ท้องฟ้าของโลกนี้… ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรับสายตาเช่นเขาอีกต่อไปแล้ว
ลมแห่งรัตติกาลพัดกระแทกเชิงเขาเหมือนคำสาปของยุคเก่า ขณะเฉินหยวนยืนเงียบอยู่บนยอดผา สายตาที่เคยสะท้อนเพียงแสงจันทร์ บัดนี้กลับเหมือนกระจกสวรรค์ชั้นสูงสุดกำลังแตกเป็นรอยยาวดุจบาดแผลบนผืนฟ้า
เงาแห่ง “สวรรค์เก่า” ปรากฏในดวงตาเขา—อย่างช้า ๆ… แต่ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ
พื้นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนเหมือนหัวใจของโลกรู้ว่ากำลังถูกจ้องมองจากสิ่งที่ไม่ควรตื่นขึ้นอีกครั้ง
— วิหารทรุดโทรมในม่านตารอยแตกแรกปรากฏขึ้นขณะเขาหลับตา
แต่สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่ความมืด
มันคือ “วิหารร่วงหล่น” ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งอากาศร้าวฉาน—สถาปัตยกรรมของยุคก่อนกำเนิด ที่ไม่ควรเหลืออยู่แม้แค่เศษฝุ่น
วิหารนั้นพังไปครึ่งหลัง เสาแต่ละต้นดำเหมือนถูกไฟสวรรค์เผานับหมื่นปี
มุมหนึ่งมีเงาเติบโตเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิต
อีกมุมหนึ่งมีเสียงระฆังโบราณดังก้อง แม้ไม่มีมือใดแตะต้อง
สายฟ้าสีขาวจางแลบผ่านม่านตาเฉินหยวน
ตามมาด้วยเสียงแผดร้องของบางสิ่งที่ถูกผนึกอยู่ภายในวิหารนั้น
“ข้า… เคยมาในที่แบบนี้มาก่อนหรือ?”
เขาค่อย ๆ เปิดเปลือกตา ลมหายใจหนักเหมือนต้องหอบท้องฟ้าทั้งผืน
แต่ภาพวิหารยังคงติดอยู่หลังดวงตา
เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเขามาตลอด หมายจะกลับขึ้นมาสู่ความจริง
เลือดของเฉินหยวนร้อนขึ้นราวกับถูกเผาจากภายใน
คล้ายมีลมปราณสองสายกำลังสู้กันในกระดูกทุกชิ้น
สายหนึ่งคือ พลังทางเดินใหม่ที่เขาเลือกด้วยตัวเอง
อีกสายหนึ่งคือ กฎโบราณที่ถูกสลักไว้ในร่างตั้งแต่ยังไม่เกิด
กระดูกสันหลังส่งเสียงกรอบแกรบ
เหมือนมังกรฟื้นคืนชีพกัดหางตัวเองเพื่อหลุดจากพันธนาการ
คลื่นพลังสะท้อนออกมารอบตัวเขา
ดินแตกเป็นรอยดาวแปดแฉก
หินผาฟุ้งกระจายเหมือนโดนถล่มด้วยกำปั้นของเทพ
เฉินหยวนกัดฟัน
รู้ดีว่ามันคือเงื่อนปมที่ต้องต่อกร ไม่ใช่ศัตรูที่ฆ่าทิ้งได้ด้วยกำลัง
กลางเสียงลมที่ฉีกหมู่เมฆ เสียงหนึ่งลอดมาถึงประสาทเขาโดยไม่ผ่านหู
เป็นเสียงที่เก่ากว่าวันแรกของสวรรค์
เก่ากว่าสงครามเทพ
เก่ากว่าสายเลือดทุกชนิดที่เคยปรากฏบนโลก
เสียงนั้นเรียกชื่อที่ไม่ใช่ “เฉินหยวน”
“_________________
…เจ้ากลับมาเห็นเราเสียที…”
เสียงนั้นขาดตอน—เหมือนถูกตัดทิ้งโดยเจตนา
งดงามแต่ชั่วร้าย
เหมือนลมหายใจแรกของจักรวาลกำลังพยายามกระซิบเข้ากะโหลกเขา
เฉินหยวนยกมือกดหัว กลิ่นเลือดคาวขึ้นถึงลำคอ
ทั้งร่างแทบระเบิดเป็นเศษลมปราณ
“เรื่องบ้าบออะไรอีก… ข้าไม่ใช่เจ้าที่เจ้าหมายถึง!”
แต่เสียงนั้นกลับหัวเราะเบา ๆ หยอกล้อเหมือนรู้ความจริงทั้งหมด
ก่อนจะเงียบลงอย่างไร้ร่องรอย
ขณะเขาเปิดตาขึ้นอีกครั้ง
ฟ้า… แตก
ไม่ใช่ภาพหลอน แต่เป็นรอยฉีกที่เรียงตัวจากขอบทวีปหนึ่งไปอีกทวีปหนึ่ง
เหมือนมีดของผู้ยิ่งใหญ่บางตนกรีดผ่านผืนฟ้าแล้วหายไปอีกฝั่ง
ทุกสำนัก ทุกชนเผ่า ผู้ฝึกตนระดับบันไดสวรรค์
ทุกคนต่างชะงักมองท้องฟ้าเดียวกัน
พระหนุ่มที่กำลังนั่งสมาธิใต้พระอาทิตย์ตก
เด็กฝึกดาบในทุ่งหญ้า
หญิงชราที่กำลังร่ายมนตร์เรียกวิญญาณบรรพชน
ทุกสายตาต่างสะท้อนรอยฉีกเดียวกัน
“ฟ้า… ถูกเปิด?”
“ไม่ใช่ฟ้าโลกนี้… นี่คือฟ้าของยุคที่ล่มสลายไปแล้ว!”
ข่าวลือกระจายเร็วราวกับมีใครจงใจให้โลกเห็น
แต่มีเพียงคนเดียวที่รู้ว่า
รอยฉีกนั้นปรากฏเพราะดวงตาเขาเห็นมันก่อน
เฉินหยวนมองฝ่ามือของตัวเอง
มันสั่น—ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะร่างกำลังพยายามเลือนกฎเก่าออกไปจากเส้นลมปราณ
ทันใดนั้น
แสงสีเลือดพุ่งขึ้นที่ท่อนแขนซ้าย
รอยสัญลักษณ์คล้ายตราประทับโบราณขยายทีละเส้นราวกับมีชีวิต
มันเป็นรูปวงกลมสามชั้นทับซ้อน
ตรงกลางคล้ายดวงตา… หรือช่องว่างที่รอให้บางสิ่งกลับมาเติมเต็ม
เฉินหยวนกระชากแขนดูใกล้ ๆ
และทันทีที่ปลายเล็บเขาแตะสัญลักษณ์นั้น—ร่างกายเย็นเฉียบเหมือนจมน้ำแข็งพันปี
ภาพอีกภาพหนึ่งผุดขึ้นในหัวทันที
เขา—ในร่างของใครบางคนที่สูงส่งกว่าเทพ—ยืนอยู่หน้าวิหารทรุดโทรม และสัญลักษณ์นี้ส่องอยู่กลางอกของเขา… มานานกว่าฟ้าดวงนี้จะถือกำเนิดด้วยซ้ำ
เฉินหยวนหอบหนัก
ลมหายใจสั่นเป็นริ้วคลื่น
“ข้า… เคยเป็นอะไรกันแน่?”
รอยสัญลักษณ์สว่างขึ้นราวกับตอบรับคำถามนั้น
แสงสีเลือดสะท้อนในดวงตาเฉินหยวน
ผสานกับเงาสวรรค์เก่าที่ปรากฏอยู่แล้ว
และนี่… คือจุดเริ่มต้นของการตื่นรู้ครั้งที่ไม่มีผู้ใดในหกภพรับมือไหว
ปิดตอนเฉินหยวนกำแขนตัวเองแน่น
ฝังเล็บลงไปบนสัญลักษณ์นั้น
ขณะสายตาที่ทรุดโทรมของสวรรค์เก่ายังคงสะท้อนอยู่ในม่านตา
ฟ้าสั่น
โลกสั่น
อดีตก่อนยุคสวรรค์… สั่นไหวตามเขา