กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยคลุ้งภายในห้องพักรับรองอันเงียบสงบ ลู่ชิงค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมา เปลือกตาของเขาหนักอึ้งประหนึ่งแบกภูผา 10 ลูกเอาไว้ ชายหนุ่มนอนนิ่ง จ้องมองเพดานไม้แกะสลักด้วยแววตาเลื่อนลอย พลางภาวนาในใจอย่างสุดซึ้งให้เรื่องราวเมื่อวานเป็นเพียงฝันร้ายอันโหดร้าย
"อาฝู..." เสียงแหบพร่าดังแผ่วออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
"ขอรับนายท่าน!"
อาฝูรีบวิ่งเข้ามาพร้อมอ่างน้ำล้างหน้าทองเหลือง ใบหน้าของบ่าวรับใช้เต็มไปด้วยความประหม่าและกระวนกระวาย ลู่ชิงรับผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดหน้า มือของเขาสั่นเล็กน้อย
"ฎีกา 50000 คดีนั่น... ข้าฝันไปใช่หรือไม่... เมืองบ้าอันใดจะมีคดีมากมายปานนั้น..."
อาฝูยิ้มแห้งเหือด เหงื่อตกผุดเต็มหน้าผาก
"มิใช่ความฝันขอรับ เมื่อยามรุ่งสาง เกวียนจาก 5 หัวเมืองข้างเคียงเดินทางมาถึงครบ 100 คัน ทุกคันบรรทุกม้วนฎีกาจนล้นเอ่อ บัดนี้คาราวานเกวียนต่อแถวยาวพ้นประตูเมืองเทียนเป่ยออกไปแล้วขอรับ"
เพล้ง!
อ่างทองเหลืองหลุดจากมืออาฝู น้ำกระเซ็นเปียกทั่วพื้น ทว่าลู่ชิงกลับนิ่งค้างราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว ชายหนุ่มค่อย ๆ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะจนมิดทันที
"ออกไปบอกทางการ..." เสียงอู้อี้ลอดออกมาจากใต้ผ้าห่ม "...ว่าข้าตรอมใจตายแล้ว... ผู้ใดอยากรับตำแหน่งมหาเสนาบดีต่อ ก็เชิญสะสาง 50000 คดีนั่นเอาเองเถิด... ข้าขอลาก่อน"
ครืด...
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกกว้าง ตุลาการสูงสุดก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเปล่งปลั่งและดวงตาเป็นประกาย ราวกับชายชราเพิ่งได้รับพรวิเศษจากสวรรค์
"เรียนท่านมหาเสนาบดี! กระดานผังงานของท่านสร้างปาฏิหาริย์อีกแล้วขอรับ!" ชายชราประสานมือค้อมศีรษะด้วยความเลื่อมใสสูงสุด "เช้านี้ ศาลใช้เวลาเพียง 1 ชั่วยาม สะสางคดีใหม่ได้ถึง 500 คดี! ประชาชนทั่วเมืองต่างแห่กันมาสรรเสริญตราชั่งสวรรค์ บัดนี้พวกหมอความแทบไร้ผู้ว่าจ้าง ราษฎรกล่าวว่า ต่อแต่นี้คนยากจนย่อมเข้าถึงความยุติธรรมอย่างแท้จริงแล้วขอรับ!"
ใต้ผ้าห่ม ลู่ชิงยกมือขึ้นกุมขมับ เส้นเลือดเต้นตุบ ๆ
ระบบประมวลผลบ้าบอนี่มันทำงานเร็วเกินไปแล้ว... ข้าสร้างมันขึ้นมาเพราะอยากทำงานน้อยลงแท้ ๆ เหตุใดผลลัพธ์คืองานกลับถูกส่งมามากขึ้นทุกวัน! สมดุลการทำงานและการนอนของข้าอยู่ที่ใดกันวะเนี่ย!
"...ดี..." ลู่ชิงพึมพำเสียงแผ่ว "...พวกเจ้าจงลากนิ้วตามกระดานบ้า ๆ นั่นต่อไปเถิด ปล่อยให้ข้าไว้อาลัยแด่ชีวิตอันสงบสุขของตนเองสัก 3 วัน ห้ามผู้ใดเข้ามารบกวนข้าเด็ดขาด..."
