“ เจ้าฟื้นได้เสียที!! ”
หวังเฟยหลงมองไปรอบๆด้วยสีหน้างุนงง ตอนนี้ชายชราทั้งสองกำลังล้อมรอบตัวเขาที่กำลังนอนอยู่บนเตียงพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ เขาเห็นใบหน้าที่ยิ้มดีใจบนหน้าของชายชราทั้งสอง เขาค่อยๆลุกขึ้นด้วยท่าทีที่ลำบาก ตอนนี้เขารู้สึกแทบจะไม่มีแรง ลู่หยางจึงค่อยๆประคองตัวหวังเฟยหลงขึ้นมาช้าๆ
“ เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง!! ”
“ ข้ารู้สึกไม่มีแรงเลยขอรับ!! ”
“ ก็ถือเป็นปกติ เจ้าสลบไป 7 วัน ”
“ 7 วัน!? ไม่แปลกเลยที่ข้าจะรู้สึกหิว…แต่เหตุใดผู้อาวุโสถึงได้มาอยู่ที่นี้กัน!? ”
“ เรื่องนั้นเพราะข้ารู้จักกับท่านซิน จึงขอร้องให้เขามารักษาเจ้าก็เท่านั้นเอง ”
“ ขอบคุณผู้อาวุโสและท่านอาจารย์ที่ดูแลข้า ”
“ ช่างเรื่องนั้นเถอะ เจ้ารู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเจ้านั้นมีกายาร้อยพิษ? ”
“ …ข้าไม่ทราบเลยขอรับ!? ”
“ อืม…เช่นนั้นก็จงจำไว้ว่าตอนนี้ร่างกายมีกายาร้อยพิษ มีพิษไหลเวียนอยู่ในร่างกายเจ้า หลังจากนี้จะทำอันใดเจ้าต้งระวังให้มากขึ้น ”
“ ขอรับ!! ”
มันเป็นเรื่องจริงเพราะหวังเฟยหลงเพิ่งจะได้รับกายาร้อยพิษมาหลังจากที่ถูกพิษ และเป็นอย่างที่ซินกู้เหลินบอก หลังจากนี้เขาจะทำอะไรเขาต้องระวังมากขึ้นเพราะพิษที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายอาจจะไปทำร้ายคนอื่นโดยที่เขาไม่ตั้งใจได้และแน่นอนว่าเรื่องนี้ถือเป็นความลับของหวังเฟยหลง ตอนนี้นอกจากหวังเฟยหลงคนที่รู้ก็มีเพียง ลู่หยางกับซินกู้เหลินเท่านั้น
หลังจากนั้นลู่หยางก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หวังเฟยหลงทราบ ร่วมไปถึงความสัมพันธ์ของลู่หยางกับซินกูเหลินด้วย ถึงเขาจะบอกว่ามีคนลอบทำร้ายหวังเฟยหลงแต่ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร บอกเพียงแค่ว่าตอนนี้กำลังหาหลักฐานอยู่ หวังเฟยหลงพยักหน้าอย่างเข้าใจ และหันไปถามซินกู้เหลินถึงหมิงซูเมิ่ง
“ นางสบายดี และเพราะเจ้าตอนนี้นางจึงไม่ต้องถูกกดดันอีก!!...แต่ว่า ทำไมเจ้าไม่มอบส่วนที่เหลือให้ข้าไปเลยละ!? ”
“ ไม่ได้หรอก ท่านต้องให้นางพาน้องชายมา…และอีกอย่าง ท่านลืมข้อตกลงของข้าและนางไปแล้วหรือ?? ”
“ หึ!! เกรงว่าจะยากสักหน่อย ถ้าเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้ รวดเร็วมากกว่านี้ ไม่แน่ว่านางอาจสามารถทำตามข้อตกลงที่ว่าได้!! ”
“ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกมาก อย่าลืมให้นางมาตามเวลานัด พวกท่านคงจะหาข้าเจอกระมั้ง!!...แล้วเรื่องท่านแม่กับน้องของข้าละ!? ”
