สินค้าในเมืองซานผิงส่วนใหญ่ก็จะเป็สินค้าเกษตรกรรมซะส่วนใหญ่เพราะกว่า 80 ส่วนของผู้คนที่นี่ประกอบอาชีพชาวนา ในบางครั้งก็อาจจะมีสินค้านำเข้าจากเมืองอื่นเป็บางครั้งบางครา
“ท่านพี่วันนี้อาจารย์ชมข้าด้วยพวกเขาบอกว่าข้านั้นมีพร์ทางด้านสมุนไพรสุดๆเลยล่ะ!”
ซูลี่ตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของถังเว่ยก็ได้กล่าวกับผู้เป็พี่ชายของตนเพื่อด้ววรอยยิ้มเล็กของนาง โดยที่สายตาของนางค่อนข้างคาดหวังเป็อย่างมากว่าผู้เป็พี่ชายจะกล่าวอะไรออกมา
“อย่างงั้นหรือ…ซูลี่ตัวน้อยของข้านั้นเก่งอยู่แล้วไม่แน่ในอนาคตเ้าอาจจะเป็สุดยอดปรมาจารย์ด้านการปรุงยาก็ได้นะ”
ซูลี่ที่ได้ยินคำชมจากพี่ชายของนางก็ยิ้มจนแก้มของนางแทบจะปริออก ใช้เวลาไม่นานบรรดาพี่น้องตระกูลถังก็เดินมาถึงบริเวณประตูออกมาเสียแล้ว
“ยังเป็พี่น้องที่ร่าเริงกันจังเลยนะ”
ลุงอู๋กับลุงจางที่เป็ยามเฝ้าประตูอยู่ก็ได้กล่าวทักทายบรรดาพี่น้องตระกูลถัง
“ลุงอู๋ ลุงจาง สวัสดีเ้าค่ะ!"
เป็ซูลี่ที่กล่าวทักทายก่อนด้วยความน่ารักของนางไม่ว่าจะเป็ใครที่ได้พูดตุยกับนางก็จะต้องรู้สึกสดใสกันถ้วนหน้า ราวกับนางเป็นางฟ้าตัวน้อยผู้คนในเมืองก็ไม่ผิดนัก
“ซูลี่ตัวน้อยเ้าอายุขนาดนี้แล้วยังให้พี่เ้าอุ้มอยู่อีกงั้นรึ? มานี้สิเดียวข้าอุ้มแทนท่านพี่ของเ้าเอง”
ด้วยขนาดตัวที่เล็กของนางไม่ว่าจะผู้ใดต่างก็อยากอุ้มนางกันทั้งนั้น ไม่พ้นแม้กระทั่งลุงอู๋กับลุงจางก็เช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นว่าทั้งคู่้าจะนำนางออกไปจากอ้อมแขนของถังเว่ยซูลี่ก็มีท่าทีปฏิเสธเล็กน้อย พร้อมกับซุกหน้าของนางเอาไว้อกของถังเว่ย
“ไม่เอา! ข้าจะอยู่กับท่านพี่ต่อให้ข้าจะโตแค่ไหนข้าก็จะให้ท่านพี่อุ้มข้าตลอดไป!”
ลุงอู๋กับลุงจางที่ได้ยินคำพูดของซูลี่ก็ไม่ได้มีรู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อยกลับกันพวกเขากับรู้สึกชอบใจในความน่ารักของนางต่างหาก
“ซูลี่พูดกับผู้าุโแบบนี้ได้อย่างไรกัน? ข้าต้องขอโทษแทนซูลี่ด้วยนะขอรับ…”
เห็นการปฏิบัติตัวของซูลี่ที่มีต่อลุงอู๋และลุงจางถังเว่ยก็แอบตำหนิตัวของนางเล็กน้อยพร้อมกับหันมือไปสานมือขอโทษลุงทั้งสองอย่างรวดเร็ว
“อย่าคิดมากเลย…บางทีอาจจะเป็เพราะว่านางติดเ้ามากยังไงล่ะ”
ต่อให้ลุงอู่และลุงจากไม่ได้จะไม่ได้รู้สึกโกรธในการแสดงออกของซูลี่ ถังเว่ยก็ยังคงเป็กังวลอยู่ยังไงเสียการที่ซูลี่มีนิสัยเช่นนี้ก็มาจากเลยเลี้ยงดู บางทีเขาเองก็คิดว่าควรจะเง้มงวดกับนางมากกว่านี้ดีหรือเปล่า
“ถ้าเช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”
เมื่อเห็นดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้วถังเว่ยก็ทำการประสานมือและพาน้องๆของเขาเดินออกประตูเมืองไป ตลอดระยะทางกลับบ้านเหล่าพี่น้องตระกูลถังก็พูดคุยกันตลอดทั้งทางจนกระทั่งเดินมาถึงบ้านไม้หลังนึงที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนักทแต่ก็พอที่จะอาศัยได้ถึง 4-5 คน พร้อมกับมีโกดังทางด้านหลังของตัวบ้าน ถัดออกไปอีกอีก 20 เมตรก็มีพื้นที่ทำสวนและไร่นาอยู่ด้วยเช่นกัน
“เฟยหรงเ้าเอาเกวียนไปเก็บไว้หน้าโกดัง เดี๋ยวข้าจะพาซูลี่กับฟางหรงไปอาบน้ำ ส่วนซิงเยียนไปเตรียมวัตถุดิบในครัว”
เมื่อแบ่งหน้าที่ของตัวเองเสร็จเรียบร้อยเหล่าพี่น้องตระกูลถังต่างก็แยกย้ายกันออกไปตามหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมายเอาไว้
.
.
.
เข้าสู่่เวลาหัวค่ำแล้วในเวลานี้พี่น้องตระกูลถังต่างก็มานั่งล้อมวงกันกันอย่างพร้อมหน้าและเตรียมตัวที่กินอาหารค่ำกันในวันนี้
“ท่านพี่ยังอีกหรอข้าหิวแล้วนะ…เกวียนของท่านหนักมากทำให้ข้าต้องใช้แรงทั้งหมดเชียวนะ”
เป็ตัวของเฟยหรงที่บ่นอุบอิบออกมาก่อนที่จะมีคนกล่าวขัดเขาเอาไว้เสียก่อน
“เป็เพราะว่าเ้าเอาแต่ี้เียังไงล่ะ ขนาดซูลี่และฟางหรงพวกเขาต่างก็ลากเกวียนได้โดยไม่บ่นแม้แต่น้อย”
เ้าของประโยคเมื่อครู่ก็คือซิงเยียนนั้นเอง เพราะว่าอาชีพพื้นฐานของตระกูลถังคือชาวนาในบางครั้งพวกเขาแต่ละคนก็จะสลับกันไปช่วยงานตัวของถังเว่ย ทำให้พื้นฐานพละกำลังของพวกเขามากกว่ารุ่นเยาว์ในวัยเดียวกันไปมากนัก แค่ซูลี่คนเดียวก็มีกำลังกายมากกว่าผู้ชายในห้องของนางเสียอีก
“แถมอีกอย่างนึงเ้าเป็คนที่มีกำลังกายน้อยที่สุดแล้วในบรรดาพี่น้อง 4 คน”
ซิงเยียนยังคงกล่าวจี้ใจดำของเฟยหรงอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่สิ่งนางกล่าวออกกับไม่ได้ผิดมันเป็ความจริงที่เขานั้นมีกำลังกายน้อยที่สุดในเหล่าพี่น้องขนาดฟางหรงที่แลดูเปราะบางอย่างกับผู้หญิงเขาก็ยังแพ้มันทำให้รู้สึกเจ็บใจเช่นกัน
“เื่นั้นมัน…”
“พอแล้ว! เลิกคุยเื่นั้นได้แล้วมากินข้าวกันเถอะ”
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มที่จะแย่ลงถังเว่ยได้กล่าวขัดเอาไว้เสียก่อนไม่อย่างงั้นบรรยากาศต่อจากนี้ไปคงจะไม่เหมาะกับการกินข้าวอย่างแน่นอน…ใช้เวลาไปสักพักใหญ่พวกเขาก็จัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะใกล้จะหมดแล้ว ขณะที่ถังเว่ยกำลังลุกออกไปจากเก้าอี้นั้นสายตาของเขาก็ได้เหลือบไปเห็นว่าเฟยหรงกำลังจ้องมองมายังตนเอง
“เ้ามีอะไรจะที่้าพูด?”