ตุลาการสูงสุดค้อมศีรษะรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ไม่นานนัก ห้องพักก็กลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
ทว่าอีกฟากหนึ่งของนครเทียนเป่ย ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอันหนาวเหน็บ หน้าสำนักหมอความหลาย 10 แห่งต่างแขวนป้ายปิดกิจการ ร้านขายพู่กันลดราคาจนเหลือแค่ครึ่ง ก็ยังไร้ผู้คนเหลียวแล ร้านรับคัดลอกคำฟ้องทยอยเก็บโต๊ะ เก็บหมึก เตรียมย้ายกลับบ้านเกิด ลูกศิษย์หลาย 10 คนแบกห่อผ้าออกจากสำนัก ด้วยสีหน้าหม่นหมอง เสียงถอนหายใจดังตลอดตรอกถนนสายกฎหมายที่เคยรุ่งเรือง
หลังโรงเตี๊ยมเก่าทรุดโทรมแห่งหนึ่ง มีห้องลับซ่อนอยู่ หมอความกว่า 10 คนนั่งล้อมโต๊ะไม้ สีหน้าของทุกคนหม่นหมองราวกับกำลังร่วมงานศพของบิดามารดา หมอความหนุ่มผู้หนึ่งวางพู่กันด้ามเก่าลงช้า ๆ
"เมื่อเช้า... ข้านำพู่กันด้ามนี้ไปจำนำ... เจ้าของร้านกลับหัวเราะเยาะ แล้วบอกว่า ทุกวันนี้ไม่มีผู้ใดซื้อพู่กันไปเขียนคำฟ้องยืดยาวอีกแล้ว"
ชายชราผู้หนึ่งลูบตำรากฎหมายเล่มหนาด้วยมืออันสั่นเทา
"ตำรากฎหมายเล่มนี้... ข้าใช้เวลาทั้งชีวิตเรียบเรียงกว่า 20 ปี... แต่วันนี้ กลับนำไปแลกข้าวสารได้เพียงชามเดียว..."
ทั้งห้องเงียบงัน ไม่มีผู้ใดหัวเราะ ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำปลอบใจ เพราะทุกคนล้วนเข้าใจตรงกัน มิใช่เพียงอาชีพของพวกเขากำลังหายไป หากแต่ทั้งยุคสมัยกำลังถูกลบเลือนด้วยน้ำมือของชายเพียงคนเดียว!
ปัง!
หมอความหลี่ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าดุจสุนัขจิ้งจอกกัดฟันแน่น
"ผู้ทำลายหม้อข้าวพวกเรามิใช่สงคราม! มิใช่ภัยแล้ง! หากแต่เป็นกระดานตรรกะไม้โง่ ๆ เพียงแผ่นเดียว!"
ดวงตาของเขาแดงก่ำ "อดีต... คดีวิวาทแย่งที่ดิน 1 คดี ข้าใช้ลิ้นสร้างรายได้ลากยาวหลาย 10 ตำลึง! บัดนี้... เพียง 3 ลมหายใจ ทุกอย่างจบสิ้น! ข้ายังมิทันได้อ้าปากพูดด้วยซ้ำ!"
หมอความอีกคนกล่าวเสียงสั่น "เช้านี้ข้าอาสาเขียนคำฟ้องให้ชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน... พวกเขากลับหัวเราะใส่ แล้วตอบว่าเพียงเดินไปตอบใช่หรือไม่ใช่หน้ากระดาน เหตุใดต้องจ้างข้าด้วย"
หมอความร่างอ้วนตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด "เช่นนั้นพวกเราก็ลอบไปเผากระดานนั่นทิ้งเสีย!"
หมอความหลี่ตวาดทันที "โง่เขลา! ผู้ใดกล้าแตะต้องกระดานนั่น ชาวเมืองคงรุมกระทืบจนเหลือเพียงเศษกระดูก! ราษฎรศรัทธาลู่ชิงยิ่งกว่าเทพเจ้าเสียอีก!"
เขาหรี่ตาแคบลง ก่อนจะล้วงหยิบม้วนกระดาษหลาย 10 แผ่นขึ้นมาคลี่แผ่บนโต๊ะ ทุกแผ่นเต็มไปด้วยการลอกลายเส้นลูกศร เส้นโยง คำถาม และเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างละเอียดละออ
"ตลอด 7 วันที่ผ่านมา..." หมอความหลี่กวาดสายตามองทุกคน "ข้าปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เข้าออกศาลทุกวัน ข้าจดจำทุกลูกศร ทุกเงื่อนไข ทุกจุดตัดสิน!"
เขาคลี่กระดาษแผ่นสุดท้ายออก ตรงกลางปรากฏเส้นลูกศรที่พัวพันกันยุ่งเหยิง ก่อนจะวนกลับเข้าหาตัวเอง เป็นวงกลมปิดตายไร้จุดสิ้นสุด!
หมอความหลี่ยิ้มเหี้ยม "กระดานของลู่ชิงหาใช่เทพเจ้า... มันเป็นเพียงตรรกะ! และตรรกะ... ย่อมถูกตรรกะด้วยกันสังหารได้!"
ทุกคนเอนตัวเข้ามาใกล้ หมอความหลี่เริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ฟังให้ดี... นี่คือคดีหนี้งูกินหาง... ชายชราเฉิน กู้เงิน ชายชราหวัง... ชายชราหวัง ติดหนี้ ชายชราจ้าว... และชายชราจ้าว คือบิดาบุญธรรมของชายชราเฉิน!"
"สัญญาทั้ง 3 ฉบับ อ้างอิงเงื่อนไขถึงกันและกันเป็นงูกินหาง! ผู้ใดจะชนะคดี... ต้องรอให้อีกฝ่ายแพ้คดีก่อน! ซึ่งฝ่ายที่แพ้ จะแพ้ได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายชนะแล้วเท่านั้น! เงื่อนไขมันล็อกกันเองเป็นวงกลม หากใครสารภาพว่าผิด อีกคนก็จะไม่ผิดทันที!"
หมอความหลี่ลองลากนิ้วตามลูกศรบนกระดาษ 1 รอบ... 2 รอบ... 5 รอบ... 10 รอบ...
สุดท้าย นิ้วของเขาก็วิ่งกลับมายังจุดเริ่มต้น ไม่สามารถทะลุไปถึงกล่องบทลงโทษได้! หมอความร่างอ้วนรับกระดาษไปลองลากนิ้ว... ผลคือกลับมาที่เดิม หมอความอีกคนรับไปต่อ... ก็ยังกลับมาที่จุดเดิม!
ไม่นาน ทุกคนผลัดกันลากนิ้ว ห้องทั้งห้องเงียบกริบ จนกระทั่งหมอความชราผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
"...พวกเรา... ติดอยู่ในวงวนคดีนี้แล้ว..."
เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก หมอความอีกคนเสียงสั่นสะท้าน "นี่มันค่ายกลตรรกะวิบัติ! ต่อให้ผู้พิพากษาของศาลเทียนเป่ยเก่งกาจเพียงใด... หากต้องลากนิ้วตามลูกศรในคดีนี้... ย่อมต้องหลงทางติดอยู่ชั่วกาล!"
ความสิ้นหวังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความหวังอันชั่วร้าย เสียงหัวเราะดังขึ้นทีละคน ก่อนจะกึกก้องไปทั่วห้องลับ
หมอความหลี่ยกจอกสุราขึ้นสูง
"พรุ่งนี้... พวกเราจะมิได้ต่อสู้กับคน! แต่พวกเราจะส่งคดีนี้ ไปทำให้ระบบประมวลผลของศาลเทียนเป่ยล่มสลายคามือ!"
ยามบ่าย ณ ลานพิจารณาคดีศาลเทียนเป่ย ชาวบ้านนับ 100 ยืนเบียดเสียดมุงดูเหตุการณ์ด้วยความแตกตื่น ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงซักไซ้โต้เถียงคดี บัดนี้กลับมีเพียงเสียงสูดลมหายใจอันหนักอึ้งของผู้พิพากษา
ผู้พิพากษารองยืนหน้าซีดเผือด เหงื่อแตกพลั่ก นิ้วชี้ขวาแดงก่ำและสั่นระริกจากการลากจิ้มค้างอยู่บนกระดานดำ ลากลูกศรวนไปวนมาครั้งที่ 100!
"...ชายชราหวังชำระหนี้แก่ชายชราจ้าว..."
"...ชายชราจ้าวติดหนี้ชายชราเฉิน..."
"...ชายชราเฉินกู้เงินจากชายชราหวัง..."
ปลายนิ้วลากกลับสู่จุดเริ่มต้นของกล่องคำถามเดิมอีกครา... เป็นวงกลมปิดตายที่สมบูรณ์แบบ!
"ไม่! กลับมาตรงนี้อีกแล้ว!" ผู้พิพากษารองร้องลั่น
เสมียนศาลอีก 3 คนวิ่งเข้ามาช่วยกางตำราตรวจสัญญา ผลลัพธ์ย่อมเหมือนเดิม คดีทั้งคดีราวกับหลุมดำค่ายกลตรรกะที่ไร้ก้นบึ้ง อาลักษณ์ที่ทำหน้าที่จดบันทึก เปิดสมุดจดค้างไว้ เขียนได้เพียงประโยคเดียวว่า "รอผลการตัดสิน..." ก่อนจะธาตุไฟแตกซ่าน สลบฟุบคาโต๊ะไปแล้ว!
ตุลาการสูงสุดยืนตัวสั่นตะลึงงัน "สวรรค์... หรือนี่คือมหาค่ายกลทดสอบปัญญา ที่มหาปราชญ์ลู่ชิงจงใจซ่อนเอาไว้เพื่อทดสอบพวกเรา!"
ชาวบ้านรอบลานศาลเริ่มส่งเสียงกระซิบกระซาบ
"กระดานผังงานศักดิ์สิทธิ์มีข้อผิดพลาดจริงหรือ..."
"ตราชั่งสวรรค์หมดฤทธิ์แล้วหรือ..."
หมอความหลี่ยืนกอดอก ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ชายวัยกลางคนก้าวออกมายืนกลางลานศาล พลางโบกแขนเสื้อประกาศเสียงดังลั่น
"พี่น้องชาวเทียนเป่ยทั้งหลาย! พวกท่านเห็นกับตาตนเองแล้ว! ความซับซ้อนของมนุษย์ หาใช่เส้นลูกศรโง่เขลาไม่!" เขาหันไปมองเหล่าผู้พิพากษาด้วยสายตาเย้ยหยัน "ต่อให้ลากนิ้วอีก 1000 รอบ ผลลัพธ์ย่อมกลับสู่จุดเดิม! ตรรกะของมหาเสนาบดีลู่ชิง พ่ายแพ้ต่อความจริงของโลกแล้ว!"
เสียงหัวเราะอย่างสะใจดังมาจากกลุ่มหมอความหลาย 10 คน ลูกความทั้ง 3 คนยืนยิ้มพึงใจ ชายชราเฉินกอดโฉนดแน่น ชายชราหวังยิ้มเยาะ ทุกคนเชื่อว่าศาลจนมุมแล้ว และพวกเขาจะสามารถใช้ช่องโหว่นี้บิดพลิ้วหนี้สินได้
ผู้พิพากษารองกำหมัดแน่น ตุลาการสูงสุดสีหน้าซีดเผือด หากแพ้วันนี้... ศรัทธาต่อกระดานผังงานย่อมพังทลาย!
ขณะที่ทุกคนกำลังเคร่งเครียดจนแทบขาดใจ
กร้วม... กร้วม... แจ๊บ...
เสียงเคี้ยวของกรุบกรอบและเสียงดูดนิ้ว ดังขึ้นอย่างไม่เข้ากับบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นหมู 3 ชั้นย่างเกลือเตาถ่านหอมฟุ้ง ลอยปะทะจมูกผู้คนทั้งลานศาล
ผู้คนนับ 100 หันมองตามต้นเสียงพร้อมกัน
ลู่ชิงในชุดหลวมโพรก เดินทอดน่องออกมาจากจวนพักรับรอง มือซ้ายถือไม้เสียบหมูย่างที่เหลือแต่ปลาย มือขวาถือถ้วยน้ำชาร้อน ดวงตาปรือหย่อนคล้อย สีหน้าบอกชัดว่าเพิ่งถูกปลุกจากการนอนกลางวัน
"เสียงดังเอะอะโวยวายเสียจริง..." ชายหนุ่มถอนหายใจยาว พลางเคี้ยวหมูตุ้ย ๆ "หมูย่างของข้ายังกินไม่หมดเลย ต้องเดินออกมาดูพวกเจ้าเล่นตลกอะไรกันอีก"
เขาเดินฝ่าฝูงชนมาหยุดหน้ากระดานผังงาน สายตามองวงกลมลูกศรแห่งความขัดแย้งเพียง 2 ลมหายใจ จากนั้นหันมองชายชราทั้ง 3
"พวกเจ้า 3 คน ทะเลาะกันเรื่องหนี้สินและสมบัติก้อนเดียว โยนความผิดกันไปมาเพื่อยื้อเวลา วนไปวนมาใช่หรือไม่"
ทั้ง 3 พยักหน้าพร้อมกัน
หมอความหลี่ยิ้มกว้าง ก้าวออกมาประสานมือ "ทบทวนตรรกะไปก็ไร้ประโยชน์ ขอเชิญมหาเสนาบดีสำแดงปัญญา แก้ไขค่ายกลตรรกะนี้ด้วยเถิด!"
ลู่ชิงไม่ตอบ เขายกหมูย่างชิ้นสุดท้ายขึ้นกัด กร้วม...
ระหว่างเคี้ยว ชายหนุ่มใช้ไม้เสียบหมูเปล่า ๆ ที่ชุ่มไปด้วยน้ำมันเยิ้ม ๆ ชี้ไปยังเนื้อหมูในปากตนเอง
"หมู 3 ชั้นเสียบไม้นี้..." ลู่ชิงกลืนลงคอ "หากมีคน 3 คนแย่งกันกิน... อ้างสิทธิ์แย่งกันไปแย่งกันมา ไม่มีผู้ใดยอมแบ่งให้ใคร... สุดท้ายหากเอาแต่นั่งเถียงกัน หมูมันก็จะเย็นชืด รสชาติห่วยแตก เสียของเปล่า ๆ"
เขาหมุนไม้เสียบช้า ๆ "ถ้าปล่อยให้หมูมันเย็น มันก็เสียของ ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ... ข้ากินมันซะเองให้หมด... จบเรื่อง"
คำเดียว... ทั้งลานศาลเงียบสนิทดุจป่าช้า!
ชายหนุ่มเดินเข้าหากระดานดำ เขาขี้เกียจก้มลงไปเก็บก้อนถ่านที่ตกอยู่ จึงใช้ปลายไม้เสียบหมูที่ชุ่มไปด้วยน้ำมันและคราบเขม่าหมูย่าง แตะลงไปกลางผังงานตรงจุดที่ลูกศรวนเป็นวงกลม! แล้วลากเส้นตรงยาว ทะลุออกจากวงวนนั้นอย่างดุดัน!
คราบน้ำมันหมูสีใสผสมเขม่า ขีดเป็นเส้นทางใหม่ทับรอยถ่านเดิม ผู้คนเบิกตากว้าง "เขาใช้คราบน้ำมันหมูทำลายค่ายกล!"
ลู่ชิงหยิบถ่านขึ้นมา เขียนข้อความสั้น ๆ ลงไปที่ปลายเส้นน้ำมันหมู
'หากคดีความใด จงใจสร้างเงื่อนไขย้อนแย้งจนพิสูจน์สิทธิมิได้ เพื่อเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย ให้ริบทรัพย์สินพิพาททั้งหมดเข้าพระคลังหลวง!'
เขาวางถ่านลง ปัดมือเปื้อนฝุ่น
"ตกลงกันไม่ได้ แบ่งไม่ได้... แผ่นดินก็ขอยึด... จบนะ"
คำตัดสินแบบกำปั้นทุบดินและมักง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ศาล! ลานศาลทั้งแห่งตกสู่ความเงียบ หมอความหลี่ยิ้มค้าง รอยยิ้มค่อย ๆ แข็งตัวดุจศพ ดวงตาเบิกกว้างทะลัก
"...ริบ..."
"...ยึดทั้งหมด..."
ชายชราเฉินตัวสั่นเทา "ข้าไม่ฟ้องแล้ว!"
ชายชราหวังหน้าซีดเผือด "เงินของข้า... หายหมดเลยรึ!"
ทันใดนั้น ผู้พิพากษารองพลันรู้สึกราวกับม่านหมอกในสมองถูกเปิดออก! เขาเบิกตากว้าง มองรอยน้ำมันหมูบนกระดาน ก่อนจะคุกเข่าลงด้วยความสั่นสะท้าน
"ลึกล้ำ! ลึกล้ำยิ่งนัก!! รอยน้ำมันหมูนี้ คือสัญลักษณ์แห่งความโลภของมนุษย์!"
"มหาเสนาบดีกำลังสั่งสอนพวกเราว่า... หากปล่อยให้ความโลภวนเวียนสร้างความขัดแย้งไม่รู้จบ ทางเดียวที่จะหยุดยั้งมันได้ คือการใช้ดาบอาญาสิทธิ์ตัดรากถอนโคนความโลภนั้นเสีย! ริบสมบัติเพื่อยุติความขัดแย้ง! นี่คือความยุติธรรมขั้นเด็ดขาดที่แท้จริง!!"
ผู้พิพากษารองลุกขึ้นประกาศคำตัดสินเสียงดังก้อง
"คดีสร้างหลักฐานย้อนแย้งปั่นป่วนศาล! ริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าพระคลัง! ปิดคดี!!"
ปัง! เสียงไม้เคาะศาลดังกังวาน!
ชาวบ้านเงียบไปชั่ว 3 อึดใจ ก่อนที่เสียงโห่ร้องจะระเบิดดังสนั่นลานศาล!
"ยุติธรรม!!"
"ผู้ใดคิดหลอกตราชั่งสวรรค์ ย่อมเสียทุกสิ่ง!"
หมอความหลี่ถอยหลังไป 2 ก้าว เหงื่อเย็นเยียบไหลอาบแผ่นหลัง สมองของทนายความหัวหมอพลันปะทุความคิดระดับสติแตก! เดี๋ยวก่อน... หรือว่าลู่ชิงรู้อยู่แล้วว่ากระดานผังงานนี้มีช่องโหว่! เขาจงใจปล่อยมันทิ้งไว้ เพื่อหลอกล่อให้พวกหมอความอย่างข้า ช่วยกันระดมสมองค้นหาจุดบอดของค่ายกลนี้ให้เขา! ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจ ปลอมตัว 7 วัน 7 คืน... แต่สุดท้าย ข้ากลับกลายเป็นเพียงเครื่องมือทดสอบผังงานให้เขาแบบฟรี ๆ งั้นรึ! และเมื่อข้าหาช่องโหว่เจอ... เขาก็แค่ออกกฎใหม่อุดช่องโหว่นั้นทิ้งอย่างง่ายดาย!
"ข้ามันโง่เขลา..." หมอความหลี่น้ำตาไหลพราก เข่าทั้ง 2 ค่อย ๆ อ่อนแรง "สู้กับกฎหมาย... ยังพอหาทางเลี่ยงได้... แต่สู้กับเทพเจ้าผู้สร้างกฎ... พวกข้ามีแต่แพ้กับแพ้!!"
ขณะเดียวกัน ลูกความทั้ง 3 หันมามองทนายความตัวดีพร้อมกัน แววตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะและจิตสังหาร
"ไอ้หมอความจิ้งจอก! สมบัติของตระกูลข้าโดนริบหมด เพราะแผนตรรกะวิบัติของเจ้า!!"
"รุมกระทืบมัน!!"
เสียงคำรามดังลั่น ชายฉกรรจ์หลาย 10 คนพุ่งเข้าหาหมอความหลี่และพรรคพวกทันที ฝุ่นตลบฟุ้งทั่วลานศาล เสียงหมัดกระทบเนื้อและเสียงร้องโหยหวนดังก้องระงม ลู่ชิงที่กำลังเดินหันหลังกลับ เพียงชำเลืองมองความวุ่นวายนั้นด้วยหางตาครู่หนึ่ง ก่อนจะโยนไม้เสียบหมูเปล่า ๆ ทิ้งลงถังขยะ
"หมูย่างของข้ายังแบ่งง่ายกว่าสมบัติพวกเจ้าอีก... คราวหน้าหากใครว่างงานมาแต่งคดีสลับซับซ้อนให้ข้าปวดหัวเล่นอีก ข้าจะยึดให้หมดตัวเลย คอยดู"
กล่าวจบ ชายหนุ่มเดินหาววอด ๆ กลับเข้าเรือนพัก ทิ้งศาลเทียนเป่ยทั้งแห่งไว้ท่ามกลางเสียงโห่ร้องสรรเสริญความศักดิ์สิทธิ์ของกระดานตรรกะ
ตุลาการสูงสุดหลับตาลง ความคิดแล่นผ่านสมองดุจประกายอสนีบาต ชายชราลืมตาขึ้น ดวงตาเบิกกว้างเปล่งประกายเจิดจ้า
"หาใช่เพียงการริบทรัพย์ไม่... มหาเสนาบดีหาได้ตัดสินคดีความ... หากแต่ท่านกำลังพิพากษาความโลภของมนุษย์ต่างหาก!!"
ตุลาการสูงสุดชี้ไปยังกระดาน "พวกเจ้าจงคิดดูเถิด! หากสมบัติสูญสิ้นทันทีที่พวกเขาคิดใช้เล่ห์เหลี่ยมกับศาล... ผู้ใดเล่าจะกล้าเล่นกลกับกฎหมายอีก!"
ผู้พิพากษารองเบิกตากว้าง "เช่นนี้เอง... มหาเสนาบดีหาได้พยายามอุดช่องโหว่ของกฎหมาย... หากแต่ท่านใช้ดาบอาญาสิทธิ์ฟันฉับเดียว! ทำให้ต้นเหตุที่คนอยากใช้ช่องโหว่นั้นสูญสิ้นไปตลอดกาล!"
อาลักษณ์ เสมียน และเจ้าหน้าที่ศาลกว่า 100 ชีวิต ทยอยคุกเข่าลงจนเต็มลาน เสียงโขกศีรษะดังเป็นระลอกคลื่น "คารวะมหาปราชญ์! คารวะตราชั่งสวรรค์!"
ตุลาการสูงสุดรีบสั่งการเสียงก้อง "อาลักษณ์ทั้งหลาย! เติมลูกศรสายริบสมบัตินี้ลงไปในทุกกระดานของศาลเรา! ต่อไปนี้ ผู้ใดริอ่านใช้คดีย้อนแย้งตรรกะวิบัติ หวังแสวงประโยชน์จากช่องโหว่... จงริบทรัพย์ของพวกมันเข้าพระคลังหลวงให้หมดสิ้น!!"
ข่าวการตัดสินคดีด้วยรอยน้ำมันหมู แพร่สะพัดออกไปรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงไม่กี่ชั่วยาม ชาวบ้านหลายคนที่กำลังมีคดีฟ้องร้องแย่งที่ดินกันอยู่ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ชายผู้หนึ่งถอนหายใจยาว "เฮ้อ... เช่นนั้นข้ายอมคืนที่นาให้น้องชายข้าไปดีกว่า ขืนไปสู้คดีในศาล แล้วเจอค่ายกลตรรกะวิบัติ... นาข้าคงโดนหลวงยึดหมดแน่"
หญิงชราอีกคนหัวเราะร่วน "เสียสมบัติไปครึ่งหนึ่ง... ก็ยังดีกว่าเสียมันทั้งหมดให้พระคลังหลวงล่ะนะ!"
เพียง 1 วันให้หลัง... คดีความเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการแย่งชิงมรดกและที่ดินหลาย 100 คดี ถูกราษฎรแห่กันมาถอนฟ้องจนหมดสิ้น! ผู้คนเริ่มหันหน้าเข้าหากัน เจรจาประนีประนอมกันเองนอกศาล เพราะไม่มีผู้ใดอยากเสี่ยงถูกกฎของลู่ชิงริบทรัพย์! สำนักหมอความหลาย 10 แห่งต่างปิดประตูเงียบสนิท ส่วนหมอความหลี่ผู้เคยหยิ่งผยอง บัดนี้สวมชุดผ้าหยาบ กำลังนั่งพัดเตาถ่านย่างหมู 3 ชั้นขายอยู่ริมทาง ใบหน้าบวมปูดจากการโดนลูกความรุมกระทืบ เหม่อลอยไร้วิญญาณ อาชีพใช้ลิ้นหากินของพวกเขาจบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
ยามค่ำคืน ณ จวนพักรับรอง
ลู่ชิงนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนุ่ม ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขที่สุด
"ในที่สุด... ระบบดักจับข้อผิดพลาดฉบับคนอู้ ทำงานได้ไร้ที่ติ..." ชายหนุ่มพึมพำอย่างภาคภูมิใจ "หากเจอเงื่อนไขขัดแย้ง... ก็แค่สั่งยุติกระบวนการ แล้วริบผลประโยชน์คืนเข้าระบบ ง่ายดายและมักง่ายเสียจริง คราวนี้ล่ะ... ศาลเทียนเป่ยคงไร้คดีค้างคาไปอีกนาน ข้าจะได้นอนยาว ๆ เสียที"
เพียงคิดเช่นนั้น ชายหนุ่มก็พลิกตัวกอดหมอนนุ่ม หลับสนิทไปด้วยรอยยิ้มอันแสนเบิกบานใจ
ทว่า... สวรรค์มิเคยปล่อยให้คนเกียจคร้านได้ลอยนวลนานนัก
รุ่งอรุณของวันถัดมา... พื้นดินของนครเทียนเป่ยเริ่มสั่นสะเทือน! ครืน... ครืน... ครืน... แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ หนักหน่วงยิ่งกว่าเมื่อ 7 วันก่อนหลาย 10 เท่า!
ปัง! เสียงล้อเกวียนกระแทกพื้นดังก้อง ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างรุนแรง!
อาฝูวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความเร็วแสง "นายท่านนนน!!"
ลู่ชิงปรือตาขึ้นมาเพียงครึ่งเดียว "มีไอ้บ้าคนไหน สร้างคดีย้อนแย้งมาให้ข้ายึดทรัพย์อีกแล้วหรือ..."
"มิใช่ขอรับ!!" อาฝูเสียงหลง "แต่เป็นเพราะกฎริบทรัพย์ใหม่ของนายท่าน มันโด่งดังและศักดิ์สิทธิ์ทะลุฟ้าไปทั่วทั้งแผ่นดินแล้วต่างหากขอรับ!!"
ลู่ชิงยิ้มอ่อน ๆ ปิดตาลง "ดี... เช่นนั้นข้าก็หมดหน้าที่ พักผ่อนต่อได้..."
อาฝูรีบพุ่งเข้ามากระชากผ้าห่ม "พักไม่ได้แล้วขอรับนายท่าน!! บัดนี้ เจ้าเมืองจาก 5 หัวเมืองข้างเคียง ได้ส่งขบวนเกวียนมาขอพึ่งพาตราชั่งสวรรค์ของท่านมหาเสนาบดีแล้วขอรับ!"
รอยยิ้มของลู่ชิงค่อย ๆ แข็งค้างอยู่บนใบหน้า เขาปรือตาขึ้นมามองอาฝู
"ส่งมา... กี่เกวียน..."
อาฝูกลืนน้ำลายฝืดคอ เหงื่อแตกพลั่ก "ประมาณ... 500 คันขอรับ..."
เปลือกตาของลู่ชิงกระตุกยิก ๆ "...แล้ว... มันบรรทุกสิ่งใดมา..."
อาฝูตอบเสียงแผ่วสั่น "บรรทุกคดีปริศนาและคดีไร้ทางออก ที่ค้างคามาตลอด 100 ปีของทุกหัวเมืองขอรับ... พวกเขาเชื่อว่า มีเพียงค่ายกลตรรกะของท่านเท่านั้น ที่จะชำระคดีพวกนี้ได้... รวมยอดฎีกาทั้งหมด... ประมาณ 250000 คดีขอรับ!!"
เปรี้ยงงงงงงงงง!!
สายฟ้าแห่งหายนะ ฟาดผ่าลงกลางกระหม่อมของลู่ชิงจนทะลุถึงวิญญาณ!
ห้องทั้งห้องเงียบกริบดุจป่าช้า ลู่ชิงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าไร้อารมณ์ใด ๆ สมองระดับอัจฉริยะหยุดประมวลผลไปชั่วขณะ ก่อนที่ระบบคณิตศาสตร์แห่งความสิ้นหวังจะเริ่มทำงาน
250000 คดี... ต่อให้บิดาใช้กระดานลูกศรตัดสินเทพแค่ไหน... สมมติว่าคดีละ 1 ลมหายใจ... ข้าก็ต้องนั่งหายใจหอบแฮ่ก ๆ ชี้กระดานไปเรื่อย ๆ ติดต่อกันเป็นเดือน ๆ โดยไม่ได้กินไม่ได้นอนเลยรึ!! นี่มันมิใช่ศาลยุติธรรมแล้ว... นี่มันโรงงานนรกสูบวิญญาณชัด ๆ!!
ชายหนุ่มค่อย ๆ เงยหน้ามองเพดานไม้ น้ำตาแห่งความรันทดเอ่อล้นเบ้าตา
"ข้า... อุตส่าห์สร้างทางออกฉุกเฉินเพื่อหนีงาน..."
"เหตุใด... ไอ้พวกมนุษย์บ้างานพวกนี้... จึงเปลี่ยนทางออกฉุกเฉินของข้า... ให้กลายเป็นประตูรับแขกของคนทั้งแผ่นดินไปได้วะโว้ยยย!!"
สิ้นเสียงคร่ำครวญ ดวงตาของลู่ชิงก็ค่อย ๆ พลิกกลับขึ้นด้านบน ร่างทั้งร่างเอนหงายหลังล้มตึงลงบนเตียงดัง ตุ้บ!
"นายท่านนนนน!! นายท่านสลบไปอีกแล้ว!!" อาฝูตกใจกรีดร้องลั่นห้อง
และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ตุลาการสูงสุดก็วิ่งหน้าบานเปี่ยมด้วยความปีติยินดีเข้ามาที่หน้าประตูห้อง
"ท่านมหาเสนาบดี!! ฟ้ามีตาแล้วขอรับ! คราวนี้ศาลเทียนเป่ยของเราจะได้สร้างชื่อจารึกในพงศาวดาร!ขอเชิญท่านมหาปราชญ์ ออกไปวาดเส้นลูกศรเพื่อชี้ทางสว่างใหม่อีกสัก 250000 เส้นด้วยเถิดขอรับ!!"
เสียงตอบกลับจากภายในห้อง... มีเพียงความเงียบงัน... เพราะวิญญาณของผู้เป็นความหวังแห่งแผ่นดิน... ได้ชิงตัดสายทิ้ง และหลบหนีออกจากร่าง ลอยออกสู่อวกาศอันไกลโพ้นไปเรียบร้อยแล้ว!
[จบตอนที่ 37]