หลังจากมนุษย์กลุ่มสุดท้าย
เดินผ่านจุดวาร์ป
บรรยากาศบริเวณนั้น
ก็กลับมาเงียบลงอีกครั้ง
โอมยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มมนุษย์
สายตามองไปยังจุดวาร์ปเบื้องหน้า
คนที่ยืนอยู่รอบตัวเขา
มีทั้งผู้ที่เคยผ่านเข้ามายังโลก 1
และคนที่กำลังเดินทางกลับไปยังโลกเดิม
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ไม่มีใครรู้ว่า
หลังจากนำแท่นบูชามาถึง
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้คืออะไร
จนกระทั่ง
เสียงหนึ่ง
ดังขึ้นภายในหัวของทุกคน
[ระบบตรวจพบว่าครบเงื่อนไขสำหรับการเปิดใช้งานจุดวาร์ป]
โอมชะงักไปทันที
คนรอบตัว
ต่างมีสีหน้าไม่ต่างกัน
เพราะหน้าต่างระบบ
ไม่ได้ปรากฏขึ้นเพียงกับเขา
แต่ปรากฏขึ้น
ต่อหน้าผู้ที่มีชีวิตอยู่ทุกคน
จากนั้น
ข้อความบรรทัดต่อมา
ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
[จุดวาร์ปถูกเปิดใช้งานแล้วในดินแดนของท่าน]
ความเงียบ
เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่
ก่อนเสียงพูดคุยจะดังขึ้นทันที
“เปิดแล้ว?”
“หมายความว่าอะไร?”
“เรากลับโลกเดิมได้แล้วจริง ๆ ใช่ไหม?”
หลายคนหันไปมองจุดวาร์ป
โดยไม่รู้ตัว
โอมเองก็เช่นกัน
ก่อนหน้านี้
พวกเขาเพิ่งได้รับคำอธิบายจากเซเลสเทีย
เกี่ยวกับจุดวาร์ป
และการเดินทางระหว่างโลก
แต่ในเวลานั้น
ทุกคนยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจทั้งหมด
หน้าต่างระบบ
ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้
ข้อความที่ปรากฏ
แตกต่างออกไป
[ภารกิจหลักถูกเปิดใช้งาน]
หลายคนหยุดพูดทันที
โอมมองข้อความเบื้องหน้า
ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
ภารกิจหลัก
ตั้งแต่เข้าสู่โลก 1
จนถึงตอนนี้
นี่เป็นครั้งแรก
ที่ระบบมอบสิ่งที่เรียกว่า
ภารกิจ
ให้กับพวกเขาอย่างชัดเจน
ข้อความใหม่
ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
[ภารกิจหลัก : ผู้บุกเบิกเส้นทาง]
[ผู้รอดชีวิตจากการทดสอบชุดแรก ได้รับสิทธิ์ในการนำพามนุษย์จากโลกเดิมเข้าสู่เส้นทางแห่งใหม่]
โอมอ่านมันซ้ำอีกครั้ง
ก่อนหันไปมองคนรอบตัว
“ชุดแรก...”
เขาพึมพำเบา ๆ
คำนี้
ทำให้หลายคนเริ่มเข้าใจ
สิ่งที่ระบบกำลังหมายถึง
มันไม่ได้หมายถึงมนุษย์ทุกคนบนโลก
ไม่ได้หมายถึงคนที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่
แต่หมายถึง
กลุ่มคนที่เคยผ่านการทดสอบครั้งแรก
และยังมีชีวิตอยู่
143 คน
โอมเลื่อนสายตาลง
ข้อความยังคงปรากฏต่อไป
[เงื่อนไขที่ 1 — ผู้นำพา]
[ผู้ที่ไม่เคยผ่านการทดสอบ ไม่สามารถเข้าสู่เส้นทางแห่งใหม่ได้โดยลำพัง]
[ผู้สมัครใหม่ทุกคน ต้องมีผู้ผ่านการทดสอบชุดแรกเป็นผู้นำพา]
บริเวณโดยรอบ
กลับมาเงียบลงอีกครั้ง
คราวนี้
หลายคนไม่ได้มองจุดวาร์ป
แต่หันมามองกันเอง
โอมเอง
ก็เข้าใจความหมายทันที
“หมายความว่า...”
ชายคนหนึ่งพูดขึ้น
“คนจากโลกเดิมจะเข้ามาเองไม่ได้?”
ไม่มีใครตอบ
แต่คำตอบ
ปรากฏอยู่ตรงหน้าของทุกคนแล้ว
เซเลสเทีย
ที่ยืนอยู่ไม่ไกล
มองปฏิกิริยาของกลุ่มมนุษย์
ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ
จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ในที่สุด”
เสียงของเธอดังขึ้น
ทำให้หลายคนหันไปมอง
“พวกเจ้าก็เริ่มเข้าใจแล้ว”
โอมมองเธอ
“ระบบหมายความว่าอะไร?”
เซเลสเทียไม่ได้ตอบทันที
เธอเพียงมองไปยังหน้าต่างระบบ
ก่อนกล่าวขึ้น
“คนที่ไม่เคยผ่านโลกนี้”
“จะไม่สามารถเดินเข้าสู่เส้นทางใหม่ได้ด้วยตัวเอง”
“พวกเขาต้องมีคนที่เคยผ่านมาก่อน”
“เป็นผู้นำพา”
โอมเงียบลง
ชายอีกคนถามขึ้น
“หนึ่งคนพาได้กี่คน?”
เซเลสเทียมองเขา
“อ่านข้อความต่อไปสิ”
แทบจะทันที
หน้าต่างระบบ
ก็เปลี่ยนไป
[ผู้ผ่านการทดสอบชุดแรก 1 คน สามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำพาในการทดสอบผู้สมัครใหม่ได้ 1 คน ต่อการทดสอบ 1 รอบ]
คราวนี้
หลายคนเริ่มเข้าใจมากขึ้น
หากต้องการนำคนใหม่เข้ามา
ก็ไม่ใช่ว่าจะเปิดจุดวาร์ป
แล้วส่งคนเข้าไปทีละร้อย
แต่คนใหม่ทุกคน
ต้องมีคนจากชุดแรก
ร่วมอยู่ด้วย
โอมมองข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนสายตาจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“งั้น...”
เขาหันไปมองกลุ่มคนรอบตัว
“คนที่เคยผ่านโลก 1 มาก่อน”
“ก็ต้องกลับมารวมตัวกัน”
คำพูดนั้น
ทำให้หลายคนเงียบลง
ใช่
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ผู้รอดชีวิต
ไม่ได้อยู่ด้วยกันทั้งหมด
บางคนยังอยู่ในโลก 1
บางคนเดินทางกลับไปยังโลกเดิม
และบางคน
ก้าวขึ้นไปยังโลก 2 แล้ว
แต่ตอนนี้
ระบบกำลังมอบหน้าที่ใหม่
ให้กับพวกเขา
และหน้าที่นั้น
ไม่สามารถทำได้
ด้วยคนเพียงไม่กี่คน
หน้าต่างระบบ
ยังไม่หายไป
ข้อความใหม่
ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
[เงื่อนไขที่ 2 — โควต้าผู้เดินทาง]
[สิทธิ์ที่ว่างจากการเสียชีวิต จะถูกสะสมไว้]
[ระบบจะไม่เปิดการทดสอบใหม่ทันที เมื่อมีผู้เดินทางเสียชีวิต]
โอมอ่านถึงตรงนั้น
ก่อนขมวดคิ้ว
ชายหลายคน
เริ่มมองหน้ากัน
“สิทธิ์ที่ว่าง?”
คนหนึ่งพูดขึ้น
“หมายความว่าอะไร?”
โอมยังไม่ได้ตอบ
เพราะเขาเอง
ก็กำลังคิดอยู่
แต่เซเลสเทีย
กลับพูดขึ้นก่อน
“มันหมายความตามที่พวกเจ้าเข้าใจนั่นแหละ”
เธอมองกลุ่มมนุษย์
“หากมีผู้เดินทางตาย”
“ระบบจะไม่เปิดทางให้คนใหม่เข้ามาทันที”
“สิทธิ์นั้นจะยังคงถูกเก็บไว้”
โอมพยักหน้าช้า ๆ
“ก็สมเหตุสมผล”
เขาพูดขึ้น
“ถ้าตายไปคนหนึ่ง”
“แล้วต้องเปิดการทดสอบใหม่เพื่อคนเดียว”
“มันคงยุ่งเกินไป”
คนข้าง ๆ พยักหน้าเห็นด้วย
แต่ในขณะเดียวกัน
ทุกคนก็เริ่มมองเห็น
สิ่งที่สำคัญกว่านั้น
ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
จำนวนผู้ที่เสียชีวิต
และจำนวนสิทธิ์
ทั้งหมดนี้
กำลังเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม
จากนั้น
หน้าต่างระบบ
ก็เปลี่ยนอีกครั้ง
แต่คราวนี้
ไม่มีใครพูดแทรก
[เงื่อนไขที่ 3 — การขยายโควต้า]
ข้อความบรรทัดแรก
ปรากฏขึ้น
[ศิลาเวทสามารถใช้เพิ่มโควต้าผู้เดินทางใหม่ได้]
โอมชะงักเล็กน้อย
หลายคนเอง
ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
เพราะคำว่า
ศิลาเวท
ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเคยได้ยินมาก่อน
อย่างน้อย
สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงนี้
“ศิลาเวทคืออะไร?”
มีคนถามขึ้นทันที
เซเลสเทีย
ไม่ได้ตอบคำถามนั้น
เพียงกล่าวสั้น ๆ
“ของที่พวกเจ้ายังไม่จำเป็นต้องรู้ตอนนี้”
คำตอบนั้น
ทำให้บางคนมีสีหน้าไม่พอใจ
แต่ก่อนจะมีใครถามต่อ
ระบบก็แสดงข้อความใหม่
[ศิลาเวท 1 หน่วย สามารถเพิ่มโควต้าผู้เดินทางใหม่ได้ 100 คน]
โอมมองข้อความ
อย่างเงียบ ๆ
หนึ่งร้อยคน
ตัวเลขนั้น
ไม่ได้หมายความว่า
จะมีคนใหม่เดินเข้าจุดวาร์ปได้ทันทีหนึ่งร้อยคน
เพราะเงื่อนไขก่อนหน้า
เพิ่งบอกกับพวกเขาไปแล้ว
คนใหม่
ต้องมีผู้นำพาจากชุดแรก
หนึ่งต่อหนึ่ง
และสิทธิ์ที่ว่าง
จากผู้ที่เสียชีวิต
ก็จะถูกสะสมเอาไว้
โอมกำลังคิดตาม
เมื่อข้อความสุดท้าย
ปรากฏขึ้น
[จำนวนผู้สมัครใหม่ที่สามารถเข้าสู่การทดสอบในแต่ละรอบ จะคำนวณจากโควต้าที่ได้รับเพิ่มขึ้น รวมกับสิทธิ์ว่างที่สะสมอยู่]
คราวนี้
โอมเข้าใจแล้ว
อย่างน้อย
ก็เข้าใจหลักการ
เขาหันไปมองคนรอบตัว
“ถ้าโควต้าเดิมเต็ม”
“แล้วมีคนตายไปยี่สิบคน...”
ไม่มีใครพูดแทรก
โอมพูดต่อ
“เราก็ไม่ได้เปิดการทดสอบเพราะยี่สิบคนนั้นทันที”
“แต่ถ้าภายหลัง”
“เราได้ศิลาเวทมาอีกหนึ่งหน่วย”
ชายคนหนึ่ง
เริ่มเข้าใจขึ้นมา
“หนึ่งร้อยคน”
โอมพยักหน้า
“บวกกับสิทธิ์ที่ว่างยี่สิบคน”
“ก็เป็นหนึ่งร้อยยี่สิบ”
ความเงียบ
เกิดขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้
หลายคนเริ่มมองเห็นภาพเดียวกัน
หากมีสิทธิ์ใหม่
120 คน
ก็หมายความว่า
ต้องมีคนจากชุดแรก
ทำหน้าที่เป็นผู้นำพา
120 คน
เช่นกัน
ดังนั้น
ผู้เข้าสู่การทดสอบ
จะไม่ใช่หนึ่งร้อยยี่สิบคน
แต่เป็น
240 คน
โอมถอนหายใจออกช้า ๆ
“อย่างนี้นี่เอง”
ตอนแรก
เขาคิดว่าการเปิดจุดวาร์ป
จะหมายถึงการเปิดทางกลับบ้านเท่านั้น
แต่ตอนนี้
มันไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว
ระบบ
ไม่ได้เพียงเปิดประตู
มันกำลังมอบหน้าที่ใหม่
ให้กับผู้รอดชีวิต
143 คน
เซเลสเทียมองมนุษย์ทั้งหมด
ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม?”
ไม่มีใครตอบในทันที
เธอจึงพูดต่อ
“จุดวาร์ปเปิดขึ้นแล้ว”
“แต่เส้นทางหลังจากนี้”
“พวกเจ้าจะเป็นคนกำหนดเอง”
สายตาของเธอ
มองผ่านทุกคน
“จะนำใครเข้ามา”
“จะเลือกใคร”
“และจะให้มนุษย์จากโลกของพวกเจ้า”
“ก้าวไปได้ไกลแค่ไหน”
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะตัดสินแทน”
โอมมองจุดวาร์ป
แสงตรงหน้า
ยังคงหมุนวนอย่างเงียบงัน
อีกด้านหนึ่ง
คือโลกเดิม
โลกที่พวกเขาจากมา
แต่ตอนนี้
โอมเริ่มรู้แล้วว่า
หลังจากกลับไป
ชีวิตของเขา
และชีวิตของคนอีก 142 คน
จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เพราะนับจากวันนี้
พวกเขา
ไม่ได้เป็นเพียง
ผู้รอดชีวิตจากโลก 1
อีกแล้ว
พวกเขาคือ
ชุดแรก
และเป็นคนกลุ่มแรก
ที่จะต้องนำทางมนุษย์
เข้าสู่โลกใบใหม่
ภารกิจแรกของพวกเขา
เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น