[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 ไข่ไก่ตีหิน (อัปเดต)

            เมื่อหลี่ลั่วเอ่ยพูดประโยคนี้แล้วทุกคนก็รู้ว่าเขาไม่ยอมแพ้และเลือกที่จะต่อสู้กับซ่งอวิ๋นเฟิง

            แต่การประลองกันในครั้งนี้ในสายตาของทุกคนแล้ว มันคือการเอาไข่ไก่ไปตีหินชัดๆ ไม่มีข้อได้เปรียบแม้แต่น้อย

            “พี่ลั่ว...”

            ทางฝั่งตึกสองนักศึกษาหลายคนต่างก็แสดงสีหน้ากังวลออกมา จ้าวคั่วทุบกำปั้นอย่างกระวนกระวายกล่าวอย่างเดือดดาลว่า “ซ่งอวิ๋นเฟิง ไอ้สารเลวนี่ มันไร้ยางอายเกินไปแล้ว!”

            คนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วย ซ่งอวิ๋นเฟิงผู้นี้ เพื่อที่จะบีบให้หลี่ลั่วไม่ยอมแพ้มันก็ไม่เลือกวิธีการเลยจริงๆ ช่างไร้ยางอายสิ้นดี

            ท่ามกลางฝูงชนเพื่อรักษาจิตวิญญาณของมืออาชีพที่เมื่อเล่นละครแล้วก็ต้องเล่นให้สุดอวี๋ล่างที่ได้แต่นอนอยู่บนแคร่ ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยผ้าพันแผลนั้นก็มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าพลางพึมพำว่า “เจ้าหลี่ลั่วมันทำอะไรของมันแบบนี้มันหาเรื่องเจ็บตัวชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ?”

            ไม่ไกลออกไปหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่จับตาดูเหตุการณ์ในสนามอยู่นั้นก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาเช่นกันนางเคยคิดว่าซ่งอวิ๋นเฟิงอาจจะยั่วยุหลี่ลั่วแต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกล้าถึงขนาดไปดูแคลนพ่อกับแม่ของหลี่ลั่วที่อยู่ในระดับขุนนางแล้วซึ่งเห็นได้ชัดว่าหลี่ลั่วมีความรู้สึกผูกพันกับพ่อกับแม่ของเขามากเพียงใดดังนั้นถึงเขาจะสามารถเมินเฉยต่อคำดูถูกเหยียดหยามของคนอื่นที่เพ่งเป้ามาที่ตัวเองได้แต่จะไม่ทนต่อการดูหมิ่นเหยียดหยามพ่อกับแม่ของเขาอย่างเด็ดขาด

            ถึงแม้ว่าซ่งอวิ๋นเฟิงจะไม่มีสิทธิ์ไปดูหมิ่นยอดฝีมือระดับขุนนางทั้งสองท่านได้เลยแม้แต่น้อยแต่หลี่ลั่วกลับไม่คิดที่จะทนอีกต่อไปแล้ว

            ดวงตาคู่งามของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เป็นประกายจับจ้องไปที่หลี่ลั่วเพราะนางรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของหลี่ลั่วครั้งนี้เป็นเพราะถูกซ่งอวิ๋นเฟิงบีบบังคับจริงๆ หรือ?

            บนเวทีซ่งอวิ๋นเฟิงจ้องมองหลี่ลั่วด้วยสายตาเย็นชา คำพูดของหลี่ลั่วเมื่อครู่นี้ทำให้เขาเดือดดาลขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน

            แต่เขาไม่ได้โต้ตอบด้วยวาจาอีกเพราะมันไม่มีความหมายรอให้ถึงเวลาลงมือ เมื่อเขาใช้เท้าเหยียบหน้าหลี่ลั่วบนเวทีย่อมเป็นการโต้กลับที่ทรงพลังที่สุดแล้ว

            กรรมการบนเวทีหลังจากที่ยืนยันแล้วว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ก็ประกาศเริ่มการประลองด้วยสีหน้าจริงจัง

            ตูม!

            ในวินาทีที่เสียงของเขาดังขึ้นภายในร่างกายของซ่งอวิ๋นเฟิงก็มีพลังอัตลักษณ์สีแดงเข้มค่อยๆ พวยพุ่งออกมาขณะที่พลังอัตลักษณ์นั้นล่องลอยอยู่ก็ราวกับมีเงาของนกอินทรีปรากฏขึ้นมาอย่างเลือนราง

            นั่นคืออัตลักษณ์อินทรีแดงระดับเจ็ดของซ่งอวิ๋นเฟิงพลังอัตลักษณ์ร้อนแรงและป่าเถื่อน

            ซ่งอวิ๋นเฟิงไม่ได้ปกปิดพลังแม้แต่น้อยระเบิดพลังอัตลักษณ์ระดับแปดตราออกมาอย่างเต็มกำลังเกิดเป็นแรงกดดันแผ่ออกมาจากร่างกาย ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่น

            ส่วนทางด้านหลี่ลั่วเองก็ได้โคจรพลังอัตลักษณ์ทั้งหมดในตัวเช่นกันพลังอัตลักษณ์น้ำสีน้ำเงินได้ปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกายของเขาราวกับเกลียวคลื่น

            แต่หากดูจากความแข็งแกร่งของพลังอัตลักษณ์แล้วเพียงแค่มองด้วยตาเปล่าก็สามารถมองเห็นความห่างชั้นระหว่างเขากับซ่งอวิ๋นเฟิงได้

            ดังนั้นจึงทำให้ผู้คนรู้สึกสงสัยมากยิ่งขึ้นว่าห่างชั้นกันขนาดนี้มันจะสู้กันได้อย่างไร?

            ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายหลี่ลั่วก็ได้ขยับฝ่ามือทั้งสองข้างตั้งท่าพลังอัตลักษณ์สีฟ้าบนผิวนอกร่างกายพลันสั่นไหวอย่างเลือนรางไม่ว่าใครก็มองออกได้ว่า เขากำลังใช้ออกด้วยวิชาอัตลักษณ์ระดับสูง“เก้าคลื่นทะเลคราม”

            แต่“เก้าคลื่นทะเลคราม” แม้จะสามารถเพิ่มอานุภาพขึ้นได้เรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปทว่าภายใต้การสะกดข่มอย่างเด็ดขาดของซ่งอวิ๋นเฟิงแล้วเกรงว่ามันคงจะไม่มีประโยชน์อะไร...

            “เหอะ...”

            และก็เป็นดังคาดเมื่อซ่งอวิ๋นเฟิงเห็นภาพนี้ก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาหนึ่งคำวินาทีต่อมาพลังอัตลักษณ์สีแดงเข้มบนร่างกายของเขาก็พลุ่งพล่านเงาร่างพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง

            ประกายสีแดงสายหนึ่งวาดผ่านเวทีความเร็วของมันราวกับกระสุนปืนใหญ่ พัดพาเอาสายลมคลั่งอันร้อนระอุไปด้วยเงาขาข้างหนึ่งตวัดฟาดลงมาใส่หลี่ลั่วอย่างรุนแรงราวกับค้อนเพลิง

            ซ่งอวิ๋นเฟิงไม่มีความคิดจะเล่นสนุกเลยแม้แต่น้อยเปิดฉากมาก็ใช้พลังทั้งหมดที่มีเห็นได้ชัดว่าต้องการจะชนะหลี่ลั่วอย่างดุดันและรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด

            เมื่อเผชิญกับการโจมตีอันดุดันอำมหิตของซ่งอวิ๋นเฟิงหลี่ลั่วก็สะบัดสองฝ่ามือออก พลังอัตลักษณ์น้ำได้ก่อตัวเป็นม่านวารีกลายเป็นแนวป้องกัน

            ฉัวะ!

            ทว่าม่านป้องกันเหล่านี้กลับเปราะบางราวกับกระดาษแผ่นหนึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอัตลักษณ์สีแดงเข้มของซ่งอวิ๋นเฟิงเพียงแค่สัมผัสกันก็แตกสลายไปจนหมดสิ้น แม้แต่ “เก้าคลื่นทะเลคราม”เองก็ยังไม่ทันได้เริ่มสะสมพลัง ก็ถูกซ่งอวิ๋นเฟิงทำลายจนราบคาบด้วยพละกำลังอันเด็ดขาดแล้ว

            เสียงกระแทกดังขึ้นบนเวทีคลื่นอากาศสาดกระจายไปทั่วทุกสารทิศ ส่วนเงาร่างของหลี่ลั่วในตอนที่รับการปะทะนั้นก็ถูกกระแทกจนถอยหลังออกไปหลายสิบเมตรทันที เกือบจะถูกกระแทกจนตกเวทีไปแล้ว

            โห!

            รอบๆเวทีได้มีเสียงดังฮือฮาขึ้นอย่างต่อเนื่องการปะทะกันครั้งแรกก็ได้เผยให้เห็นถึงความห่างชั้นของความแข็งแกร่งระหว่างทั้งสองฝ่ายแล้วซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นเหนือกว่าหลี่ลั่วในทุกๆ ด้านส่วนหลี่ลั่วที่แม้ว่าจะมีความเชี่ยวชาญในวิชาอัตลักษณ์หลายแขนง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพละกำลังที่เหนือกว่าก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก

            ใบหน้าของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เคร่งขรึมลงสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่นางก็ไม่รู้ว่าจะพลิกสถานการณ์อย่างไร

            “พี่ซ่งสู้ๆอัดมันให้เละเลย!” ฝั่งตรงข้าม เป้ยคุน ตี้ฝ่าฉิง และคนอื่นๆที่สนิทกับซ่งอวิ๋นเฟิงล้วนยืนอยู่ด้วยกันซึ่งเจ้าเป้ยคุนนั่นก็กำลังส่งเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นอยู่เลย

            ส่วนตี้ฝ่าฉิงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อย ความห่างชั้นเช่นนี้มันมากเกินไปจริงๆ สู้ไม่ได้หรอก

            บนเวทีบนกำปั้นของหลี่ลั่วกลายเป็นสีแดงก่ำพลังอัตลักษณ์น้ำอันเย็นเยียบหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้เกิดควันลอยขึ้นมาบนกำปั้น สัมผัสได้ถึงความแสบร้อนที่ส่งมาจากกำปั้นซึ่งก็ทำให้รู้ว่าพลังของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นแข็งแกร่งเพียงใด

            “ความแข็งแกร่งระดับนี้...”ดวงตาของเขาเป็นประกายแวบหนึ่ง

            พึ่บ!

            ในตอนนั้นเองด้านหน้าก็มีเสียงแหวกอากาศอันร้อนแรงพุ่งเข้ามาอีกครั้งเห็นได้ชัดว่าซ่งอวิ๋นเฟิงไม่คิดจะให้โอกาสหลี่ลั่วได้พักหายใจแม้แต่น้อยการโจมตีที่ดุดันอำมหิตยิ่งกว่าเดิมพุ่งเข้าใส่ราวกับอินทรีจู่โจม

            หลี่ลั่วเงยหน้าขึ้นมองประกายแสงสีแดงที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาอยู่ตรงขอบเวทีแล้วหากไม่ระวังก็อาจจะตกรอบได้เลย

            แต่บนใบหน้าของเขากลับไม่ได้มีความหวาดกลัวอยู่เลยแม้แต่น้อยกลับยังสูดลมหายใจลึกๆ เข้าไป จากนั้นพลังอัตลักษณ์น้ำก็พลุ่งพล่านนิ้วมือขยับอย่างรวดเร็ว สำแดงวิชาอัตลักษณ์วิชาหนึ่งออกมา

            ม่านวารีสีฟ้าอ่อนก่อตัวขึ้นตรงหน้าเขาราวกับมีกระจกบางๆ บานหนึ่งกั้นอยู่

            และทันทีที่ม่านวารีนี้ปรากฏขึ้นมันก็ถูกผู้คนรอบข้างดูออกได้ทันที “วิชาอัตลักษณ์ระดับสูง วิชากระจกวารี?”

            ดวงตางดงามของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เป็นประกายแวบหนึ่งวิชากระจกวารีนับเป็นวิชาป้องกันชนิดหนึ่งในวิชาอัตลักษณ์น้ำทว่าพลังป้องกันของมันไม่ได้โดดเด่นมากนักจุดเด่นของมันคือสามารถสะท้อนพลังที่โจมตีเข้ามาได้บางส่วนจากนั้นก็ใช้พลังนั้นมาหักล้าง

            แต่หากใช้เพียงแค่วิชากระจกวารีวิชาเดียวคงไม่มีทางรับมือกับการโจมตีที่ดุดันอำมหิตขนาดนั้นของซ่งอวิ๋นเฟิงได้อย่างแน่นอน

            ท่ามกลางเสียงอุทานของฝูงชนซ่งอวิ๋นเฟิงก็พุ่งมาถึงตรงหน้าหลี่ลั่วแล้ว เขามองม่านวารีบางๆ นั่นนัยน์ตาฉายแววเย้ยหยันอย่างเย็นชาถึงแม้ว่าหลี่ลั่วจะมีความเชี่ยวชาญในวิชาอัตลักษณ์หลายแขนงแต่หากคิดว่าแค่วิชากระจกวารีวิชาเดียวก็สามารถรับมือเขาได้แล้วละก็ มันก็ช่างไร้เดียงสาสิ้นดี

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นซ่งอวิ๋นเฟิงก็เพิ่มพลังมากขึ้นอีกหนึ่งส่วนเงากำปั้นพุ่งออกไปพร้อมเสียงกึกก้องราวกับเสียงร้องของอินทรีแดง

            ทว่าในตอนที่กำลังจะสัมผัสกับม่านวารีบางๆนั้น ซ่งอวิ๋นเฟิงก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นได้รางๆ ว่าในม่านวารีที่ราวกับกระจกบานนั้น ดูเหมือนจะมีแสงสีแดงเลือนรางสายหนึ่งสะท้อนออกมาสิ่งนั้นดูเหมือนจะเป็นเงาร่างของมนุษย์กำลังเหวี่ยงหมัดออกมาเช่นกันสุดท้ายกำปั้นนั้นก็ปะทะเข้ากับม่านวารีพร้อมๆ กับกำปั้นของเขา

            ตูม!

            ในวินาทีนั้นเองก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น

            แรงกระแทกของพลังอัตลักษณ์ทำให้ฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่วทุกสารทิศ

            ร่างกายของหลี่ลั่วสั่นสะเทือนถอยหลังไปอีกสองก้าว เท้าข้างหนึ่งลอยอยู่นอกเวทีแล้ว แต่กลับไม่มีใครสนใจจุดนี้เพราะทุกคนต่างก็ตกตะลึงเมื่อเห็นว่าร่างกายของซ่งอวิ๋นเฟิงราวกับถูกแรงกระแทกจากพลังอันลึกลับสายหนึ่งเข้าอย่างจังเซถอยหลังไปสิบกว่าก้าวอย่างรุนแรง ก่อนจะทรงตัวอยู่ได้

            เมื่อเงยหน้าขึ้นมาใบหน้าก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง

            เขาถูกเล่นงานจนถอยหลังกลับออกมาแล้ว?!

            ทำไมพลังที่สะท้อนกลับมาจากวิชากระจกวารีของหลี่ลั่วถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้?

            พลังที่สะท้อนกลับมาเมื่อครู่นี้เกือบจะเทียบเท่ากับพลังที่ซ่งอวิ๋นเฟิงใช้โจมตีออกมาถึงเจ็ดส่วนแล้ว!

            นี่ไม่ใช่สิ่งที่วิชากระจกวารีธรรมดาจะสามารถทำได้อย่างแน่นอน!

            เอ๋

            ท่ามกลางเสียงฮือฮาและตกตะลึงที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องซ่งอวิ๋นเฟิงก็มีสีหน้าสับสนไปมา จ้องเขม็งไปทางหลี่ลั่วอย่างดุร้าย

            วิชากระจกวารีของหลี่ลั่วมารดามันเถอะ ต้องมีอะไรผิดปกติแน่!

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance ที่คุณอ่าน

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.78M 1459
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810