ตอนที่56 ครึ่งตำนาน
หลังจากที่แพททริคประกาศออกมาว่าจะยุบกิลเขาก็เปิดฉากโจมตีใส่ยูจิโร่และมหาจอมเวทอีก 3 คนทันทีพวกนูย่าและอุลย่าที่หมดความอดทนแต่แรกแล้วได้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยทันที มีเพียงเทียร์รี่ที่ในตอนแรกพยายามเอ่ยห้ามแต่กลับโดนลูกหลงเข้าจนเลือดขึ้นหน้าสุดท้ายจึงลงมือต่อสู้ด้วยอีกคน
แพททริคที่แสดงเจตจำนงว่าจะยุบกิลย่อมไม่คิดจะเจรจากับอีกฝ่ายแต่แรกโดยเฉพาะกับคนที่วางแผนสร้างเรื่องทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของตัวเองแล้วยังคิดจะใช้เงินในการแก้ปัญหา ซึ่งคนแบบนี้คือคนที่เขาเกลียดที่สุด
การต่อสู้ที่เกิดขึ้นรุนแรงจนทำให้เมืองขนาดกลางพังไปครึ่งเมืองชาวบ้านและผู้เล่นที่อาศัยอยู่ในเมืองต่างโดนลูกหลงจนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมากแต่สำหรับแพททริคที่มีแต่ความผิดหวังที่ฝังลึกอยู่เข้าไปในจิตใจกิลอดาเลียก่อตั้งมาแล้วถึง 8 ปีซึ่งตลอดเวลาตัวเขากับมหาจอมเวททั้ง3 คนได้ร่วมสร้างกันมา บัดนี้ทุกสิ่งได้หายไปหมดแล้วการต่อสู้ดำเนินไปเกือบ 2 ช.ม. ยูจิโร่และมหาเวททั้ง 3คนก็จบชีวิตลง
สมาชิกกิลอดาเลียที่เหลืออยู่มารวมตัวกันด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยทุกคนอยากบอกให้แพททริคเปลี่ยนใจแต่ทุกคนนั้นรู้ดีว่าคนที่เจ็บที่สุดในตอนนี้คือแพททริค จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยพวกเขาได้แต่รู้สึกเคียดแค้นอยู่ในใจที่ไม่อาจช่วยหัวหน้าของพวกเขาปกป้องกิลเอาไว้ได้ในเวลานี้พวกเขาได้เพียงปล่อยให้หัวหน้าของพวกเขาได้พัก ส่วนพวกเขาจะเป็นฝ่ายไปจัดการกิลโอเอซิสเองทุกคนยืนมองแพททริคที่กำลังเดินไปที่ศูนย์เซอร์วิสเซนเตอร์เพื่อทำการยื่นเรื่องขอยุบกิล
ในตอนแรกหากกิลอาดเลียแพ้สงครามแพททริคเองก็ไม่ได้คิดจะยุบกิลทิ้งแต่อย่างใดเพียงแต่หลังจากที่รู้ว่ามีคนทรยศเป็นจำนวนมาก และยังเป็นคนที่สนิทกับเขาอย่าง โซโลนิกม่า และวินเซนต์ คนทั้ง 3 ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกิลอดาเลียขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่ต้นกลับทรยศหักหลังเขากันหมดซึ่งเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจเป็นอย่างมาก
ทำให้จิตใจของแพททริคในเวลานี้รู้สึกหนักอึ้งเขาไม่อาจแบกรับความรู้สึกผิดหวังที่พวกพ้องที่ไว้ใจมาหักหลังได้เขาได้แต่คิดในใจว่า เมื่อกิลอดาเลียเป็นกิลที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้นมาเขาย่อมไม่อาจเก็บมันไว้คนเดียวได้และตัวเขาเองก็ไม่อยากอยู่ในกิลที่สร้างความทรงจำที่เลวร้ายให้กับเขาแบบนี้เขาจึงตัดสินใจยุบกิลในที่สุด
……
หลังจากที่ยื่นเรื่องจนยุบกิลเสร็จแล้วแพททริคได้ล็อกเอ้าท์ออกมาทันทีเขาเดินทางไปสมาคมอีสปอร์ตเพื่อยื่นเรื่องขอยุบทีมอดาเลีย
และผลกระทบของการยุบทีมอดาเลียได้ส่งผลถึงการแข่งขันลีกด้วยเพราะทีมอดาเลียเองกำลังแข่งขันอยู่ในลีกซึ่งทางสมาคมได้เรียกประชุมผู้บริหารกันอย่างเร่งด่วน และหลังจากที่ประชุมกันเสร็จเรียบร้อยทางสมาคมได้ส่งหนังสือให้กับแพททริคซึ่งเป็นหนังสือบอกค่าปรับจำนวนมหาศาลที่แพททริคต้องจ่ายในฐานะเจ้าของทีม
แพททริคเซ็นยิมยอมเสียค่าปรับโดยไม่ต่อรองเลยแม้แต่น้อยหลังจากนั้นสมาคมได้ประกาศให้ทีมที่ต้องแข่งกับกิลอดาเลียชนะบายได้ทันทีโดยทุกทีมจะได้คะแนนเต็มซึ่งหลังจากที่สมาคมประกาศออกมาทำให้มีบางทีมที่แข่งกับทีมอดาเลียไปแล้วออกมาโวยวายถึงความไม่ยุติธรรมแต่สุดท้ายก็ไม่อาจเอาชนะสมาคมได้ซึ่งในความเป็นจริงทางสมาคมพยายามอย่างเต็มที่แล้วเพื่อให้ผลออกมาอย่างเท่าเทียมหากพวกเขาให้คะแนนย้อนหลังกับทุกทีมอีกฝ่ายที่ยังไม่แข่งขันกับทีมอดาเลียก็คงไม่พอใจเช่นกันแต่หากจัดการด้วยวิธีนี้ทางสมาคมยังพออ้างได้ว่าทีมที่ได้แข่งกับทีมอดาเลียนั้นซวยเองที่จับฉลากเจอกับทีมอดาเลียตั้งแต่ต้นซีซั่นส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือทีมที่ได้แข่งกับทีมอดาเลียไปแล้วในซีซั่นนี้นั้นมีเพียง 5 ทีม จาก 19 ทีมซึ่งทุกทีมสามารถเอาชนะทีมอดาเลียได้ทั้งหมด โดยเฉพาะทีม Secret ที่ชนะไปด้วยคะแนนเต็ม 15 คะแนน
และเมื่อทุกอย่างจบลงแพททริคอุลย่า นูย่า และเทียร์รี่ได้หายตัวไปจากเกม LC ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาไปที่ไหนและพวกเขายังอยู่ด้วยกันหรือไม่ มีเพียงกระทู้ในเว็บบอร์ดที่เขียนเอาไว้ว่า
‘ในที่สุดบทสรุปของบุรุษผู้เป็นครึ่งตำนานก็จบลงที่คำว่า ‘ครึ่งตำนาน’ ’
.......
ย้อนกลับมาในช่วงวันที่กิลอดาเลียพ่ายแพ้สงครามตีเมือง
กลุ่มของทีชกำลังเดินทางเพื่อเข้าไปในเมืองอู๋โจวแต่ระหว่างทางที่ใกล้จะถึงเมืองนั้นกลับพบกับการต่อสู้ที่ขวางอยู่เบื้องหน้าแต่จะบอกว่าเป็นการต่อสู้ก็คงจะไม่ได้ เพราะมีคนกว่า 20 คน กำลังไล่ล่าผู้เล่นคนหนึ่ง
กลุ่มของทีชที่เห็นการไลล่าในตอนแรกพวกเขากะว่าจะยืนดูสถานการณ์เฉยๆ สักพักนั้นแต่ทว่ากลับมีคนหนึ่งในกลุ่มที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น
“ไอ้พวกกิลมังกือนี่อีกแล้ว ย๊ากกกก” อลาโน่ที่เห็นว่ากลุ่มที่ไล่ล่าผู้เล่นคือกิลมังกรผงาดอริเก่าของพวกเขาเขาจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง มือถือโล่ขึ้นพร้อมกับพุ่งทะยานเข้าไปช่วยเหลือผู้เล่นคนนั้นทันที
โล่แห่งอิสรภาพ!
