อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 51 การพัฒนา

    “เสี่ยวจิ้ง เสี่ยวจือจือ … พวกเขามีชีวิต มีความคิด และมีตัวตน สิ่งที่พวกเขาให้กับข้า มากมายเกินกว่าเพื่อน หรือญาติหลายคนของข้าเสียอีก ข้ามิอาจมองเขาเป็นสิ่งใด นอกจากคนสำคัญที่มีค่าที่สุดในชีวิต”

    “เจ้า…!!” 


    “แปะๆๆ” เสียงปรบมือดังขึ้น ร่างเล็กของก้วนฉู่เซิงเดินเข้ามาช้าๆ ทำให้หานสุ่ยเอ๋อสะดุ้ง หยุดสิ่งที่จะกล่าวออกมาทันที 

    “ศิษย์พี่ก้วน..” 

    หานสุ่ยเอ๋อที่เมื่อครู่ยังอวดเก่งเจ้าอารมณ์ ยามนี้กลับก้มศีรษะลง ไม่กล้าสบตาบุรุษร่างเล็กผู้นี้แม้แต่น้อย 


    ในที่แห่งนี้ นอกจากอาจารย์ฟ่านแล้วคำพูดของศิษย์พี่ก้วนคือประกาศิต.. สัตว์อสูรทั้งหลายล้วนยอมสยบต่อเขาทั้งนั้น หากเขาไม่พอใจจะสั่งให้นางไปนอนกอดมูลสัตว์อสูรทั้งคืนก็ยังได้  



    “หานสุ่ยเอ๋อ หากเจ้ายังมองสัตว์อสูรเป็นเพียงข้ารับใช้  เจ้าก็ไม่มีวันได้ครอบครองสัตว์อสูรระดับสูง.. พวกเขามีเกียรติ และจะไม่มีวันยอมให้เจ้ากดขี่แน่ๆ”  




    “ขอบคุณศิษย์พี่ก้วนที่สั่งสอน สุ่ยเอ๋อเข้าใจแล้ว” นางย่อตัวรับคำอย่างสุภาพเรียบร้อย 


    “อืม เจ้าไปได้”


    “เจ้าค่ะ”  

    มู่เชียนมองตามร่างของศิษย์พี่หานแล้วสูดลมหายใจลึกเพื่อตนให้ใจเย็นลง 


    ‘ท่าทีสงบเสงี่ยมว่าง่ายนั่นมันอะไรกัน !’  

    “ได้ยินว่ารุ่นนี้มีผู้มีพรสวรรค์วิถีสัตว์อสูรสูงสุดถึงสองคนให้ท่านอาจารย์ฟ่านเลือก เป็นเรื่องจริงเสียด้วย ……… ดูแค่ความคิดนี้ของเจ้าก็สมควรแล้วที่จะได้รับการยอมรับจากเหล่าสัตว์อสูร”  

    ศิษย์พี่ก้วนเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างจากที่เอ่ยกับหานสุ่ยเอ๋อแม้แต่น้อย


    “ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชื่นชม” มู่เชียนยิ้มรับ ในความคิดของนางผู้ที่ได้รับการยอมรับจากสัตว์อสูรเช่นนี้ นิสัยคงไม่เลว น่าจะพอคบหาได้


    เห็นรอยยิ้มกว้างขวางของศิษย์น้องที่ส่งมา ก้วนฉู่เซิงจึงเผยอยิ้มตอบกลับเล็กน้อย 


    “เจ้าคงเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงสุดทุกด้านที่เขาลือกันสินะ”  


    “……”

    มู่เชียนชะงักไป มิได้เอ่ยอันใด ในดวงตาปรากฏความระแวดระวังขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าศิษย์พี่ผู้นี้เอ่ยเรื่องผลทดสอบของนางด้วยเหตุใด คิดจะใช้งานอะไรนางเป็นพิเศษอีกหรือไม่ ?

    ก้วนฉู่เซิงที่ไวต่อความรู้สึก พลันสัมผัสได้ถึงความหวาดระแวงของนาง เขายิ้มกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย ในดวงตามีแววขบขัน

    “วางใจเถอะ ข้ากับอาจารย์ฟ่านไม่เสียเวลาแย่งชิงกับผู้อื่นหรอก โม่เจี้ยนนั่นต่างหากที่พวกเราหมายตา” ศิษย์พี่ก้วนชี้ไปทางทิศหนึ่ง


