาดไป

            แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงเขาก็คิดไม่ออก เขาจึงทำได้เพียงฝึกฝนวิชาร่างวชิระของเขาต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากที่หยุดพักจากการฝึกหนัก กัสก็ได้มานั่งดูการฝึกฝนของน้องสาว

            วิชาภูติเร้นลับที่น้องสาวของเขาฝึกนั้นเป็นวิชาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเผ่าหนู มันเป็นวิชาที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย ซึ่งถ้าเทียบกับวิชาร่างวชิระแล้ว วิชานี้มีแนวทางที่ต่างกันมากทีเดียว

            วิชาร่างวชิระเป็นวิชาที่ใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย ปรับปรุงเซลล์แต่ละเซลล์ให้มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งขึ้นจนถึงจุดที่ไม่อาจทำลายได้

            นี่นับเป็นจุดมุ่งหมายของการฝึกฝนวิชาร่างวชิระที่มีความหมายว่า กายเพชร

            ขณะที่วิชาภูติเร้นลับนั้นมีเป้าหมายอยู่ที่การทำให้ร่างกายยืดหยุ่นและมีความเร็วในระดับเดียวกับภูติผีหรือตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง มันเป็นวิชาที่เน้นหลักเอาตัวรอดมากกว่าการต่อสู้

            จุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันของวิชาย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

            ในขณะที่กัสครุ่นคิดถึงความแตกต่างของวิชาทั้งสอง เขาก็ตระหนักได้ในที่สุดว่าตัวเขานั้นขาดอะไรไป การฝึกฝนของเขานั้นมีจุดที่ผิดพลาดตรงไหน

            วิชาร่างวชิระนั้นเน้นหนักในการปรับปรุงโครงสร้างของร่างกายในระดับเซลล์ มันเป็นวิชาระดับสูงซึ่งสามารถทำให้ผู้ฝึกกลายเป็นเทพอสูรได้อย่างแน่นอนหากฝึกฝนสำเร็จถึงขั้นสูง

            เมื่อมองจากผลลัพธ์ที่ได้วิชานี้ย่อมเป็นวิชาที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก

            แต่ถึงจะมีประสิทธิภาพมันก็ไม่ได้หมายความว่าวิชาร่างวชิระนั้นเป็นวิชาที่สมบูรณ์แบบ

            วินาทีที่กัสตระหนักถึงความจริงข้อนี้ เขาก็รู้ว่าตัวเขานั้นไม่อาจฝึกฝนวิชาร่างวชิระเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เพราะถึงตัววิชาจะทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งมาก

            แต่สิ่งที่มันให้เขาก็มีเพียงความ ‘แข็งแกร่ง’ อย่างเดียวเท่านั้น มันไม่ได้ทำให้เขามีพละกำลังมากขึ้น พละกำลังที่เพิ่มขึ้นจากการฝึกฝนนั้น เกิดขึ้นจากความแข็งแกร่งโดยรวมที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น มันไม่ได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของพละกำลังโดยตรง

            เช่นเดียวกับความเร็ว หรือความยืดหยุ่นที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะความแข็งแกร่งของเซลล์ ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นจากการขัดเกลาหรือเพิ่มความสามารถในด้านนั้นๆ โดยตรง

            หากให้อธิบายโดยสรุปก็คือ วิชาร่างวชิระนั้นทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งถึงขีดสุดได้ก็จริง แต่มันไม่สามารถทำให้ความสามารถในด้านอื่นๆ ของเขาเพิ่มสูงขึ้นเหนือค่ามาตรฐานได้เลย

            วินาทีนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าหากเขายังคงฝึกฝนเพียงวิชาร่างวชิระเพียงอย่างเดียวต่อไปแบบนี้ สิ่งที่เขาได้รับก็จะมีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้น ไม่ได้มีความสามารถอื่นเลย

            ความเข้าใจที่เกิดขึ้นนี้ราวกับการจุดประกายความคิดบางอย่างและทำให้กัสตัดสินใจทดลองฝึกวิชาร่างภูติเร้นลับดู

            วิชาร่างภูติเร้นลับนั้น เป็นวิชาขัดเกลาร่างกาย เป็นประเภทของการ ‘เสริมสร้าง’ มันเป็นวิชาที่อยู่คนละสายกับวิชาร่างวชิระของเขา ทำให้เขาสามารถฝึกฝนมันพร้อมกับวิชาร่างวชิระได้

            วิชาร่างวชิระอยู่ในสายวิชาประเภท ‘ปรับปรุง’ ซึ่งหมายถึงการปรับเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็นอื่น ต่างกับวิชาประเภทเสริมสร้าง ที่เน้นการเพิ่มในสิ่งที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น

            ในจุดนี้วิชาประเภทปรับปรุงนั้น มีข้อห้ามอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือห้ามฝึกฝนวิชาประเภทปรับปรุงมากกว่า 1 วิชาเพราะการฝึกฝนวิชาประเภทปรับปรุงวิชาที่สองนั้นจะทำให้วิชาทั้งสองเกิดความขัดแย้ง

            ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการฝึกฝนสองวิชาคือ การทำให้ผลลัพธ์จากการฝึกฝนวิชาแรกหายไป

            ในขณะที่ผลเสียที่ร้ายแรงที่สุดนั้น คือความตาย จึงทำให้วิชาประเภทนี้เป็นวิชาที่ต้องฝึกฝนอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด

            ต่างกับวิชาประเภทเสริมสร้างที่จะฝึกสักกี่วิชาก็ได้หากคนฝึกมีความพยายามมากพอ

            แต่เพราะข้อเสียของวิชาประเภทเสริมสร้างที่แสดงผลได้ช้ากว่าวิชาประเภทปรับปรุง ทำให้ความนิยมในวิชาประเภทเสริมสร้างนั้น มีน้อยกว่า

            ยิ่งเมื่อรวมกับความยากในการฝึกและระยะเวลาที่ต้องใช้ในการฝึกด้วยแล้ว การจะหาใครสักคนที่ฝึกฝนวิชาหลายๆ วิชา หรือฝึกฝนวิชาประเภทเสริมสร้างกับปรับปรุงพร้อมกันก็ยิ่งหาได้ยาก

            เนื่องจากการฝึกฝนเพียงวิชาเดียวก็ยากลำบากมากพอแล้ว การจะฝึกฝนวิชาที่สองจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึง

            ทว่ากัสนั้นทำได้เพราะเขามีตัวช่วยที่สามารถเร่งผลลัพธ์ในการฝึกฝนวิชาประเภทนี้อยู่ในมือ ทำให้เขาสามารถฝึกฝนวิชาทั้งสองประเภทพร้อมกันได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพเหนือใคร

            แต่ก่อนที่กัสจะทดลองฝึกดูจริงๆ เขาก็ไม่ลืมที่จะไปปรึกษาซีต้าก่อนเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการฝึกฝน

            แม้ว่าวิชาภูติเร้นลับจะเป็นวิชาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเผ่าหนูโดยเฉพาะ แต่ตัวเขาไม่ใช่เผ่าหนูจริงๆ แต่มีสายเลือดผสมของสิงโตและหนู

            มันยากที่จะบอกได้ว่าตัวเขาที่มีสายเลือดกลายพันธุ์นั้นสามารถฝึกฝนวิชาภูติเร้นลับได้หรือไม่ แล้วการฝึกฝนของเขาจะแสดงผลที่ดีหรือแย่เพียงใด

            หลังจากคิดถึงเรื่องนี้กัสก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้เพราะทุกครั้งที่เขาคิดจะทำอะไรสักอย่าง สิ่งแรกที่เขาคิดถึงมักจะเป็นการขอคำปรึกษาเสมอ

            เขาไม่รู้ว่าเขาได้นิสัยนี้มาได้ยังไง ได้มาเพราะใครบางคนที่อยู่ในหัวของเขา หรือเป็นเพราะความเคยชินที่สั่งสมมาจากชีวิตที่แล้วของเขากันแน่ หรืออาจจะเป็นนิสัยรักสบายของเขาที่ขี้เกียจคิดให้ยุ่งยาก

            หรืออาจจะเป็นปัจจัยหลายๆ อย่างที่รวมกันจนเกิดเป็นนิสัยนี้ขึ้นมาเขาเองก็บอกไม่ได้เช่นกัน

            ‘ช่างเถอะ! จะยังไงก็ช่าง ขอแค่ได้คำตอบที่ข้าต้องการก็พอแล้วนี่!’

            กัสหัวเราะเบาๆ ให้กับความคิดของตัวเองจากนั้นก็ไปปรึกษาซีต้าตามเคย ก่อนจะได้รับคำตอบเป็นสายตาแปลกๆ ที่มองมายังเขาจนทำให้เขารู้สึกสับสน

            ซีต้ามองดูกัสด้วยความประหลาดใจ เธออึ้งน้อยๆ กับคำถามของเขาเกี่ยวกับการฝึกฝนวิชาหลายๆ วิชาเพื่อพัฒนาร่างกายให้โดดเด่นในแต่ละด้าน ก่อนจะยิ้มด้วยความอ่อนใจ

            “เจ้าเด็กบ้า..นี่เจ้าลืมไปแล้วจริงๆ ใช่ไหมว่าหลังจากที่กลายเป็นเทพอสูรแล้ว เจ้าจะต้องสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่”

            “ห๊ะ!!”

            คำตอบที่ได้รับทำให้กัสอึ้งสนิท ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกใจหลังจากนึกขึ้นมาได้ว่าขั้นตอนของการบรรลุเป็นเทพอสูรหรือครึ่งเทพนั้น จะมีขั้นตอนการสร้างร่างใหม่ทั้งสิ้น

            เมื่อสร้างร่างใหม่ สิ่งที่ได้มาหลังจากการสร้างร่างใหม่ก็คือร่างกายที่อ่อนแอราวกับเด็กแรกเกิด

            แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากการสร้างร่างใหม่ก็คือ ศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด เมื่อกลายเป็นเทพอสูรแล้ว ร่างกายใหม่จะไร้ซึ่งขีดจำกัดในการพัฒนา พวกเขาจะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วเท่าที่ใจต้องการ

            ในสภาพเช่นนี้ความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอของร่างเดิมจึงไม่มีความหมายใดๆ ต่อร่างกายใหม่เลย

            สิ่งเดียวที่ความแข็งแกร่งของร่างกายเดิมส่งผลต่อร่างใหม่นั้น มีเพียงการเพิ่มโอกาสสำเร็จในการกลายเป็นเทพอสูรเท่านั้น หรืออาจจะพูดได้ว่าการฝึกฝนทั้งหมดที่ทำในตอนที่เป็นมนุษย์ก็เพื่อให้ได้ภาชนะที่แข็งแกร่งเพียงพอต่อการบรรจุพลังงานที่ต้องใช้ในการบรรลุถึงขอบเขตของเทพอสูรก็เท่านั้น

            ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเขาจะฝึกฝนสักกี่วิชา จะพัฒนาร่างกายให้โดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง หรือโดดเด่นในทุกๆ ด้านมันก็ไม่สำคัญเลยเพราะหลังจากกลายเป็นเทพอสูร ทุกคนก็ต้องเริ่มต้นใหม่อยู่ดี

           

           

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน