Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

    บทที่ 65 แผนการของซีต้า

    แผนการของซีต้า

     

                การต่อสู้ที่ยาวนานกินเวลาตลอดค่ำคืนจนถึงรุ่งเช้าของวันใหม่กัสและซีต้าก็ยังไม่มีใครยอมใครทว่าทั้งสองก็อ่อนแรงจนไม่มีกำลังจะขยับตัวอย่างเร่งร้อนเหมือนเมื่อค่ำคืนก่อนอีกแล้ว

                “ยังไม่หมดแรงอีกหรอกัส..”

                “เจ้าไม่ไหวแล้วหรือซีต้า..”

                สายตาที่สบมองกันเต็มไปด้วยความรักที่ร้อนแรงเรือนร่างที่เสียดสีสัมผัสกันมาตลอดทั้งคืนเริ่มแสดงอาการเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น

                แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นทั้งสองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุดราวกับต้องการชนะอีกฝ่ายให้ได้ก่อนถึงจะยอมสงบศึกที่เร่าร้อนนี้

                ทว่าสัญญาณของเช้าวันใหม่ได้มาถึงและทำให้ทั้งสองจำต้องหยุดศึกรักที่เร่าร้อนนี้ลงอย่างเสียไม่ได้เพราะต่อให้ไม่กลัวว่าความจะแตกแต่การทำต่อหน้าเด็กสาวทั้งหลายดูจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาควรทำ

                กัสเองพอเห็นว่าแสงแรกของวันใหม่มาถึงดวงตาของเขาก็กวาดมองไปยังบ้านหลังน้อยที่เหล่าเด็กสาวนอนอยู่ในทันที

                ชั่วขณะนั้นเขามองเห็นดวงตาหลายคู่ที่จ้องมองมาผ่านทางหน้าต่างซึ่งทำให้รอยยิ้มของกัสกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย

                ซีต้าเองก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงสายตาทิ่มแทงที่มาจากด้านหลังที่ทำให้รอยยิ้มอ่อนหวานของเธอแข็งไปบ้างเล็กน้อยก่อนจะกลายเป็นความอ่อนใจและความรู้สึกผิด

                “พอเถอะ..”

                “อือ..ข้าเองก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน..”

                หลังจากสบตากันอีกครั้งกัสก็ยิ้มออกมาแล้วก้มลงจูบซีต้าในอ้อมแขนอีกครั้งก่อนจะผละจากน้าสาวที่งดงามของเขาจนทำให้ของเหลวที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไหลทะลักออกมาจากส่วนลับของเธอ

                ใบหน้าของซีต้าสั่นกระตุกเบาๆด้วยความรู้สึกที่ทั้งเจ็บและสุขสมในเวลาเดียวกันจากนั้นเธอถึงได้ลูบหน้าท้องของตัวเองเบาๆเพื่อรีดเอาของเหลวที่ส่งกลิ่นคาวออกมาจากร่างกายจนหมดสิ้น

                ทักษะนี้ทำให้กัสทึ่งและอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ที่เห็นส่วนหนึ่งของตัวเขาถูกขับไล่ออกมาจากร่างกายของน้าสาวจนหมดด้วยทักษะที่ชำนาญ

                “อย่าว่าข้าเลย..ขืนปล่อยให้มิซ่าได้กลิ่นเจ้าจากร่างกายของข้าละก็เด็กคนนั้นคงโมโหมากกว่านี้แน่”

                กัสเองก็ไม่กล้าพูดอะไรนอกจากพยักหน้าจากนั้นก็มองดูร่างกายของตัวเองที่เต็มไปด้วยบาดแผลขีดข่วนที่มาจากฝีมือของน้าสาวแสนสวยของเขา

                ท่าทีที่ดูลำบากใจนี้ทำให้ซีต้ายิ้มรับก่อนที่เธอจะยื่นมือออกไปลูบผ่านเนื้อตัวของกัสเบาๆพริบตาเดียวบาดแผลทั้งหมดก็เหลือเพียงรอยแดงๆที่จะจางหายไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้

                “ไปอธิบายให้พวกเธอฟังดีๆ ละ..”

                “ท่านเองก็ด้วย..แต่ว่าเรื่องนั้น ทางที่ดีอย่าได้บอกมิซ่าเลยจะดีกว่า”

                ซีต้าพยักหน้ารับเบาๆแล้วเดินย้อนกลับไปยังริมแม่น้ำเพื่อนำเอาชุดนอนตัวบางของเธอกลับมาสวมอีกครั้งก่อนจะเดินกลับไปยังบ้านหลังน้อยด้วยท่าทีที่ยั่วยวนใจเป็นพิเศษ

                กัสเองก็ยิ้มฝืนๆและเดินตามไปยังริมแม่น้ำเพื่อเอากางเกงกับเสื้อคลุมกลับมาสวมก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านที่มีสายตาของเด็กสาวทั้งห้าเฝ้ามองอยู่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน

                มันมีทั้งความตกใจแตกตื่นและความผิดหวังเล็กๆ ที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของเด็กสาว

                “ท่านพี่..ท่านน้ากับท่าน..”

                บรรยากาศภายในบ้านแปรเปลี่ยนไปชั่วขณะก่อนที่กัสจะยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกผิดและเดินเข้าไปโอบกอดน้องสาวทั้งสองเอาไว้แน่นซึ่งทำให้ร่างกายที่แข็งเกร็งของพวกเธอผ่อนคลายลงทีละน้อย

                แม้จะสับสนแต่เด็กสาวก็ดูจะรับมันได้ง่ายกว่าที่กัสคิดอาจจะเป็นเพราะเดิมทีความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาเองก็มีส่วนที่คล้ายกันอยู่แล้วการที่กัสจะมีอะไรกับน้าของเขาซึ่งเป็นน้องสาวของแม่ก็อาจจะเป็นสิ่งที่แตกต่างกันไม่มากนักในสายตาของเด็กสาว

                “แบบนี้จะดีหรือคะท่านน้านะ..ท่านน้านะอยู่กับพวกเราไม่ได้ไม่ใช่หรือคะท่านพี่”

                คำถามนี้ทำให้หัวใจของกัสอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเขาก้มลงมองหน้าของน้องสาวคนโตที่ดูเหมือนจะคิดถึงใจเขามากกว่าความรู้สึกของตัวเธอเองเสียอีก

                “ไม่ต้องห่วง..ซีต้าท่านน้าของเจ้าต้องมีวิธีแน่..ส่วนตอนนี้พวกเราต้องสนใจงานในดินแดนก่อนเรื่องอื่นๆ ข้าจะจัดการเอง พวกเจ้าไม่ต้องห่วงนะ”

                สีหน้าของเด็กสาวดูจะสับสนอยู่มากเธอยังรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่นักแต่เธอก็เชื่อฟังพี่ชายของเธอเป็นอย่างดีและพยักหน้ารับโดยไม่คิดที่จะถามอะไรอีก

                ในขณะที่น้องสาวคนโตดูจะคิดมากและมีท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนน้องสาวคนเล็กกลับดูตกใจมากกว่าแต่ก็ดูจะไม่มีความรู้สึกอย่างอื่นนอกเหนือไปจากนี้เท่าไหร่นัก

                ตลอดเวลาที่กัสอธิบายเหตุการณ์ระหว่างน้าสาวของเขากับตัวเขาให้น้องสาวฟังน้องสาวคนเล็กก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากลืมตากลมโตมองมายังกัสด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

                เธอมองออกไปนอกบ้านบ่อยครั้งมองไปยังทิศทางที่บ้านหลังน้อยตั้งอยู่ก่อนจะหันไปมองดูอิจิโกะกับน้องที่มีท่าทีสงบนิ่งแต่ก็แฝงไว้ด้วยความประหลาดใจ

                สำหรับข้ารับใช้อย่างพวกเธอพวกเธอไม่ได้มีความคิดเห็นอะไรระหว่างความสัมพันธ์ของเจ้านายอย่างกัสกับน้าสาวของเขาแต่อย่างใด

                พวกเธอเพียงทึ่งและประหลาดใจที่กัสสามารถทำอะไรแบบนั้นกับน้าสาวของเขาได้ด้วยเท่านั้น

                ในขณะที่บ้านหลักถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์โดยกัสบ้านหลังน้อยกลับตกอยู่ในสภาพที่แตกต่างกันอย่างมาก