เฟยหรงเองก็ใเล็กน้อยที่ถังเว่ยสามารถรู้ว่าเขา้าจะพูดอะไรบางอย่าง เขามีท่าทีลังเลอยู่เล็กน้อยแต่ผ่านไปไม่ถึง 3 ลมหายใจเฟยหรงก็เลือกที่จะกล่าวในสิ่งที่ตนคิดออกไป
“ท่านพี่อีก 1 อาทิตย์ต่อจากนี้จะมีการทดสอบของสถาบันจาก 10 เมืองอันดับแรก…”
“เ้าก็เลย้าที่เข้ารับการทดสอบ…ข้าเข้าใจถูกรึไม่?”
เพียงแค่เฟกรงเกริ่นออกมาหัวข้อออกมามีหรือที่ถังเว่ยจะไม่รู้ว่าสิ่งที่น้องชายของเขา้าจะพูดคืออะไร ดูเหมือนว่าข่าวสารภายในเมืองซานผิงจะค่อนข้างรวดเร็วเป็อย่างยิ่ง เพราะตัวเขาเองคิดว่านอกจากเฟยหรงที่รู้เื่นี้แล้วซิงเยียนเองก็คงรับรู้ด้วยเช่นกัน
“ท่านรู้อย่างงั้นหรือ?”
“แน่นอนว่าข้ารู้ อยากไปก็ไปเถอะนั้นเป็เส้นทางของตัวเ้าเองข้าไม่สามารถขัดขวางเส้นทางของเ้าได้…เ้าเองก็ด้วยสินะซิงเยียน?”
ซิงเยียนที่จู่ๆก็ถูกถังเว่ยเรียกชื่อของนางเองก็ใเล็กน้อยทว่ามันก็ไม่ได้ผิดกับที่นางคาดเอาไว้เท่าไหร่นัก ถังเว่ยเป็ถึงพี่ชายของพวกนางแค่เขามองดูก็รู้อยู่แล้วว่าพวกนางนั้นคิดอะไรอยู่ เมื่อไม่เห็นท่าทีปฎิเสธของซิงเยียนถังเว่ยก็พอจะเดาได้ว่านางเองก็้าจะเข้ารับการทดสอบเช่นกัน
“พวกเ้าเองก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ สักวันนึงเองพวกเ้าก็ต้องแยกย้ายกันออกไปตามเส้นของตัวเอง…แต่ว่านะเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดขอให้เตรียมตัวให้ดี"
พลันคำพูดของถังเว่ยจบลงเขาก็ทำการจัดการถ้วยชามที่อยู่บนโต๊ะทันที เพียงแต่ขณะที่ถังเว่ยกำลังจะเดินออกจากห้องโถงไป เฟยหรงก็ได้กล่าวหยุดเขาไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนท่านพี่! ได้โปรดช่วยเป็คู่มือประลองให้ข้าได้รึไม่?”
