เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 52 เจ้าต้องชดใช้

    บทที่ 52 เจ้าต้องชดใช้

     

            โคมสีแดงสดอันเป็นสัญลักษณ์ของงานมงคลค่อยๆ ถูกบ่าวในจวนยกขึ้นตกแต่งที่หน้าประตูจวนไปจนถึงเรือนเล็กด้านหลังเพื่อต้อนรับพิธีมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้

             

            ทรัพย์สินต่างๆของจ้าวซินเยว่เริ่มถูกส่งมาจากเมืองเว่ยด้วยการป้องกันที่แน่นหนาของทหารชินอ๋องที่ยังอยู่เมืองเว่ยแทนคำขอโทษที่ตัวเองและหวางเฟยจะไม่ได้มาร่วมงานแต่งในครั้งนี้ด้วยการตั้งครรถ์ของภรรยาจึงทำให้ไม่สามารถเดินทางได้สักระยะหนึ่ง

             

            เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแต่ก็เป็นข่าวดีที่ฮ่องเต้รีบส่งของดีๆ ไปให้น้องสะใภ้ที่เมืองเว่ยและออกคำสั่งให้ชินอ๋องพักผ่อนกับภรรยาได้เท่าที่ต้องการ

             

            นอกจากทรัพย์สินที่มาจากเมืองเว่ยแล้วในตอนเช้าวันนี้ตัวแทนตระกูลเฉินก็เดินทางมาถึงเรือนของจ้าวซินเยว่และนำเอาทรัพย์สินที่เฉินจือหานตั้งใจมอบให้จ้าวซินเยว่พร้อมรายการมาให้พร้อมกับของที่เจ้านายตระกูลเฉินมอบให้ด้วยเห็นว่าเป็นจ้าวซินเยว่ทั้งสองคนต่างก็เอ็นดูนางราวกับลูกสาวของตนเองจริงๆ

             

            ทำให้ข่าวลือต่างๆ ถูกปล่อยออกไปว่าตระกูลเฉินและจ้าวซินเยว่ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีและยินดีกับการแต่งงานของอดีตว่าที่ลูกสะใภ้ของตนยิ่งทำให้เบื้องหลังของจ้าวซินเยว่ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก

             

            ทางด้านแม่นมและเสี่ยวโยวผู้มีหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของจ้าวซินเยว่นำสาวใช้ของเรือนมานั่งนับและจดทรัพย์สินของจ้าวซินเยว่กันตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำโดยมีหลี่หลินคอยควบคุมดูแลส่วนตัวเจ้าสาวนั้นต้องเก็บตัวอยู่ในเรือนตามธรรมเนียมโบราณ

             

            แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจห้ามมิให้ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเจอกันได้ด้วยความดื้อรั้นของฝ่ายชาย

             

            "ตระกูลเฉินหรือ"หวงจือเหว่ยถามบ่าวของจ้าวซินเยว่ที่กำลังตรวจสอบรายการทรัพย์สินบางส่วน ที่จะใช้ในงานสมรสที่ได้รับมาจากมารดาของตัวเองอีกครั้งพลางคัดแยกบางส่วนออกมาไว้นอกบัญชีนางกล่าวว่าของพวกนี้จะเก็บเอาไว้ไม่นำไปรวมในบัญชีทรัพย์สิน

             

            "เจ้าค่ะ ทางนั้นเป็นของตระกูลเฉิน ส่วนของมารดาส่วนใหญ่จะนำไปเก็บแล้ว"หญิงสาวยิ้มมุมปากตอบชายหนุ่มที่นั่งมองรอบๆ ด้วยสีหน้าเรียบๆท่ามกลางบ่าวคนสนิทคนอื่นๆ

             

            "ตระกูลเฉินช่างดีกับเจ้าเสียจริง"

             

            "เจ้าค่ะ ดีกับข้ามาเสมอ"

             

            "เช่นนั้นก็ดีมากแล้ว"

             

            หวงจือเหว่ยเอ่ยเรียบๆหากเป็นคนอื่นก็อาจจะคิดว่าว่าที่เจ้าบ่าวอาจจะน้อยใจอดีตคู่หมายของว่าที่เจ้าสาวแต่แท้จริงแล้ว ทั้งแววตาและน้ำเสียงที่แสดงออกมากลับมีรอยยิ้มเสมอราวกับยินดีที่ตระกูลเฉินเอ็นดูหญิงสาวมาเสมอ

             

            "เสี่ยวโยว"หวงจือเหว่ยรั้งบ่าวที่เตรียมจะออกจากห้อง

             

            "เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ"

             

            "หวังว่าเจ้าจะไม่ผิดคำพูดของตัวเองนะ" หวงจือเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำกว่าปกติหากแต่สาวใช้ผู้นั้นกลับนิ่งเฉยและก้มหน้ายอมรับ

             

            "เจ้าค่ะ ข้าจะพิสูจน์ ความภักดีของตนเองให้พวกท่านได้เห็นเอง"

     

     

    ... ... ...

     

     

            ท่ามกลางรัตติกาลในเมืองหลวงความวุ่นวายมากมายค่อยๆ เลือนหายไปผู้คนต่างเก็บข้าวของของตนเพื่อเข้าไปยังที่พักอาศัยอย่างเป็นกิจวัตรด้วยความมืดมิดยามค่ำคืนนั้นไม่ค่อยจะปลอดภัย อาจจะมีโจรหรือสิ่งชั่วร้ายปรากฏกายผู้คนจึงค่อยๆ พากันหลบหายไป นอกเสียจากถนนเส้นหลังเมืองที่เต็มไปด้วยหอคณิกา

             

            ร่างบางของหญิงสาวสองคนค่อยๆเดินลัดเลาะท่ามกลางความมืดไปยังทางเดิน ที่เดิมแล้วก็ไม่ค่อยจะมีผู้คนอยู่สักเท่าไหร่เพื่อไปยังถนนเส้นหลังเมืองอย่างลับๆ

             

            ทั้งสองคนแต่งกายชุดธรรมดาโดยมีผ้าคลุมสีดำปกปิดใบหน้าของตนเองไว้อย่างมิดชิดปกปิดใบหน้าของตนเองเพื่อไม่ให้คนอื่นได้รู้ว่าพวกนางเป็นใคร

             

            ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณหนูในห้องหอมักจะทำเมื่อออกมาเที่ยวเล่นยามค่ำคืนถือเป็นภาพปกติของคนแถวนี้

             

            "คุณหนูเจ้าคะ เชิญทางนี้" เมื่อถึงสุดถนนผู้เป็นบ่าวกล่าวพลางผายมือนำทางผู้เป็นนายก็ก้มหน้าเดินไปตามที่คนสนิทของตัวเองแนะนำ

             

            ยามขาเรียวทั้งสองข้างเดินไปเรื่อยๆก็พบกับตรอกที่ไม่มีทางไปต่อ หญิงสาวหยุดชะงัก ดวงตากลมสวยเงยหน้ามองกำแพงเบื้องหน้าช้าๆขณะที่บ่าวยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ได้แต่สั่นผวาเพราะนางรู้ดีว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น

             

            "เสี่ยวโยว นี่มันอะไร"มือบางยกขึ้นเพื่อลดผ้าคลุมใบหน้าลงพลางขยับไปมองบ่าวคนสนิทของตัวเองด้วยใบหน้าสงสัย

             

            พอดีกับเสียงของฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งเดินมาจากด้านหลังของบ่าวนามเสี่ยวโยวปรากฏสตรีตัวเล็กสองคน หนึ่งคนคาดว่าเป็นเจ้านายเดินมาตรงกลางและบ่าวที่เดินมาติดๆ และบุรุษอีกสามคนท่าทางกำยำใบหน้าโหดเหี้ยม

             

            หญิงสาวที่เดินนำมาผลักเสี่ยวโยวล้มลงจนผ้าคลุมเปิดเห็นใบหน้าก่อนที่สตรีผู้นั้นจะเดินมาหยุดต่อหน้าจ้าวซินเยว่ที่มองเหตุการณ์นี้อย่างไม่เข้าใจนัก

             

            เพี๊ยะ!

             

            มือบางตบลงบนใบหน้าสวยของหญิงสาวอย่างไม่มีสัญญาณบอกก่อนใบหน้างดงามขึ้นสีเป็นรอยมือชัดเจน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่พอใจมือเล็กง้างอีกครั้งแต่ครั้งนี้จ้าวซินเยว่จับข้อมือของสตรีผู้นั้นไว้ได้ก่อนจะผลักจนล้มลง

             

            ผ้าคลุมหล่นลงตามแรงทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายคือหลิวลู่เสียน พี่สาวตามสายเลือดของนาง ที่ไม่ได้มีความผูกพันไปมากกว่านั้น

             

            "หลิวลู่เสียน... งั้นหรอแบบนี้เองสินะ" เสียงหวานพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจ้องผู้เป็นพี่อย่างเกลียดชัง ก่อนจะหันมามองเสี่ยวโยวด้วยสายตาที่ดูผิดหวัง

             

            "เป็นบ่าวของข้าแท้ๆ กลับไปสมคบคิดกับนางเพื่อจะฆ่าข้าหรือ เสี่ยวโยว ทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร!"เสียงหวานพูดอย่างตัดพ้อ ใครๆต่างก็รู้ว่านางกับเสี่ยวโยวเป็นเจ้านายกับบ่าวที่สนิทกันมากเพียงใดไม่แปลกที่นางจะรู้สึกราวกับถูกหักหลังเช่นนี้

             

            ไม่นานเสี่ยวโยวก็เริ่มร้องสะอื้นไห้นางส่ายหน้าพลางนั่งคุกเข่าอย่างสำนึกใบหน้าสวยล้วนเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่แสดงถึงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

             

            "บ่าวหรือ? นางก็เป็นพี่สาวของเจ้าคนหนึ่งมารับใช้น้องสาวต่างมารดาของตัวเองเช่นนี้ น่าสงสารยิ่งนักแค่แม่เป็นบ่าวก็ไม่มีสิทธิ์เชิดหน้าชูตา"

             

            หลิวลู่เสียนพูดอย่างเย้ยหยันแม้จะกล่าววาจาเหมือนเห็นอกเห็นใจเสี่ยวโยว แต่ความจริงตนก็ไม่ได้ยอมรับสิ่งนี้อย่างไรแม่ของเสี่ยวโยวก็เป็นเพียงบ่าวเท่านั้น

             

            "ข้าไม่มีทางเลือกเจ้าค่ะคุณหนูมารดาของข้า... ฮึก!" เสี่ยวโยวพูดทั้งน้ำตาแก่จ้าวซินเยว่

             

            "ข้า... ผิดหวังในตัวเจ้าจริงๆ"จ้าวซินเยว่ก้มหน้าลงปิดบังสีหน้าที่แท้จริงภาพเหล่านั้นสร้างความสาแก่ใจให้แก่หลิวลู่เสียนยิ่งนักหญิงสาวยกยิ้มจนใบหน้าไร้ซึ่งภาพลักษณ์ความอ่อนโยนเมตตา"ไม่คิดว่าคุณหนูตระกูลขุนนางผู้ยิ่งใหญ่อย่างเจ้า จะใช้วิธีชั่วช้าขนาดนี้เพียงเพื่อทำลายข้า"

             

            แววตาเยือกเย็นเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าสวยที่พึ่งแสดงความสาแก่ใจเสียศูนย์เล็กน้อยแต่นางก็เรียกตัวเองกลับมาก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังพลางก้าวเข้ามาใกล้หญิงสาวอีกเล็กน้อย

             

            "แต่ข้าก็ทำลายเจ้าได้ มิใช่หรือ"หลิวลู่เสียนยกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ

             

            จ้าวซินเยว่ยืนตัวตรงดวงตาคู่สวยมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างเย็นชาไม่ต่างจากเสี่ยวโยวที่แสดงท่าทางสงบนิ่ง เดินมายืนเคียงข้างเจ้านายของตัวเองอย่างเป็นปกติที่ไม่ปกติคือใบหน้าของทั้งสองนั้นดูน่ากลัวยิ่งนัก

             

            "เจ้าคิดว่าแค่นี้จะทำลายข้าได้จริงๆสงสัยข้าจะมองเจ้าสูงเกินไปเสียแล้ว"คำพูดของจ้าวซินเยว่และท่าทางของหญิงสาวทั้งสองทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกไม่ดีแปลกๆ

             

            "คุณหนูเจ้าคะ รีบๆจัดการพวกมันเถอะเจ้าค่ะ"เสี่ยวเซียวที่รู้สึกถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไปรีบเสนอนางไม่รอให้คุณหนูตอบตกลงก็รีบหันไปมองบ่าวชายที่พวกนางจ้างมา

             

            พรึบ!

             

            อัก!

             

            ร่างใหญ่ของบ่าวชายคนหนึ่งลอยผ่านใบหน้าของนางไปชนกับกำแพงอย่างรุนแรงจนเสียงดังตามมาด้วยร่างของที่เหลือถูกโยนมาใกล้ๆ กันเมื่อมองที่ร่างของพวกมันก็เห็นว่าถูกปาดคอจนหมดสิ้น

             

            พวกมันตายแล้ว!?...

             

            สิ่งนั้นทำให้หลิวลู่เสียนและเสี่ยวเซียวตื่นตระหนกหัวใจของพวกนางสั่นอย่างไม่สู้ดีนักแตกต่างจากจ้าวซินเยว่และเสี่ยวโยวที่ยังคงนิ่งสงบไม่ได้แสดงท่าทีเดือดร้อน

             

            "ข้ายอมให้เจ้ากระทำกับข้าและคนของข้ามามากแล้วหลิวลู่เสียน" เสียงหวานเย็นยะเยือกเอ่ยอย่างไร้ความปราณีพร้อมกับเสียงฝีเท้าของคนสองสามคนด้านหลังหลิวลู่เสียนที่จ้าวซินเยว่มองทะลุพวกนางไปพร้อมยิ้มมุมปากหลิวลู่เสียนจึงหันไปมองพร้อมเบิกตาโพลง

             

            "หวงจือเหว่ย! นี่เจ้า! กล้าทำคนของข้าหรือเจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนของใคร!" หลิวลู่เสียนโวยวายทันทีที่เห็นบุรุษตรงหน้าเป็นหน้ากากที่คุ้นเคยและสายตาเย็นชาที่นางได้รับมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้

             

            "หึ"เสียงหัวเราะในลำคอของชายหนุ่มที่หลุดออกมาจากความมืดดังขึ้นร่างสูงแสยะยิ้มออกมาแย่างสมเพชคนตรงหน้า นั่นทำให้หลิวลู่เสียนโกรธเป็นอย่างมาก

             

            "หัวเราะสิ่งใด"

             

            "เมื่อก่อน ข้าเคยชื่นชมเจ้าว่าเจ้าเป็นสตรีที่งดาม และเพรียบพร้อม" ชายหนุ่มพูดพร้อมก้าวเข้ามาอย่างช้าๆด้วยใบหน้าและดวงตาที่เย็นชา "เคยคิดว่าครั้งหนึ่ง หากข้ามิได้พึงใจกับใครก็ยินยอมแก่เจ้า" เสียงเรียบพูดตามความจริง

             

            คำพูดของชายหนุ่มนั้น มิอาจทำให้หญิงสาวเข้าใจยินยอมแก่นางหรือ เป็นเพียงคนต่างถิ่นต่างแดน มีเรื่องอะไรต้องยอมให้นางกันหากแต่สิ่งที่ชายหนุ่มพูดนั้น ไม่ใช่ในฐานะหวงจือเหว่ยแม่ทัพแห่งแคว้นลี่ หากแต่เป็นในฐานะเขา

             

            มือหนาค่อยๆเลื่อนขึ้นมาในระดับใบหน้าของตนเองอย่างช้าๆปลายนิ้วทั้งห้าสัมผัสกับขอบหน้ากากสีรัตติกาลขลิบทองอันเป็นสัญลักษณ์ประจำกายของชายหนุ่มออกจากใบหน้า

             

            ทุกอย่างเกิดขึ้นราวกับถูกชะลอเวลาให้ช้าลงอย่างมากสำหรับหลิวลู่เสียนที่ไม่เคยคาดการณ์ในสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาก่อนไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรืออนาคต นางไม่คิดว่าน่าจะได้เห็นใบหน้านี้อีก

             

            ใบหน้าของบุรุษที่ใครๆต่างก็ก็รับรู้ว่าเขานั้นเป็นผู้ชายที่มักจะยิ้มด้วยรอยยิ้มของคนเจ้าเล่ห์ เจ้าของชื่อที่ถูกประกาศว่าตายไปเมื่อปีกว่าๆไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมายืนอยู่ตรงหน้า ด้วยใบหน้าเดิม ที่มีความสงบยิ่งกว่าแต่ก่อนไร้ซึ่งความยียวน กลายเป็นชายหนุ่มที่สุขุมอย่างเต็มตัว

             

            "มะ... แม่ทัพฉะ... เฉิน"เป็นเสี่ยวเซียวที่หลุดพูดชื่อนั้นออกมาไม่พอทั้งเข่าทั้งขาของนางก็อ่อนจนล้มตึงคุกเข่าต่อหน้าบุรุษตรงหน้า

             

            "ไม่จริง!..."

             

            "ดูเจ้ายามนี้สิ" สายตาของชายหนุ่มมองอีกฝ่ายจากตัวจรดเท้า"ทั้งสั่งให้คนมาทำเรื่องชั่วช้ากับน้องสาวตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนทั้งยอมทอดกายให้บุรุษที่ไม่ได้มีแม้แต่ความรักให้เจ้า แล้วยังยอมให้เขาล่วงเกินต่อหน้าบุรุษอื่น"

             

            รอยยิ้มและคำพูดของเฉินจือหานล้วนแล้วแต่ปักลงกลางใจของหญิงสาวอย่างยิ่งนางเคยรักบุรุษผู้นี้อย่างมาก รักยิ่งกว่าชีวิตถูกสั่งสอนเลี้ยงดูเพื่อเตรียมเป็นภรรยาของเขา แต่ก็ถูกไป๋เซียงจวิ้นเชลยจากแคว้นลี่ผู้นั้นขัดขวาง

             

            ยามที่เสี้ยนหนามคนแรกตายไป นางก็หลงดีใจแต่ใครจะไปคิด เมื่อยามถึงวัยที่สมควรแก่การออกเรือนชายหนุ่มผู้นี้ก็พาน้องสาวแท้ๆ ของนางมายังเมืองหลวงแต่เอ่ยปากอยากแต่งกับนางด้วยตัวเอง

             

            จะมิให้นางเกลียดได้ยังไง

             

            หลังจากที่เขาตายนางก็เสียใจบุรุษที่เฝ้าฝันถึงตายทั้งคน แต่ยามที่นางเห็นสีหน้าของจ้าวซินเยว่หลังจากการตายของคู่หมายอย่างไม่เป็นทางการกลับรู้สึกสาแก่ใจนางยิ่งหนึ่งปีที่ผ่านมา อารมณ์ของนางทั้งขึ้นทั้งลงอย่างไม่น่าเชื่อจนในที่สุดนางก็พบเจอทางที่จะทำให้นางสบายไปทั้งชีวิต

             

            เพราะเช่นนั้นนางถึงยินยอมที่จะเป็นสตรีของรัชทายาทแคว้นลี่เพราะเขาพูดต่อหน้าผู้คนว่านางงดงาม ทั้งยังพาเดินเล่นอย่างออกหน้านางจึงลดศักดิ์ศรีมอบกายให้เขาแม้ในยามนั้นจะมีบุรุษผู้นี้ยืนเป็นพยานการกระทำนั้นนางก็มองข้ามไป

             

            แต่วันนี้กลับเอ่ยว่าเคยมีความคิดจะยินยอมปลงใจกับนาง... ใครจะไปคิด...ผู้บุรุษที่น่ารังเกียจจริงๆ

             

            "เฉินจือหาน ข้ารักท่านเพียงใดท่านไม่เคยรับรู้ข้ารอเพียงท่าน แต่สุดท้ายท่านก็ไปหาผู้หญิงคนอื่นเสมอยามนี้ข้าก้าวไปข้างหน้าเพื่อเลือกชีวิตของข้าเอง แต่ท่านก็มายืนอยู่ตรงนี้...ท่านมันเป็นบุรุษที่เลือดเย็นที่สุดในชีวิตข้า" หลิวลู่เสียนยอมรับนางยังปักใจกับเฉินจือหานอยู่เช่นกัน แต่เพราะนางเองก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปเมื่อโอกาสมาถึงนางจึงรีบคว้าเอาไว้โดยไม่สนอะไร

             

            เมื่อมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แม้จะยังรักแต่ในขณะเดียวกัน ความเกลียดชังเช่นกัน

             

            คนผู้นี้ใจร้ายกับนางเสมอ!มันเป็นเพราะใครกันล่ะ!

             

            "เจ้าก็เป็นสตรีที่น่ารังเกียจที่สุดในชีวิตข้าเช่นกัน"

             

            "แล้วมันเป็นเพราะใครกันเล่า!" หลิวลู่เสียนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อหากจะพูดถึงต้นเหตุที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้นางก็คิดว่าเป็นเพราะชายตรงหน้าไม่ใช่หรือ

             

            จนแล้วจนรอดนางก็ยังไม่ได้พิจารณาตัวเองไม่ได้มองดูดีๆ ว่าคนรอบตัวนางต่างหากที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้

             

            "หากเจ้าคิดว่าเป็นเพราะข้าก็เรื่องของเจ้า ข้ามิได้สนใจแต่อย่างใด"มือหนายกขึ้นเชยคางของหลิวลู่เสียนเพื่อให้นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเขาทั้งแววตาทั้งสีหน้าไม่มีส่วนใดเลยที่ไร้ซึ่งความเกลียดชัง"ที่ข้าสนใจคือสิ่งที่เจ้าทำกับจ้าวซินเยว่ต่างหาก"

             

            เขาสะบัดมือออกอย่างมิใยดีเขาหันไปมองลูกน้องด้วยหางตาก่อนที่ชายชุดดำสามคนจะเข้ามารวมตัวสองนายบ่าวด้วยอาการที่ไร้ซึ่งความปราณีเช่นกัน

             

            "ท่านแม่ทัพ ข้า... ข้าเพียงทำตัวคำสั่งปล่อยข้าเถอะเจ้าค่ะ ให้ข้าทำอะไรก็ยอม ข้าจะสารภาพทุกอย่างเจ้าค่ะ!"เสี่ยวเซียวคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องชีวิต นางยกมือไหว้น้ำตานองหน้า

             

            ใครจะไม่กลัวตายบ้างเฉินจือหานไม่ใช่คนที่มีในเมตตากับศัตรู หากนางถูกจับไปคงไม่พ้นตายยามนี้นางจะทำอะไรก็ยอม

             

            "นี่เจ้าจะทรยศข้าเพื่อเอาชีวิตรอดงั้นหรือ!"หลิวลู่เสียนถึงกับเลือดขึ้นหน้า

             

            นางพึ่งดูถูกเสี่ยวโยวที่ทรยศเจ้านายของตนไปไม่นานยามนี้กลายเป็นบ่าวของนางที่พูด เพียงมีชีวิตรอด จะขายนางก็ไม่ละเว้น

             

            แต่นั่นก็ไม่ได้ถูกให้ความสนใจเฉินจือหานเพียงมองภาพตรงหน้าอย่างเย็นชาปล่อยให้สตรีทั้งสองถูกชายฉกรรจ์หิ้วตัวออกไปจากตรอกเล็กๆ นั้นไม่สนใจคำอ้อนวอนร้องขอชีวิตของบ่าวหรืออาการของหลิวลู่เสียนที่นิ่งเงียบเกินความคาดเดาของตน

             

            อย่างไรพ้นคืนนี้ไปหลิวลู่เสียนก็จะเป็นเพียงคุณหนูใจแตกที่หนีหายไปกับบ่าวชายเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบเท่านั้น...

             

            "ท่านจะให้ข้าทำอะไรต่อ"มู่จงที่พึ่งจะรู้เรื่องเฉินจือหานจากจ้าวหานเมื่อไม่กี่วันก่อนเอ่ยถามเจ้านายที่แท้จริงของตนด้วยความเรียบนิ่งเหมือนอย่างเคยพลางมองไปที่สองนายบ่าวที่ยามนี้คนเป็นบ่าวเข่าอ่อนแทบจะหมดแรงแต่ได้เจ้านายสาวประคองเอาไว้

             

            "พรุ่งนี้ก็ปล่อยข่าวลือตามแผน ส่วนหลิวลู่เสียนจนกว่าจะถึงวันนั้น ก็อย่าให้ตายล่ะ แล้วบ่าวผู้นี้จะเอาไปทำอะไรก็ตามใจเจ้าแต่อย่าให้นางเข้ามาวุ่นวายกับตระกูลจ้าวอีก"

             

            เฉินจือหานสั่งการเรียบๆอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับก่อนจะเร้นกายหายไปเหลือเพียงเจ้านายหนุ่มและสาวสองที่ประคองกันและกัน

             

            "เจ้า... เสี่ยวโยว"เฉินจือหานเรียกชื่อบ่าวที่ยามนี้เข่าแทบจะหมดแรงด้วยความกดดันหลายๆ อย่างเจ้าของชื่อก้มหน้าลงด้วยอาการสั่นไปทั้งร่าง นางทรยศเจ้านายทั้งยังวางยาอันตรายทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ไม่มีทางเลยที่บุรุษผู้นี้จะอภัยให้นาง

             

            "หากอยากกลับไปเป็นคนตระกูลหลิวข้าก็จะ..."

             

            "ไม่เจ้าค่ะ ข้าเป็นเพียงบ่าวและจะเป็นบ่าวของคุณหนูตลอดไป"เป็นครั้งแรกที่เสี่ยวโยวกล้าที่จะเงยหน้าปฏิเสธอย่างแน่วแน่ดวงตาของสตรีที่สั่นกลัวจ้องไปที่ดวงตาดุดันของแม่ทัพที่ผ่านการฆ่ามานักต่อนักอย่างไม่หลบสายตา

             

            "ท่านแม่ทัพ..."จ้าวซินเยว่เอ่ยบางเบาพลางยกมือขึ้นสัมผัสกับแขนแกร่งเบาๆ เพื่อเตือนให้เขาใจเย็นๆนางคงจะรู้ว่าเขาเองก็ไม่ได้พอใจกับสิ่งที่เสี่ยวโยวทำและเขาก็รู้ว่าเสี่ยวโยวนั้นเป็นคนที่เลี้ยงนางมาตั้งแต่ยังเล็กคงจะทำใจลงโทษหนักไม่ไหวเช่นกัน

             

            "ข้าเหนื่อยอยากกลับเรือนแล้วเจ้าค่ะ"

             

            จ้าวซินเยว่กล่าวด้วยใบหน้าติดรอยยิ้มเล็กน้อยนั่นทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆในที่สุดแววตาเย็นชาที่มองเสี่ยวโยวก็กลับมาเป็นปกติ

             

            "ข้าจะไปส่งพวกเจ้าเอง"

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน