เวลาในสวนไป๋หลิงอันคึกคักแห่งนี้ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวเท่านั้น วันสอบใหญ่ก็มาถึง
เบื้องนอกสวนไป๋หลิงผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆเห็นได้ชัดว่าผู้คนจากทั่วทุกสารทิศของมณฑลเทียนสู่ต่างก็มารวมตัวกัน ณที่แห่งนี้เพื่อชมการสอบใหญ่ครั้งนี้
ณเชิงเขาของภูเขาไป๋หลิง บนอัฒจันทร์ที่ทอดยาวออกไปไกลนั้นเต็มไปด้วยผู้คนหนาแน่นเสียงดังจอแจ
ส่วนบริเวณด้านหน้าสุดมีศาลาอันกว้างขวางและหรูหราตั้งอยู่หลายหลังซึ่งศาลาเหล่านี้ล้วนถูกจัดเตรียมไว้สำหรับบุคคลสำคัญจากทั่วทุกสารทิศของมณฑลเทียนสู่
และในเวลาเพียงครู่เดียวผู้ว่าซือฉิงแห่งมณฑลเทียนสู่และผู้อำนวยการเว่ยซาของวิทยาลัยหนานเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นเรียกความสนใจจากผู้คนได้เป็นจำนวนมาก
ในฐานะบุคคลสำคัญที่สุดของมณฑลเทียนสู่สองคนพวกเขาตรงไปยังศาลาที่อยู่ใจกลาง จากนั้นก็มีคนนำผลไม้และชาหอมมาบริการให้ทันที
“ฮ่าฮ่าผู้อำนวยการเฒ่ายังคงแข็งแรงเหมือนเคยเลยนะ” ผู้ว่าเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
ผู้อำนวยการยิ้มแห้งๆแล้วกล่าวว่า“ได้ยินมาว่าผู้ว่าไม่ค่อยพอใจกับตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ของวิทยาลัยหนานเฟิงพวกเรามากเลยสินะ?”
“นั่นมันข่าวลืออยู่แล้ว”ผู้ว่าส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมรอยยิ้ม
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่องทันที“ตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ได้มาจากความแข็งแกร่งไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้นอกเสียจากว่าจะมีวิทยาลัยอื่นที่แข็งแกร่งกว่าวิทยาลัยหนานเฟิงได้”
ผู้อำนวยการเฒ่ากล่าวอย่างเย็นชาว่า“ตอนที่วิทยาลัยหนานเฟิงก่อตั้งขึ้นในมณฑลเทียนสู่ผู้ว่าซือเจ้ากำลังมุดหัวอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้เลย”
หลายปีมานี้นับตั้งแต่ที่ผู้ว่าซือฉิงเข้ารับตำแหน่งในมณฑลเทียนสู่ก็มักจะมีเรื่องขัดแย้งกับผู้อำนวยการเฒ่าอยู่บ่อยครั้งซึ่งบางเรื่องก็เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงและผลประโยชน์ของวิทยาลัยหนานเฟิงต้องรู้ว่าผู้อำนวยการเฒ่านั้นให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของวิทยาลัยหนานเฟิงยิ่งชีพเลยทีเดียวการที่ผู้ว่ากล้าทำเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของวิทยาลัยหนานเฟิงเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผู้อำนวยการเฒ่าไม่มีทางยอมได้เด็ดขาด
