เมื่อได้รับแบบแปลนหยกแทนชีวิตกลับไปพวกเขาต่างเริ่มทำการผลิตหยกแทนชีวิตกันอย่างรวดเร็วโดยมีสำนักเทพดาราช่วยผลิตอีกทางหนึ่ง และมีสมาคมการค้ามังกรดำเป็นผู้กระจายหยกแทนชีวิตไปยังโลกต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เฟิ่งหยู ราชันย์ฟางหรงและเหล่าเจ้าโลกทั้งหลายต่างนำหยกแทนชีวิตของพวกเขาเก็บไว้ที่โลกของพวกเขาพวกเขาส่วนมากจะเก็บหยกแทนชีวิตไว้ที่ตระกูลหรือบางคนก็เก็บไว้ที่สำนักที่ตนฝึกฝนอยู่ เพื่อที่ทุกคนจะได้รับรู้เมื่อพวกเขาเกิดอันตรายหรือเสียชีวิตไป
หลังจากนั้นหนึ่งเดือนโลกของราชันย์จุ้ยเสอพลันเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นเมื่ออยู่ ๆ พลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดภายในโลกนั้นหายไปจนหมดสิ้นเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่างพากันเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
ราชันย์จุ้ยเสอเองก็พยายามหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแต่ไม่ว่าจะหายังไงพวกเขาก็หาสาเหตุไม่เจอ
“รายงานองค์ราชันย์ตอนนี้คุกที่คุมขังเหล่านักโทษที่พวกเราจับเอาไว้ไม่สามารถเข้าไปได้เลยขอรับ”
“เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่มีใครมารายงานข้าแล้วแบบนี้พวกเชลยที่อยู่ด้านในพวกมันไม่ตายกันไปจนหมดหรอกหรือ”
“คาดว่าหากพวกเราไม่สามารถเข้าไปด้านในได้คาดว่าอีกไม่เกินสามปีหรือห้าปี พวกเขาคงจะตายกันหมดขอรับ”
“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นนานหรือยัง?”
“เหตุการณ์นี้พวกเราเองก็พึ่งจะตรวจสอบเจอหลังจากที่ทหารหลายสิบนายได้หายไปขอรับ”
“ทหารหลายสิบนายหายไปแล้วเฟิ่งหยูพวกเจ้าค้นหาตัวเขาเจอหรือยัง”
“ยังเลยขอรับองค์ราชันย์คาดว่าคงจะหายไปพร้อม ๆ กับทหารพวกนั้นขอรับ”
“หวังว่าเขาคงยังมีชีวิตอยู่นะเป็นความประมาทของข้าเอง ที่ปล่อยให้คนที่มีประโยชน์เช่นเขาต้องอยู่ที่นี่หากข้านำเขาติดตามไปด้วย ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น”
“เอาหละพวกเจ้าไปตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีวิธีใดเข้าไปด้านในได้หรือไม่?”
“ขอรับองค์ราชันพวกเราจะรีบทำการตรวจสอบ”
นับวันพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดโลกขององค์ราชันจุ้ยเสอยิ่งน้อยลดน้อยลงเหล่าผู้ฝึกยุทธ์หลาย ๆ คนเริ่มได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เหล่าโลกอื่น ๆในจักรวาลที่หนึ่งที่ได้รับทราบเรื่องราวโลกขององค์ราชันย์จุ้ยเสอเริ่มหวาดระแวงเพราะกลัวว่าองค์ราชันย์จุ้ยเสอจะบุกยึดดวงดาวของพวกเขาไปเป็นดาวของราชันย์จุ้ยเสอเอง
เหล่าผู้คนในจักรวาลที่หนึ่งต่างช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาในครั้งนี้โดยเร่งด่วนเพราะพวกเขายังไม่อยากให้ราชันย์จุ้ยเสอยึดครองดวงดาวของพวกเขาทุกโลกต่างระดมความคิดเห็นและหาทางช่วยเหลือ
ข่าวคราวโลกของราชันจุ้ยเสอกระจายออกไปอย่างรวดเร็วทุกอาณาจักร ทุกเมืองของโลกต่าง ๆที่อยู่ในจักรวาลที่หนึ่งพลันได้รับข่าวในไม่กี่วันทำให้พวกเขาต้องรีบทำการป้องกันตัวเองอย่างหลีเลี่ยงไม่ได้
ดวงดาวหลายดวงเริ่มหวาดระแวงกองกำลังของราชันย์จุ้ยเสอแต่ยังไม่มีใครออกหน้าแทนพวกเขาส่วนทางด้านราชันย์จุ้ยเสอตอนนี้กำลังคิดหาทางที่จะฟื้นฟูดวงดาวของเขาให้เร็วที่สุดไม่เช่นนั้นโลกที่ราชันย์จุ้ยเสอปกครองอยู่จะกลายเป็นดวงดาวร้างผู้คนจะเริ่มอพยพออกไปจะเหลือเพียงผู้คนที่ไม่ได้ฝึกยุทธ์ที่คงอยู่ในดวงดาวดวงนี้ได้
ส่วนจักรวาลอื่น ๆเมื่อได้รับทราบข่าวโลกของราชันย์จุ้ยเสอจักรวาลที่หนึ่งเกิดปัญหาพวกเขาต่างเฝ้ามองดูว่าราชันย์จุ้ยเสอจะตัดสินใจยังไงต่อไป
“ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะแก้แค้นให้กับเหล่าบรรพบุรุษของพวกเรารวมถึงทำให้จักรวาลต่าง ๆ ได้รับรู้ถึงการกระทำของราชันย์จุ้ยเสอที่กระทำกับเขตจักรวาลอื่นๆ ไว้เช่นไรบ้าง” เฟิ่งหยูพลันเอ่ยขึ้นมา
“เจ้ามีแผนอย่างไรบ้างเฟิ่งหยู พวกเราจะจัดการกับราชันย์จุ้ยเสอยังไงดี ให้พวกเราบุกไปตรง ๆ เลย ดีไหม?”
“เช่นนั้นไม่ดีแน่พวกเราจะถูกจักรวาลอื่นรับรู้ถึงการคงอยู่ของพวกเราได้”
“เช่นนั้นพวกเราสมควรทำอย่างไร?”
เฟิ่งหยูนำบันทึกต่าง ๆที่หน่วยข่าวกรองของราชันย์จุ้ยเสอบันทึกเอาไว้ออกมาทุกชิ้นจะมีตราประทับของหน่วยข่าวกรองของราชันย์จุ้ยเสอประทับเอาไว้ทำให้ยืนยันได้ว่าข้อมูลที่ได้มานั้นเป็นของหน่วยข่าวกรองของราชันย์จุ้ยเสออย่างแน่นอน
“องค์ราชันย์ฟางหรง ท่านช่วยให้คนนำข่าวพวกนี้ไปส่งให้ยังเขตจักรวาลต่างๆ ได้หรือไม่ อย่าให้พวกเขารู้ว่าคนส่งข่าวพวกนี้ไปให้เป็นใครเด็ดขาด อยากจะรู้เช่นกันเมื่อพวกเขาได้รับรู้ความจริงต่าง ๆ ที่ราชันย์จุ้ยเสอทำไว้ พวกเขาจะทำยังไงกับราชันย์จุ้ยเสอ”
“เรื่องนั้นเจ้าไว้ใจได้เลยข้าจะจัดการให้เจ้าเอง ตอนนี้พวกเราไปเยี่ยมจักรวาลที่หนึ่งอีกรอบกันเถอะเมื่อเสร็จเรื่องของราชันย์จุ้ยเสอแล้วข้าคิดว่าพวกเราควรที่จะไปจัดการกับเผ่าปีศาจที่ดวงดาวของพวกมันเจ้าคิดว่ายังไง”
“เช่นนั้นก็ดีเหมือนกันพวกเรารวบรวมผู้คนจากจักรวาลต่าง ๆ ให้เข้าร่วมจัดการกับเผ่าปีศาจให้สิ้นซากพวกเขาคงไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะตอนนี้ทั่วทุกเขตจักรวาลล้วนเดือดร้อนกับเผ่าปีศาจกันอย่างถ้วนหน้าหากพวกเราไม่เริ่มกำจัดพวกมันตอนนี้ รอให้พวกมันแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้คงยากต่อการกำจัดพวกเขาเป็นแน่”
“เช่นนั้นพวกเราก็ควรออกเดินทางไปอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าตอนนี้ข้าให้คนไปส่งข่าวของราชันย์จุ้ยเสอให้กับเขตจักรวาลต่าง ๆ ก่อนอีกหนึ่งอาทิตย์พวกเราค่อยออกเดินทางไปยังจักรวาลที่หนึ่งกันอีกครั้ง”
เฟิ่งหยูกลับไปยังโลกที่แปดพร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้กับบิดาและมารดาของพวกเขาได้รับรู้ ตลอดทั้งสัปดาห์เฟิ่งหยูอยู่กับหนิงเอ๋อมาโดยตลอดพวกเขาพากันไปเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆภายในโลกที่แปด ซึ่งพวกเขาเองแทบจะไม่มีเวลาออกสำรวจเลย
หนิงเอ๋อพร้อมกับเสี่ยวไป๋ที่ตอนนี้เสี่ยวไป๋ได้กลายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารัก คอยติดตามหนิงเอ๋ออยู่ไม่ห่าง เพราะเสี่ยวไป๋เองก็มีระดับราชันย์สัตว์อสูรเช่นเดียวกับสัตว์อสูรตัวอื่นๆ เสี่ยวไปมักจะคลุกคลีอยู่กับมารดาของเฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อเท่านั้นส่วนคนอื่น ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไกล้เสี่ยวไป๋ด้วยซ้ำไป
เฟิ่งหยูใช้เรือเล็กของเขาเดินทางออกสำรวจโลกที่แปดและคอยจดบันทึกสภาพพื้นที่ต่าง ๆเอาไว้อย่างละเอียด พร้อมกับวางแนวทางพัฒนาไว้ล่วงหน้า ปัจจุบันนี้โลกที่แปดที่บิดาของเขาปกครองอยู่นั้นพัฒนาอย่างก้าวกระโดดผู้คนมีทรัพยากรในการฝึกฝนอย่างเพียงพอ การค้าขายกับโลกอื่น ๆ ก็เป็นไปได้ด้วยดีทุกเมืองทุกอาณาจักรล้วนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกคนจึงให้ความเคารพตระกูลเฟิ่งเป็นอย่างมากทั้งในโลกที่แปดและโลกต้นกำเนิด
ตอนนี้ดาบราชันย์ของเฟิ่งหยูนั้นยกระดับเป็นอาวุธระดับพระเจ้าไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ได้รับมูลของราชาแมลงกลืนทองดาบราชันย์ของเฟิ่งหยูที่หลอมรวมกับมูลของราชาแมลงกลืนทองอยู่ภายในวิหารสุริยันจันทรามาโดยตลอดจนมันสามารถยกระดับขึ้นเป็นดาบราชันย์ระดับพระเจ้า
หากเฟิ่งหยูคิดจะใช้ดาบราชันย์ในตอนนี้เขาคงต้องคิดแล้วคิดอีกเพราะดาบราชันย์ในตอนนี้มีพลังและอนุภาพที่เขาเองไม่สามารถควบคุมได้อย่างแน่นอนยกเว้นว่าเขาจะก้าวข้ามไปอยู่ในระดับราชันย์เซียนระดับแปดขึ้นไป หรือระดับพระเจ้าเขาถึงจะสามารถใช้พลังของดาบราชันย์ได้อย่างเต็มที่หากเขาฝืนใช้ในตอนนี้ไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบใดบ้างที่เขาจะต้องแบกรับ
เฟิ่งหยูจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนอาวุธของเขาเป็นกระบี่แทนดาบราชันย์ ถึงแม้จะมีอาวุธมากมายให้เฟิ่งหยูได้เลือกใช้ แต่เฟิ่งหยูเลือกอาวุธที่เหมาะสมกับตัวเขามากที่สุดเพื่อง่ายต่อการใช้งาน เฟิ่งหยูยังคงฝึกฝนอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์อย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าพลังของเขาเข้าใกล้ที่จะเลื่อนไปอยู่ในระดับราชันย์เซียนแล้วก็ตามแต่ด้วยขอบเขตของตันเถียนของเฟิ่งหยูนั้นกว้างขวางเป็นอย่างมาก เขาจึงยังคงไม่สามารถเลื่อนระดับได้ในตอนนี้เฟิ่งหยูทำได้เพียงอดทนและพยายามฝึกฝนอย่างหนัก แถมยังประดิษฐ์อุปกรณ์ต่าง ๆ ออกมามากมาย เฟิ่งหยูศึกษาอาวุธทุกอย่างจนสามารถใช้มันได้อย่างชำนาญพลังและความสามารถของเฟิ่งหยูในตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าก้าวข้ามทุกคนที่อยู่ในระดับพระเจ้าไปแล้วเพียงแต่ว่าเขายังคงติดอยู่ในขั้นเซียนระดับเก้าอยู่
หลังจากวันที่พวกเขานัดหมายมาถึงเฟิ่งหยูนำเรือรบซึ่งตอนนี้เขาปรับปรุงมันจนสามารถใช้ความเร็วได้มากกว่าเดิมพวกเขามุ่งหน้าออกจากจักรวาลที่เก้า มุ่งตรงไปยังจักรวาลที่หนึ่ง โดยครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ปลอมแปลงใบหน้าของพวกเขาแต่อย่างใด
เฟิ่งหยูพร้อมกับองค์ราชันย์และเจ้าโลกอีกห้าคนร่วมเดินทางมายังจักรวาลที่หนึ่งในวันนี้พวกเขามุ่งหน้าไปยังโลกที่อยู่ใกล้กับโลกของราชันย์จุ้ยเสอมากที่สุด นั่นคือโลกที่สี่ของจักรวาลที่หนึ่ง ในครั้งนี้พวกเขาใช้เวลาในการเดินทางมายังจักรวาลที่หนึ่งเพียงแค่สี่วันพวกเขาก็มาถึงโลกที่สี่ของจักรวาลที่หนึ่ง
เฟิ่งหยู องค์ราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งห้าเดินทางมาถึงอาณาจักรสุ่ยซึ่งเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่สี่ใบนี้ เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าเมืองสุ่ยได้เฟิ่งหยูได้ที่พักในโรงเตี้ยมขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองสุ่ย มันสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์รอบๆ เมืองสุ่ยได้เป็นอย่างดี เฟิ่งหยูและองค์ราชันย์ฟางหรงได้ลงมาสั่งสุราอาหารมาดื่มที่ชั้นสองของโรงเตี้ยมแห่งนั้นเพื่อรอฟังข่าวของราชันย์จุ้ยเสอ ส่วนคนอื่น ๆ พักผ่อนอยู่ในห้องพักของพวกเขา
“เฟิ่งหยูเจ้าคิดว่าโลกของราชันย์จุ้ยเสอนั้นตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
“พี่ใหญ่ข้าว่าตอนนี้พวกเขาคงจะวุ่นวายกันไปทั่ว หลายคนอาจจะเริ่มอพยพไปอยู่ดาวดวงอื่นแล้วหากข้าเดาไม่ผิด ราชันย์จุ้ยเสอคงจะนั่งไม่ติดแล้วตอนนี้ยิ่งข่าวที่พวกเราส่งไปให้ยังเขตจักรวาลต่าง ๆ นั้น เป็นข่าวจากหน่วยข่าวกรองของราชันย์จุ้ยเสอเองพวกเขาคงไม่คาดคิดว่าราชันย์จุ้ยเสอนั้นได้วางแผนร้ายกับจักรวาลของพวกเขาอย่างไรบ้าง”