    มู่เชียนหันมองตามทิศที่เขาชี้ สักครู่ก็พบร่างของโม่เจี้ยนในที่สุด


    กลางคอกขนาดใหญ่ ชายหนุ่มกำลังถูกฝูงสุนัขหัวกระโหลกเกือบยี่สิบตัวรุมล้อม แต่ละตัวขนาดใหญ่พอๆกับลูกม้า….. ตอนแรกมู่เชียนวิตกอย่างมากว่า ศิษย์พี่ของนางอาจจะได้รับอันตราย แต่เมื่อเพ่งมองให้ชัดนางก็ต้องพบกับความผิดปกติอย่างยิ่ง

    สุนัขหัวกระโหลกขนาดใหญ่ฝูงนั้น ไม่มีรังสีสังหารแม้แต่น้อย หางพวกมันยกสูงโบกสะบัดอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าที่ซูบตอบจนเห็นกระดูกมีแววประจบเอาใจ ทุกตัวดูคล้ายอยากเข้ามาเล่นกับโม่เจี้ยนต่างหาก พวกที่อยู่ด้านหน้ากระโดดยกขาหน้าขึ้นเกาะหลัง เกาะไหล่เขา ลิ้นขนาดใหญ่ไล้เลียบนใบหน้าและศีรษะของโม่เจี้ยนจนเปียกแฉะ พวกที่อยู่ด้านหลังก็พยายามมุดลอดเข้ามาใต้ร่างของพวกพ้อง พัวพันส่วนขา เลียกางเกงและรองเท้าของเขากันวุ่นวาย

    แม้เหล่าสัตว์อสูรจะพยายามแสดงมิตรภาพ ทว่าใบหน้าของโม่เจี้ยนมิได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อยด้วยขนาดที่ใหญ่โต ยามยืนสองขาแล้วถึงกับสูงกว่าตัวของเขา น้ำหนักมหาศาลที่โถมมาทางซ้ายทีขวาที ในที่สุดพวกมันก็ทำให้โม่เจี้ยนเสียหลักล้มลงกับพื้น จากนั้นทุกตัวก็เริ่มกรูกันเข้ามาแย่งกันคร่อมร่างเขาไว้ ทั้งเลีย ทั้งดุน จนสภาพของโม่เจี้ยนน่าอนาถยิ่ง

    มู่เชียนมองอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มแน่ใจแล้วว่าโม่เจี้ยนคงไม่อาจเอาตัวรอดออกมาจากการแสดงความรักอันร้อนแรงเหล่านี้ได้


    “ศิษย์พี่ พวกเราควรยื่นมือช่วยศิษย์พี่โม่สักหน่อยหรือไม่ ?” 

    ก้วนฉู่เซิงมองความสนิทสนมครั้งนี้แล้วก็ถอนหายใจ

    “ไม่เคยเห็นผู้ใดจะได้รับความชื่นชอบจากสัตว์อสูรประเภทสุนัขเพียงนี้ ต่อไปคงต้องเพิ่มการฝึกควบคุมสัตว์อสูรให้เขาบ้าง มิเช่นนั้นเขาคงตายเพราะมิตรภาพที่ได้รับจากพวกมันสักวัน !” 




    วันต่อมาเป็นเวลาของการเรียนวิถีพฤกษา มู่เชียนผู้เป็นศิษย์สายตรงคนเดียว ก็ถูกแยกตัวออกมาเพื่อพบเจ้าสำนักตามลำพัง

    “เวลาสามวันที่เหลือของท่าน ข้าใช้สิทธิของเจ้าสำนักยึดมาแล้ว” จางฟู่ถิงเมื่ออยู่ตามลำพังก็เปลี่ยนเป็นเอ่ยกับมู่เชียนอย่างให้เกียรติ บนใบหน้าชราประดับรอยยิ้มอารมณ์ดีที่สามารถแย่งชิงเอาชนะเหล่าอาจารย์ท่านอื่นได้


    “เจ้าสำนักต้องการให้ข้าทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” มู่เชียนอมยิ้มอย่างสุภาพแล้วเอ่ยถามตรงๆ หากเขาขอในสิ่งที่เกินไป นางก็เพียงปฏิเสธเท่านั้น

    จางฟู่ถิงมองดวงตาที่เปล่งประกายมั่นใจของมู่เชียนแล้วก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงไปของนาง นางไม่ใช่เด็กหัวอ่อนที่เขาจะเกลี้ยกล่อมได้เหมือนอาทิตย์ก่อนอีกแล้ว หลายวันที่ผ่านมาของนางคงหนักหนาไม่น้อย ชายชรายิ้มอย่างเข้าใจแล้วเอ่ยว่า

    “ต่อไปเวลาสามวันนี้ท่านก็ฝึกปราณอยู่หน้ากะท่อมของฟู่จี และคอยดูแลภูติพฤกษาเกิดใหม่ต้นนั้นก็แล้วกัน”


    “เท่านั้นหรือเจ้าคะ ?” มู่เชียนผิดคาดอย่างมาก กับงานที่ได้รับมอบหมาย 

    ได้ยินว่าในการเรียนวิถีพฤกษานี้ เหล่าศิษย์ต้องคอยดูแล รดน้ำ พรวนดิน และถ่ายเทปราณธาตุให้กับเหล่าพฤกษาและสมุนไพรมากมายของสำนัก ถือเป็นวิถีศึกษาที่เหน็ดเหนื่อยและน่าเบื่อเป็นที่สุด นางเตรียมใจเอาไว้ว่าต้องพบกับการใช้แรงงานอย่างหนัก แต่เหตุใดจึงกลายเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการฝึกปราณเสียเล่า…. ?

    จะมีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่า กึ่งกลางของร่มพฤกษา…. หน้ากระท่อมของฟู่จีนั้นคือบริเวณที่ปราณธาตุอุดมสมบูรณ์ที่สุดในแผ่นดิน

    ใบหน้างุนงงของมู่เชียนทำให้จางฟู่ถิงทั้งเอ็นดูและขบขัน

    “หึหึ… หากข้าใช้แรงงานท่าน ทั้งฟู่จีและเทพอสูรของท่านคงไม่ปล่อยข้าเอาไว้แน่”  

    “เสี่ยวจิ้ง ฝีมือเจ้าหรือ?”  

    นางเอ่ยถามออกมาตรงๆ ทว่ามีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ตอบกลับมา

    “……”


    มู่เชียนเห็นเสี่ยวจิ้งไม่ได้ปฏิเสธก็ยิ่งมั่นใจยิ่งขึ้น นางรู้ว่าเขาเป็นห่วง แต่ก็ไม่คิดว่าจะแอบใช้อำนาจคุกคามผู้อื่นเพื่อนางเช่นนี้


    “ข้าขออภัยท่านเจ้าสำนัก แทนเสี่ยวจิ้งด้วยเจ้าค่ะ” 

    จางฟู่ถิงเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของมู่เชียนแล้วก็เข้าใจความรู้สึกของนาง เขาจึงเอ่ยต่ออย่างเมตตาว่า


    “ไม่เพียงแต่พวกเขาที่เป็นห่วงท่าน ตัวข้าเองก็เห็นด้วย วันเวลาของท่านมีคุณค่าเกินกว่าจะเอามาใช้กับการปลูกพืชผัก …​ และอย่างที่ฟู่จีเคยบอกไว้ หมู่ตึกพฤกษาจะมอบการสนับสนุนที่ดีที่สุดให้กับท่าน เพื่อให้ท่านพัฒนาตนเองได้เร็วที่สุด” 

    “แต่ข้าเกรงว่าจะเป็นการเอาเปรียบศิษย์ผู้อื่นเกินไป” นางอึดอัดกับการใช้เส้นสายเป็นที่สุด หากว่าให้สิทธิพิเศษกับนางมากเกินไปมีแต่จะทำให้นางดูถูกตนเองเท่านั้น

    “หากท่านรู้สึกว่าติดค้างสำนัก ก็โปรดเลี้ยงดูต้นอ่อนภูติพฤกษาให้ดี มันมีค่ามากกว่าพฤกษาและสมุนไพรทั้งหุบเขามรกตแห่งนี้รวมกันเสียอีก” จางฟู่ถิงขยิบตา เขามิได้ให้นางพักเปล่าๆเสียหน่อย

    “ข้าต้องดูแลมันอย่างไรหรือ ?” มู่เชียนเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น หากมีงานให้ทำบ้างนางคงรู้สึกดีกว่าเดิมมาก

    “ต้นอ่อนภูติพฤกษานั้นเพียงต้องการดูดซับปราณของท่านเพื่อการเติบโตในช่วงแรก ตราบกระทั่งมันแข็งแรงเพียงพอแล้ว ก็จะสามารถดูดซับปราณธาตุชนิดอื่นมาหล่อเลี้ยงตนเองได้ ท่านเพียงวางมันไว้ข้างๆในระหว่างการฝึกตนก็พอ”


    “ข้าทราบแล้ว” มู่เชียนพยักหน้ารับคำอย่างยินดี


    สามวันของการฝึกผ่านไป มู่เชียนก็สำเร็จขั้นครึ่งก้าวยอดยุทธ์อย่างรวดเร็ว สร้างความภาคภูมิใจให้กับเหล่าอาจารย์ทั้งหลายในหมู่ตึกพฤกษาอย่างมาก

    “ฮ่าฮ่าฮ่า มิใช่พวกตำหนักเซียนอัคคีเอ่ยอ้างมาตลอดหรือว่าศิษย์ปราณธาตุไฟของเขาคนหนึ่งกำลังจะกลายเป็นยอดยุทธ์ที่อ่อนวัยที่สุดในประวัติศาสตร์ ดูเถิดว่าสำนักของเราเองก็มิได้ขาดแคลนอัจฉริยะ อีกทั้งยังครอบครองปราณธาตุถึงเจ็ดธาตุในตัวอีกด้วย ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าผู้ใดจะเหนือกว่ากัน”


    เวลาสามเดือนผันผ่านไปอย่างช้าๆ มู่เชียนยังคงดำเนินชีวิตไปตามปกติ ทุกวันมีเพียงการฝึกปรือ เล่าเรียน และพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ 

    โถงวิถีปรุงโอสถ 

    “ยอดเยี่ยมมาก ไม่เพียงโอสถระดับสามที่ปรุงได้คุณภาพสูงสุดทั้งสิบส่วน แม้แต่โอสถระดับสี่ก็สามารถปรุงได้สำเร็จถึงสามในเจ็ดครั้ง ยามนี้เจ้าสามารถนับเป็นปราชญ์โอสถได้แล้ว” 

    “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่สอนสั่งเจ้าค่ะ” มู่เชียนโค้งคารวะอาจารย์เยี่ยอย่างสุภาพ ทำให้เขาลูบเคราและมองเด็กสาวด้วยรอยยิ้มที่กว้างขึ้น

    “ไว้วันหน้ามีโอกาสออกจากสำนักก็จงไปยังสมาคมผู้ปรุงโอสถ รับการทดสอบเพื่อรับรองเป็นปราชญ์โอสถเถิด เจ้าจะต้องเป็นปราชญ์โอสถที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินนี้เป็นแน่”

    อาจารย์เยี่ยพินิจมองลูกศิษย์คนโปรดที่ฝึกมากับมือด้วยความภาคภูมิใจ


    โถงปราณโอสถ

    “กระต่ายลมกรดตัวนี้ บาดเจ็บที่ตับ ใช้ปราณธาตุดินและลม เจ้าค่ะ” เสียงไพเราะเอ่ยช้าๆอย่างสุขุม


    “เยี่ยมมากมู่เชียน จับความรู้สึกของเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บนั้นได้แล้วใช่หรือไม่ ลองใช้ปราณธาตุแสงของเจ้าผสานกับปราณธาตุดิน และลม ซ่อมแซมส่วนที่บอบช้ำนั้นดูสิ”


    “วูบบบ…” มู่เชียนมิได้ผสานปราณอี้เจ๋อเข้าไปด้วย นับจากกรณีของเยว่เทียนหง นางก็ไม่เคยใช้ปราณอี้เจ๋อต่อหน้าผู้ใดอีกเลย… หากมีผู้ใดพบเข้า นางอาจไม่โชคดีเช่นนั้นอีก

    ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ กระต่ายที่กระอักโลหิต นอนพังพาบใกล้ตายอยู่นั้นก็กะพริบตา แล้วลุกขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา  

    “เร็วมากเลย นี่มันเพิ่งผ่านไปแป้บเดียวเท่านั้นก็สามารถรักษาหายได้แล้ว !” เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างพากันอัศจรรย์กับพรสวรรค์ด้านปราณโอสถของมู่เชียน

    “นั่นสิ แม้แต่ศิษย์พี่อิงยังใช้เวลาเกือบห้าปีกว่าจะสามารถเยียวยาสิ่งมีชีวิตด้วยปราณธาตุซับซ้อนเยี่ยงนี้ได้ !”

    “เจ้าเงียบหน่อย ศิษย์พี่อิงยืนอยู่ตรงนั้น”

    แม้จะได้ยินชัดเจน ทว่าอิงอู่หลานที่มองอยู่ด้านข้างกลับไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจอันใด

    “นางชอบศึกษาวิถีปราณโอสถก็จริง แต่ก็มิได้หมายความว่าห้ามผู้อื่นเก่งกว่านางเสียหน่อย อีกทั้งสิ่งที่นางชอบจริงๆ คือการต่อสู้ต่างหาก….  

    ดวงตาสีน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอีกครั้ง พร้อมกับรังสีการต่อสู้ที่พุ่งพรวด….
    ‘พรุ่งนี้จะใช้กระบวนท่าไหนอัดเด็กนี่ดีนะ…?!’


    ค่ำคืนนั้น มู่เชียนในวัย 16 ปี ก็กำลังจะบรรลุระดับยอดยุทธ์ในที่สุด 

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน