อีกทางด้านหนึ่ง อาณาจักรเมฆาหวน การประชุมของเหล่าขุนนางภายในท้องพระโรง
“ตอนนี้เหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้าง ทางอาณาจักรตะวันฉายเคลื่อนไหวยังไงบ้าง”
“ตอนนี้ทางอาณาจักรตะวันฉายเกณฑ์ไพร่พลเพิ่ม คาดว่าอีกไม่นานคงจะเคลื่อนทัพมาโจมตีพวกเราแล้วพวกเขาน่าจะเริ่มออกเดินทัพอีกประมาณสองถึงสามเดือนข้างหน้าพะยะคะ”
“อีกสองสามเดือนอย่างนั้นหรือ แล้วทางพวกเราพวกท่านคิดว่าพอจะสู้รบกับอาณาจักรตะวันฉายได้หรือไม่”
“สู้ได้พะยะคะ กำลังของพวกเรากับอาณาจักรตะวันฉายมีจำนวนมากพอๆกันเพียงแต่ว่าคงจะสูญเสียกันทั้งสองฝ่ายอย่างหนักเป็นแน่ หากมีอาณาจักรอื่นเข้าแทรกแซงเกรงว่าพวกเราจะรับศึกครั้งต่อไปไม่ไหวพะยะคะ”
“อื่ม เป็นดังที่พวกท่านว่าจริง ๆตอนนี้แต่ละอาณาจักรตกลงทำสัญญาเป็นพันธมิตรกันก็จริงแต่พวกเขาก็พร้อมจะยกเลิกได้ทุกเมื่อ”
มันเป็นดังเช่นอาณาจักรตะวันฉายที่เอาเรื่ององค์หญิงมาเป็นเครื่องต่อรองและยั่วยุอาณาจักรเมฆาหวนจนก่อให้เกิดสงครามครั้งนี้
องค์กษัตริย์นั่งนิ่งครุ่นคิดสักครู่หนึ่งเมืองจินเฟิงมีทหารจำนวนเท่าไหร่กันแน่นะ
“พวกเจ้าไปเตรียมเรือรบให้ข้าลำหนึ่งพรุ่งนี้ข้าจะไปเยี่ยมเมืองจินเฟิงดูสักครั้ง พวกท่านเองก็ไปกับข้าด้วย”
“รับด้วยเกล้าพะยะคะ”
หลังจากเลิกประชุมเหล่าขุนนางต่างสงสัย แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดพระประสงค์ของพระองค์
“องค์กษัตริย์จะไปเมืองจินเฟิงทำไมนะ”
“พระองค์คิดว่าเมืองจินเฟิ่งจะมีจำนวนทหารมากเหมือนดังที่เฟิ่งหยูคุยโม้ไว้ละมั้ง”
“พวกท่านอย่าเพิ่งด่วนสรุปไปอย่าลืมเสียหละ เฟิ่งหยูเป็นถึงว่าที่ราชบุตรเขยเชียวนะ หากพูดอะไรพล่อย ๆออกไประวังจะไม่ได้พูดอีกต่อไปนะ”
เหล่าขุนนางทั้งหลายที่ออกมาจากห้องประชุมต่างคิดกันไปต่างๆ นาๆ
“ข้าจะไปเมืองจินเฟิงพวกเจ้าจะไปกับข้าด้วยหรือไม่”
“ท่านพ่อจะไปเมืองจินเฟิงข้าจะไปด้วย ท่านแม่พวกเราไปด้วยกันนะ ที่เมืองจินเฟิงท่านพี่เฟิ่งหยูสร้างใหม่เกือบทั้งหมด ผ่านมาสองสามปีไม่รู้ว่าจะพัฒนาไปถึงไหนแล้วนะ ท่านแม่ท่านไปเป็นเพื่อนข้า ท่านพ่อจะได้เลิกบ่นข้าเสียที”
หนิงเอ๋อ อ้อนแม่ของนางจนใจอ่อน
“ ดีเหมือนกันข้าเองก็ไม่ได้เห็นโลกภายนอกมานานมากแล้ว ได้ออกไปข้างนอกบ้างก็คงจะดีเหมือนกัน”
“ดีพรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางกัน คงไปถึงที่นั่นตอนบ่าย ๆ นั่นแหละพ่อได้ให้คนไปเตรียมเรือรบไว้แล้ว จะได้เดินทางได้สะดวกหน่อยส่วนทางเมืองหลวงก็ให้พี่ชายเจ้าดูแลไปก่อนก็แล้วกัน”
รุ่งเช้าของวันถัดมาทุกคนพร้อมเดินทางไปยังเมืองจินเฟิงแล้ว
“ออกเดินทางได้”คำสั่งขององค์กษัตริย์เปล่งออกไป พร้อมกับเรือรบเริ่มทะยานออกจากเมืองอัสตาน่ามุ่งหน้าไปยังเมืองจินเฟิงทันที
เมืองจินเฟิง เฟิ่งหยูได้รับข่าวองค์กษัตริย์จะเดินทางมาเยี่ยมเมืองจินเฟิงของพวกเขาเฟิ่งหยูสั่งทุกคนเตรียมการต้อนรับทันทีตั้งแต่ได้รับทราบข่าวเมื่อคืนนี้
พวกชาวเมืองที่ได้รับทราบข่าวต่างดีอกดีใจที่จะเห็นองค์กษัตริย์จะเสด็จมาเยี่ยมเยือนต่างออกมายืนรอต้อนรับกันอย่างเนืองแน่น
เฟิ่งหยู พร้อมเหล่าขุนนางคนตระกูลเฟิ่ง เหล่าผู้อาวุโสสำนักเทพดารา และลูกศิษย์อีกเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ออกมายืนรอต้อนรับองค์กษัตริย์อยู่ที่หน้าประตูเมืองประชาชนที่ออกมาต้อนรับที่อยู่ด้านหลังส่วนมากเป็นเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่อาศัยอยู่รอบนอกเมืองเท่านั้น
ไม่นานเรือรบขนาดใหญ่เดินทางมาถึง
ทุกคนบนเรือรบต่างมองหน้ากัน
“เจ้าแน่ใจหรือหนิงเอ๋อว่าเมืองจินเฟิงแห่งนี้เจริญกว่าเมื่อก่อนนี้เท่าที่ข้าเห็นไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย”
พวกขุนนางต่างซุบซิบนินทากันอย่างสนุกปากพวกเขามองเฟิ่งหยูที่อยู่ด้านล่างอย่างดูถูกดูแคลน
“ไหนบอกว่ามีทหารเป็นล้าน ผู้คนอีกไม่รู้กี่สิบล้านคนนี่มันไม่ต่างจากเมืองจินเฟิงในอดีตเลย”พวกขุนนางต่างกระซิบกระซาบกันอย่างสนุกปาก
“ไม่ต้องห่วงหรอกท่านพ่อเดี๋ยวท่านพ่อก็จะรู้เอง”หนิงเอ๋อพูดพร้อมกับอมยิ้ม
ไม่นานเรือรบก็ลงจอดตรงหน้าเมืองจินเฟิงเฟิ่งหยูเดินเข้าไปหาพร้อมกล่าวต้อนรับ
“ยินดีต้อนรับองค์กษัตริย์องค์ราชินี และองค์หญิงหนิงเอ๋อพวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ต้อนรับพระองค์ บุคคลนี้คือบิดาของข้าน้อยเฟิ่งหานหลี่ ผู้นั้นคือท่านลุงเฟิ่งเทียน เป็นผู้นำตระกูลเฟิ่ง ส่วนผู้นี้ผู้อาวุโสจางเหว่ยผู้อาวุโสใหญ่สำนักเทพดารา ผู้นี้จ้าวหยวนแม่ทัพใหญ่ของเมืองจินเฟิง”เฟิ่งหยูกล่าวแนะนำบุคคลสำคัญพอสมควร
“พวกท่านเดินทางมาไกล เชิญพระองค์พร้อมกับเหล่าขุนนางทั้งหลายเข้าเมืองกันก่อนเถอะ ข้าได้เตรียมงานเลี้ยงเล็กๆไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ” เฟิ่งหยูเอ่ยปากเชื้อเชิญทุกคน
เมื่อเดินผ่านประตูเมืองไปเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบต่างส่งเสียงร้องสรรเสริญองค์กษัตริย์ตลอดทางองค์กษัตริย์ยิ้มและโบกมือให้กับพวกเขาเป็นระยะ ๆจนมาถึงประตูตำหนักเจ้าเมืองซึ่งดูด้านนอกจะมีเพียงคนเฝ้าอยู่ไม่กี่คนแต่เมื่อเดินเข้าไปกลับเป็นลานกว้าง เฟิ่งหยูนำเรือรบของเขาออกมาพร้อมกับเอ่ยเชิญพวกท่านทุกคนขึ้นเรือก่อน
“ทำไมพวกเราต้องขึ้นเรือด้วยหละ”ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยถาม
“หากท่านไม่ขึ้นเรือรบเกรงว่าพวกเราคงต้องเดินทางอีกนานกว่าจะถึงตำหนักของข้า”เฟิ่งหยูกล่าว
ทุกคนต่างงุนงงกับคำพูดของเฟิ่งหยูแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักพวกเขาเดินขึ้นเรือไป
“เปิดค่ายกลได้”เสียงของจ้าวหยวนดังขึ้น พร้อมกับเรือรบเริ่มลอยออกไปอย่างช้า ๆ
เมื่อผ่านพ้นค่ายกลไปทุกคนต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเพราะสิ่งที่ปรากฏในสายตาของพวกเขากลับเป็นเมืองใหญ่ที่ใหญ่กว่าเมืองหลวงของพวกเขาเสียอีกเมื่อมองลงไปพวกเขาพบกับผู้คนมากมาย บ้านเมืองที่เจริญ เป็นระบบระเบียบ
“ด้านซ้ายของพวกท่านที่เป็นภูเขาใหญ่คือสำนักเทพดาราของพวกเราตอนนี้มีลูกศิษย์ประมาณห้าล้านคน“เฟิ่งหยูอธิบายพลางชี้ไปทางภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ไกลลิบให้พวกเขาดู
“สำนักเทพดารามีลูกศิษย์จำนวนห้าล้านคนเชียวหรืองั้นคราวก่อนที่พวกเจ้าไปทดสอบเป็นนักปรุงโอสถไม่ใช่ว่าขนไปเกือบหมดสำนักแล้วอย่างนั้นหรือ?” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยถาม
“เปล่าหรอกที่พาไปสอบครั้งที่แล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสำนักเทพดาราของพวกเรา พวกเราได้แบ่งเป็นศาสตร์การเรียนรู้ ผู้ที่ผ่านการทดสอบเข้าสำนักแล้วใครสนใจเรื่องใดก็สามารถศึกษาเรื่องที่สนใจได้เลยพวกเราไม่บังคับ”ผู้อาวุโสจางเหว่ยอธิบาย
“แล้วพวกท่านสอนกันมีกี่ศาสตร์กัน?”
“พวกเรารวบรวมไว้แทบทุกศาสตร์ภูเขที่พวกท่านเห็นหนึ่งลูก คือหนึ่งตำหนัก หรือหนึ่งศาสตร์ที่พวกเขาเรียนรู้กันพวกเราจะเรียกว่า ตำหนักโอสถ ตำหนักค่ายกล ตำหนัก........ซึ่งหนึ่งตำหนักจะแทนด้วยหนึ่งศาสตร์ให้ภูเขาหนึ่งลูกเป็นที่ตั้ง”
“ส่วนด้านขวามือที่พวกท่านเห็นจะเป็นการทำงานของชาวเมืองจินเฟิงแห่งนี้ซึ่งตอนนี้มีประชากรอยู่ราวๆ หนึ่งร้อยล้านคนแล้ว”
“หนึ่งร้อยล้านคน”เหล่าขุนนางทุกคนต่างอ้าปากค้าง
“ใช่ หนึ่งร้อยล้านคนพวกเขามีอาชีพทำกันทุกคน พวกเราได้จัดสรรพื้นที่ให้พวกเขาตามที่พวกเขาถนัดเช่นพวกชาวประมงที่อยู่หมู่บ้านที่ใกล้กับแหล่งน้ำทางโน้น”เป็นเฟิ่งเทียนอธิบายพร้อมกับชี้ไปยังหมู่บ้านขนาดใหญ่ใกล้กับแม่น้ำ
“ส่วนพวกที่ทำเหมืองแร่ทำไร่สมุนไพรจะอยู่ทางด้านโน้น”เฟิ่งเทียนชี้มือไปอีกทางด้านหนึ่งซึ่งเหล่าผู้คนเมืองหลวงต่างอ้าปากค้างและมองตามเป็นระยะ
“พวกที่ชอบการค้าขายจะอยู่ในตัวเมืองส่วนลานด้านหน้าที่พวกท่านเห็นเป็นสนามฝึกซ้อมของทหารเมืองจินเฟิงของพวกเรา”
“ตอนนี้ทหารของเมืองจินเฟิงมีอยู่จำนวนเท่าใด”องค์กษัตริย์ตรัสถามพร้อมกับมองไปยังกองทหารที่ฝึกฝนกันอย่างเป็นระบบระเบียบด้านหน้า
“ทหารทั้งหมดมียี่สิบล้านคนโดยส่วนใหญ่วรยุทธ์พวกเขาต่ำสุดอยู่ในระดับสวรรค์ขั้นที่หกถึงขั้นที่เก้าส่วนผู้บัญชาการทั้งหมดของกองทัพตอนนี้ต่ำสุดอยู่ในขั้นเทวะ และราชันเทวะ”จ้าวหยวนกล่าวรายงานองค์กษัตริย์
“ยี่สิบล้านคนนั่นมันมากกว่าเมืองหลวงของพวกเขาอีก”ขุนนางแต่ละคนของเมืองหลวงต่างหน้าถอดสีโดยเฉพาะคนที่เคยดูถูกเฟิ่งหยูเอาไว้
ไม่นานนักพวกเขาก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง
“ที่พวกท่านเห็นคือตำหนักของเมืองจินเฟิงปัจจุบันและยังเป็นที่อยู่ของตระกูลของข้าด้วย”เฟิ่งหยูเดินนำพร้อมกับอธิบาย
เมื่อถึงห้องโถงหลักผู้คนนำพันที่อยู่ด้านในพลันคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกับกล่าว
“คารวะองค์กษัตริย์”
“คาราวะองค์ราชินี”
เสียงดังก้องสนั่นห้องโถงหลักพวกเขาคือเหล่าขุนนางและตัวแทนระดับสูงจากสำนักเทพดาราและบุคคลระดับสูงในเมืองจินเฟิงแห่งนี้
องค์กษัตริย์ตอบรับด้วยรอยยิ้มเฟิ่งหยูเดินนำขบวนขององค์กษัตริย์และราชินีไปยังที่นั่งตรงด้านหน้าพร้อมกับเชิญทุกคนให้นั่งลง
“ทุกท่านเดินทางมาวันนี้คงเหน็ดเหนื่อยกันมากข้าและชาวเมืองจินเฟิงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับพวกท่านดังนั้นพวกเราจึงได้เตรียมงานเลี้ยงเล็กๆ น้อย ๆ ให้กับพวกท่าน”
เฟิ่งหยูกล่าวเสร็จอาหารนับร้อยนับพันจานเริ่มนำเข้ามาเสริฟให้แต่ละโต๊ะอย่างพร้อมเพียง
“งานเลี้ยงเล็กๆ น้อยๆ หรือนั่นมันไม่เล็กน้อยแล้ว นี่มันงานเลี้ยงระดับหรูเลยหละ”เหล่าขุนนางจากเมืองหลวงเริ่มมองดูอาหารหลากหลาย ที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้า
“เชิญ เชิญ เชิญทุกท่านข้าขอคารวะให้กับองค์กษัตริย์และองค์ราชินี” เฟิ่งหยูกล่าว
“คารวะให้องค์กษัตริย์และองค์ราชินี”ทุกคนในห้องโถงยกจอกเหล้าพร้อมกับกล่าวพร้อมกัน
“ไม่ต้องมากพิธีทานกันเถอะ”องค์กษัตริย์ตรัสด้วยความเป็นมิตรและรอยยิ้ม
งานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความรื่นเริงใช้เวลาในช่วงบ่ายไปกับงานเลี้ยงที่สนุกสนานไปราวๆ หนึ่งชั่วยาม
“องค์กษัตริย์พระองค์คิดอย่างไรกับสงครามที่จะเกิดขึ้นบ้าง” เฟิ่งหยูเอ่ยถามขึ้นมา
“ตอนแรกข้าก็กังวนเป็นอย่างมากเพราะหากเราสู้รบกับอาณาจักรตะวันฉายจริง ๆด้วยกองกำลังที่ใกล้เคียงกันคงจะเสียหายหนักทั้งคู่แน่และที่ข้ากังวนมากที่สุดคือหลังจากจบสงครามอาณาจักรอื่นจะเริ่มบุกอาณาจักรเมฆาหวนของเราอย่างแน่นอนซึ่งถึงตอนนั้นพวกเราคงจะต้านไม่ไหว”
“ตอนนี้พวกเรามีกำลังรบเหนือกว่าพวกอาณาจักรตะวันฉายข้าเองก็เบาใจขึ้นมากเมื่อมาเห็นเมืองจินเฟิงที่เจ้าสร้างขึ้นในวันนี้แล้วเจ้าหละมีแผนการอะไรบ้างหรือยัง”
“พระองค์เคยได้ยินหรือรู้จักตระกูลซูของอาณาจักรตะวันฉายบ้างหรือไม่?”
“ที่ข้าทราบมาตระกูลซูที่ข้ารู้จักเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นตระกูลที่ซื่อสัตว์เป็นอย่างมากและยังมีหัวทางด้านการพัฒนาอีกด้วยเมืองที่พวกตระกูลซูดูแล ประชาชนต่างอยู่ดีกินดีแต่จู่ๆก็ถูกตระกูลฉีขึ้นมาแทนภายในระยะเวลาไม่นานข่าวคราวของตระกูลซูก็ขาดหายไปเลยข้าเคยส่งคนไปตรวจสอบแล้ว แต่ก็ไม่สามารถตามหาพวกเขาหรือสืบข่าวคราวของพวกเขาได้เลย”
“เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ”
“ข้าพอรู้จักอยู่บ้างตอนข้าไปที่อาณาจักรตะวันฉาย”
“ท่านต้องการรวมอาณาจักรตะวันฉายให้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเมฆาหวนหรือไม่”เฟิ่งหยูถามขึ้นมา
“หรือว่าเจ้ามีวิธี”
“ก็พอมีอยู่บ้างแต่พวกเราก็ต้องยอมให้ตระกูลซู ปกครองอาณาจักรตะวันฉายเพราะคนตระกูลซูในอาณาจักรตะวันฉายนั้นมีผู้คนนับถือเป็นจำนวนมากหากได้ขึ้นปกครองและในฐานะเมืองขึ้นของอาณาจักรเมฆาหวนพวกเราก็ไม่ต้องห่วงว่าพวกเขาจะคิดทรยศพวกเราในอนาคต เพราะข้ามีวิธีที่ทำให้พวกเขาซื่อสัตย์ต่อเราได้ท่านคิดเช่นไรกับความคิดของข้าบ้าง”
“หากทำได้เช่นนั้นก็ดียิ่งอาณาจักรเมฆาหวนก็จะไม่มีใครกล้ามายุ่งอีกต่อไปเพราะหากเราสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักรตะวันฉายได้ก็จะกลายเป็นอาณาจักรอันดับหนึ่งของทวีปฟ้าครามแห่งนี้”องค์กษัตริย์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“งั้นเรื่องแผนการเอาไว้คุยกันทีหลังก็แล้วกันตอนนี้เรามาดื่มกันต่อเถอะ”องค์กษัตริย์เอ่ยขึ้นมา
ทางด้านของฝ่ายมารดาเฟิ่งหยูและมารดาของหนิงเอ๋อต่างก็คุยกันอย่างถูกคอตามนิสัยของผู้หญิงที่เป็นแม่เช่นเดียวกัน ต่างพูดเรื่องราวต่าง ๆ อย่างสนุกสนานส่วนหนิงเอ๋อก็พูดคุยอยู่กับฉีฉีและเหล่าหญิงสาวตระกูลเฟิ่งอย่างถูกอกถูกใจเช่นกัน
งานเลี้ยงดำเนินมาจนถึงค่ำ ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามที่ทางเมืองจินเฟิงได้จัดที่พักไว้ให้