ทันทีที่คำพูดดังกล่าวออกมาจากปากของเฟยหรง ซิงเยียนเองก็หันหน้าไปทางเฟยหรงด้วยความตกตะลึงนางไม่คิดมาก่อนเลยว่าเฟยหรงจะขอให้ถังเว่ยเป็คู่มือให้กับเขา
“เฟยหรงเ้าคิดจะทำอะไร-”
เมื่อซิงเยียน้าจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อไปห้ามตัวของเฟยหรงถังเว่ยก็ได้ทำสัญญาณบอกว่าให้ตัวนางนั้นอยู่เฉยๆ
“ได้สิ…เ้าออกไปรอข้าด้านนอกได้เลย…”
กล่าวจบถังเว่ยก็ได้อุ้มซูลี่และฟางหรงที่หลับอยู่โต๊ะอาหารเดินหายออกไปจากห้องโถงแห่งนี้ ทิ้งไว้เพียงเฟยหรงและซิงเยียนเท่านั้น
“เ้ารู้ไหมว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่?…”
ถึงจะเป็ประโยคคำถามสั้นๆ เพียงแต่มันทำลายบรรยากาศอันเงียบสงัดลงภายในพริบตา ทางด้านของเฟยหรงที่ได้ยินคำถามของซิงเยียนก็มีอาการลังเลอยู่เล็ก ก่อนที่เขาจะตอบคำถามของนาง
“รู้สิแต่เพราะว่ารู้ยังไงล่ะ….ข้าถึงได้ขอให้เขาเป็คู่ประลองให้กับข้า”
วินาทีต่อมาซิงเยียนก็พุ่งตัวเข้าหาตัวของเฟยหรงด้วยความเร็วสูงพร้อมกับที่นางะกระชากคอเสื้อของเขาด้วยอารมณ์อันโกรธเกรี้ยว จนแม้แต่เฟย์หรงเองก็ใเช่นกัน เพราะว่าโดยปกติพี่สาวรองอย่างซิงเยียนมักจะค่อยชอบพูดจากับใครนอกจากคนในครอบครัวแล้วแทบจะไม่เคยมีคนภายนอกได้ยินเสียงของนางด้วยซ้ำ อีกทั้งใบหน้าของก็ยังคงนิ่งเฉยอยู่ตลอด นี่นับว่าเป็ครั้งที่เขาได้เห็นอารมณ์อื่นบนใบหน้าของนาง
“รู้อะไรอย่างงั้นหรือ! ท่านพี่น่ะเป็แค่คนธรรมส่วนเ้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์แค่เ้าไม่สามารถเอาชนะพวกเราได้ก็จะไประบายที่เขาอย่างงั้นหรอ!”
น้ำเสียงของนางนั้นเต็มไปด้วยความโกรธอย่างไร้ที่สิ้นสุดทั้งชีวิตนี้ของนางั้แ่จำความได้นางก็เห็นแต่หน้าของถังเว่ยแล้ว เขาเปรียบเหมือนกับโลกทั้งใบของนาง ไม่ว่าจะเป็บิดา มารดา ถึงแม้นางจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ขอมีเพียงแค่ถังเว่ยนางก็รู้สึกเหมือนกับมีทุกอย่างไม่ต่างจากครอบครัวธรรมดาทั่วไป
“คนธรรมดา? เ้ายังไม่รู้อะไรที่จริงท่านพี่น่ะเขา-”
"ดูเหมือนว่าเ้าจะพร้อมแล้วนะเฟยหรงไปกันเถอะ…"
ขณะที่เฟยหรงกำลังจะกล่าวอะไรออกมาถังเว่ยที่ไม่รู้กลับมาั้แ่เมื่อไหร่ ก็ได้กล่าวทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดระหว่างเฟยหรงและซิงเยียนลงก่อนที่เขาจะเดินออกจากประตูบ้านไป
“ข้าทราบแล้ว…”
เฟยหรงเองก็ก็ไม่รอช้าที่จะเดินตามตัวของถังเว่ยออกจากบริเวณตัวบ้านไปทิ้งคำถามมากมายเอาไว้ในหัวของซิงเยียนแต่เพียงผู้เดียว