วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกตอนนี้พระเอกคุงอายุสิบแปดปีแล้ว จากเด็กน้อยในวันวานกลายเป็ชายหนุ่มรูปงามไปเสียแล้ว ส่วนผู้มาพักอาศัยต่างเผ่าพันธุ์ก่อนหน้าก็กลับถิ่นฐานเดิมของตนเองเพื่อทำในสิ่งที่ควรทำและต้องทำต่อไป
เอาง่ายๆ ก็คือพวกเขากลับไปเพื่อสร้างฐานกำลังหลักให้พระเอกคุงในอนาคตนั่นแหละ
ในอนาคตพวกเขาเ่าั้จะเป็กำลังหลักในการโค่นล้มอวี่เฟิงและผลักดันให้หลางผิงเย่ขึ้นไปยังจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร นั่นคือการยืนแทนที่อวีเฟิงที่เป็last boss ั้แ่ต้นจนจบยังไงล่ะ
เอาเถอะ ตอนนี้ผมทำใจได้แล้วล่ะ ในเวลาแบบนี้สิ่งที่ผมต้องทำก็มีแค่ กินให้อิ่ม นอนให้หลับ และรอเวลาตายอย่างสงบเท่านั้น…
แค่รอ...รอให้สถานะความเป็อวีเฟิงสิ้นสุดลงเท่านั้น…
..และในที่สุดก็มาถึงงานเทศกาลล่าสัตว์อสูร event หลักที่จะทำให้อวี่เฟิงและหลางผิงเย่เปลี่ยนสถานะจากศิษย์อาจารย์กลายเป็ศัตรูคู่อาฆาตกัน
ขบวนรถม้าของสำนักจันทราพิสุทธิ์นั้นยิ่งใหญ่สมกับที่เป็สำนักเซียนอันดับหนึ่งนอกจากรถม้าแล้วยังคงมีม้าสำหรับศิษย์ชายในสำนักอีกละลานตา
ผมกวาดสายตามองภาพตรงหน้าอย่างอดตื่นเต้นไม่ได้ จนสายตาไปหยุดอยู่ที่หลางผิงเย่ พระเอกสุด op ของเื่
ด้วยใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ร่างกายกำยำสมส่วน สวมชุดขาวที่เป็เครื่องแบบของสำนัก แต่จะพิเศษกว่าคนอื่นๆ หน่อยก็ตรงที่ชุดที่ใส่นั้นมีไหมเงินปักอักขระคุ้มภัยครอบจักรวาลไว้ถี่ยิบด้วยฝีมือของผมเอง
ส่วนไหมเงินที่ว่านั่นก็คือพลังปราณครึ่งหนึ่งของผมที่ทำการบีบอัดจนกลายเป็เส้นไหมแล้วใช้มันปักอักขระด้วยพลังเซียนบริสุทธิ์ที่อัดแน่นทุกฝีเข็ม
กว่าจะเสร็จได้ก็เล่นเอาพลังเซียนที่ผมมีเหือดหายไปเป็เดือนเลยล่ะครับ
ถ้าถามว่าทำไมผมถึงต้องทำขนาดนั้น เื่มันก็ง่ายๆ แหละครับผมแค่ไม่อยากให้พระเอกตัวน้อยลูกรักของผมต้องเจ็บตัวมากนัก
พระเอกจะต้องลงไปเก็บเลเวลในหุบเขาหมื่นอสูรที่มีแต่อันตรายร้อยแปดพันเก้า ผมแค่หวังว่าสิ่งที่ผมทำจะช่วยให้เขาาเ็น้อยลง และไม่ต้องทนฝึกฝนอยู่ในหุบเขาหมื่นอสูรนานนัก ถึงแม้ว่านั่นจะหมายถึงเวลาตายของผมก็จะถูกย่นระยะเข้ามาเช่นกัน
ผมใช้ค่าความฟิน 100 คะแนนเพื่อให้ระบบส่งมอบชุดนี้ให้กับพระเอก เพราะไม่อยากให้เขารับรู้ถึงที่มาของชุดที่เขาสวมใส่อยู่
"ท่านมองหน้าศิษย์แล้วคิดอะไรอยู่หรือขอรับท่านอาจารย์"พอพูดแล้วก็ยิ้มแบบนั้นอีกแล้ว ผมขอเรียกรอยยิ้มนี้ว่า ยิ้มหว่านเสน่ห์ไปทั่วก็แล้วกัน คนอื่นๆ คงมองว่าเป็รอยยิ้มของเทพบุตรฟ้าประทาน แต่สำหรับผมเห็นเป็รอยยิ้มแสนซนของปีศาจจอมเ้าเล่ห์เสียมากกว่า
"เปล่า"
"หืม คิดกับข้าหน่อยก็ได้ขอรับ ถ้าหากเป็ท่านอาจารย์..ข้าไม่ถือ"ไอ้คำพูดกํากวมแบบนี้ ควรจะเอาไว้พูดกับสาวๆ ในฮาเร็มไม่ใช่เหรอ..แล้วทำไมเอามาพูดกับผมเล่า เฮ้อ! หลางผิงเย่หนอหลางผิงเย่นายใช้สกิลพระเอกได้สิ้นเปลืองจริงๆ
"เลิกพูดไร้สาระ ออกเดินทางกันเถอะ"ไปรนหาที่ตาย...และรอเวลาที่จะได้ตายอย่างภาคภูมิตามที่ระบบกำหนดเอาไว้เท่านั้น
ขบวนเดินทางของสำนักจันทราพิสุทธิ์เป็ไปอย่างราบรื่น ผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่ ข้ามหุบเขาผ่านลำธาร ในที่สุดก็มาถึงสถานที่จัดงานจนได้
'เขตป่ามรกต'เป็เขตป่าอสูรชั้นนอกสุดที่มีสัตว์อสูรระดับต่ำที่อาศัยอยู่มากมาย เป็สถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานล่าสัตว์อสูรโดยเฉพาะ
และสัตว์อสูรที่นำมาใช้ล้วนแล้วแต่เป็พวกที่ละเมิดสนธิสัญญาการเป็พันธมิตร เรียกง่ายๆ คือเป็คุกขนาดใหญ่ที่ใช้ขังพวกรนหาที่ตายที่มีระดับต่ำนั่นเอง
ยังมีเขตป่าขั้นกลาง และเขตป่าต้องห้ามด้วย
สองเขตนั้นมักเป็ที่อยู่ของสัตว์อสูรระดับกลางและระดับสูง และเป็ที่ที่เต็มไปด้วยของหายากสารพัดอย่างไม่ว่าจะเป็สมุนไพรล้ำค่าหรือของวิเศษอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมเป็สถานที่ที่อันตรายมากเช่นกัน
ส่วนหุบเขาหมื่นอสูรนั้นคือหุบเขามายาที่สามารถย้ายมิติไปโผล่ยังสถานที่ต่างๆ ได้และมันยังสามารถกลมกลืนกับสถานที่นั้นๆ ได้อย่างลงตัวอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่นเขตป่ามรกตเป็เขตป่าอาคมพื้นราบธรรมดา หากมีหุบเขาหมื่นอสูรโผล่มาพื้นที่ส่วนหนึ่งก็จะกลายเป็หุบเขาไปโดยปริยาย และ'ตอนนี้'ก็ยังไม่มีใครสามารถควบคุมหุบเขาหมื่นอสูรได้ เอาง่ายๆ คือมันอยากโผล่ตรงไหนก็โผล่นั่นแหละ
ส่วนที่บอกว่า'ตอนนี้'ก็หมายถึงเมื่อก่อนอวี่เฟิงสามารถควบคุมหุบเขาหมื่นอสูรด้วยกระบี่ร่ำโลหิต แต่ตอนนี้มีแค่กระบี่ธรรมดาผุๆ ที่เต็มไปด้วยรอยร้าวจึงไม่สามารถทำได้เพราะถ้าหากฝืนทำแบบนั้นกระบี่ผุๆ นี่ได้พังแน่ และที่สำคัญตอนนี้ผมมีระบบคอยจัดฉากให้อยู่แล้วเพราะฉะนั้นผมเลยไม่มีความจำเป็ที่จะต้องทำเื่ยุ่งยากพรรค์นั้นด้วยตัวเอง
และแน่นอนเมื่อมันโผล่ขึ้นทุกคนในงานย่อมคิดว่าเป็ฝีมือของอวีเฟิงอยู่แล้ว เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะอวีเฟิงในตอนนี้อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร เพียงแค่พลิกฝ่ามือก็สามารถทำให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย
ก็ไม่แปลกหรอกที่พวกเขาจะคิดแบบนั้นน่ะนะ ก็ผมเขียนมาแบบนั้นเองนี่นา
อันที่จริงสกิลของอวี่เฟิงมันก็มาจากความชอบส่วนตัวของผมล้วนๆ นั่นแหละครับ ผมชอบตัวร้ายสุดOP มากกว่าตัวร้ายง่อยๆ ที่นอนรอให้พระเอกตบกลิ้งน่ะสิ แม้จะรู้ว่าต่อให้เทพยังไงสุดท้ายก็ต้องแพ้พระเอกอยู่ดีก็เถอะ แต่นั่นก็ไม่สำคัญนักหรอกจะยังไงผมก็ชอบแบบนี้นี่นา
กลับเข้าเื่กันดีกว่า ตอนนี้ศิษย์น้อยใหญ่ของแต่ละสำนักได้ผ่านเขตอาคมเข้าไปยังป่ามรกตเป็ที่เรียบร้อยแล้ว กฎการแข่งขันก็ง่ายๆ นั่นคือใครสามารถล่าได้มากกว่าก็ชนะ ลูกแก้วอสูรจะเป็ตัวชี้วัดความสามารถของศิษย์แต่ละคนได้เป็อย่างดี
และตอนนี้พระเอกคุงก็ยังคงไม่ติด 1 ใน 10 ของรายชื่อทำเนียบศิษย์ที่ได้คะแนนมากที่สุดเหมือนในเนื้อเื่ต้นฉบับเป๊ะๆ
"เอาล่ะทุกท่าน พวกเรามาเล่นเดิมพันกันหน่อยเป็อย่างไรว่าศิษย์คนใดจะเป็ฝ่ายกำชัยชนะ"เ้าสำนักตะวันรุ่งเอยขึ้นเมื่อเห็นชื่อศิษย์ของตนอยู่ในทำเนียบผู้มีคะแนนนำติด 1 ใน 10
"นั่นสินะ ถือเป็การส่งกำลังใจให้ลูกศิษย์ของตนด้วยล่ะนะ"เ้าสำนักธาราทิพย์เอ่ยตอบ จากนั้นผู้าุโต่างๆ ก็พากันเขียนป้ายชื่อลงเดิมพันในแผ่นไม้ไผ่ โดยระบุชื่อของศิษย์ จำนวนเงินเดิมพัน และสำนัก ป้ายชื่อเหล่านี้จะแสดงบนกระดานทำเนียบอีกกระดานหนึ่ง เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ทั่วกัน
และตอนนี้รายชื่อศิษย์ที่มีเงินวางเดิมพันสูงที่สุดคือ หลางผิงเย่ด้วยจำนวนเงินถึงหนึ่งแสนศิลาวิเศษ โดยเ้ายอดเขาเย้ยเมฆา
"เหตุใดท่านเ้ายอดเขาจึงได้เดิมพันสูงเช่นนี้ ในขณะที่ศิษย์ที่ท่านตั้งความหวังไว้ยังทำมิได้แม้แต่ติด 1 ใน 10 ของทำเนียบเสียด้วยซ้ำ"
"เขาจะชนะ"นั่นน่ะพระเอกสุด op เชียวนะ จะแพ้ตัวประกอบกากๆ ได้ยังไง ที่ยังไม่ติด 1 ใน 10คงเพราะมัวแต่หว่านเสน่ห์ หรือไม่ก็มัวแต่ทำเื่อย่างว่าอยู่ละมั้ง
และเมื่อมองภาพสะท้อนจากกระจกมิติแต่ละบาน ที่สะท้อนภาพเหตุการณ์ภายในป่ามรกตแบบเรียลไทม์ แล้วก็เป็จริงดังคาดสกิลพระเอกทำงานเป็ปกติ ซ้ายโอบขวาประคอง สาวสวยเดินตามล้อมหน้าล้อมหลังเป็ขบวน เฮ้อ! พระเอกนี่ช่างเป็สิ่งมีชีวิตที่น่าอิจฉาเสียจริงๆ
เมื่อไหร่ผมถึงจะมีแบบนั้นบ้างนะ ขอแค่สักคนก็พอ คนที่จะอยู่เคียงข้างผมแม้ในวันที่ผมไม่เหลืออะไรเลยก็ตาม เอาเถอะ ทุกคนต่างมีเส้นทางชีวิตเป็ของตนเอง ผมเองก็เหมือนกัน แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้นึกเสียใจทีหลังแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม..
ขอบคุณสำหรับการติดตามผลงานของนามิ
หากชอบอย่าลืมเม้นเป็กำลังใจให้นามิด้วยนะคะ
ขอให้สนุกกับการอ่านนิยายของนามิ
รักรีดเดอร์ทุกคนค่ะ
จากใจ
นามิแค่อยากอ่านนิยาย
จุ๊บๆ