“ ยังไม่ได้ข่าวเลย ตอนนี้มีสองความเป็นไปได้ อย่างแรกคือ ทั้งสองเสียชีวิตไปแล้ว ก็เป็นไปได้น้อยมาก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะไม่เหลือร่องรอยใดๆเลย หรือไม่ก็อีกทางคือ ไม่ได้อยู่ในทวีปนี้แล้ว เหมือนกับว่าอยู่ๆก็หายไปราวกับอากาศอย่างไรอย่างนั้น!! ”
“ เช่นนั้นท่านจะบอกว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ทั้งสองจะไม่ได้อยู๋ในทวีปนี้แล้ว? เป็นไปได้อย่างไร…ข้าฝากท่านด้วยแล้วกัน ”
“ ถ้าหากมีข่าวคราวเมื่อใด ข้าจะบอกเจ้าอีกที ตอนนี้เจ้าพักผ่อนอีกไม่กี่วันก็ดีขึ้นแล้ว ข้าคงตจ้องไปแล้ว!! ”
“ ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย และฝากบอกหมิงซูเมิ่งด้วย ว่าข้าจะรอนาง ”
“ ขอบคุณท่านซินที่ให้การช่วยเหลือ ”
หลังจากร่ำลากันเสร็จ ซินกู้เหลินก็ออกเดินทางทันที ลู่หยางก็ได้เข้ามาคุยกับหวังเฟยหลงเพราะเขาสงสัยเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสอง หวังเฟยหลงจึงเล่าคร่าวๆให้ฟัง แต่ก็ไม่ได้เล่าว่าเขาได้ให้อะไรหมิงซูเมิ่งไป ลู่หยางไม่ได้ซักไซ้ใดๆ เขาพยักหน้าเข้าใจ
ลู่หยางกลับมาเรื่องของหวังเฟยหลง ตอนนี้หวังเฟยหลงถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์นอก ลู่หยางจึงมอบรางวัลให้ เขายื่นมือออกไปและมอบให้หวังเฟยหลง มันเป็นกล่องเล็กๆใบหนึ่ง หวังเฟยหลงเปิดดูก็พบว่ามันเป็นเม็ดยาเม็ดหนึ่ง หน้าต่างข้อความก็ปรากฏรายระเอียดของเม็ดยามาให้หวังเฟยหลงเห็น พร้อมกับลู่หยางอธิบายว่ามันคือเม็ดยาอะไร
“ มันคือ โอสถวิญญาณสวรรค์ มันจะช่วยเจ้าฟื้นฟูพลังวิญญาณและยังช่วยเพิ่มพลังวิญญาณด้วย มันคือราางวัลที่มอบให้เจ้าเพราะเจ้าทำผลงานได้อย่างดี นอกจากนี้… ”
พูดยังไม่จบ เขาก็ยื่นของอีกอย่างหนึ่งให้หวังเฟยหลง มันเป็นกล่องที่ใหญ่กว่ากล่องเม็ดยาเล็กน้อย หวังเฟยหลงเปิดดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะแค่ยาวิญญาณสวรรค์ก็มีค่ามากแล้วแต่ยังมีของอีกชิ้นหนึ่งมาให้เขาอีก ตอนนี้ในใจเขารู้สึกขอบคุณจริงๆที่เขามีอาจารย์ที่ดีเช่นนี้
“ มันคือกำไลข้อมือป้องกัน มันถูกสลักวิญญาณโดยผู้ใช้วิญญาณ เมื่อเจ้าตกอยู่ในอันตราย มันจะทำงานป้องกันการโจมตีได้หนึ่งครั้ง สามารถป้องกันการโจมตีของผู้ที่อยู่ระดับกำเนิดราณได้สองครั้ง…เจ้าต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะเรื่องภายในสถาบัน ดังนั้นกำไลข้อมือนี้ข้ามอบมันให้เจ้าเพื่อที่เจ้าจะสามารถปกป้องตัวเองได้ ”
“ เช่นนั้นข้าจะขอรับไว้ด้วยความยินดีขอรับ ”
การได้กำไลข้อมือป้องกันมานั้นถือว่าหวังเฟยหลงมีใบรับประกันชีวิตผู้ที่มีระดับกำเนิดปราณลงมาสองครั้ง และที่สำคัญที่สุดคือ โอสถวิญญาณสวรรค์ มันเป็ฯไปตามที่ลู่หยางบอกเขาแต่มีสิ่งหนึ่งที่ลู่หยางไม่รู้คือ นอกจากจะฟื้นฟูและเพิ่มพลังวิญญาณแล้วนั้น มันยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ได้อีกด้วย ตามที่ข้อมูลที่หวังเฟยหลงเห็นมันจะช่วยให้เขาสามารถพัฒนาและเรียนรู้ทักษะ วรยุทธ์ หรือแม่แต่การบ่มเพาะพัฒนาเร็วขึ้นสองเท่า
หลังจากคุยกันไม่นานลู่หยางก็ให้หวังเฟยหลงไปพักที่ห้องของตัวเอง หวังเฟยหลงเดินทางกลับห้องก็พบพี่น้องตระกูลฉู่ พวกเขาดีใจอย่างมากที่หวังเฟยหลงไม่เป็นอะไรและหายดีในที่สุด ส่วนคนอื่นๆต่างก็ประหลาดใจที่หวังเฟยหลงสามารถรอดพ้นจากพิษจิตสูญได้ แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นพยายามเข้าหาหวังเฟยหลงด้วยการแสดงความเป็นห่วงและยินดีที่เขาหายแล้ว
“ หวังเฟยหลง ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอเจ้าแล้วเสียอีก!? ”
“ ร่างกายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หายดีแล้วใช่หรือไม่!? ”
“ ข้าหายดีแล้ว แค่ต้องพักสักวันหนึ่ง ขอบใจพวกเจ้าที่เป็นห่วงข้า ”
“ นึกแล้วก็โมโห ใครจะไปคิดว่ามันจะกล้าใช้พิษในการประลองเช่นนี้…เจ้ารู้แล้วสินะว่ามันโดนอะไรบ้าง ”
“ อืม ข้ารู้แล้ว ท่านอาจารย์บอกข้ามาแล้ว ”
“ ถือว่าสมควร แค่ต้องการชนะถึงกับต้องใช้พิษ ”
พวกเขาพูดคุยกันอยู่สักพักแล้วหวังเฟยหลงก็เดินทางกลับที่พักของตัวเอง หลังจากมาถึงหวังเฟยหลงก็หยิบโอสถวิญญาณสวรรค์ออกมาและกินมันเข้าไป ทันทีที่เขากินเข้าไปแล้วข้อความก็ปรากฏขึ้นมาและทันใดนั้นหวังเฟยหลงก็รู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างระเบิดจากภายในกระจายไปทั่วร่างกายก่อนที่จะถูกดูดไปรวมไว้ที่หน้าผากของเขา การดำเนินนี้ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วยามก็สิ้นสุดลง
[ ท่านกิน โอสถวิญญาณสวรรค์ ]
[ ได้รับพลังวิญญาณเพิ่มขึ้น ]
[ เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้สองเท่า ]
ตอนนี้หวังเฟยหลงรู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกว่าตัวเขามีสมาธิมากขึ้น สามารถจดจ่อได้มากขึ้นและประสาทสัมผัสก็เฉียบคมมากขึ้น ที่สำคัญเขารู้สึกว่าเขาสามารถทำอะไรก็ได้ที่เขาอยากทำและเขาจะทำมันสำเร็จแน่นอน
“ อ่า!! ไม่ได้นะ ความคิดแบบนี้มันจะเป็นภัยต่อตัวเองและอนาคตอย่างมาก อย่างไรเสียก็ไม่มีอะไรที่สามารถสู้พรแสวงได้ ”
หวังเฟยหลงเปิดดูหน้าต่างสเตตัสของตัวเอง เขาก็พบว่า ค่า Int ของเขานั้นเพิ่มขึ้น 20 หน่วย ซึ่งถือว่าเยอะมากหากเทียบกับที่เขามีอยู่ นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาพยายามหาดูว่าการเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้คือสกิลหรือไม่ แต่เหมือนจะไม่ใช่ มันให้อารมณ์เหมือนเป็นบัฟที่คงอยู่ถาวรมากกว่า ไม่รอช้าหวังเฟยหลงรีบนั่งลงและโคจรปราณเพื่อบ่มเพาะพลังปราณทันที
……….
ขณะที่หวังเฟยหลงกำลังฝึกฝนอยู่นั้น ภายในพื้นที่ชั้นใน ชายชราสองคนได้พูดคุยกันอยู่ สีหน้าพวกเขาไม่สู้ดีอย่างมาก คนหนึ่งโมโห คนหนึ่งรู้สึกกดดันจากพลังของชายชราคนที่โมโหปล่อยออกมา
“ มันรอดจากพิษจิตสูญได้อย่างไร…เจ้าแน่ใจนะว่าที่ให้ไปมันคือพิษจิตสูญจริงๆ!? ”
“ ไม่ผิดแน่ขอรับ ข้าได้ไปตรวจสอบแล้วด้วยว่าเป็นพิษจิตสูญจริงๆ ”
“ แล้วเหตุใดมันยังไม่ตายอีก? ลู่หยาง?? ไปสืบมาว่าลู่หยางมันทำอย่างไรถึงสามารถช่วยเจ้าหวังเฟยหลงได้ ”
“ เข้าใจแล้วขอรับ ”
“ หึ!! ครั้งนี้เจ้าอาจจะสามารถช่วยลูกศิษย์เจ้าได้ แต่เมื่อเข้าเป็นศิษย์ในเมื่อไหร่ ข้าก็มีโอกาสอีกมากมายในการสังหารศิษย์ของเจ้า!! ”
……….
หวังเฟยหลงบ่มเพาะจนถึงเช้า เขาค่อยๆลืมตาขึ้น แม้ว่าเขาจะบ่มเพาะมาทั้งคืน แต่เขาก็ไม่มีความรู้สึกอ่อนล้าเลย กลับกันเขายังรู้สึกสดชื่นอยู่เสียด้วยซ้ำ หวังเฟยหลงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งกับผลของโอสถวิญญาณสวรรค์ สมแล้วที่ได้ชื่อเช่นนี้ โอสถที่ดีขนาดนี้ต้องหายากมากแน่นอน แต่ลู่หยางกับมอบมันให้เขาที่เพิ่งเป็นศิษย์ เขารู้สึกขอบคุณลู่หยางจริงๆ
‘ ผลของการมีพลังวิญญาณ(Int)เยอะๆนี้มันดีแบบนี้ นี่เอง!! สงสัยจะต้องแบ่ง Point ไปอัพ Int บ้างแล้ว ’
หวังเฟยหลงเดินทางไปห้องฝึกฝน เพื่อฝึกทักษะและวรยุทธ์ของเขา เขาใช้เวลาอยู่ครึ่งวันในการฝึกฝน และผลของมันก็เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ค่าความชำนาญของสกิลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจริงๆ หลังจากฝึกฝนช่วงเช้าเสร็๗หวังเฟยหลงก็ไปนั่งบ่มเพาะต่อกับพวกพี่น้องตระกูลฉู่ แลละได้แบ่งทรัพยากรให้กับทั้งสองด้วย
และแล้วชีวิตของหวังเฟยหลงก็ได้วนลูปการฝึกฝนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงวันทดสอบเข้าเป็นศิษย์ใน ระหว่างนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ตั้งแต่ที่หวังเฟยหลงสามารถเอาชนะหลินอี้เหยา ก็ไม่มีใครกล้าท้าทายหวังเฟยหลงอีกเลย ทำให้เขาฝึกฝนได้อย่างสงบ
ตอนนี้หวังเฟยหลงอยู่ที่ลานทดสอบศิษย์ใน คนที่สามารถทดสอบได้คือ 10 อันดับแรกของศิษย์นอก และการทดสอบศิษย์ในก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน โดยปกติแล้ว คนที่สามารถผ่านได้จะต้องมีระดับหลอมรวมขั้นต้นขึ้นไป แต่ก็มีกรณีที่ระดับรวบรวมระยาปลายสามารถผ่านได้ แต่คนๆนั้นต้องเป็นอัจฉริยะที่มีวรยุทธ์ระดับสูงมาก เช่นเดียวกับหวังเฟยหลง
เขาเปิดหน้าต่างสเตตัสขึ้นมาดู ตอนนี้เขาอยู่ระดับรวบรวมระยะปลาย แต่เขาก็สามารถเอาชนะผู้ที่อยู่ระดับหลอมรวมระยะต้นได้ง่ายๆแล้ว นอกจากนี้เขาขาด EXP อีกเพียงนิดเดียวก็จะเลื่อนเขาสู้ระยะขั้นสุดแล้ว นอกจากการบ่มเพาะ ทักษะวรยุทธ์ของเขาก็พัฒนาไปอย่างมากเช่นกัน ขณะที่เขากำลังสำรวจการพัฒนาตัวเองอย่างภูมิใจอยู่นั้น ก็มีคนเข้ามาหาเขา
“ หวังเฟยหลง!! ”
“ พวกเจ้ามาดูสินะ ”
“ ใช่แล้ว พวกข้าคงจะสามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ก็ครั้งหน้า ครั้งนี้เลยมาดูว่าการทดสอบจะเป็นอย่างไร ใครจะเหมือนเจ้ากันที่สามารถเข้าร่วมการทดสอบศิษย์ในได้ตั้งแต่ปีแรกเช่นนี้ เจ้ามันแข็งแกร่งเร็วเกินไปแล้ว ”
“ ข้าก็แค่โชคดีเท่านั้น ”
“ โชคก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถ หลังจากเข้าไปแล้ว เจ้าสามารถไปหาพี่ของข้าได้ ข้าได้บอกเขาไว้คร่าวๆแล้ว…เจ้าคงไม่พลาดหรอกมั้ง?? ”
“ มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว!! ”
ตอนนี้เองก็ได้มีผู้อาวุโสฝ่ายใน ได้ขึ้นมาที่กลางลานทดสอบ นอกจากผู้อาวุโสที่อยู่บนลานทเสอบแล้วยังมีผู้อาวุโสที่มารอดูอยู่ข้างๆด้วยเช่นกัน พวกเขามาดูว่าจะมีคนที่ใช้ได้หรือไม่และรับพวกเขาเป็นศิษย์สายตรงของพวกเขา แน่นอนว่ามาตรฐานของเหล่าผู้อาวุโสก็สูงเช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนหรือทุกปีที่จะมีคนได้เป็นศิษย์สายตรงของเหล่าผู้อาวุโสฝ่ายใน
หน้าต่างสเตตัส
ผู้เล่น [ l3lackShadow ]
ชื่อตัวละคร [ หวังเฟยหลง ] : ร่างกายทรราช
เพศ : [ ชาย ]
อายุ : [ 16 ]
ฉายา : -
อาชีพ : [ Gamer ]
คลาส : -
เลเวล : 19 ( ระดับรวบรวมระยะปลาย )
EXP : 89 %
สเตตัส :
Staength ( ความแข็งแกร่งของร่างกาย ) Str : 86
Agility ( ความว่องไว,ความคล่องตัว ) Agi : 111
Intelligence (ความฉลาด ) Int : 67+20
Lucky ( โชควาสนา ) Luk : 10
Point : 25
สกิล : Active
ความบ้าคลั่งของทรราช ( Rank ตำนาน : ความชำนาญ ฝึกหัด Lv.8 )
ตัดเงา ( Rank ชั้นยอด : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.1 )
ดาบขุนเขา ( Rank ชั้นสูง : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.8 )
ดาบเมฆาเคลื่อน ( Rank ชั้นสูง : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.8 )
วงล้อมตาข่าย ( Rank ชั้นสูง : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.8 )
ลมเฉือน ( Rank ชั้นสูง : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.8 )
ก้าวไร้เสียง ( Rank ชั้นสูง : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.9 )
: Passive
จิตใจของ Gamer ( Rank ตำนาน : Lv.Max )
การวิเคาะห์ของ Gamer ( Rank ตำนาน : Lv.Max )
โคจรปราณทรราช ( Rank ตำนาน : Lv.Max )
ทักษะดาบจันทร์ดับ ( Rank มหากาพย์ : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.1 )
ทักษะโล่ผสาน ( Rank ชั้นยอด : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.8 )
ทักษะเงาสังหาร ( Rank ชั้นยอด : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.7 )
ทักษะอาวุธลับเร้นกาย ( Rank ชั้นสูง : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.9 )
ทักษะธนูทั่วไป ( Rank ทั่วไป : ความชำนาญ เชี่ยวชาญ Lv.9 )