                ซีต้านั่งยิ้มฝืนๆอยู่บนเตียงในขณะที่มิซ่ายืนกอดอกอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าบึ้งตึงซึ่งแสดงออกอย่างเด่นชัดว่าเธอไม่พอใจมาก

                ทว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่มีอยู่อย่างที่ควรจะเป็นคือความเกลียดชังสายตาของมิซ่าที่มองไปยังอาจารย์ของเธอนั้นมีเพียงความโมโหและความไม่พอใจเพียงเท่านั้นไม่มีความรู้สึกเกลียดชังหรือหึงหวงซ่อนอยู่เลย

                “ไม่ยุติธรรมเลยนะคะท่านอาจารย์..”

                “ข้าขอโทษนะมิซ่า..แต่ว่ากัสนะ..เขาออกจะร้อนแรง..”

                “ข้าไม่ได้อยากได้ยินอะไรแบบนี้นะ!! ท่านเป็นคนบอกให้ข้าอดทนแท้ๆแต่ทำไมละคะ ทำไมท่านถึงได้ไม่รู้จักอดทนเสียเองแบบนี้”

                ซีต้ามีท่าทีลำบากใจ แต่ก็ดูเหมือนจะอ่อนใจมากกว่าราวกับว่าปัญหาระหว่างเธอและลูกศิษย์อย่างมิซ่านั้นไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องชู้สาวเช่นความหึงหวงแต่เป็นความง้องอนของเด็กสาวที่ได้รับความอยุติธรรมเสียมากกว่า

                “ข้ารู้แล้ว..ข้าผิดเอง..”

                “ข้าไม่อยากได้ยิน!! ถ้าท่านจะพูดแบบนี้ก็อย่าพูดเลยจะดีกว่า!!”

                เมื่อเห็นท่าทางที่ไม่พอใจและใบหน้าที่บึ้งตึงของมิซ่าแล้วในที่สุดซีต้าก็ทำได้เพียงถอนหายใจและตัดสินใจพูดในสิ่งที่เธอคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกไป

                “งั้นเจ้าก็ไม่ต้องทนแล้วมิซ่า..ทำตามที่อยากไปเลย..”

                วินาทีที่มิซ่าได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของเธอถึงกับเบิกกว้างขึ้นท่าทีหงุดหงิดไม่พอใจและสีหน้าบึ้งตึงหายไปจนหมดสิ้นและถูกแทนที่ด้วยความตกใจและดีใจ

                “จริงหรือคะ!! แต่ว่าแบบนั้นมัน..ทางตำหนักจะยอมหรือคะ..”

                “ข้าไม่พูด..เจ้าไม่พูด..ยัยแก่พวกนั้นจะรู้ได้งั้นหรือ..อีกอย่างถ้าพวกเราไม่ไปพบหน้าพวกนางก็เป็นไปแทบไม่ได้เลยที่พวกนางจะรู้ว่าเจ้าและข้าสูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว”

                ความเปลี่ยนแปลงทางสรีระของสตรีที่สูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้วนั้นอาจจะมีอยู่ก็จริงแต่มันไม่ชัดเจนขนาดที่สามารถมองเห็นได้ผ่านทางภาพฉายอยู่แล้ว

                โดยเฉพาะเผ่าอสูรที่มีการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นกายเป็นหลักยิ่งยากที่จะมองออกได้หากใช้วิธีติดต่อกันด้วยภาพและเสียงแบบที่ใช้กันในปัจจุบัน

                แม้จะได้รับคำรับรองแบบนั้นแต่สีหน้าของมิซ่าก็ดูไม่ดีนักเธอยังไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเธออยากจะทำ โดยเฉพาะกับครอบครัวที่เฝ้ารอเธออยู่

                “แต่ว่าท่านพ่อ..ท่านพ่อจะรับได้หรือคะ”

                “เจ้าพี่โง่นั้นนะหรอ..จะไปสนใจทำไมกัน ข้าคิดว่าอาจจะดีก็ได้หากเจ้าจะออกห่างจากเขาบ้างเผื่อว่าพี่ชายโง่ๆ ของข้าจะยอมมีภรรยาคนใหม่เสียที”

                เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของมิซ่าก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาในทันทีทั้งยังดูเหมือนจะคล้อยตามคำพูดของซีต้ามากขึ้นเรื่อยๆ

                ซีต้านั้นเลี้ยงดูลูกศิษย์ของเธอมาตั้งแต่เด็กๆจึงรู้จักนิสัยใจคอของมิซ่าเป็นอย่างดี เผลอๆเธอยังรู้จักมิซ่ามากกว่าพ่อของเธอด้วยซ้ำแล้วมีหรือที่ซีต้าจะไม่สามารถชักจูงให้มิซ่าเห็นด้วยกับความคิดของเธอ

                “มิซ่าเจ้าต้องเข้าใจว่าปัญหาที่ทำให้ข้าต้องบอกให้เจ้าอดทนคืออะไรนั่นไม่ใช่เรื่องการแต่งงานของเจ้ากับกัส..แต่เป็นสิ่งที่เจ้าหวาดกลัวที่สุดต่างหาก”

                สีหน้าของมิซ่าสลดลงในทันทีความคิดของเธอย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ซีต้าตอบรับคำของเลโอลอว์เรื่องที่จะให้ตัวเธอนั้นตอบรับคำร้องขอตรวจสุขภาพของกัส

                “การแต่งงานของเจ้ากับกัสนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยหากเจ้ายืนยันว่าจะแต่งเชื่อได้เลยว่าไม่มีใครสามารถขัดขวางเจ้าได้ไม่ว่าจะเป็นพ่อของเจ้า..หรือว่าข้า แต่สิ่งเดียวที่ไม่มีใครช่วยเจ้าได้ก็คือการทำให้เจ้ากับกัสสามารถอยู่ร่วมกันได้ตลอดไป”

                ด้วยฐานะของผู้รักษาหากมิซ่ายืนยันคำขาดว่าจะแต่งให้กับกัสละก็แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถห้ามเธอได้แน่

                ทว่าปัญหามันก็อยู่ตรงนี้ตรงที่กัสนั้นต้องทำงานหนักอยู่ในดันเจี้ยนในขณะที่มิซ่าเป็นผู้รักษาซึ่งต้องทำหน้าที่ของเธอจึงไม่อาจอยู่ในดันเจี้ยนร่วมกับกัสได้

                ในสายตาของมิซ่าหากไม่ได้อยู่ร่วมกันใช้ชีวิตร่วมกันเช่นนั้นจะเรียกว่าครอบครัวได้ยังไง เด็กสาวไม่อาจยอมรับในเรื่องนี้ได้และทำให้เธอหวาดกลัวที่จะพบหน้ากัสอยู่บ้าง

                “ถ้าได้แต่งกับท่านกัส..ข้าก็คงดีใจแต่ถ้าต้องแยกจากกันแบบนี้..สู้ไม่แต่งเสียดีกว่า”

                ใบหน้าของมิซ่ากลายเป็นหม่นหมองดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความโศกเศร้าจนน้ำตาแทบจะรินไหลออกมาอยู่แล้ว หากไม่ติดว่าเธอนั้นจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้มานานจนไม่สามารถร้องไห้เพราะความรู้สึกแบบนี้ได้อีกต่อไป

                ซีต้าเองก็เห็นใจและเป็นห่วงแต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยลูกศิษย์ของเธอยังไงจึงทำให้เธอบอกให้มิซ่าอดทนเอาไว้

                ทว่าตอนนี้เธอมีความคิดบางอย่างเกิดขึ้นมาในใจแล้วความหวังที่เธอเคยยอมแพ้ในที่สุดก็ปรากฏขึ้นมาแล้ว

                “หากข้าบอกว่า..ข้ามีวิธีทำให้เจ้ากับกัสอยู่ร่วมกันได้ตลอดไปละเจ้าจะยอมแต่งให้เขาไหม”

                ดวงตาของมิซ่าสั่นไหวอย่างรุนแรงเธอหันกลับไปมองอาจารย์ด้วยสายตาที่คาดหวังจนแทบไม่จำเป็นที่จะต้องเอ่ยปากพูดอะไรอีก

                “จริงหรือคะ!! ท่านทำได้จริงหรือคะท่านอย่าหลอกข้านะ!!”

                “ข้าเองก็บอกไม่ได้หรอกนะมิซ่า..แต่ความเป็นไปได้มันมีสูงมาก”

                สีหน้าของมิซ่าเปลี่ยนไปอีกครั้ง เธอมีท่าทีผิดหวังแต่ก็ดูมีความหวังมากขึ้นและมีท่าทีสนใจเป็นพิเศษต่อคำพูดของอาจารย์

                “หมายความว่ายังไงคะท่านอาจารย์ ที่บอกว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก”

                “มิซ่า..เจ้าคิดว่าดินแดนแห่งนี้น่าทึ่งไหม”

                แทนที่จะได้รับคำตอบในสิ่งที่ถามซีต้ากลับเลือกที่จะถามกลับไปแทนทำให้มิซ่าต้องสับสนแต่เธอก็อยู่ร่วมกับอาจารย์มานานจึงรู้ดีว่าคำถามนี้มีเหตุผลที่ทำให้ต้องถาม

                “ค่ะ น่าทึ่งมากเลย มันสวยมากแถมยังให้ความรู้สึกที่สงบสุขที่สุด”

                ซีต้าพยักหน้าอย่างเห็นด้วยทว่าเธอนั้นเกิดและเติบโตในดันเจี้ยนแห่งนี้แตกต่างจากมิซ่าที่เกิดที่ด้านนอกมิซ่าย่อมไม่มีทางเข้าใจความสวยงามและความยอดเยี่ยมของดินแดนนี้ได้เท่ากับตัวเธอแน่

                “ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารู้ไว้..ดินแดนแห่งนี้ผ่านการยกระดับมาแล้วครั้งหนึ่งมันเป็นดินแดนระดับสองนอกจากนั้นบ้านหลักยังเป็นระดับสองและมีสิ่งก่อสร้างระดับสองอีก 1 แห่งอีกทั้งยังมีดินแดนย่อยด้วย”

                มิซ่ายังมีท่าทีสับสนอยู่บนใบหน้าเพราะเธอไม่เข้าใจความหมายของคำพูดประโยคนี้

                “ดูนี้นะมิซ่า เตียงนอนหลังนี้..มันเป็นระดับสองของเจ้าเองก็เช่นกันทั้งสองหลังนี้ต้องใช้ DP มากกว่า 220 หน่วยถึงจะได้มาและ DP100 หน่วย สามารถเปลี่ยนเป็นเสบียงสำหรับเจ้าได้นานถึง 3เดือนอย่างสบายๆ”

                ดวงตาของมิซ่าเบิกกว้างขึ้นทีละน้อยเธอเข้าใจความหมายของการเปรียบเทียบนี้ได้ในทันทีและตระหนักว่าสิ่งอำนวยความสะดวกที่เธอได้รับนั้นมีคุณค่ามากขนาดไหน

                แต่แล้วเธอก็ต้องตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่ออาจารย์ของเธอบอกมูลค่าของสิ่งอื่นต่อ

                “นอกจากนั้นการซื้อดินแดนย่อยนั้นมีมูลค่าขั้นต่ำอยู่ที่1000 DP การเพิ่มระดับดินแดนครั้งแรกก็ 1 พัน การเพิ่มระดับสิ่งก่อสร้างก็1 พันถ้ารวมมูลค่าของสิ่งก่อสร้างทั้งหมดและการยกระดับมันด้วย..กัสต้องจ่ายออกไปมากกว่า3400 DP นั่นนะเท่ากับเสบียงสำหรับเจ้าถึง 3 ปีเลยนะ”

                “3 ปี แต่ว่าท่านกัสเพิ่งจะอยู่ในดันเจี้ยนได้แค่ 3เดือนเองนะคะท่านอาจารย์”

                สีหน้าแตกตื่นของมิซ่านั้นทำให้ซีต้ายิ้มออกมาทว่าเธอนั้นไม่ได้บอกออกไปหรอกว่าสิ่งที่เธอพูดออกมานั้นมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของดินแดนนี้เท่านั้น