อีกทั้งในทุกๆปีทางราชสำนักต้าเซี่ยจะมีการประเมินผลงานของผู้ว่ามณฑลแต่ละมณฑลด้วยซึ่งผู้อำนวยการเฒ่าในฐานะผู้ดูแลวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่แล้วย่อมมีสิทธิ์มีเสียงอย่างมาก แต่ด้วยความบาดหมางระหว่างทั้งสองฝ่ายผู้อำนวยการเฒ่าจะไปให้คำวิจารณ์ที่ดีได้อย่างไร? นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ว่าซือฉิงไม่ได้เลื่อนขั้นมาหลายปีแล้ว
เมื่อเวลาผ่านไปความบาดหมางระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อตอนนี้ได้พบหน้ากันก็ย่อมต้องโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้หากผลการประเมินของผู้ว่าซือฉิงยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดอีกก็มีโอกาสสูงมากที่เขาจะถูกย้ายไปประจำที่มณฑลอื่นที่ระดับต่ำกว่ามณฑลเทียนสู่
นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ซือคงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแย่งตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ไปจากวิทยาลัยหนานเฟิงให้ได้
บรรยากาศในศาลาใจกลางนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดส่วนที่อื่นๆ กลับคึกคักเป็นพิเศษ บรรดาผู้นำตระกูลใหญ่ของมณฑลเทียนสู่ อาทิเช่นตระกูลซ่ง ตระกูลตี้ฝ่า ตระกูลเป้ย ต่างก็ปรากฏตัวขึ้น
ประธานหลี่ว์แห่งห้างสมบัติมังกรทองก็มาถึงพร้อมกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเพราะในการสอบใหญ่ครั้งนี้ หลานสาวของเขาจะต้องเปล่งประกายอย่างแน่นอน
ภายในศาลาหลังหนึ่งไช่เวยกับเหยียนหลิงชิงก็มาถึงแล้วเช่นกัน ในฐานะคนของคฤหาสน์ลั่วหลานแน่นอนว่าพวกนางต้องมาให้กำลังใจคุณชายน้อยในการสอบใหญ่ครั้งนี้ด้วย
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกนางสนิทกับเจียงชิงเอ๋อร์มากพวกนางจึงปฏิบัติกับหลี่ลั่วราวกับเป็นน้องชายของตัวเองอีกทั้งหลี่ลั่วยังหน้าตาหล่อเหลา บุคลิกก็ไม่ได้หยิ่งยโสเหมือนคุณชายคนอื่นถึงแม้ว่าอาจจะซุกซนอยู่บ้างเป็นบางครั้งคราว แต่ก็ยังน่าเอ็นดูอย่างมากอยู่ดี
“เจ้าว่าคุณชายน้อยจะติดสิบอันดับแรกได้หรือเปล่า?” ไช่เวยเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หยิบกล้วยขึ้นมาปอกเปลือกอย่างสบายๆ ริมฝีปากสีแดงสดอันเร่าร้อนขยับเล็กน้อยเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดที่กัดเนื้อกล้วยอย่างแผ่วเบา
ภาพเช่นนี้หากมีบุรุษอยู่ที่นี่ด้วย คงต้องรู้สึกหัวใจร้อนรุ่มดุจไฟแผดเผาเป็นแน่
เหยียนหลิงชิงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆเอ่ยพูดอย่างอดไม่ได้ว่า “เจ้าปีศาจจิ้งจอกนี่ สำรวมหน่อยได้ไหม?”
“ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยสักหน่อย”
ไช่เวยกล่าวอย่างน้อยใจจากนั้นนางก็หยิบแตงหอมชิ้นหนึ่งจากจานผลไม้ส่งให้เหยียนหลิงชิง พร้อมกล่าวว่า“เจ้ากินนี่เยอะๆ หน่อย จะได้เสริมขึ้นมาบ้าง”
“เจ้าชักจะได้ใจเกินไปแล้วนะ!”
เหยียนหลิงชิงโกรธแล้วแค่หุ่นสะบึ้มหน่อยก็คิดว่าเหนือกว่าแล้วหรือพลันลุกขึ้นไปคร่อมไช่เวยแล้วจี้เอวของนางอย่างแรงทันที
ไช่เวยถูกจั๊กจี้จนดิ้นพล่านสุดท้ายก็ได้แต่ร้องขอความเมตตา “ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าผิดไปแล้ว”
ท่าทางน่าสงสารเช่นนี้ไม่เหลือภาพลักษณ์อันฉลาดหลักแหลมและสุขุมเยือกเย็นของผู้จัดการใหญ่แห่งคฤหาสน์ตามปกติอยู่เลย
เหยียนหลิงชิงแค่นเสียงเย็นชาหนึ่งทีจากนั้นจึงยอมกลับไปนั่งที่ของตัวเองพร้อมกล่าวว่า“ระดับพลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วน่าจะอยู่ที่ระดับเจ็ดตราหากดูจากความแข็งแกร่งภายนอกแล้วการที่เขาจะติดอันดับหนึ่งในสิบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“แต่หากหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จากวิทยาลัยหนานเฟิงสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้ละก็ทางวิทยาลัยหนานเฟิงจะได้รับสิทธิ์เพิ่มอีกสิบห้าสิทธิ์ซึ่งในบรรดาสิทธิ์สิบห้าคนนี้ หลี่ลั่วจะแย่งมาสักหนึ่งสิทธิ์ก็ไม่ยากอยู่แล้ว”
ไช่เวยยิ้มบางๆกล่าว “แต่ข้ากลับคิดว่า การที่คุณชายน้อยจะติดหนึ่งในสิบกลับไม่ใช่เรื่องยาก”
เหยียนหลิงชิงมองนางด้วยความประหลาดใจไม่รู้ว่านางไปเอาความมั่นใจมาจากไหน
“ถึงภายนอกเขาจะดูอ่อนโยนเป็นมิตรและไม่มีมาดคุณชายเลยแต่ลึกๆ แล้วเขาก็เป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีอยู่ไม่น้อยอย่างไรเสียเขาก็เป็นบุตรชายของทั้งสองท่านนั้นอีกทั้งยังเป็นคนที่หมั้นหมายกับชิงเอ๋อร์อีก... ด้วยนิสัยของเขาบางทีเขาอาจจะไม่ได้ยึดติดอะไรกับอันดับหนึ่งมากนักแต่เขาคงไม่ยอมปล่อยให้ผู้อื่นเป็นคน ‘พาเข้า’ วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงหรอก”ไช่เวยกล่าว
“และที่สำคัญที่สุดคือสัญชาตญาณข้าบอกว่าคุณชายน้อยของพวกเราไม่ได้ธรรมดาเหมือนกับที่แสดงออกมาให้เห็นภายนอกอย่างแน่นอน”
เหยียนหลิงชิงครุ่นคิดอันที่จริงบางครั้งหลี่ลั่วก็ให้ความรู้สึกที่ลึกล้ำยากหยั่งถึงอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ“ทั้งๆ ที่เพิ่งเปิดอัตลักษณ์ได้ไม่นาน แต่ในเวลาสั้นๆ เพียงเดือนเดียวสิ่งที่เขาทำสำเร็จกลับมีไม่น้อยเลย”
“หวังว่าเขาจะสามารถใช้ความสามารถของตัวเองติดหนึ่งในสิบแล้วคว้าสิทธิ์เข้าเรียนมาได้เองนะมิฉะนั้นการที่ถูกพาเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแบบนี้วันหน้าหากได้เข้าไปเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้วจะต้องกระอักกระอ่วนมากแน่ๆ ยิ่งเขาเป็นถึงคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานและคู่หมั้นของชิงเอ๋อร์ด้วยแล้ว...พอนึกถึงเรื่องนี้ข้าก็รู้สึกว่าการที่หลี่ลั่วเข้าไปเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงมันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีก็ได้”เหยียนหลิงชิงดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าที่เย็นชาเผยความเห็นใจออกมาเล็กน้อย
ไช่เวยพยักหน้าเห็นด้วยนางเองก็มาจากเมืองหลวงต้าเซี่ยเช่นกันจึงรู้จักวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงค่อนข้างดีอีกทั้งนางยังรู้ดีด้วยว่าเจียงชิงเอ๋อร์มีชื่อเสียงในวิทยาลัยนั้นมากเพียงใดจะบอกว่าเป็นที่จับตามองของทุกคนก็ไม่เกินเหตุเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้หลี่ลั่วหลบอยู่ที่นครหนานเฟิงจึงยังพอทำเนาอย่างน้อยข่าวลือร้ายๆ เหล่านั้นก็ยังมาไม่ถึงตัวเขาแต่หากเขาได้ไปเรียนที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้วละก็เขาคงต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากประกายแสงอันเจิดจรัสของเจียงชิงเอ๋อร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่
หากเปลี่ยนเป็นคนที่ทนแรงกดดันไม่ไหวคงจะพังทลายไปเลยก็ได้
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นบรรยากาศในสนามก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ทั้งสองสาวมองไปยังต้นตอของเสียงก็เห็นกลุ่มนักศึกษาจากวิทยาลัยต่างๆ กำลังเดินเข้าสู่สนาม
พวกนางกวาดสายตามองไปรอบๆก็เห็นหลี่ลั่วที่อยู่ในกลุ่มของวิทยาลัยหนานเฟิงในทันทีเพราะผมสีเงินและรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาของเขานั้นเป็นที่สะดุดตามาก
“คุณชายน้อยนี่หน้าตาดีจริงๆเลยนะ พอเปลี่ยนสีผมแล้ว ยิ่งหล่อขึ้นไปอีก” ไช่เวยเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม
เหยียนหลิงชิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์นักว่า“พวกดูแต่ภายนอก ตื้นเขิน”
ถึงอย่างนั้นนางก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันหลี่ลั่วที่ได้รับสืบทอดกรรมพันธุ์อันดีเลิศมาจากพ่อแม่ทั้งสองท่านนั้นไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติจริงๆ
ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วนได้มีเงาร่างที่สวมชุดคลุมแสงดาวปรากฏขึ้นบนเวทีสูง บนชุดคลุมแสงดาวนั้นมีดวงดาวเปล่งประกายสีเงินออกมา
นั่นคือชุดของครูที่ปรึกษาจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเห็นได้ชัดว่าผู้ที่มาถึงคือผู้คุมสอบที่ถูกส่งมาจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง
“นักศึกษาจากมณฑลเทียนสู่ทุกท่านข้าคืออันเลี่ย ครูจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงการสอบใหญ่ในปีนี้จะใช้การเก็บคะแนนเพื่อจัดอันดับ”ครูจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงที่ชื่ออันเลี่ยผู้นี้ดูมีอายุราวๆ สามสิบปีการที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นครูของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้แสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถมากเพียงใด
ทันทีที่เสียงของเขาเงียบลงก็เห็นครูผู้ดูแลของแต่ละวิทยาลัยต่างก็นำแผ่นผลึกแก้วออกมาแจกจ่ายให้กับนักศึกษาของตัวเอง
หลี่ลั่วกับคนอื่นๆก็ได้รับแผ่นผลึกแก้วเช่นกัน แผ่นผลึกแก้วนี้มีขนาดประมาณฝ่ามือบนนั้นสลักตราสัญลักษณ์ของแต่ละวิทยาลัยเอาไว้พร้อมกับชื่อของนักศึกษา
“เมื่อการสอบใหญ่เริ่มต้นขึ้นพวกเจ้าทุกคนจะต้องผ่านด่านทดสอบสองด่าน ซึ่งหลังจากผ่านทั้งสองด่านนี้แล้วพวกเจ้าจะได้รับคะแนนพื้นฐานจำนวนหนึ่ง”
“ภายในด่านทดสอบสองด่านนี้ห้ามนักศึกษาทำร้ายกันเอง และเมื่อผ่านด่านทั้งสองด่านนี้ไปแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบอิสระทั้งหมดสามารถแย่งชิงแผ่นผลึกแก้วในมือผู้อื่นเพื่อแย่งชิงคะแนนมาได้นี่คือรูปแบบแข่งขันในด่านที่สาม แน่นอนว่านักศึกษาจากวิทยาลัยเดียวกันจะไม่สามารถแย่งชิงคะแนนกันเองได้”
“จุดหมายของพวกเจ้าคือบริเวณส่วนลึกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาไป๋หลิงที่นั่นมีซากเมืองโบราณแห่งหนึ่งเรียกว่าซากไป๋หลิง เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วพวกเจ้าก็จะได้รู้กฎการทดสอบข้อสุดท้ายเอง”
เมื่อเสียงอันหนักแน่นของอันเลี่ยดังขึ้นสีหน้าของนักศึกษาทุกคนก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้นบรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความตึงเครียด
หลังจากที่อธิบายกฎทั้งหมดจบแล้วอันเลี่ยก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า จากนั้นก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมา
“เอาละข้าขอประกาศให้การสอบใหญ่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ”
เมื่อสิ้นเสียงประกาศบรรยากาศที่ตึงเครียดก็พลันระเบิดปะทุออก ดูคึกคักครื้นเครง แผ่ซ่านออกไปปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดิน
ในที่สุดการสอบใหญ่ก็เริ่มต้นขึ้น