เพราะชื่อเสียงเรื่องความเฟอะฟะ น่าหมั่นไส้ รวมถึงน่าสมเพชของ ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ เป็นที่โจษจันไปทั่ว ทำให้หานเซินถูกผู้คนรอบ ๆ ถากถางด้วยคำพูดเย้ยหยัน คนถูกรังแกขมวดคิ้ว กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเด็กหนุ่มหน้าตาเย็นชาคนหนึ่งในกลุ่มนายจ้างก็เดินเข้ามาหา เขามองหานเซินด้วยความสนใจ ก่อนถามขึ้น “คุณคือไอ้คลั่งทะลวงก้นที่เขาลือกันในฐานพักพิงเกราะเหล็กเหรอ?”
“ใช่” หานเซินพยักหน้าตอบ เขาไม่คิดว่านี่จะเป็นฉายาที่น่าอาย ในเมื่อทั่วทั้งฐานพักพิงเกราะเหล็กไม่มีใครกล้าทำเรื่องแบบเขา ไม่มีใครกล้าถือมีดทิ่มก้นฉินเซวียน นั่นก็ถือเป็นความสำเร็จได้ในแง่หนึ่ง
ดูจากแววตา เด็กหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะสนใจหานเซินเป็นพิเศษ เขามองอยู่สักพักก่อนถามต่อ “คุณเองก็มารับงานนี้ด้วยเหรอ?”
หานเซินพยักหน้า “ใช่ แต่ถ้าพวกคุณคิดว่าไม่เหมาะ ผมไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”
“ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ถ้าคุณไม่ติดอะไร เรามาเซ็นสัญญาจ้างกัน” เด็กหนุ่มผู้เย็นชาตอบกลับทันที
การที่นายจ้างเงินหนาที่มีตัวเลือกดี ๆ มารอให้เลือกเต็มไปหมด จู่ ๆ ก็ตกลงจ้างคนอย่างไอ้คลั่งทะลวงก้นมาคุ้มกันทำให้คนรอบ ๆ ที่มารอรับงานต่างตกตะลึง แม้แต่เพื่อนของเขายังขมวดคิ้ว มีสีหน้าประหลาดใจ ทั้งกลุ่มขยับเข้ามาใกล้ เด็กคนหนึ่งกระตุกแขนเพื่อนแล้วท้วงเสียงไม่ดังไม่เบา “อาหยวน นั่นไอ้คลั่งทะลวงก้นนะ นายจะจ้างเขาทำไม?”
“จริงด้วย คุณชายหยวน การจ้างเขามาคุ้มกันพวกเราไม่มีประโยชน์เลย ถ้าเจออันตรายจริง ๆ ไม่แน่หมอนี่อาจเผ่นเร็วกว่าพวกเราอีก จ้างไปไม่ใช่แค่เสียเงินเปล่า แต่อาจเจออันตรายมากกว่าเดิมก็ได้” เด็กคนอื่นในกลุ่มนายจ้างคิดตรงกันจึงช่วยกันโน้มน้าว
“ฉันจะจ้างเขาเอง ให้เป็นคนคุ้มครองส่วนตัวของฉัน พวกนายก็เลือกคนอื่นที่ชอบกันได้เลย” เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าอาหยวนยืนยันคำพูดของตัวเอง แล้วเปิดสัญญามาแก้ไขรายละเอียดก่อนส่งให้หานเซินเซ็น
เมื่ออาหยวนยืนกรานแบบนั้น คนอื่น ๆ ก็พูดอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำตามที่อาหยวนบอก โดยการเดินเข้าไปคัดเลือกคนที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสมมาเป็นผู้คุ้มกัน
หานห่าวโชว์อาวุธวิญญาณอสูรระดับกลายพันธุ์ของเขาทำให้ถูกเลือกทันที ส่วนชายหนุ่มอีกสองคนที่มากับหานห่าวแค่แสดงฝีมือเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกมา พวกเขาก็ได้รับเลือกเช่นกัน
หนึ่งในสองคนนั้นมีคนหนึ่งชื่อหลิวเฟิง ทันทีที่เซ็นสัญญาจ้างเสร็จก็เดินเข้ามาหาหานเซินพร้อมกับพูดด้วยท่าทีถากถาง “โอ้โฮ คลั่งทะลวงก้น โชคใหญ่หล่นใส่หัวเลยนะเนี่ย เจอคุณชายรวยแถมยังใจดีอย่างนั้นน่ะ”
“แล้วไง ฉันก็โชคดีมาตลอด” หานเซินตอบเสียงเรียบ
เบ็ดเสร็จแล้ว กลุ่มคุณชายมีเงินเลือกคนคุ้มกันจำนวนสิบคนพอดิบพอดีสำหรับการออกล่าครั้งนี้ ซึ่งถ้าเอาพลังของคนทั้งหมดรวมกันก็น่าจะรับมือกับสัตว์อสูรระดับโบราณฝูงใหญ่ได้สบาย ๆ เว้นแต่จะเจออสูรสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งมากหรือเจอสัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์ที่อาจจะตึงมืออยู่บ้าง แต่นอกเหนือจากนั้นบริเวณรอบฐานพักพิงเกราะเหล็กในรัศมีหลายกิโลเมตร ถือว่าไม่มีใครหรือตัวอะไรทำอันตรายพวกเขาได้
กลุ่มนักล่ามืออาชีพที่ถูกจ้างมาต่างพึงพอใจกับงานนี้ ขณะพูดคุยสร้างความคุ้นเคย ต่างคนต่างก็พยายามประจบประแจงเหล่าคุณชายลูกคนรวยอย่างเห็นได้ชัด พวกเขารู้ดีว่าคุณชายกลุ่มนี้มาจากครอบครัวชนชั้นสูง สานสัมพันธ์เอาไว้อาจมีประโยชน์ในอนาคต
ฝีมือของเหล่าคุณชายก็ดีใช่ย่อย ไม่เหมือนมือใหม่ไร้พื้นฐานเลยสักนิด เดาได้ว่าแต่ละคนคงจะจบจากสถาบันการศึกษาระดับแนวหน้า แม้จะเพิ่งเข้ามาผจญภัยในก็อดแซงก์ทัวรีไม่นาน แต่ทักษะและความสามารถทางร่างกายของเด็กใหม่กลุ่มนี้ไปไกลกว่าหานเซินตอนที่เพิ่งเข้ามาแรก ๆ มาก สิ่งที่พวกเขายังขาดก็มีแค่ประสบการณ์ในการต่อสู้กับสัตว์อสูรจริง ๆ เท่านั้น
ทุกครั้งที่เหล่าคุณชายเจอสัตว์อสูรระดับโบราณและพยายามลองออกล่าด้วยตัวเอง หานเซินก็ใช้เวลานั้นฝึกซ้อมยิงธนู ที่เขาเลือกฝึกธนูอย่างจริงจังในอดีต เหตุผลเด่น ๆ ก็เพราะการยิงธนูต้องการทักษะน้อยกว่าอาวุธประเภทอื่น
ดาบหรือหอกนั้นต้องการทักษะที่สูงมาก โรงเรียนรัฐบาลที่หานเซินเรียนไม่มีการเปิดสอนทักษะระดับสูงขนาดนั้น แต่การยิงธนูต่างออกไป ขอแค่ยิงแม่น มีธนูดีและลูกศรคมพอ ก็สามารถสร้างความเสียหายได้โดยไม่ต้องอาศัยทักษะซับซ้อนมากมายนัก
ตอนนี้หานเซินกำลังฝึกฝนเพื่อทำความคุ้นเคยกับประสิทธิภาพและคุณสมบัติของดูมส์เดย์โซล เขาเลือกต้นไม้ใกล้ ๆ เป็นเป้าเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับธนูนี้ได้อย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย! คลั่งทะลวงก้น มัวแต่ยิงนกตกปลาเล่นอยู่ได้ คิดจะกินแรงคนอื่นหรือไง ทำไมไม่ไปดูแลคุณชายหยวนเขาดี ๆ วะ!” หลิวเฟิงต่อว่าเสียงดังพลางเดินเข้ามาใกล้ และเมื่อเห็นลูกศรของหานเซินปักอยู่กระจัดกระจายตามต้นไม้ ปากก็ค่อนขอดต่อ “โห~ มีฝีมือแค่นี้เก๊กท่าอวดดีฝึกให้คนอื่นเห็นอีก ห่วยฉิบเป๋ง ฉันว่าแกเอาธนูไปขายซื้อข้าวกินเถอะว่ะ แค่ระยะยี่สิบเมตรยังยิงสะเปะสะปะขนาดนี้ ชาติหน้าโน้นถึงจะเข้าเป้า เป็นฉัน ฉันอายเขาตาย!”
หานเซินไม่ได้ตอบกลับหรือแม้แต่หันไปมองคนปากดี เขากำลังอยู่ในช่วงปรับตัวกับธนูใหม่ ไม่ได้ตั้งใจเล็งไปที่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้นลูกศรที่ยิงออกมาจึงดูเหมือนกระจัดกระจายและพลาดเป้าไปหมด
“หลิวเฟิง อย่าไปสนใจเขาเลย คุณชายหยวนก็แค่ใจกว้าง คงไม่ได้คาดหวังว่าหมอนั่นจะช่วยอะไรได้หรอก ขอแค่อย่าให้ธนูนั่นยิงถูกก้นใครก็พอแล้ว” กลุ่มมืออาชีพที่ถูกจ้างมาหัวเราะกันอย่างขบขัน
“ถุย~ รอบนี้แกแค่โชคดีที่เจอนายจ้างใจดีถึงเสนอหน้าอยู่ที่นี่ได้ จำไว้ อย่าสร้างปัญหาล่ะ” หลิวเฟิงถ่มน้ำลายลงพื้นก่อนจะหันหลังเดินกลับไปเข้ากลุ่มกับคนอื่น
“อย่าบอกใครนะว่านายรู้จักฉัน” ส่วนหานห่าวที่เดินมากับหลิวเฟิงแต่แรกแอบกระซิบบอกหานเซินอย่างรวดเร็วขณะเดินผ่านตัวเขาเข้าไปสมทบกับเพื่อนในกลุ่ม
การฝึกของคุณชายหยวนและกลุ่มคุณชายลูกเศรษฐีนั้นก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในช่วงสองวันแรกพวกเขายังต้องพึ่งพาคนอย่างหานห่าวในการช่วยจัดการสัตว์อสูร แต่ไม่กี่วันให้หลังทั้งหมดก็สามารถล่าสัตว์อสูรระดับโบราณได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคนที่จ้างมา นี่แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของผู้ที่จบการศึกษาโรงเรียนขุนนางระดับแนวหน้า
สำหรับคนที่เรียนจบการศึกษาภาคบังคับจากโรงเรียนรัฐบาลอย่างหานเซิน ถ้าไม่ฝึกอย่างหนักเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน คงไม่มีทางกล้าต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับโบราณตัวต่อตัว
ทว่าความมั่นใจเป็นดาบสองคม หรือบางทีอาจเป็นเพราะทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นเกินไป ทำให้ทั้งกลุ่มเริ่มประมาทและขาดความระมัดระวัง…
ในขณะนี้พวกเขากำลังล้อมสัตว์อสูรระดับโบราณลักษณะคล้ายหมูป่าที่มีชื่อเรียกว่า ‘หมูป่าลายจุดดำ’ ตัวหนึ่ง เจ้าอสูรตัวนี้โดนแทงเข้าที่หน้าอกเลือดไหลอาบ มันนอนแน่นิ่งจนทุกคนคิดว่ามันตายไปแล้ว
แต่ปรากฏว่าอสูรจอมเจ้าเล่ห์แค่แกล้งตายเท่านั้น เมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มลูกเศรษฐีเข้าไปใกล้ หมูป่าตัวนั้นก็พุ่งโจมตีทันที
หานห่าวและผู้คุ้มกันคนอื่น ๆ คิดว่าสถานการณ์ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขาแล้วจึงไม่ทันระวังตัว และด้วยระยะห่างระหว่างคุณชายกับอสูรที่น้อยเกินไปทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน หมูป่าลายจุดดำดีดตัวขึ้น เตรียมจะใช้เขี้ยวคม ๆ เสียบเข้าที่คอของเด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้าย
เด็กหนุ่มคนนั้นตกใจสุดขีด เขาเสียใจที่ไม่ได้สวมหมวกเกราะโลหะผสม ไม่อย่างนั้นมันอาจจะช่วยดูดซับพลังจากการจู่โจมของหมูป่าได้ ทว่ามาเสียใจเอาตอนนี้ก็สายไปแล้ว อาหยวนและเพื่อนคนอื่นต่างก็ตะโกนด้วยความตื่นตระหนก
*ฟึ่บ*
ทันใดนั้นลูกศรที่เร็วราวสายฟ้าสายหนึ่งก็พุ่งผ่านอากาศ เฉียดใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นไป แล้วตรงเข้าเสียบตาของหมูป่าลายจุดดำ ลูกศรแทงทะลุเข้าลึกกว่าครึ่งก้าน อสูรตัวใหญ่ล้มลงกับพื้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน
ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าหานห่าวและคนอื่น ๆ จะเข้าใจสถานการณ์ พวกเขารีบเข้าไปช่วยกันเอาอาวุธจัดการหมูป่าตัวนั้น
“ไอ้คลั่งทะลวงก้น แกยิงลูกธนูสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนั้นได้ยังไง ถ้าพลาดถูกคุณชายชิงจะทำยังไง!” หลิวเฟิงหันมาโวยวายใส่หานเซินทันที
คนอื่น ๆ ก็พากันกล่าวโทษหานเซิน หาว่ารีบยิงธนูมั่ว ๆ ไม่ระวังจนอาจเกิดอันตรายโดยไม่ไตร่ตรองสักนิดว่านี่คือความผิดพลาดของตัวพวกเขาเอง และบางคนแม้จะรู้ว่าตนมีส่วนผิดที่ประมาทแต่ก็พยายามเบี่ยงเบนประเด็น โยนความผิดไปให้หานเซินแทน
อีกอย่าง ในสายตาของพวกเขา ที่หานเซินยิงธนูได้แม่นขนาดนั้นเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีทางเชื่อว่า ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ จะมีฝีมือดีพอในการยิงธนูโหดระดับนั้นได้
“ไสหัวไปซะ!” จู่ ๆ อาหยวนก็ตะโกนไล่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ได้ยินไหม ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ คุณชายหยวนบอกให้แกไสหัวไป!” หลิวเฟิงพูดสำทับคุณชายหยวนผู้ร่ำรวยหวังเอาใจอีกฝ่าย
“ฉันบอกนายต่างหาก ไสหัวไปซะ!” อาหยวนขมวดคิ้วจ้องหลิวเฟิงด้วยสายตาเย็นชา
“พวกเราจ้างพวกนายมาปกป้อง แล้วเมื่อกี้คืออะไร อาชิงตกอยู่ในอันตรายพวกนายคิดจะทำอะไรบ้าง?! ได้แต่มองเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย! ตอนนี้กลับมาชี้หน้าด่าคนอื่น โทษคนคนเดียวที่ทำหน้าที่ได้สำเร็จ คนอย่างพวกนายไสหัวไปให้หมด อย่าให้ฉันเห็นหน้าอีก!”
.
.
.