สกิลประจำตัวถูกใช้ออกมาอีกครั้งโล่กระแทกเข้าใส่ผู้เล่นกิลมังกรผงาดคนหนึ่งจนกระเด็น
“บัดซบ! ใครหน้าไหนกล้ามาหาเรื่องกับพวกเรากิลมังกรผงาด!”ผู้เล่นกิลมังกรผงาดคนหนึ่งโวยวายออกมาที่เห็นอลาโน่เข้ามายื่นมือช่วยเหลือคนที่พวกเขากำลังตามจับ
“หืม...ถามว่าข้าเป็นใครงั้นหรือ...ข้าอลาโน่สุภาพบุรุษสุดหล่อพวกแกมีปัญหาอะไรกับข้างั้นหรือ” อลาโน่ ยืดอกพูดออกมาเสียงดัง
“แก..จะบ้าเรอะพวกข้าสิต้องถามว่าแกมีปัญหาอะไรกับพวกข้าถึงยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องชาวบ้านแบบนี้แล้วนี่แกเต็มรึเปล่าวะถึงตั้งฉายาให้ตัวเองว่า สุภาพบุรุษสุดหล่อ ฮ่าๆๆๆ”ผู้เล่นกิลมังกรผงาดพูดจบก็พากันหัวเราะเสียงดัง
“พวกแกหัวเราะข้าหรือ คงไม่รู้สินะว่าสุภาพบุรุษคนนี้มีเพื่อนมาด้วย!”เมื่อพูดจบอลาโน่หันไปมองด้านหลัง แต่ทว่า
ด้านหลังอลาโน่มีเพียงความว่างเปล่าพวกทีชในขณะนี้กำลังเดินไปทางหน้าประตูเมืองอย่างใจดำ
“ฮ่าๆๆๆๆ เพื่อนแกยังไม่อยากยุ่งกับแกเลย แกมันไอ้ปัญญาอ่อนชัดๆ”ผู้เล่นกิลมังกรผงาดหัวเราะอย่างชอบใจ
“แกนั่นแหละพวกปัญญาอ่อนพวกข้าเดินมาทางนี้เพราะไม่อยากให้พวกแกหนีกลับเมืองต่างหาก” เมื่อสิ้นเสียงหมิงก็เดินออกมาจากกลุ่มของทีช
“ผมจัดการเอง พวกพี่ยืนดูเฉยๆ ก็พอครับ” หมิง หันกลับมาบอกกับคนอื่นๆซึ่งทุกคนก็พยักหน้าตกลงแต่มีคนหนึ่งที่ไม่ยอมและเขาได้ก้าวขึ้นมายืนข้างหมิงพร้อมกับบอกว่า
“น้อยๆ หน่อยเรามันรุ่นเดียวกัน แบ่งคนละครึ่งก็แล้วกัน” เหิ่นซ่วยที่เห็นหมิงทำเท่อีกครั้ง ซึ่งตัวเขามีหรือตัวเขาจะทนได้
“ตกลงพวกนั้นมี 20 พอดี ช่างบังเอิญเสียจริงเราแบ่งคนละครึ่งแล้วกัน” หมิงหันไปพูดกับเหิ่นซ่วย
“ไอ้พวกเด็กปากดี อยากลุยก็เข้ามา ทำเป็นพูดจาอวดดีอยู่นั่นเดี๋ยวพวกพี่จะสั่งสอนให้รู้สำนึกเองว่าอย่าอวดเก่งให้มันมากนัก”ผู้เล่นกิลมังกรผงาดทนฟังไม่ไหวบัดนี้ได้หยิบอาวุธมาถือไว้กันหมดแล้ว
หมิงหยิบพลองมาควงพร้อมกับปล่อยพลังกดดันออกมาส่วนเหิ่นซ่วยหยิบพัดในมือมากางออกพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก
และแล้วการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นหมิงบุกตะลุยเข้าไปซึ่งๆหน้าอย่างง่ายดาย ไม่มีใครที่สามารถรับมือเขาได้เลยแม้แต่คนเดียวแต่ทว่าสำหรับเหิ่นซ่วย เวลานี้เขากำลังสู้อยู่กับผู้เล่นกิลมังกรผงาด 3 คน ซึ่งแตกต่างจากหมิงที่รับมือพร้อมกันถึง 17 คน
“ว๊ากกกก! เห้ย ใจเย็นทีละคนเซ่ โอ๊ยๆๆ”เสียงเหิ่นซ่วยดังไปทั่วหน้าประตูเมืองอู๋โจว
ทำให้พวกทีชต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เหมือนกับว่าไม่รู้จักคนตรงหน้า เว่ยเถียนที่เห็นสภาพของเหิ่นซ่วยเริ่มทนไม่ไหวคิดจะเข้าไปช่วย
“พี่สาวไม่ต้อง กระผมจะเอาจริงแล้ว”เหิ่นซ่วยสังเกตเห็นจึงรีบเอ่ยปากยั้งเว่ยเถียนไว้ก่อนเพราะเขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เว่ยเถียนมาช่วยละก็เขาคงโดนเธอเขกหัวอีกแน่แล้วอีกอย่างเขาจะมาเสียฟอร์มเพื่อนร่วมรุ่นไม่ได้
เหิ่นซ่วยที่ปกติมีใบหน้าขี้เล่นตลอดเวลาบัดนี้เริ่มมีใบหน้าที่จริงจังเป็นครั้งแรกเขาวาดพัดในมือที่เต็มไปด้วยพลังปราณเข้าโจมตีผู้เล่ยกิลมังกรผงาด จนกระเด็นหลังจากนั้นก็หมุนตัวหลบการโจมตีของผู้เล่นอีกคนได้อย่างเฉียดฉิวพร้อมกับสะบัดพัดมารับการโจมตีเอาไว้ซึ่งดาบของผู้เล่นกิลมังกรผงาดที่โจมตีมาอย่างรุนแรงกลับต้องหยุดชงักค้างอยู่ที่พัดของเหิ่นซ่วย
ผู้เล่นกิลมังกรผงาดคนนั้นมองหน้าเหิ่นซ่วยคล้ายกับไม่เข้าใจซึ่งเหิ่นซ่วยทำเพียงยักคิ้วพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“วิชาพัดเก้าผันแปร กระบวนท่าที่ 1 ลมครวญเมฆลอย!”
เหิ่นซ่วยสะบัดพัดออกไปเบื้องหน้าทำให้ทั้งดาบและผู้เล่นกิลมังกรผงาดต้องกระเด็นลอยออกไปไกลในระหว่างนั้นเขาหันไปหาผู้เล่นกิลมังกรผงาดอีกคนที่กำลังจะโจมตีใส่เขา
“วิชาพัดเก้าผันแปร กระบวนท่าที่ 2 ลมลอยเมฆร้อง!”
อ๊ากกก!
เหิ่นซ่วยหุบพัดแล้วจ้วงแทงออกไปจนทิ่มไปที่จุดชีพจรตรงหน้าอกของผู้เล่นกิลมังกรผงาดทำให้ผู้เล่นคนนั้นต้องร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
หลังจากที่เหิ่นซ่วยโชว์กระบวนท่าออกมาบ้างแล้วการต่อสู้จึงดำเนินไปอย่างราบรื่นมากขึ้น และหลังจากที่ผ่านไปอีก 10 นาที เหิ่นซ่วยก็สามารถจัดการกับผู้เล่นทั้ง 3 คนได้สำเร็จเขาหันกลับมาหวังจะพูดโอ้อวนสักคำแต่ทว่าสายตากลับหันไปเห็นหมิงที่กำลังยืนอยู่อย่างสงบโดยที่มีร่างของผู้เล่นกิลมังกรผงาดนอนเกลื่อนกลาดอยู่รอบตัวเหิ่นซ่วยจึงอดคิดในใจไม่ได้ว่า
‘เราพึ่งจัดการได้ 3 คน แต่หมอนั่นจัดการไป 17คนแล้วเหรอ หรือว่า 3 คนที่ลุมโจมตีเราเป็นผู้เล่นระดับสูงสินะอืม...ต้องใช่แน่ๆ’
“ไงเป็นอะไรรึเปล่า พวกข้าจัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ” อลาโน่หันไปหาบุรุษที่กำลังหนีผู้เล่นกิลมังกรผงาด แต่ทว่า
“เห้ย!”
อลาโน่ร้องออกมาอย่างตกใจเพราะเมื่อเขามองเห็นหน้าบุรุษคนนั้นอย่างชัดเจนแล้วเขารู้ทันทีว่าเป็นคนที่เขารู้จักแต่ยังไม่ทันจะทักทายบุรุษคนนั้นได้เดินผ่านหน้าอลาโน่ไปโดยไม่แม้แต่จะสบตากับเขาเลยสักนิดเพราะในเวลานี้สายตาของบุรุษคนนั้นอยู่ที่หมิง
บุรุษที่ได้รับการช่วยเหลือในเวลานี้เขาไม่ได้รู้สึกดีใจแม้แต่น้อยเขามองการต่อสู้ของหมิงมาตลอดและเมื่อการต่อสู้จบลงเขาก็เดินเข้าไปหาหมิงแล้วพูดตวาดใส่หมิงทันที
“แก...ใครบอกให้พวกแกมาช่วยข้ากัน ไสหัวไป!”
หมิงที่ได้ยินเสียงตวาดจึงหันกลับมามองแต่แล้วเขากลับเห็นใบหน้าที่คุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่งหมิงที่คิดอยู่ว่าจะตอบออกไปอย่างไรดีนั้นกลับมีเสียงพูดขึ้นมาจากกลุ่มของทีชที่กำลังเดินเข้ามาทางเขาเสียก่อน
“อ้าว...เจ้านี่เอง ไปไงมาไงมาอยู่ที่นี่ได้ละแถมยังโดนกิลมังกรผงาดไล่ล่าอีกต่างหาก” มอนจี ที่เดินเข้ามาพร้อมกับคนอื่นพูดขึ้น
“แก...แกมันจอมเวทที่ได้ฉายาว่า ‘เจ้าชายน้ำแข็ง’ !”
“เออๆ จอมเวทก็จอมเวท แล้วสรุปไปไงมาไงละถึงมาอยู่ที่นี่” มอนจี ถามซ้ำ
“พวกแก...ไม่ต้องมายุ่ง! ข้าไม่คิดจะขอบคุณศัตรูหรอกนะ ลาก่อน”บุรุษคนนั้นหันหน้าหนีพร้อมกับกำลังจะเดินจากไป แต่กุยแกกลับก้าวออกมาแล้วเรียกบุรุษคนนั้นเอาไว้คล้ายกับมีเรื่องจะคุยด้วย
“คอยก่อนสิขอรับท่าน ‘โคล่า’ ข้ามีเรื่องอยากพูดกับท่านสักหน่อย”เมื่อพูดจบกุยแกก็ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย