ตอนที่ 117 ไม่หยุดปาก
โจรสลัดคนสุดท้ายที่เหลือเหม่อมองลูกพี่ของมันหัวหลุดจากบ่าอย่างงุนงง มันตามสถานการณ์ไม่ทันแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเขากำลังจะชนะเห็น ๆ สตรีคนนี้ร่างกายหมดพลังแล้ว พยัคฆ์ตัวนั้นก็หอบหนักจนแทบไม่อาจลุก แม้ลูกพี่ของมันจะบาดเจ็บแต่ก็ยังเหลือแรงมากพอ
เวลานี้ลูกพี่ของมันกลับตายแล้ว ความหวาดกลัวฉายชัดในแววตา มันพยายามวิ่งถอยหากเพียงพริบตามุมมองของมันก็กลับด้านลง โลกหมุนกลับหัวกลับหาง มันเห็นร่างของมันเองที่ไร้หัวอยู่ในท่าวิ่ง แล้วจึงสะดุดล้มลง เลือดไหลบ่าจากลำคอ
ชายหนุ่มชุดแดงผู้นั้นเก็บดาบยาวหนึ่งคมกลับเข้าฝัก ดาบเล่มนั้นมีกระบังดาบกลมอันเล็กเพียงอันเดียวและเชือกที่พันด้ามจับ ตามใบดาบสลักลวดลายแปลกตาราวกับอาคมไว้ เลือดสด ๆ ที่ไหลรินทำให้มันสงสัยว่าดาบเล่มนี้สังหารคนมามากเพียงไรแล้ว
นิทานอาศัยจังหวะนั้นยัดโอสถฟื้นจิตให้ตนและคีตารวมถึงยาฟื้นฟูเท่าที่มี เขายังไม่มั่นใจว่าคนตรงหน้าเป็นศัตรูหรือมิตร เขาจะไม่ประมาท ตราส่งสัญญาณไม่ทันจะทำงานชายหนุ่มคนนั้นก็พูดขึ้นก่อน
“คุณนิทานไม่ต้องส่งสัญญาณหรอกครับ อริยะแปลงเพลิงรับทราบแล้ว ผมถึงได้มานี่ไงครับ” ชายหนุ่มคนนั้นเผยรอยยิ้มอ่อนโยนขณะเดินมาทางนิทาน
นิทานเลิกคิ้วอย่างสงสัย แม้เขาจะจดจำตราของหน่วยเชื้อไฟได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหน่วยเชื้อไฟขึ้นตรงต่อองค์หญิงไพลิน พวกเขาขึ้นตรงต่อราชวงศ์ นั่นหมายความว่าหน่วยเชื้อไฟอาจไม่ใช่มิตรเสมอไป
ชายหนุ่มคนนั้นเห็นท่าทีระแวงของนิทานก็หัวเราะน้อย ๆ เขาหันไปด้านหลังกวักมือไปทางหน้าถ้ำ ในไม่ช้าก็มีร่างเล็ก ๆ 3ร่างวิ่งเข้ามาทางเขา
“พี่แซฟไฟร์!” เด็กทั้งสามที่เขาให้ซ่อนตัวไว้ในป่ากลับมาปรากฏตรงนี้เสียอย่างนั้น นิทานสับสนไปหมด แม้พลังจิตวิญญาณจะเริ่มฟื้นฟูแล้วแต่ดูเหมือนสติสตังของเขาจะยังอ่อนล้าจากการต่อสู้อันยาวนาน
ชายหนุ่มคนนั้นเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ที่องค์หญิงไพลินมอบให้คุณนิ เอ๊ย คุณแซฟไฟร์มีการตีตราของเธอไว้ครับ หากมันออกห่างกายคุณ องค์หญิงไพลินจะรับทราบได้ทันที” ชายหนุ่มคนนั้นหัวเราะเบา ๆ
“องค์หญิงไพลินเลยติดต่อผมที่อยู่ใกล้ที่สุดให้ไปตรวจสอบดู เพราะยังไงตราส่งสัญญาณของอริยะแปลงเพลิงก็ยังไม่ได้ถูกใช้งาน ภารกิจผมอยู่แถวนี้พอดี โอ้ ผมขึ้นตรงกับองค์หญิงไพลินโดยเฉพาะ ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมชื่อเพชฌฆาต ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ชายหนุ่มรูปงามที่ชื่อเพชฌฆาตคนนั้นร่ายยาวโดยไม่มีจังหวะให้นิทานได้ตอบกลับ
นิทานผ่อนลมหายใจจากความเหนื่อยล้า เขาพอจะคาดเรื่องต่อจากนี้ออกแล้วแต่เพชฌฆาตกลับพูดอย่างต่อเนื่อง
“พอตามสัญญาณที่ได้รับมาก็มาเจอเด็ก ๆ พวกนี้เข้าน่ะครับ พวกนี้ใช้ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์กันตัวเองไว้ตอนเจอผม กว่าจะคุยกันรู้เรื่องและให้พวกเขาเชื่อใจได้ก็ลำบากแย่เลยล่ะครับ พอรู้สถานการณ์แล้วก็เลยตามสัญญาณมา ฮ่ะฮ่ะ ดีนะครับที่ผมมาทันเวลาพอดี แล้วก็ใช้ยันต์ฟื้นฟูอันนี้กับแขนดีกว่านะครับ ของผมประสิทธิภาพสูงกว่า” เพชฌฆาตหัวเราะพลางยื่นยันต์แผ่นหนึ่งให้
“ขอบคุณนะคะ” นิทานกล่าวตอบ ตอนนี้เขาค่อยโล่งใจได้อย่างแท้จริง เขาสำรวจคร่าว ๆ และเห็นร่องรอยของคำแห่งพลังสลักอยู่ถึงสองจุดที่ข้อมือและหน้าผากของเพชฌฆาต แม้จะได้รับการปกปิดไว้แต่นิทานก็สบายใจที่ได้รับรู้ว่าคนที่มาช่วยตนเป็นถึงนักสลักโท
“ยินดีครับ ว่าแต่ทำความดีใหญ่หลวงเลยนะครับเนี่ย ช่วยเด็กได้ตั้ง 13คนแถมยังได้ร่องรอยพวกกลุ่มค้าทาสที่พวกเราตามตัวอีก อ่าว แต่ผมเผลอฆ่าไปหมดแล้วสิ ทีนี้จะตามตัวยังไงเนี่ย” เพชฌฆาตพูดต่อแต่พลันนึกได้ว่าตนทำพลาดไปจึงเกาหัวแก้เขิน
นิทานหางคิ้วกระตุกน้อย ๆ เขายันกายลุกขึ้นเพื่อเตรียมพาเด็ก ๆ ที่เหลือกลับ โอสถฟื้นจิตทำงานแล้ว ยันต์ฟื้นฟูของเพชฌฆาตก็มีผลดีเยี่ยม เขาเริ่มไม่เจ็บตามร่างกายแล้ว
“โอ๊ะ ไม่ต้องห่วงครับ ผมเตรียมยาฟื้นฟูมาเผื่อทุกคนเลย ใช้ได้ตามสบายเลยนะครับ ของเด็กวีรบุรุษเผ่าซือบาสคนนั้นด้วยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ ว่าแต่คุณนิ เอ๊ย คุณแซฟไฟร์นี่สุดยอดไปเลยนะครับ ฆ่านักสลักโทได้ด้วยการปะทะซึ่งหน้าด้วย สมแล้วที่องค์หญิงไพลินชมไม่หยุดปากเลย” เพชฌฆาตยิ้มแย้มอย่างยินดีพลางควักกระปุกยาราคาแพงออกมาแจกจ่าย
ใครกันแน่ฟะที่ไม่หยุดปากเลย นิทานบ่นพึมพำ หน่วยเชื้อไฟคนนี้พูดเยอะจนน่าเหลือเชื่อ
เด็กชายตัวเล็กก้มหัวขอบคุณพลางเอาปิ่นปักผมวิหคสวรรค์มาคืน เขาก้มหัวปะล่ก ๆ แล้วจึงรีบวิ่งเอายาไปทาให้โอไรออนและเพื่อน ๆ เมื่อเด็ก ๆ เหล่านั้นมั่นใจว่าปลอดภัยแล้วจึงทยอยกันออกมา พวกเขาเริ่มร้องไห้โฮอย่างไม่อาจอั้น หลายวันมานี้พวกเขาเผชิญกับนรกมา และในยามนี้ในที่สุดพวกเขาก็หลุดพ้นแล้ว
เด็กชายเผ่ารูเบียสที่เงียบขรึมคนนั้นเดิมมาทางนิทานช้า ๆ เขาจ้องมองใบหน้าของนิทานอย่างใกล้ชิด แล้วจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอันแสนจริงใจ
“ขอบคุณนะครับ”
นิทานได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเบา มือหนึ่งลูบหัวของเด็กชายเผ่ารูเบียสคนนั้น โอไรออนที่เห็นดังนั้นก็อมยิ้ม หันไปบอกเด็ก ๆ ที่เหลือ พวกเขาจึงพูดออกมาพร้อมกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ยังเคล้าด้วยน้ำตา
“ขอบคุณนะครับ/ค่ะ พี่แซฟไฟร์”
ค่อยคุ้มเหนื่อยหน่อย นิทานมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม
“ผมมีพาหนะของหน่วยเชื้อไฟอยู่ครับ คุณนิ เอ๊ย คุณแซฟไฟร์จะกลับเมืองท่าข้างสมุทรพร้อมกันเลยมั้ยครับ” เพชฌฆาตที่เก็บศพและหัวของโจรสลัดใส่กระเป๋าบรรจุวังเรียบร้อยแล้วหันมาถาม
“ก็ดีค่ะ ขอบคุณมาก” นิทานตอบ เขาเหนื่อยแล้วจริง ๆ เขาได้เรียนรู้คำแห่งพลัง เชื่อมโยง ของตนไปอีกระดับแล้วด้วย เขาคิดว่าการออกมาหาประสบการณ์ครั้งนี้มากเกินพอแล้ว
“ดีเลยครับ เดียวผมขอติดต่อองค์หญิงไพลินด้วยนะครับ เห็นว่ามีเรื่องจะคุยด้วย แต่คุณนิทานบาดเจ็บอยู่นี่นา ไว้พักผ่อนก่อนก็ได้ ไม่สิ เดียวขึ้นว่าวของผมแล้วค่อยคุยละกันครับ ไม่งั้นองค์หญิงไพลินร้อนใจแย่ ถึงผมจะส่งแจ้งบอกคร่าว ๆ ว่าปลอดภัยแล้วก็เถอะ จริงสิ เดียวผมเอาพวกนี้ไปขึ้นค่าหัวให้นะครับ” เพชฌฆาตรัวคำพูดไม่หยุดจนนิทานมีสีหน้าเหยเกหากเขาก็ไม่อาจตอบโต้อะไรได้ ยังไงคนคนนี้ก็ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
แม้นิทานจะเดินไหวแต่เพชฌฆาตก็บังคับแบกเขาขึ้นหลังไปพร้อมคีตา อุ้มเขาออกมาจากถ้ำอยู่ดี แม้เขาจะรู้สึกอึดอัดที่คนไม่สนิทมาถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้แต่เขาก็เหนื่อยเกินกว่าจะขัดขืน
เมื่อทั้งหมดขึ้นว่าวขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายนก มันก็ส่องแสงเรืองรอง เพชฌฆาตใส่พลังจิตวิญญาณไว้ที่ลูกแก้วตรงกลาง มันจึงเริ่มเหินบินขึ้นสู่ฟ้า
หน่วยเชื้อไฟนี่มีของเล่นเยอะดีแฮะ นิทานคิดขณะที่มองเพชฌฆาตควบคุมว่าวรูปนกที่สลักตราเชื้อไฟไว้อย่างชัดเจน
“ระวังตกกันด้วยนะครับเด็ก ๆ ผมบินไม่ได้ อาจจะไปรับไม่ทันนะครับ โอ๊ะ แต่คุณแซฟไฟร์เร็วมาก เขารับทันแน่นอนครับ ฮ่าฮ่า น่าเสียดายนะครับ ตอนแรกผมได้ยินว่าคุณจะมาเป็นรุ่นน้องผมที่หน่วยเชื้อไฟด้วย อ๊ะ ปลอมตัวอยู่นี่นา พูดมากไม่ได้ ๆ” เพชฌฆาตหัวเราะครื้นเครง แล้วจึงเกาหัวเบา ๆ เพราะตนพลาดไปอีกแล้ว
นิทานนั่งอิงคีตามองบรรยากาศรอบตัวและภาพของป่าชายเลนจากมุมสูง เขาต้องการให้สายลมเหล่านี้กลบเสียงพูดมากของเพชฌฆาตเสีย เมื่อขึ้นบินได้สักระยะเพชฌฆาตก็หยิบศิลาส่งผ่านสีทองก้อนหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่า งดงามวิจิตรกว่าขึ้นมา แล้วจึงยื่นไปให้นิทาน
เขารับมาด้วยท่าทีงง ๆ แต่แล้วมันก็เปล่งแสงขึ้น ภาพใบหน้าขององค์หญิงไพลินพลันปรากฏขึ้นบนศิลา
“ไง ไปซนมาล่ะสิ ตายรึยังคะคุณเพื่อน” องค์หญิงไพลินพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มปนหัวเราะ หากนิทานสังเกตเห็นเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ตามใบหน้าและรอยย่นที่หน้าผาก
เห็นแค่นั้นเขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าเธอย่อมกังวลเป็นอันมากก่อนหน้านี้ หากเมื่อเขาปลอดภัยแล้วเธอจึงรีบคลายท่าทีนั้นเพื่อไม่ให้เขากังวล
“เกือบ ๆ อยู่ โคตรโหดเลยรอบนี้ เจอแต่อะไรก็ไม่รู้” นิทานหัวเราะตอบ เขาไม่ต้องการให้เธอกังวลเกินไปนัก
“โอ้ กลับมาก็รีบเล่าให้เราฟังด้วยล่ะ แต่พักผ่อนไปก่อนก็ได้ค่อยกลับมา ไม่ต้องรีบหรอก” เธอตอบ
“ว่าแต่คุณไพลินครับ คุณแอบตีตราตามตัวไว้ด้วยเหรอครับ อันนี้ละเมิดความเป็นส่วนตัวกันรึเปล่า” นิทานถามยิ้ม ๆ
“ก็แย่แล้ว ตีตราอันนั้นน่ะไว้เผื่อตรวจดูว่ามีการใช้งานมั้ยกับตรวจสอบว่าผู้ครอบครองยังเป็นนายอยู่มั้ยแค่นั้น ถ้ายังไม่ทำงานก็ไม่เห็นตำแหน่งหรอก” แม้จะโดนกล่าวหาตรง ๆ แต่องค์หญิงไพลินดูจะหัวเราะกลับอย่างไม่ยี่หระแม้แต่น้อย
“หวงของเหมือนกันนะเนี่ย เห็นรวยขนาดนั้น” นิทานแซวกลับ เขายังไม่ยอมแพ้
“งั้นนายจ่ายให้เราสิ 25ล้านไกอา เดียวเราให้เลย ลดเหลือ 20ล้านก็ได้นะ ราคามิตรภาพ” องค์หญิงไพลินยิ้มมุมปาก
นิทานได้ยินเช่นนั้นจึงยิ้มแหย ๆ เขาคงไม่มีทางเอาชนะเธอเรื่องฝีปากได้จริง ๆ
“ว่าไปเถอะ นายรสนิยมแบบนี้เหรอเนี่ย ชอบผู้หญิงมีกล้ามนี่เอง” องค์หญิงไพลินมองร่างของนิทานในสภาพแซฟไฟร์อย่างสนอกสนใจ ไล่ตั้งแต่หัวยันเท้าแบบเก็บรายละเอียดยิบ
“เปล่า! แบบนี้มันเนียนกว่า!” นิทานพูดเสียงดัง เมื่อเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนของนิทานเธอก็หัวเราะร่วน
“เอาเถอะ ๆ เรื่องส่วนตัวงี้ไม่ว่ากันอยู่แล้ว นายก็รีบพักผ่อนให้หายดีแล้วค่อยกลับมาล่ะ โอสถของเพชฌฆาตใช้ได้ตามสบายเลย เขาเป็นคนสนิทของเราเอง ไว้ใจได้แน่นอน” เธอยังคงหัวเราะเบิกบานขณะที่พูด
นิทานพยายามจะเถียงต่อแต่เธอกลับตัดสายทิ้งไปพร้อมด้วยข้อความส่งท้าย
“ท่านป้าบอกสัญญาณเมื่อกี้ไม่นับ นายยังใช้ตราส่งสัญญาณได้อยู่”
แม้ศิลาส่งผ่านแบบพิเศษเบื้องหน้าจะดับไปแล้วแต่นิทานยังคงยิ้มอย่างอบอุ่นขณะมองไปที่มัน เขารู้สึกลึก ๆ ในใจว่าการมีเพื่อนรู้ใจก็ไม่ใช่เรื่องแย่ไปเสียทีเดียว
“สนิทกันจริง ๆ เลยนะครับ ผมไม่เคยเห็นองค์หญิงสนิทกับใครขนาดนี้มาก่อนเลย ผมติดตามองค์หญิงมาหลายปีแล้วล่ะครับ เห็นอย่างนี้ผมก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งนะครับ เป็นนักสลักโทแล้วด้วย ปีนี้อายุ 34 เอง เก่งใช่มั้ยล่ะ!” เพชฌฆาตยังคงพูดต่อเมื่อเห็นว่านิทานมีสีหน้าที่ดีขึ้นแล้ว
คำแห่งพลัง พูด กับ ไม่หยุด รึไงฟะ นิทานบ่นอุบอิบ แล้วจึงถอนตัวออกไปนั่งอยู่กับพวกเด็ก ๆ ตรวจสอบบาดแผลและคุยเล่นกับพวกเขาเพื่อเป็นข้ออ้างที่จะไม่ต้องฟังอัจฉริยะจอมพูดมากแห่งหน่วยเชื้อไฟคนนี้
หากดูเหมือนเขาจะอ่านบรรยากาศไม่ออกแม้แต่น้อย เพียงเดินตามมานั่งข้าง ๆ นิทานอย่างสนิทสนม พูดจ้อต่อไปจนคีตาอดกลั้นขำไม่ได้ นิทานมองค้อนมันไปหนึ่งทีในขณะที่เด็ก ๆ รอบข้างมีสีหน้าเหยเกกับผู้มีพระคุณที่พูดไม่หยุดตรงหน้า
เฮ้อ เมื่อไหร่จะถึงว้า.. นิทานถอนหายใจพลางทิ้งตัวลงนอน