                เนื่องจากเธอยังไม่ได้เดินสำรวจดินแดนนี้อย่างจริงจังและยังไม่ได้เข้าไปในดินแดนย่อยของกัสเลยด้วยซ้ำทำให้เธอไม่รู้ว่าภายในนั้นยังมีสิ่งก่อสร้างแบบไหนซ่อนอยู่หรือไม่

                นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์ต่างๆที่ถูกซื้อมาใช้งาน ของพวกนี้มันสมควรที่จะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1000 DP เสียด้วยซ้ำ

                หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เธอเองก็คงตกใจมากเช่นกันแต่เมื่อได้รู้ความลับของกัสแล้วและรู้ว่าเขาได้ย้อนเวลากลับมาอีกครั้งหลังจากมีประสบการณ์ในการทำงานหนักมามากกว่า5 ปีเธอก็ไม่รู้สึกว่ามันน่าแปลกใจอีกเลย

                “ถูกต้องมิซ่า 3 เดือนกัสสามารถสร้างผลผลิตที่เลี้ยงดูเจ้าได้นานกว่า3 ปี แล้วถ้าเขามีเวลาสัก 5 ปีละ เขาจะทำได้ขนาดไหน เจ้าน่าจะรู้นะว่ายิ่งดินแดนนี้ขยายตัวมากขึ้นเท่าไหร่  DPที่มันมอบให้ก็จะมากขึ้นเท่านั้น 5 ปีสำหรับกัสเขาสามารถสร้างผลผลิตต่อวันที่เลี้ยงดูคนได้นับพันเลยทีเดียว”

                หลังจากได้ยินคำอธิบายของอาจารย์มิซ่าก็ดูตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างมากยิ่งเธอได้ยินตัวเลขที่เกิดจากการคำนวณแบบคร่าวๆของอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในดันเจี้ยนนี้อย่างมากแล้วเธอก็ยิ่งมั่นใจว่ากัสสามารถทำเช่นนั้นได้จริง

                “เจ้าน่าจะจำได้สินะว่าตระกูลเรามีหลักเกณฑ์ในการเรียกเก็บผลผลิตเพื่อลบล้างความผิดยังไง”

                “ข้าจำได้ค่ะ..เสบียงสำหรับ 3 วันของคน 1 คน สามารถลบล้างความผิดได้ 1 วัน”

                “ใช่..หลังจากนี้ 5ปีข้าคิดว่ากัสน่าจะสามารถสร้างผลผลิตสำหรับเลี้ยงดูคนได้ 1 พันคนหากนำไปคิดคำนวณดีๆ แล้วละก็ ผลผลิตในแต่ละวันของกัสสามารถลบล้างความผิดได้ไม่ต่ำกว่า300 วัน ความผิดของกัสคือ 150 ปี หากใช้หลักการคำนวณนี้มาคิดคำนวณเท่ากับว่า..กัสต้องใช้เวลาชดใช้ความผิดจริงๆ ประมาณครึ่งปีเท่านั้น”

                ทันทีที่ได้ยินว่ากัสต้องชดใช้ความผิดจริงๆเพียงครึ่งปีมิซ่าก็อ้าปากค้างไปด้วยความตระหนกซึ่งทำให้ซีต้าแย้มยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวาน

                “สิ่งที่เจ้ากลัวคือการแยกจาก..แต่ถ้าแค่ครึ่งปีละเจ้าสามารถทนได้ไหม”

                “ถ้าแค่นั้นละก็ ข้าคิดว่าข้าทนได้ค่ะ..แต่มันจะเป็นแบบนั้นจริงๆหรือคะอาจารย์ 150 ปี ลดเหลือเพียงครึ่งปี เรื่องที่น่าเหลือเชื่อแบบนั้น”

                มิซ่ายังคงทำใจเชื่อไม่ได้จริงๆ ทว่าซีต้ากลับไม่รู้สึกว่าแปลกเลยสักนิดซึ่งจริงๆ การประเมินนี้เป็นการประเมินแบบหยาบๆ เท่านั้นไม่ได้นำเอาปัจจัยอื่นๆมารวมด้วย

                ทั้งนี้มันสามารถลดระยะเวลาให้สั้นลงกว่าครึ่งปีได้หรืออาจจะยืดยาวออกไปมากกว่าครึ่งปีก็ได้เช่นกัน

                “หากเป็นก่อนหน้านี้ข้าอาจจะไม่มั่นใจแต่ตอนนี้ข้ามั่นใจมากว่ากัสทำได้ เจ้าจำได้ไหมก่อนที่พวกเราจะมาพบกัสมีข่าวจากตระกูลที่ประกาศถึงดันเจี้ยนแห่งนี้ว่าจะเพิ่มค่าความดีความชอบให้เป็นพิเศษสำหรับผลผลิตจากดันเจี้ยนแห่งนี้”

                “จริงด้วย!! ถ้างั้นก็หมายความว่าท่านกัสสามารถเป็นอิสระได้หลังจากนี้อีก5 ปีสินะคะ”

                “ใช่..และช่วงเวลา 5ปีนี้ข้าก็มีวิธีที่จะทำให้เจ้ากับกัสได้อยู่ด้วยกันด้วยจำได้ไหมสิ่งที่ข้าบอกเจ้าเมื่อวันก่อน งานวิจัยหลักของตำหนักผู้รักษา”

                มิซ่าอุทานออกมาอีกครั้ง ดวงตาที่หม่นหมองของเธอกลายเป็นสุกสว่างราวกับดวงดาวความหวังที่เคยยอมแพ้ไปแล้วนั้นในที่สุดก็ถูกจุดประกายด้วยแสงสว่างที่เจิดจ้าและความหวังใหม่

                “ค่ะ..งานวิจัยที่แสนสำคัญของตำหนักการวิจัยเรื่องปัญหาทายาทบุรุษที่ลดลง”

                “ถูกต้อง..เจ้าน่าจะรู้ว่าตระกูลเรามีปัญหาใหญ่ๆ อยู่2 ข้อได้แก่ปัญหาเรื่องครึ่งเทพที่ลดจำนวนลงมากในหลายร้อยปีที่ผ่านมาและปัญหาทายาทบุรุษที่มีจำนวนลดน้อยลง”

                สีหน้าของซีต้าดูจริงจังมากเป็นพิเศษเธอในตอนนี้ไม่ได้พูดเพื่อหาข้ออ้างในการอยู่ร่วมกับกัสเพียงเท่านั้นแต่พูดมันออกมาในฐานะของปรมาจารย์ผู้รักษาอีกด้วย

                ปัญหาใหญ่นี้มีมานานหลายร้อยปีแล้วและมีแต่จะรุนแรงมากขึ้นทำให้ตำหนักผู้รักษานำมันมาเป็นงานวิจัยหลักที่ปรมาจารย์ทุกคนต้องมีส่วนร่วมไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ต้องแบ่งเวลามาช่วยงานวิจัยนี้ด้วย

                แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากเธอเสนอชื่อของกัสในฐานะของบุคคลที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการวิจัย

                “กัสนะเป็นบุคคลที่เหมาะสมมาก..หากอ้างอิงจากเลโอลอว์ที่มีบุตรชายถึง3 คนซึ่งเยอะที่สุดในรุ่นของเขาแล้วรวมกับกัสที่มีศักยภาพที่ดีเยี่ยมและถ้าข้าส่งมอบข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับวิชาที่เขาฝึกฝนเข้าไปด้วยละก็”

                รอยยิ้มของซีต้ายกสูงขึ้นในทันที ดวงตาของมิซ่าก็ทอประกายวาววับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

                “ตำหนักผู้รักษาก็ไม่มีทางปฏิเสธได้แน่!! เผลอๆ อาจจะมีกองทุนสนับสนุนของท่านกัสอีกด้วย”

                “ใช่แล้ว..และถ้ามีกองทุนสนับสนุนความเร็วในการเจริญเติบโตของดินแดนแห่งนี้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นโอกาสที่กัสจะชดใช้ความผิดได้เร็วกว่าครึ่งปีก็จะมีมากขึ้นด้วย..หากเขาทำผลงานได้ดีจริงๆละก็ บางทีก่อนที่กำหนดบทลงโทษจะมาถึง เขาก็อาจจะชดใช้ความผิดทั้งหมดได้แล้วก็เป็นได้ถึงตอนนั้นหากเจ้ากับกัสจะออกไปใช้ชีวิตที่โลกข้างนอกก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป”