และก็เป็นเหมือนกับที่เซี่ยเล่ยจีกล่าวมา
หลงป๋ายเหอและชุนหลัวอี้ต่อสู้กันเสร็จก็กลับไปพักฟื้นและออกมาต่อสู้กันใหม่ จนตอนนี้ก็เป็นรอบที่สี่แล้วที่ทั้งสองทำแบบนี้
ในตอนแรกหนานหมิงก็รู้สึกสนใจอยู่บ้างแต่พอนานๆไปเขาก็ได้แต่ส่ายหน้าและไม่ออกมาดูการต่อสู้้อีกเลย
ซึ่งห้องอื่นๆเองก็เป็นเหมือนกัน เพราะการต่อสู้ของทั้งสองคนก็ทำได้เพียงแค่เสมอกันเท่านั้น
หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีอยู่ที่ภัตตาคารซานสุ่ยจนถึงดึก จากนั้นทั้งสองก็เดินออกมาที่ระเบียงพร้อมกับชมจันทร์ด้วยกัน
“ นึกถึงครั้งแรกที่พวกเราพบกันเลยนะ ” เซี่ยเล่ยจีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หนานหมิงเองก็มองไปที่รอยยิ้มของเซี่ยเล่ยจีและกล่าวขึ้นว่า “ นั้นสิ ในครานั้นเจ้าก็ออกมาชมจันทร์กับข้าเหมือนกันตอนนี้เลย ”
เช้าวันถัดมา
เซี่ยเล่ยจีที่มีพลังเหลือล้นได้ลากหนานหมิงเที่ยวชมหมู่บ้านป๋อซานอีกครั้ง โดยครั้งนี้ทั้งสองได้เดินชมทะเลสาบป๋อซาน
ทะเลสาบป๋อซานแม้ว่าจะถูกเรียกว่าทะเลสาบแต่มันก็มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก เพราะมันมีขนาดใหญ่พอๆกับอาณาจักรเล็กๆได้เลย
ทั้งสองเที่ยวชมอย่างเพลิดเพลิน เพียงแต่ที่ความสนุกเหล่านั้นหมดลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุก็เพราะความงามของเซี่ยเล่ยจีและความหล่อเหลาของหนานหมิง
ด้วยการที่เป็นสตรีที่งดงามและบุรุษที่หล่อเหลาทำให้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนจำนวนมาก
ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากต่างก็รับรู้ถึงชื่อเสียงของเซี่ยเล่ยจีและเคยเห็นหน้ากันอยู่บ้างจึงพอรู้ว่านางคือบุตรสาวของเจ้าสำนักปฐมวิญญาณ ซึ่งเป็นหนึ่งในเทพยุทธ์ขั้นกลางที่มีชื่อเสียง ทำให้บุรุษไม่ค่อยกล้าที่จะยุ่งเกี่ยวสักเท่าไหร่
แต่ทางฝั่งของหนานหมิง เนื่องจากไม่มีใครรู้ถึงภูมิหลังของเขาแต่การที่ยืนอยู่เคียงข้างเซี่ยเล่ยจีได้เห็นได้ชัดว่าภูมิหลังของเขาก็ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เพียงแต่แม้ว่าสำนักปฐมวิญญาณจะเป็นกองกำลังยักษ์ใหญ่ของทวีป แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่อันดับสิบเท่านั้น ยังมีกองกำลังที่แข็งแกร่งกว่าอีกเก้าแห่งด้วยกัน
และด้วยการที่ครั้งนี้เป็นการประชุมระหว่างสิบกองกำลังด้วยกัน ทำให้มีรุ่นเยาว์ของกองกำลังต่างๆเข้าร่วมกันเป็นจำนวนมาก พวกเขาถูกผู้อาวุโสพามาเปิดประสบการณ์
ด้วยเหตุนี้ทำให้มีรุ่นเยาว์บางคนที่มีความมั่นใจในรูปลักษณ์และหน้าตาของตัวเองเข้าไปทักทายเซี่ยเล่ยจี เพราะพวกเขาเชื่อว่าถ้าหากพวกเขาสามารถแต่งกับเซี่ยเล่ยจีได้พวกเขาก็จะมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง ทำให้บุรุษจำนวนมากเข้าหาเซี่ยเล่ยจีเกือบทุกชั่วยาม
หนานหมิงเองก็คิดไม่ถึงเลยว่าเสน่ห์ของเซี่ยเล่ยจีจะมีมากขนาดนี้ ถึงขั้นที่เขาอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อนาง
ไม่นานทั้งสองก็เดินมาถึงทางเข้าเกาะป๋อซานที่เป็นสะพานไม้ขนาดใหญ่และตอนนี้ก็มีรถม้าเข้าออกเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากเกาะป๋อซานเป็นสถานที่สำคัญในการประชุม เพราะฉะนั้นจึงมีค่ายกลต่างๆที่ปกป้องเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีค่ายกลห้ามบินปกคลุมอีกด้วย แม้แต่สิบกองกำลังก็ไม่สามารถบินอยู่เหนือท้องฟ้าได้ นอกจากเหตุการณ์จำเป็นเท่านั้นจึงจะสามารถบินได้ เพียงแต่การจะบินจะต้องใช้พลังที่เยอะมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า
ทางเข้าเกาะป๋อซานเป็นสะพานขนาดใหญ่และยาวกว่าสามสิบลี้และตอนนี้ที่ทางเข้าเกาะป๋อซานมีผู้คุ้มหลายร้อยคนยืนอยู่ ซึ่งมีทั้งเซียนยุทธ์และจ้าวยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ยืนประจำการอยู่
ซึ่งผู้คุ้มกันเหล่านี้เป็นคนของตระกูลฮวาที่จัดเตรียมเอาไว้ ในฐานะผู้นำสิบกองกำลัง ความแข็งแกร่งของตระกูลฮวาจึงเหนือกว่ากองกำลังอีกเก้าแห่งมาก พวกเขาจึงสามารถจัดวางผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้
หนานหมิงมองดูด้วยความชื่นชมแถมเขายังชื่นชอบบรรยากาศของเกาะป๋อซานอีกด้วย
เนื่องจากเกาะป๋อซานและพืิ้นที่ชายขอบทะเลสาบมีต้นไม้จำนวนมาก ซึ่งต้นไม้แต่ละต้นก็มีสีสันที่แตกต่างกันออกไป แถมช่วงนี้ก็เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงอีกด้วย ทำให้เพียงแค่สายลมพัดผ่านใบไม้หลากสีสันก็ลอยขึ้นตามสายลม แถมยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้จำนวนมาก ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่คู่รักจำนวนมากมักจะพามาท่องเที่ยวกัน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะกลับ จู่ๆมีคนกลุ่มหนึ่งล้อมหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีเอาไว้
เซี่ยเล่ยจีมองไปที่คนกลุ่มนี้ด้วยแววตาเย็นชาเพราะนางรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี
“ หู่เส้า นึกไม่ถึงเลยว่าวิหารเจี้ยนจูจะมาถึงแล้ว ” เซี่ยเล่ยจีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หู่เส้าคือรุ่นเยาว์อัจฉริยะของวิหารเจี้ยนจูและยังเป็นคู่ปรับของฉีเหวินจวินอีกด้วย
“ อะไรกัน? ในเมื่อเจ้ามาได้ทำไมข้าจะมาไม่ได้เล่า? ” หู่เส้ากล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆก่อนที่สายตาของเขาจะมองไปยังหนานหมิงด้วยแววตาเย้ยหยัน
“ นึกไม่ถึงเลยว่าคุณหนูเซี่ยผู้มีชื่อเสียงจะตกต่ำลงไปคบกับพวกไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าแบบนี้ ” ฝู่รุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แต่ทว่าสายตาของนางก็จ้องไปยังหนานหมิงด้วยแววตาตื่นเต้นและต้องการ
ฝู่รุ่ยเองก็นับว่าเป็นอัจฉริยะของวิหารเจี้ยนจูเหมือนกัน นอกจากนี้นางก็ยังถูกเรียกว่าสตรีที่งดงามติดสามอันดับแรกของวิหารเจี้ยนจู
ฝู่รุ่ยและเซี่ยเล่ยจีมักจะมีปัญหากันตลอด ถ้าหากเจอกันก็ต้องมีการเย้ยหยันกันเป็นประจำ
เซี่ยเล่ยจียิ้มและตอบกลับไปว่า “ ใครจะเหมือนกับเจ้าล่ะ ไม่รู้ว่าหลับนอนกับบุรุษไปแล้วกี่คน ”
ชื่อเสียงของฝู่รุ่ยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากนางมักจะชื่นชอบบุรุษที่หล่อเหลา ทำให้มีรุ่นเยาว์ที่หล่อเหลาจำนวนมากกลายเป็นคนสนิทของฝู่รุ่ย
ใบหน้าของฝู่รุ่ยเย็นลงทันที กลิ่นอายของจ้าวยุทธ์ขั้นกลางระเบิดออกมาอย่างรุนแรง จนทำให้รุ่นเยาว์ที่อยู่รอบๆต้องถอยหลังไปหลายก้าว
“ อะไรกันเรื่องแค่นี้ถึงกับรับไม่ได้งั้นหรอแสดงว่าข่าวลือที่ข้าได้ยินก็คงเป็นความจริงสินะ ” เซี่ยเล่ยจีหัวเราะเบาๆเพียงแต่กลิ่นอายของจ้าวยุทธ์ขั้นกลางก็ปะทุออกมาเช่นกัน ตอนนี้นางพร้อมที่จะต่อสู้กับฝู่รุ่ยแล้ว
และอีกอย่างในช่วงเวลาที่นางอยู่กับหนานหมิง นางก็ได้รับคำแนะนำจากหนานหมิงจนทำให้นางแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้ว่าพลังยุทธ์ของนางจะไม่ได้เพิ่มขึ่นแต่ประสบการณ์ในการต่อสู้ของนางที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้กระทั้งจ้าวยุทธ์ขั้นปลายก็ไม่ใช่คู่มือของนางอีกต่อไป
ก่อนที่จะมาถึงสำนักปฐมวิญญาณ เซี่ยเล่ยจีเคยประลองกับฉีเหวินจวินที่เป็นจ้าวยุทธ์ขั้นปลาย ในอดีตนางไม่เคยเอาชนะฉีเหวินจวินได้เลย มีแต่เสมอและยังเป็นการเสมอโดยที่ฉีเหวินจวินต่อให้อีกด้วย แต่ตอนนี้นางสามารถเอาชนะฉีเหวินจวินได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ฉีเหวินจวินถึงกับตกใจและกล่าวอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เซี่ยเล่ยจีตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างมาก ใครบ้างจะไม่ชอบให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น?
ด้วยเหตุนี้ทำให้เซี่ยเล่ยจียิ่งสนิทและชื่นชมหนานหมิงอย่างมาก นางบอกว่าหนานหมิงชี้แนะนางดีกว่าท่านพ่อและผู้อาวุโสหลายๆคนในสำนักเสียอีก
ฝู่รุ่ยมองดูเซี่ยเล่ยจีที่พร้อมจะต่อสู้ นางก็หัวเราะอย่างเย็นชาและพุ่งเข้าหาเซี่ยเล่ยจีทันที
เซี่ยเล่ยจีเองก็ไม่รอช้าหลบการโจมตีของฝู่รุ่ยได้อย่างสบายๆพร้อมกับสวนกลับจนทำให้นางต้องถอยหลังไปหลายก้าว
เวลานี้ฝู่รุ่ยมองไปที่เซี่ยเล่ยจีด้วยแววตาประหลาดใจออกมา เพราะนางเคยปะทะกับเซี่ยเล่ยจีหลายครั้งทำให้นางรู้ถึงความแข็งแกร่งของเซี่ยเล่ยจีเป็นอย่างดี ในอดีตทั้งสองมักจะเสมอกันแต่ตอนนี้กลายเป็นว่านางต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
“ ไม่มีทาง! ” ฝู่รุ่ยคำรามพร้อมกับพุ่งใส่เซี่ยเล่ยจีอีกครั้ง
“ อะไรไม่ยอมงั้นหรอ ข้าจะตีจนกว่าเจ้าจะยอมแพ้เอง ” เซี่ยเล่ยจีหัวเราะร่าความรู้สึกที่เหนือกว่าทำฝู่รุ่ยให้นางตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เพียงไม่นานเซี่ยเล่ยจีก็อัดฝู่รุ่ยจนได้รับบาดเจ็บแต่การลงมือของนางก็ไม่ได้ทำให้ฝู่รุ่ยบาดเจ็บสาหัส
หู่เส้าที่เห็นว่าฝู่รุ่ยกำลังพ่ายแพ้เขาจึงโบกมือเบาๆ พลังสายหนึ่งก็กำลังจะพุ่งไปหาเซี่ยเล่ยจีจากด้านหลัง
เพียงแต่ยังไม่ทันที่การโจมตีของหู่เส้าจะไปถึงเซี่ยเล่ยจีมันก็ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว
“ บุรุษที่ดีไม่ควรลงมือกับสตรีด้านหลังนะ…หรือว่าเจ้าไม่ใช่บุรุษเช่นนั้นข้าก็ว่ามันไม่แปลกอะไรถ้าหากเจ้าจะทำตัวแบบนั้น ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หู่เส้าหรี่ตาลงและมองไปที่หนานหมิงด้วยแววตาจริงจังขึ้นมา แม้ว่าพลังของเขาเมื่อครู่จะไม่ได้รุนแรงมากนักแต่จ้าวยุทธ์ขั้นกลางก็ยากที่จะขัดขวางได้
“ ดูเหมือนว่าจะพอมีฝีมืออยู่บ้างนะ ” หู่เส้ากล่าวจบเขาก็รวมพลังวิญญาณไว้ที่นิ้วก่อนที่จะดีดนิ้วใส่หนานหมิงทันที
“ ไม่ต้องชมข้าขนาดนั้นก็ได้นะ ข้าเองก็รู้ตัวว่าพอมีฝีมืออยู่บ้าง ” หนานหมิงหัวเราะเบาๆก่อนที่จะใช้มือเปล่าๆปัดการโจมตีของหู่เส้าโดยตรง
หู่เส้าที่เห็นก็แสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างชัดเจน เพราะเขารู้ดีว่าพลังดัชนีเมื่อครู่นี้แม้กระทั้งจ้าวยุทธ์ขั้นปลายก็ไม่กล้าที่จะรับมันตรงๆ
“ เจ้าหมอนี้เป็นใครกันแน่ ” หู่เส้าพึมพำก่อนที่จะหยิบดาบออกมาและโจมตีใส่หนานหมิงทันที
เพียงแต่หู่เส้าก็ประเมินความแข็งแกร่งของหนานหมิงต่ำไปเพราะเพียงแค่ไม่ถึงสามลมหายใจเขาก็ถูกหนานหมิงกดลงไปนอนกับพื้นด้วยท่าทีเจ็บปวด
ส่วนทางด้านของเซี่ยเล่ยจีนางก็อัดจนฝู่รุ่ยลงไปนอนกับพื้นด้วยเช่นกัน
ฝู่รุ่ยที่รู้ว่าตัวเองพ่ายแพ้ให้กับเซี่ยเล่ยจีนางก็แสดงสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาจากนั้นนางก็รีบตะโกนขอความช่วยเหลือจากหู่เส้าทันที
“ ศิษย์พี่หู่ช่วยข้า…ด้วย ” ฝู่รุ่ยที่กำลังตะโกนอยู่หันไปมองหู่เส้าเพื่อขอความช่วยเหลือ จากนั้นดวงตาของนางก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ เพราะตอนนี้สภาพของหู่เส้านั้นก็เหมือนกับนางเลย ถูกชายหนุ่มหล่อเหลาคนั้นนั่งทับอยู่
“ ไม่จริงน่าศิษย์พี่หู่เส้าพ่ายแพ้แล้วแถมยังพ่ายแพ้ก่อนข้าเสียอีก? ” ฝู่รุ่ยอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ตอนนี้ศิษย์ของวิหารเจี้ยนจูพากันตะโกนบอกให้หนานหมิงลุกออกจากร่างของหู่เส้า แต่ทว่าพวกเขาก็ทำได้เพียงแค่ตะโกนเท่านั้น เพราะขนาดหู่เส้ายังพ่ายแพ้แล้วพวกเขาที่อ่อนแอกว่าหู่เส้าก็ไม่ต้องกล่าวถึงเลยด้วยซ้ำ
หลังจากที่เห็นว่าเซี่ยเล่ยจีอัดจนฝู่รุ่ยนอนกับพื้นแล้ว หนานหมิงก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดฝุ่นออกเล็กน้อยและกล่าวด้วยรอยยิ้มขี้เล่นว่า “ ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องฝึกฝนอีกเยอะนะ ”
เมื่อหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีจากไป ศิษย์วิหารเจี้ยนจูจึงรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของหู่เส้าและฝู่รุ่ยด้วยความเป็นห่วง แน่นอนว่าศิษย์เหล่านั้นถูกหู่เส้าด่าจนไม่กล้าที่จะเงยหน้า
“ ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นไม่อย่างนั้นพวกเจ้าทั้งหมดจะต้องถูกลงโทษ! ” ฝู่รุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ศิษย์คนอื่นๆรีบตอบรับด้วยความหวาดกลัวทันที เนื่องจากทั้งสองต่างก็เป็นอัจฉริยะของวิหารเจี้ยนจู ในฐานะอัจฉริยะพวกเขาย่อมต้องรักษาหน้าตาเป็นพิเศษ การที่ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับสำนักปฐมวิญญาณยิ่งทำให้พวกเขาต้องรักษาหน้ามากกว่าเดิม
“ พี่หู่ท่านรู้ไหมว่าชายหนุ่มที่อยู่กับเซี่ยเล่ยจีเป็นใคร? ” ฝู่รุ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยและอยากรู้
เนื่องจากนางสัมผัสแล้วว่าอายุของชายหนุ่มคนนั้นเพิ่งจะยี่สิบกว่าปีเอง แต่เขาสามารถเอาชนะพี่หู่ได้แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยๆเขาจะต้องเป็นจ้าวยุทธ์ขั้นกลางหรือมากกว่านั้น ซึ่งการที่รุ่นเยาว์อายุน้อยแต่มีความแข็งแกร่งขนาดนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครไม่รู้จัก
หู่เส้าครุ่นคิดก่อนที่จะกล่าวอย่างลังเลว่า “ เป็นไปไม่ได้ที่อัจฉริยะขนาดนั้นจะไม่เป็นที่รู้จักนอกเสียจากจะมาจากทวีปอื่นอย่างเช่นทวีปหลัวเทียน ”
ฝู่รุ่ยครุ่นคิดก่อนที่จะเห็นด้วย เพราะนางเองก็นึกออกทางเดียวคือการที่ชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนของกองกำลังสักแห่งในทวีปหลัวเทียน เนื่องจากทวีปหลัวเทียนเป็นทวีปที่แข็งแกร่งที่สุดและมีอัจฉริยะมากที่สุด
“ ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับพี่หู่ ตอนนี้พวกเราต้องกลับไปแจ้งผู้อาวุโสว่าสำนักปฐมวิญญาณอาจจะร่วมมือกับกองกำลังบางแห่งในทวีปหลัวเทียน ” ฝู่รุ่ยกล่าวขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง
หู่เส้าเองก็เห็นด้วย ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริงเกรงว่าวิหารเจี้ยนจูคงต้องเกิดความสูญเสียบ้างแล้ว เพราะวิหารเจี้ยนจูไม่มีที่พึ่งใหญ่อย่างกองกำลังในทวีปหลัวเทียน
“ ไปกันเถอะ ” หู่เส้ากล่าวขึ้นพร้อมกับนำคนของตัวเองกลับที่พัก
หลังจากที่หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีเที่ยวเล่นจนพอใจแล้ว พวกเขาก็กลับไปยังที่พักเพื่อรอให้การประชุมกองกำลังทั้งสิบที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่สิบวันข้างหน้า
ภายในห้องพักของหนานหมิง
หนานหมิงกำลังดื่มน้ำชาพร้อมกับมองดูบรรยากาศของหมู่บ้านที่คึกคัก
“ นายท่านตอนนี้คนของเรามากันพร้อมแล้วขอรับ ” มู่สือจินปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกล่าวด้วยความเคารพ
หนานหมิงวางถ้วยชาและกล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นก็บอกให้ทุกๆคนเตรียมตัวให้พร้อม ถ้าหกาข้าให้สัญญาณก็ให้ปรากฏตัวพร้อมกัน ”
“ ขอรับนายท่าน ” มู่สือจินตอบรับและก็หายตัวไป