ลูกสาวแม่หม้ายที่รัก

    บทที่ 51: ความห่างเหินที่ทวีคูณ



    แสงแดดยามเช้าตรู่ของวันใหม่ส่องลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเนื้อหนาสีเข้มภายในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์หรู ทอดลำแสงสีทองอ่อนพาดผ่านปลายเตียงนอนขนาดกว้างขวาง เสียงเครื่องปรับอากาศยังคงส่งเสียงทำงานแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับความเงียบสงบยามรุ่งอรุณ 


    ผม—ภัทร ชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปี—ค่อยๆ ปรือเปลือกตาขึ้นมาจากความหลับใหล ภาพม่านตาที่เคยพร่ามัวค่อยๆ ปรับรับแสงเช้าวันใหม่ทีละน้อย มโนสำนึกของผมเริ่มตื่นตัว ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมาเพิ่งผ่านพ้นไป ค่ำคืนที่ผมได้แนบชิดตระกองกอดและถ่ายทอดความปรารถนาอันลึกซึ้งกับพี่เกด—ภรรยาสุดที่รักวัยสี่สิบสองปี—ยังคงแจ่มชัดอยู่ในหัวใจ 


    ด้วยสัญชาตญาณแห่งความรักและความผูกพัน ผมเอื้อมฝ่ามือขวาออกไปทางด้านข้างเตียงหมายจะตระกองกอดเรือนร่างอวบอัดอันอบอุ่นละมุนละไมของภรรยาเข้าสู่มโนสำนึกยามเช้า หวังจะซบใบลงกับซอกคอหอมกรุ่นและมอบจุมพิตหวานซึ้งต้อนรับวันใหม่ให้แก่กันและกัน


    ทว่า... ฝ่ามือของผมกลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า


    ความนุ่มนวลของผืนผ้าแพรและหมอนหนุนข้างกายกลับไร้ซึ่งไออุ่นใดๆ เมื่อผมใช้ฝ่ามือลูบไล้ลงบนผืนผ้าลินินสีนวล มันเย็นชืดและราบเรียบ ไร้ร่องรอยความร้อนจากเรือนร่างของคนที่เคยนอนเคียงข้าง บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าพี่เกดได้ลุกออกจากเตียงนอนใหญ่และเดินทางออกจากห้องนอนนี้ไปนานหลายชั่วโมงแล้ว


    ผมยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้างอย่างช้าๆ ความรู้สึกเคว้งคว้างและเหงาหงอยโถมทับเข้าใส่หัวใจจนรู้สึกอึดอัด สายตาทอดมองไปรอบห้องนอนใหญ่ที่เงียบสงัด คฤหาสน์หลังโตที่เคยงดงามและอบอุ่น บัดนี้กลับดูเงียบเหงาและกว้างขวางเกินไปสำหรับคนที่ต้องตื่นขึ้นมาเพียงลำพัง 


    ขณะที่ผมกำลังจะตวัดขาลงจากเตียง สายตาของผมก็สะดุดเข้ากับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กสีครีมประณีตที่วางตั้งไว้บนโต๊ะไม้ข้างหัวเตียง ข้างๆ กับโคมไฟสลัว 


    ผมเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู ลายมืออันอ่อนช้อย ประณีต และเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยหมึกซึมสีน้ำเงินเข้ม เป็นลายมืออันคุ้นตาของพี่เกดไม่ผิดเพชร ข้อความในโน้ตบรรจงเขียนไว้อย่างสุภาพและอ่อนโยน:


    'ภัทรจ๋า... พี่ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้อยู่รอต้อนรับเช้าวันใหม่และไม่ได้อยู่ทานอาหารเช้าพร้อมกับภัทร พี่มีประชุมด่วนเรื่องสัญญากู้เงินและต้องเข้าไปจัดการเอกสารทางกฎหมายกับทีมงานที่บริษัทตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อกอบกู้สถานการณ์และหาทางออกให้บริษัทของเรา พี่จัดเตรียมกาแฟสดและอาหารเช้าไว้ให้ภัทรที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้วนะคะ ทานให้อร่อยนะคนดี... รักภัทรเสมอค่ะ'


    ผมทอดสายตามองถ้อยคำบนกระดาษโน้ตแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ตัวอักษรทุกตัวจะสะกดคำว่ารักและแสดงความห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยม แต่ลึกๆ ในอกของผมกลับสัมผัสได้ถึงความห่างเหินทางอารมณ์ที่เริ่มทวีคูณเพิ่มขึ้นทีละนิดอย่างน่าประหลาด 


    ถ้อยคำเหล่านั้นแม้จะอ่อนโยน ทว่ากลับดูเป็นทางการและไร้ซึ่งน้ำหนักความซาบซ่านอย่างที่เคยเป็น มันขาดความหวานซึ้ง ขาดสัมผัสอันแนบแน่น และขาดอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ผมเคยได้รับในยามเช้าตรู่เหมือนเมื่อก่อน 


    ภาพใบหน้าของพี่เกดในช่วงสองสามวันมานี้ลอยเด่นขึ้นมาในหัวของผม... ภาพของหญิงสาววัยสี่สิบสองปีผู้เคยมีรอยยิ้มงดงามสดใสและแววตาทรงเสน่ห์ บัดนี้กลับดูซูบซีด อ่อนล้า และอมทุกข์ ขอบตาของเธอหมองคล้ำด้วยความเครียดสะสม รอยยิ้มที่เธอมอบให้ผมเริ่มกลายเป็นรอยยิ้มที่ฝืนทน และนัยน์ตาคู่สวยคู่นั้นมักจะประหม่าหลบสายตาผมอยู่เสมอ ราวกับว่าเธอกำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งและความลับบางอย่างเอาไว้เพียงลำพัง โดยไม่กล้าเปิดเผยหรือแบ่งปันให้สามีอย่างผมได้รับรู้


    ความห่างเหินนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จากระยะทางหรือเวลาการทำงาน... แต่มันคือกำแพงไร้รูปที่กำลังก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างเราสองคน และมันกำลังบีบเค้นหัวใจของผมให้รู้สึกเจ็บปวดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง


    ผมก้าวลงมาจากห้องนอนใหญ่ เดินลงมาตามบันไดวนอันโอ่อ่าสู่ห้องทานอาหารชั้นล่างของคฤหาสน์ บนโต๊ะอาหารยาวทำจากไม้เนื้อดี มีจานอาหารเช้าทรงเครื่องและแก้วกาแฟสดที่ถูกครอบปิดไว้ด้วยฝาแก้วอย่างดีเพื่อรักษาความอุ่นร้อนเอาไว้ คฤหาสน์หลังใหญ่ไร้เสียงพูดคุย มีเพียงเสียงก้าวเดินของผมที่ดังสะท้อนแผ่วเบา


    หลังจากจัดการอาหารเช้าเพียงเล็กน้อยโดยไร้ซึ่งความสำราญในรสชาติ ผมก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว ห้องทำงานขนาดพอเหมาะที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ประมวลผล หน้าจอเรืองแสง และเอกสารการออกแบบระบบไอทีที่ผมรับทำในฐานะนักออกแบบระบบอิสระ


    ผมกดเปิดหน้าจออุปกรณ์ประมวลผลขึ้นมา หวังจะใช้การเขียนชุดคำสั่งโปรแกรมและงานออกแบบระบบไอทีมาช่วยดึงความคิดให้พ้นจากความฟุ้งซ่าน ทว่า นิ้วมือของผมที่วางอยู่บนแป้นพิมพ์กลับนิ่งเกร็ง ดวงตาที่ทอดมองหน้าจอเรืองแสงสว่างไสวกลับไม่ได้โฟกัสที่บรรทัดรหัสคำสั่งเลยแม้แต่น้อย


    จิตใจของผมหลุดลอยไปไกล ความคิดในหัวเริ่มหมุนเกลียววิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งความห่างเหิน ความซูบซีด และรอยทุกข์บนใบหน้าของพี่เกดอย่างหนักหน่วง


    ด้วยความรักอันบริสุทธิ์และมโนสำนึกอันจริงใจที่ผมมีต่อภรรยา ผมพยายามประมวลเหตุและผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังนี้... และคำตอบเดียวที่สมองอันเขลาของผมคิดได้ในตอนนี้ คือความกดดันมหาศาลจากวิกฤตทางธุรกิจ ปัญหาหนี้สินพันล้านของบริษัท และที่สำคัญที่สุด... พันธะสัญญากู้เงินก้อนโตมูลค่าหลายร้อยล้านบาทจาก **กิตติธัช**


    กิตติธัช—อดีตสามีมหาเศรษฐีวัยกลางคนของพี่เกด ชายผู้มีอิทธิพลทางการเงิน ร่ำรวยมหาศาล และเต็มไปด้วยบุคลิกวางอำนาจ ชอบใช้อำนาจเงินตราและศักดิ์ศรีมหาเศรษฐีเข้ามาวางท่าข่มและแทรกแซงชีวิตของพี่เกดอยู่ตลอดเวลา


    ในความคิดของผม พี่เกดต้องยอมทนแบกรับความตึงเครียด ต้องยอมเอาตัวเข้าแลกกับการเจรจาธุรกิจที่ยากลำบาก และต้องเผชิญหน้ากับความกดดันจากกิตติธัชเพื่อประคับประคองบริษัทและครอบครัวให้อยู่รอด ผมเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่าความซูบซีดและการหลบสายตาของพี่เกด เกิดจากความอับอายและความเครียดเรื่องเงินทองกู้ยืมเท่านั้น โดยที่ผมไม่ได้ระแคะระคายหรือฉงนใจแม้แต่น้อยว่า ในมุมมืดใต้เงาของสัญญากู้เงินหลายร้อยล้านบาทนั้น... อาจมีความสัมพันธ์ชู้สาวลับๆ และการละเล่นอันคาวโลกีย์แอบแฝงอยู่ระหว่างอดีตสามีภรรยาคู่นั้น!


    คล้ายกับเรื่องลูกสาวแม่หม้ายที่รัก ที่คุณอ่าน