ตอนที่ 40
รักษาหวังเหว่ย
หลังจากรักษาอี้เฟยเสร็จก็ปล่อยให้นางอยู่คนเดียวในถ้ำ ไป๋เหอที่ได้เวลากลับก็ได้ขี่กระบี่กลับไปยังหมู่บ้านแล้วเดินทางไปหาหวังเหว่ยทันที เขาเสียเวลาไปกับการยื่นมือเข้าช่วยสตรีผู้นั้นทำให้ล่าช้าเกินไป
“นั่นๆ ท่านไป๋เหอกลับมาแล้ว” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะเห็นคนขี่กระบี่ลอยมาทางที่ตนยืนอยู่
ตอนนี้ไป๋เหอถอดชุดคลุมออกแล้วเขาเป็นไป๋เหอคนเดิมรีบเดินเข้าไปหาซวงเอ๋อร์เมื่อเห็นว่านางกำลังวิ่งมากอดตนเองแถมบนหน้ายังมีคราบน้ำตาอีกด้วย
“พี่ไป๋เหอพี่กลับมาแล้ว” นางร้องไห้สะอื้นเสียงดังทันทีเมื่อได้กอดพี่ชาย เพราะการไม่เห็นเขาปรากฏตัวทำให้จิตใจนางอยู่ไม่เป็นสุขคอยกังวลมาตลอดว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรนางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากคลายกังวลใจลง
“ซวงเอ๋อร์ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้ารอ เจ้าคงทุกข์ใจสินะที่ไม่เห็นข้าเอาละเลิกร้องไห้ได้แล้วนะข้ากลับมาแล้ว” มองเห็นความเป็นห่วงเป็นใยของซวงเอ๋อร์ที่มีต่อเขา ชายหนุ่มกลับรู้สึกผิดยิ่งนักเขาน่าจะมาให้เร็วกว่านี้เพื่อส่งข่าวก่อน ดูสิใบหน้าซวงเอ๋อร์ตอนนี้แลดูซีดนักคงจะอดหลับอดนอนเพราะรอเขา เขาช่างเป็นพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องเลย ไป๋เหอกล่าวโทษตนเองทันทีเมื่อเห็นใบหน้าน้องสาวเป็นเช่นนี้
“พี่ไป๋เหอรู้ไหมว่าข้าดีใจแค่ไหนที่พี่กลับมาเสียที” นางกล่าวขึ้นอีกครั้งพร้อมกำชับแขนแน่นขึ้น
ไป๋เหอเพียงยิ้มออกมาเช็ดคราบน้ำตาให้นาง เขาเป็นที่พึ่งพิงของนางแท้ ๆ หากแต่ทำให้นางต้องทุกข์ใจเพราะตนเองรู้สึกผิดยิ่งนัก
คนอื่นที่เฝ้าดูสองพี่น้องแสดงความรักใคร่ต่อกันกลับรู้สึกอิจฉาในความรักของพวกเขา หวังเหว่ยที่เห็นภาพนี้อดคิดถึงสภาพตนเองไม่ได้นอกจากมีพี่ชายโหดร้ายแล้วบิดายังไม่สนใจ ครอบครัวเป็นเช่นนี้เขาขมขื่นยิ่งนัก
“ข้าขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้ารอ” ไป๋เหอหันไปกล่าวกับหวังเหว่ยและข้าง ๆ น่าจะเป็นมารดาของเขาดูจากลักษณะใบหน้าที่เหมือนกันก่อนที่ชายหนุ่มจะประสานมือคารวะหญิงสาว
นางพยักหน้าน้อยๆ มองดูเด็กหนุ่มที่อายุอานามไม่น่าจะต่างกันกับบุตรชายตนแถมยังเป็นคนที่น่าคบหาหวังเหว่ยช่างโชคดีที่ได้รู้จักกับคนผู้นี้ปากฉีกยิ้มน้อยๆ
“ข้าขอแนะนำนี่ท่านแม่ของข้า” หวังเหว่ยกล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าชายตรงหน้าให้ความเคารพนางเขาคิดว่าไป๋เหอคงจะดูออกว่านางเป็นมารดาของตนแล้วกิริยาที่แสดงออกมานั้นทำให้เขาชื่นชมภายในใจ เขาไม่ได้หยิ่งหรือเข้าหายากแต่เป็นชายหนุ่มที่ควรน่าคบหาเป็นสหาย
“ข้าน้อยไป๋เหอยินดีที่ได้พบฮูหยินขอรับ” ไป๋เหอมองหน้าสตรีตรงหน้าที่มีรอยยิ้มของความเป็นมิตรและดูอบอุ่นดูแล้วเป็นสตรีที่เรียบร้อยอ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยความเข้มแข็ง
“ข้าดีใจที่รู้ว่าเจ้าจะรักษาบุตรชายให้กลับมาเดินได้ ที่ผ่านมาข้าเสาะแสวงหาหมอไปทั่วแต่ไม่มีใครจะสามารถรักษาเขาได้ ข้าที่เป็นมารดาทุกข์ใจยิ่งนัก แต่เมื่อรู้ว่าเจ้าจะรักษาบุตรชายให้กลับมาเดินได้ข้าย่อมดีใจอย่างมากหากเจ้าปรารถนาเงินทองเท่าไหร่ข้ายินดีจะหามาให้”
นางกล่าวด้วยใบหน้ายินดีจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าช่างเป็นชายที่รูปร่างดีและดูลักษณะแล้วน่าจะเป็นคุณชายตระกูลใดตระกูลหนึ่งใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้มีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าแถมไม่เกรงกลัวสิ่งใด หากลูกชายของนางได้คบหาเป็นมิตรและหากบุตรชายของนางไม่เสียพลังไปพวกเขาสองคนหากเดินทางท่องยุทธไปด้วยกันย่อมมีโอกาสเติบโตเคียงคู่กันแน่นางอยากให้เป็นเช่นนั้นนางอยากให้บุตรชายเดินตามไปกับพวกเขาหากเป็นไปได้การเดินทางออกไปเผชิญโลกกว้างออกจากหมู่บ้านนี้ดีที่สุดความหนักใจความทุกข์ที่มีของนางจะได้คลายลง
“ขอบคุณฮูหยินข้าเพียงต้องการช่วยหวังเหว่ยเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและข้าก็สามารถรักษาได้เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ส่วนเงินทองนั้นข้าไม่ปรารถนาสักนิด”ไป๋เหอตอบตามตรง
คนที่ได้ฟังต่างก็รู้สึกขอบคุณที่เขาเป็นคนใจกว้างมีความยินดีที่ได้รู้จักชายผู้นี้และมีความยินดีที่จะได้เห็นหวังเหว่ยเดินได้
หลินปอเมื่อได้เห็นการกลับมาของไป๋เหอทำให้เขาแปลกใจอย่างมากรูปร่างหน้าตาเขาตอนนี้ไม่เหมือนตอนที่เข้าป่าไปเลย มวลกล้ามเนื้อทุกส่วนดูอัดแน่นเขาไม่ใช่ชายที่ผอมแห้งเหมือนเคยผิวพรรณเปล่งปลั่งราวกับว่าผิวสตรีไม่ปานแถมที่เขาสัมผัสได้ในตอนนี้
‘นี่มันอะไรกัน เขาอยู่ในระดับรวมลมปราณขั้นที่ 5 อย่างนั้นเหรอเป็นไปได้อย่างไรทั้งที่เห็นได้ชัดว่าเขาอยู่ขั้นที่ 1 เท่านั้นหายไปไม่นานกลับออกมาด้วยการข้ามขั้นถึง 4 ขั้นนี่เขายังเป็นคนอยู่เหรอ’ ใบหน้าหลินปอแตกตื่นตกใจที่เห็นเช่นนั้นไม่คิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีพรสวรรค์ชั้นเยี่ยมหรือไม่ก็อาจจะไปเจอของดีมาหากเป็นเช่นนั้นเขาควรจะดีใจกับความสำเร็จครั้งนี้
ส่วนหวังเหว่ยที่เห็นสีหน้าตกตะลึงของหลินปอทำให้เขานึกแปลกใจว่าเหตุใดคนสนิทของเขาถึงมีท่าทีเช่นนั้นมีอะไรผิดปกติกับไป๋เหออย่างนั้นเหรอ แต่เมื่อเขาจ้องมองสำรวจดีดีกลับพบว่าไป๋เหอเปลี่ยนไปจริงรูปร่างที่ดูสันทัดขึ้นมีกล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่าเดิมผิวพรรณก็ดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนทำให้เขาแปลกใจเช่นกันว่าไป๋เหอที่หายไปนั้นไปทำอะไรมาพบเจอสิ่งใดถึงได้เป็นเช่นนี้
ในระหว่างที่ปล่อยให้ไป๋เหอและซวงเอ๋อร์ได้ใช้เวลาด้วยกันหวังเหว่ยที่ปลีกตัวออกมาเมื่อได้โอกาสาจึงเอ่ยขึ้น
“ตอนที่เจ้าเห็นไป๋เหอเหตุใดเจ้าต้องทำหน้าตกใจเช่นนั้นด้วยมีอะไรเกี่ยวกับไป๋เหอเหรอ” เขาหันไปถามหลินปอทันที
“เรียนนายน้อยสิ่งที่ข้าพบนั้นเป็นเรื่องแปลกประหลาดมากเดิมทีท่านไป๋เหออยู่ขั้นรวมลมปราณขั้นที่1 แต่มาพบอีกทีกลับพบว่าเขาอยู่ในชั้นรวมลมปราณขั้นที่ 5 แล้วข้าไม่รู้ว่าเขาไปเจออะไรมาถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้แถมไม่ได้แค่เลื่อนขั้นเดียวกับก้าวกระโดดเช่นนี้แสดงว่าเขาไปเจอของดีมาแน่” หลินปออธิบายในสิ่งที่เขาเข้าใจ
หวังเหว่ยเมื่อได้ฟังอย่างนั้นถึงกับตกใจหากเขามีวรยุทธก็คงจะดูออกเช่นเดียวกันและแอบอิจฉาไป๋เหอลึกๆ ที่ช่างโชคดีมีวาสนาดีกว่าตนเองนักแต่การอิจฉาของเขาหาใช่แบบศัตรูไม่แต่เป็นการชื่นชมเสียมากกว่า
“ไป๋เหอผู้นี้เก่งทั้งวรยุทธเก่งทั้งการรักษาเช่นนั้นแล้วนับว่าหายากคนที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ลูกต้องคบเขาไว้เป็นมิตรนะ”
“ท่านแม่วางใจเถอะลูกเห็นเขาเป็นสหายหาใช่ศัตรูไม่ส่วนเรื่องจางหมิ่นเขาจะเชื่อลูกหรือไม่นั้นก็สุดแต่เขาข้าไม่อาจจะพูดให้เขาเชื่อถือได้นอกจากว่าจะเจอกับตัวเองและเขาก็เห็นแล้วว่านักฆ่าที่ถูกส่งไปนั้นต้องการฆ่าเขาและพวกของลูกเขาน่าจะดูออกว่าใครจริงใจกับเขากันแน่”
เรื่องที่พวกเขาได้สนทนากันนั้นไป๋เหอที่อยู่อีกฝั่งได้ยินเสียงการสนทนานี้ชัดเจนเขาถึงกับผงกหัวน้อยๆ ใบหน้ามีรอยยิ้มยามคิดว่าตนเองเลือกช่วยคนไม่ผิด
“พี่ไป๋เหอคิดอะไรอยู่เจ้าคะ ดูท่าแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องดี” ซวงเอ๋อร์ที่เห็นพี่ชายทำเช่นนั้นนางก็อดที่จะถามไม่ได้
“ก็คงอย่างนั้นแหละเอาละเดี๋ยวพี่จะทำการรักษาหวังเหว่ยเพื่อจะให้เขาเดินได้ พี่อาจจะใช้เวลาเสียหน่อยเจ้ารอพี่นะพวกเราจะได้ออกเดินทางเสียที”
“เจ้าค่ะข้าทราบแล้ว”
หลังจากได้รับสมุนไพรมาครบทุกอย่างแล้ว ต่อไปก็เป็นวิธีการรักษาที่จะต้องใช้เวลาเสียหน่อยหวังเหว่ยและไป๋เหออยู่ในห้องตามลำพัง เขาไม่ต้องการให้ใครเข้ามาดูการรักษาของเขากลัวจะทำให้เสียสมาธิมากกว่าและทุกคนก็เข้าใจได้แต่ยืนรอความหวังอยู่ที่หน้าประตูอย่างใจจดใจจ่อ
“นายหญิงอย่าได้เป็นกังวลไปนายน้อยจะต้องกลับมาเดินได้ข้าเชื่อว่าท่านไป๋เหอจะรักษาได้” หลินปอกล่าวปลอบเมื่อเห็นว่านางเดินไปเดินมาใบหน้ามีความกังวล
“ข้าหวังว่าไป๋เหอจะรักษาได้ขอให้เขากลับมาเดินได้ข้าก็ดีใจอย่างมาก”ความรู้สึกนางตอนนี้ทั้งตื่นเต้นและก็เป็นกังวลแม้คำพูดหลินปอจะกล่าวเช่นนั้นและนางก็มีความมั่นใจว่าไป๋เหอจะสามารถรักษาลูกชายของตนได้แต่นางก็ยังคงเป็นกังวลอย่างมากเช่นกัน
ซวงเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ นางเชื่อใจพี่ชายว่าจะสามารถทำได้ ใบหน้าของนางดูสงบนิ่งไม่มีความเป็นกังวลหรือวิตกอะไรเลย
“ตอนนี้ข้าเตรียมสมุนไพรครบแล้วเจ้าขึ้นไปนอนบนเตียงเถอะ” ไป๋เหอได้นำสมุนไพรออกมาวางไว้บนโต๊ะกล่าวกับหวังเหว่ยที่นั่งอยู่บนรถเข็นให้ขึ้นไปนั่งบนเตียงเขาจะได้เริ่มรักษา
หวังเหว่ยเอาตัวเองขยับขึ้นไปนั่งบนเตียงแววตาจดจ้องสมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะ บางอย่างเขาไม่อาจจะรู้ได้ว่ามันคืออะไรและเชื่อใจว่าไป๋เหอจะสามารถทำให้ตนเองกลับมาเดินได้
“ข้าเชื่อใจเจ้าขอให้ขาข้ากลับมาเดินได้เจ้าอยากได้ของล้ำค่าอะไรที่ข้าพอจะหามาได้ ข้าจะหามาให้เจ้าโดยไม่ลังเล”
“ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่เหรอว่าข้าไม่ต้องการอะไร เจ้าไม่ต้องตอบแทนข้าด้วยของเช่นนั้นหรอก” ชายหนุ่มปฏิเสธแม้รู้ว่าหวังเหว่ยเต็มใจจะทำให้ตนก็ตามเถอะ
หวังเหว่ยเงียบไปเมื่อใบหน้าของไป๋เหอมีแววเรียบนิ่งเหมือนว่าเขากำลังตั้งใจจะรักษาตนไม่อยากให้รบกวนพูดมากไปกว่านี้
“เจ้านอนลงข้าอาจจะใช้เวลาเสียหน่อยหวังว่าเจ้าจะอดทนนะ” การรักษาใช่ว่าจะกินยาสมุนไพรแล้วหายแต่มันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดภายในหากอดทนได้ก็จะสามารถกลับมาเดินได้
“ได้ข้าจะอดทน” หวังเหว่ยมีดวงตามุ่งมั่นไม่คิดกลัวความเจ็บปวดที่จะตามมาสองมือกำแน่นเมื่อคิดว่าตนเองจะกลับมาเดินได้และภาพของจางหมิ่นก็มาปรากฏในความคิดเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมันเขาทั้งโกรธทั้งแค้นรอให้เขาเดินได้เมื่อไหร่เขาจะเสาะแสวงหาคนมารักษารากปราณของเขาให้กลับมาฝึกวิชาได้คอยดูแล้วตอนนั้นเขาจะจัดการจางหมิ่นเหมือนกับที่มันทำกับเขา
ไป๋เหอไม่มีหม้อปรุงยาแต่เขาไม่เป็นกังวล เพราะตัวเขาตอนนี้สามารถจุดไฟปรุงยาขึ้นมาได้ด้วยพลังจิตภาพวิธีการรักษาปรากฏอยู่ที่ความคิดเขาเริ่มจัดการสมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะให้มันขยับลอยขึ้นกลางอากาศเพียงสะบัดมือครั้งเดียวก่อนที่จะเกิดเปลวเพลิงสีน้ำเงินขึ้นที่นิ้วมือของเขาแล้วชี้นิ้วไปยังสมุนไพรพวกนั้นก่อนจะเกิดเพลิงไหม้พวกมันอย่างรวดเร็วแล้วกำหนดลมปราณไม่ให้ไฟร้อนจนเกินไปหรืออ่อนจนเกินไป การทำเช่นนี้จำเป็นจะต้องใช้สมาธิอย่างสูงเพื่อจดจ่อสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าไม่ให้คลาดสายตาหากผิดพลาดมาก็อาจมีผลกระทบอย่างมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขารักษาเช่นนี้จำเป็นจะต้องทำให้รอบคอบเพื่อจะได้ผลลัพธ์ที่ดี
หวังเหว่ยตกตะลึงเมื่อมองเห็นว่าไป๋เหอมีดวงไฟสีน้ำเงินลุกโชนออกจากนิ้ว นั่นทำให้เขาคาดเดาได้ว่าไป๋เหอตอนนี้เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุระดับ5 ซึ่งจะหาตัวพบยากมากที่เขารู้เพราะเขาอ่านตำรามา
‘มันเกิดอะไรขึ้นตอนนั้นเขาพึ่งอยู่ระดับ 3ไม่ใช่เหรอเหตุใดถึงแปรเปลี่ยนเช่นนี้แค่ไม่กี่วันเขาก็กลายเป็นคนละคนที่ทรงพลัง เขาไปเจอสมบัติอะไรมากันแน่’ หวังเหว่ยไม่อยากจะเชื่อภาพตรงหน้าว่ามันจะเป็นเรื่องจริง หากมีโอกาสเขาอยากจะถามถึงที่ไปที่มาเรื่องนี้ไม่รู้จะเป็นการเสียมารยาทหรือไม่
“กระดูกขาที่หักของเจ้ามันต้องเชื่อมต่อกันอาจจะต้องทำให้เจ้าเจ็บปวดเสียหน่อยอดทนให้ได้แล้วกัน” ไป๋เหอกล่าวขณะที่ดวงตาทั้งสองยังคงจับจ้องสมุนไพรที่กำลังเผาหลอมรวมกันเป็นตัวยา
“อืม” หวังเหว่ยพยักหน้าน้อย ๆความเจ็บปวดที่จะได้รับหากแลกมาที่ขาสามารถเดินได้เขาจะต้องอดทน
นอกจากที่มือข้างหนึ่งคอยกำกับไฟในการหลอมยาแล้วมือข้างหนึ่งของไป๋เหอยังส่งลมปราณเข้าตัวหวังเหว่ยและสำรวจร่างกายของเขาด้วยสมาธิที่เขาจดจ้องไปยังร่างนั้นทำให้เขาเห็นภาพภายในร่างกายของหวังเหว่ยได้ชัดเจนเขามองเห็น เส้นชีพจรเส้นลมปราณ เส้นโลหิต กระดูกทุกส่วนและที่แตกละเอียดของหวังเหว่ยมองไปยังจุดตันเถียนกลับพบความว่างเปล่า เส้นลมปราณ เส้นชีพจรได้รับความเสียหาย เขาจึงถ่ายทอดพลังลมปราณเข้าไปหวังจะช่วยสมานเส้นพวกนั้น
และมีสิ่งหนึ่งที่เขาช่วยโดยที่หวังเหว่ยไม่รู้หากเขารู้คงดีใจอย่างมาก
ผ่านไปราวครึ่งก้านธูปยาที่ผ่านการสกัดก็ได้หลอมรวมกลายเป็นเม็ดยาสีชมพูบริสุทธิ์ 1เม็ดลอยเคว้งอยู่กลางอากาศมันมีแสงเรืองรองออกจากยาเม็ดนั้นประสิทธิภาพของมันมีผลดีกว่ายาทั่วไปนัก เขาจึงเก็บไฟกลับคืนเมื่อเห็นว่าเสร็จสิ้นแล้ว
“เอาละข้าสกัดยาออกมาแล้วเจ้ากินมันเข้าไป”
ชายหนุ่มสะบัดมืออีกครั้งเม็ดยาลอยเข้าไปใกล้ปากหวังเหว่ยที่นอนอยู่ก่อนที่เขาจะอ้าปากแล้วกลืนยาเม็ดนั้นเข้าไป
หวังเหว่ยเมื่อได้กลืนยาเม็ดนั้นลงท้องไปแล้วก็เกิดอาการร้อนวูบไปทั่วร่างราวกับว่าในร่างกายของเขากำลังถูกไฟแผดเผาให้เจ็บปวดอย่างทรมานสาหัส โดยเฉพาะบริเวณขาที่มันเจ็บปวดกว่าที่อื่นหลายเท่าเหมือนกระดูกกำลังถูกดึงเข้าเชื่อมกัน เขาจึงส่งเสียงออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อไม่อาจจะฝืนทนเก็บเสียงไว้ได้
อ้ากกก!!
เมื่อคนที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงเช่นนั้นก็เกิดอาการร้อนรนหมายจะพุ่งเข้าไปในห้องเพราะกลัวลูกชายจะเป็นอะไรไปนางใจคอไม่ดีนัก
“อย่าขอรับนายหญิงท่านต้องเชื่อใจท่านไป๋เหออย่าเข้าไปทำลายสมาธิของเขา”
คำพูดเตือนสติของหลินปอทำให้สตรีที่เป็นห่วงลูกชายฉุกคิดขึ้นมาได้ เพราะความเป็นห่วงถึงอยากเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เมื่อคิดว่าตนเองอาจจะเข้าไปทำลายการรักษาและอาจเกิดผลที่ตามมาทำให้นางหยุดชะงักและรอต่อไปแม้ใจจะร้อนรุ่มเพียงใด
“หากอยากหายเจ้าจำเป็นจะต้องอดทน” ไป๋เหอที่เห็นว่าหวังเหว่ยร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเขาจึงได้พูดขึ้นเพื่อหวังกระตุ้นให้เขามีความอดทนมากพอ
“ข้าจะอดทน” หวังเหว่ยกัดฟันกล่าวตอบแม้ใบหน้าจะแสดงออกถึงความเจ็บปวดที่แสนจะสาหัสแต่เขาจำเป็นจะต้องกลับมาเดินได้จึงอดทนต่อความเจ็บปวดนั้น
เม็ดยาที่เขากินเข้าไปนั้นมันเหมือนกับว่ามันกำลังซ่อมแซมทุกส่วนที่เกิดความเสียหายให้กลับมาเหมือนเดิมหวังเหว่ยรับรู้ได้ว่าตนเองรู้สึกแข็งแรงขึ้นแม้ร่างกายจะเจ็บปวดก็ตามเถอะ
ผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชาอาการที่เจ็บปวดก็ได้บรรเทาลงไป๋เหอที่ได้ใช้พลังปราณตนเองควบคุมร่างกายของหวังเหว่ยก็ลืมตาขึ้นเมื่อเห็นว่ากระดูกได้รับการสมานกันเรียบร้อยแล้วและอวัยวะภายในร่างกายของหวังเหว่ยถูกซ่อมแซมหมดแล้ว เขาเสียพลังปราณไปมากเพื่อช่วยเขาในครั้งนี้บนหน้ามีเม็ดเหงื่อขึ้นประปรายใบหน้าซีดนิดหน่อยแต่ก็ยังยิ้มได้
“เสร็จแล้วเจ้าลองเดินดู”
หากผิดพลาดอะไรตรงไหนไม่ว่าจะเป็นคำผิดหรือสำนวนข้าน้อยต้องกราบขออภัยอย่างยิ่ง ยังไม่ได้ตรวจคำพวกนี้