ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 142 เจ็บแล้วจะได้จำ

            “หลงเซี่ยวอวี่ท่านใช้อะไรมาให้ข้าอยู่ดีๆ?” เสียงของมู่จื่อหลิงนั้นเฉยเมย ดวงตาใสกระจ่างทอประกายแปลกหน้าราวกับว่าระหว่างพวกเขาเป็นแค่คนแปลกหน้า

            ความเหินห่างโดยตั้งใจของมู่จื่อหลิง สีหน้าท่าทางที่แปลกหน้าและไม่แยแสของนางทำให้สีหน้าของหลงเซี่ยวอวี่ครึ้มลงจนหน้ากลัวโดยพลันดูเหมือนข่มความโกรธที่มองไม่เห็นเอาไว้ในใจ

            “ท่านพูดสิว่าทำไมข้าต้องยอมอยู่ในจวนดีๆ?” มู่จื่อหลิงยิ้มเยาะหยันรอยยิ้มบางเบาราวกับดอกถานฮวาที่เบ่งบานในคืนที่มืดมิด สวยงามทว่าโดดเดี่ยวดูเหมือนซักไซ้ แต่ก็เหมือนกำลังพึมพำกับตนเอง

            โดยไม่รอให้หลงเซี่ยวอวี่ตอบมู่จื่อหลิงเอ่ยถามต่อว่า “หรือว่าผู้อื่นรังแกไม่จบไม่สิ้น ตามฆ่าจนถึงที่สุด ข้าก็ต้องกล้ำกลืนความโกรธคอยหลบๆ ซ่อนๆ?”

            ถ้ายามนี้นางไม่ใช่ฉีหวางเฟยก็คงไม่มีเรื่องราวมากมายเพียงนี้ คงไม่ใช่ผู้ที่ไปที่ใดคนก็เกลียดไปที่ใดก็คงไม่ทำให้คนไล่ฆ่า

            ถ้าเป็นไปได้นางเองก็ไม่อยากนั่งในตำแหน่งที่สตรีนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันและการครอบครองตำแหน่งนี้ก็ทำให้มีสตรีนับไม่ถ้วนอิจฉาและเกลียดชัง

            แต่ตอนนี้ในสายตาทุกคนนางคือฉีหวางเฟยที่น่าริษยาและเกลียดชังนี่คือความจริงที่มิอาจโต้แย้ง

            ในฐานะฉีหวางเฟยสิ่งที่ต้องแบกรับทั้งหมดเหล่านี้ นางไม่เกรงกลัว ยอมรับแล้ว และไม่มีวันถอยหลัง

            แต่ถ้านางเป็นเพียงหญิงธรรมดาสามัญที่คอยแต่จะปักดอกไม้ใบหญ้าอยู่ที่เรือนก็ช่างเถิดทว่านางมิใช่

            ชาติก่อน แม้ว่านางจะเป็นหมอแต่ก็ถูกครอบครัวของผู้ป่วยตำหนิและดุด่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่อาศัยที่นางไม่เคยผิดพลาดในการรักษาอาศัยที่นางเป็นอัจฉริยะด้านการแพทย์ที่โดดเด่นในโรงเรียนแพทย์

            อะไรคือความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรคือคนใบ้กินหวงเหลียน สำหรับนางแล้วไม่อาจใช่ตัวตนของนางเลยสักนิด

            ยามนี้คนอื่นรังแกมาจนถึงศีรษะแล้วหรือว่านางต้องอดทนไปตลอด? ต้องหลบซ่อนไปตลอด?น่าขบขันเสียนี่กระไร!

            นางไม่กลัวความริษยาเกลียดชังของผู้อื่นและไม่กลัวที่จะถูกไล่ฆ่า นางสามารถจัดการกับคนที่เกลียดชังนางได้อย่างใจเย็นและสามารถต่อกรกับคนที่อยากจะฆ่านางอย่างโหดร้ายได้อีกด้วย แต่มิอาจรับโทสะที่ไม่มีเหตุผลและความน้อยเนื้อต่ำใจได้

            ประโยคนี้ หลงเซี่ยวอวี่ฟังออกถึงความนัยที่แฝงอยู่ ชั่วขณะหนึ่งใบหน้าของเขาก็เดี๋ยวก็หมองเดี๋ยวก็สว่าง เอาแน่เอานอนไม่ได้

            อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่ดวงตาลุ่มลึกอันเฉยเมย ดึงดันและแน่วแน่นัยน์ตาของหลงเซี่ยวอวี่นั้นก็มืดอย่างน่ากลัว ริมฝีปากบางของเขาขยับเล็กน้อยและเสียงของเขาที่เย็นชาและเหี้ยมเกรียมเอ่ยขึ้น “ฉีหวางเฟยวันนั้นเปิ่นหวางพูดกับเจ้าว่าอะไร เจ้าลืมไปหมดแล้ว?”

            วันนั้นเขาช่างพูดมากมายนักแต่นางรู้ว่าสิ่งที่เขาถามคืออะไร

            มู่จื่อหลิงยิ้มเย็นในใจ

            ลืม? นางจะลืมไปได้อย่างไร?

            สำหรับนางแล้วคำนั้นที่เขาพูดกลายเป็นบทเรียนอันแสนเจ็บปวดของนางภายในระยะเวลาสั้นๆรู้แจ้งได้อย่างรวดเร็วนั่น นางจะลืมได้อย่างไร?

            เธอยังคงจำสิ่งที่เขาพูดข้างหูของนางในวันนั้นตราบจนวันนี้ได้อย่างชัดเจนเขาพูดเรื่องของหลงเซี่ยวหนาน รวมทั้งฮองเฮาว่าเขาจะจัดการเองทุกสิ่งล้วนมอบให้เขา!

            แม้ว่านางไม่รู้ว่าเขาแข็งแกร่งแค่ไหนแต่นางก็รู้ว่าเขามีความสามารถนั้น

            หากเป็นเขาลงมือ ไม่เพียงแต่จะหาความจริงเรื่องของหลงเซี่ยวหนานออกมาได้อย่างง่ายดายฮองเฮาก็จะถูกโค่นและไม่สามารถพลิกตัวขึ้นมาได้อีกรวมถึงอำนาจที่อยู่เบื้องหลังนางก็จะถูกสลายไปจนหมดสิ้น

            ดังนั้นเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูดในตอนนั้นนางจึงไม่กังวล ไม่วุ่นวายใจ และนางยังดีอกดีใจอย่างโง่เขลาอยู่นานเพราะคำพูดนี้

            ในชั่วพริบตานั้นนางเชื่อเขาจนหมดหัวใจ คิดจะพึ่งพาเขาอย่างเงียบๆ

            ทว่าต่อมานางก็พบว่านางเป็นฉีหวางเฟย สตรีในสังคมอันเลวร้าย ศัตรูที่ยากแท้หยั่งถึงต้องมีมาต่อเนื่องไม่ขาดสายอย่างแน่นอนนางอาจจะพึ่งพาเขาได้แค่ช่วงหนึ่ง แต่มิอาจพึ่งไปได้ทั้งชาติ

            อีกอย่างฉีอ๋องเป็นใครกัน? น้ำใจของเขานางชดใช้ไม่ไหว

            ทุกอย่างมอบให้เขา? จะมอบให้เขาได้อย่างไร?

            เพราะหญิงผู้นั้นเขาจึงทิ้งนางไว้มิใช่หรือ?

            ถ้าเสิ่นซือหยางไม่เรียกนางในวันนั้นถ้าไม่หลบได้อย่างโชคช่วย ตอนนี้นางจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่? ตอนนี้จะยังสามารถยืนอยู่ตรงนี้หรือไม่?

            วินาทีที่ถูกลูกศรวันนั้นนางถึงได้รู้ว่า พึ่งภูเขา ภูเขาถล่ม พึ่งคน คนหนี สิ่งที่สามารถพึ่งพาได้ที่สุดก็เป็นตนเอง

            ตลอด...? พึ่งพาเขาตลอดไป? เป็นไปได้หรือ? มุมปากมู่จื่อหลิงยกเป็นรอยยิ้มเย็นระคนเสียดสี

            และยามนี้ฮองเฮาก็ถูกควบคุมแล้วกู่ปรสิตก็หาเจอแล้ว คดีก็ไม่จำเป็นต้องสอบสวนอีก

            ต่อให้เบื้องหลังฮองเฮาจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงกู่ตอนนี้ยังไม่ได้สืบจนถึงที่สุด วันหน้าหากกู่ยังแพร่พันธุ์ออกมาได้อีกเป็นภัยต่ออาณาประชาราษฎร์ เรื่องนั้นก็ไม่เกี่ยวกับนาง

            เธอไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่มาโปรดสัตว์ตนเองยังดูแลไม่ไหว แล้วยังจะไปดูแลคนทั้งใต้หล้า

            ยิ่งกว่านั้นยากนักที่ฮองเฮาจะถูกนางควบคุม วันหน้าอาจจะเป็นไพ่ตายในมือของนางถ้าตอนนี้ฮองเฮาล้ม นางจะไปสู้กับคนอื่นในวังได้อย่างไร?

            มู่จื่อหลิงเงยสายตาขึ้นมองไปที่หลงเซี่ยวอวี่อย่างจริงจัง น้ำเสียงของเธอก็ผ่อนคลายเอาแต่ใจ"คำพูดที่ฉีอ๋องพูดข้าจะกล้าลืมได้อย่างไร? ทว่านี่เป็นเรื่องที่ข้าก่อเองข้าแก้ไขด้วยตัวเองได้ มิต้องรบกวนท่านอ๋อง”

            ไม่รู้เลยว่าคำพูดนี้ของนางเหมือนไปแหย่รังแตน ทันทีที่ออกมาก็มิอาจเก็บกลับไปได้อีก

            ดวงตาที่ลุ่มลึกราวกับใบมีดน้ำแข็งที่ซุกซ่อนอยู่ในหิมะของหลงเซี่ยวอวี่แผ่กลิ่นอายจับจ้องไปที่มู่จื่อหลิงอย่างไร้ความปรานีท่ามกลางเพลิงโทสะแผดเผา ก็พูดออกมาทีละคำ "มู่จื่อหลิง เจ้าพูดอีกรอบ"

            เขาในยามนี้ราวกับถูกมารปีศาจเข้าสิงร่างดวงตาเย็นชาหนาวเหน็บจ้องไปที่มู่จื่อหลิง ราวกับสัตว์ที่ดุร้ายโหดเหี้ยม

            หัวใจของมู่จื่อหลิงสั่นสะท้านทันใดนั้นก็มีความรู้สึกเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าไปในแขนขาและกระดูก ทำให้นางกลัวตามสัญชาตญาณกลัวยิ่งนัก

            นางเม้มริมฝีปากแน่นนิ่งเงียบไม่พูดจา ยืนอย่างสงบอยู่ที่เดิม งดงามราวกับประติมากรรมชิ้นเล็กๆในคืนที่มืดมิด สีหน้าท่าทางนิ่งสงบราวกับน้ำ ไร้คลื่นอารมณ์

            หยดเลือดอุ่นวาบที่กลิ้งไหลอยู่บนแขนหยดลงมาที่นิ้วชี้ นางไม่รู้สึกเลยแม้แต่น้อย ยามนี้รับรู้ได้เพียงแต่ความเย็นเยียบบางๆที่อยู่รอบตัว

            เมื่อสบสายตาเหี้ยมเกรียมของเขาในที่สุด นางก็ขยับจมูกเล็กน้อย เชิดคางขึ้นอย่างดื้อรั้น สีหน้ามุ่งมั่นปราศจากความอ่อนแอ พูดอย่างรวบรัดว่า “เรื่องของข้า ไม่ต้องให้ท่านมากังวล"

            ใบหน้าของหลงเซี่ยวอวี่พลันระเบิดอารมณ์ขึ้นอย่างรุนแรงราวกับสายฟ้าน่าเกรงขาม มิอาจป้องกัน นัยน์ตาทอประกายความกระหายเลือดทำให้คนหนาวลึกไปถึงกระดูก

            เขายื่นมือมาจับลำคอเรียวบางของมู่จื่อหลิงไว้อย่างฉับพลัน

            ในขณะนี้ผู้ใดก็ไม่รู้ว่า ฉีอ๋องโกรธอย่างที่สุดเป็นครั้งแรก

            ในขณะนี้ผู้ใดก็ไม่รู้ว่า ในโลกนี้ ผู้ที่มีความสามารถพอทำให้ฉีอ๋องโกรธไปจนถึงระดับนี้มีเพียงแค่สตรีไร้ความกลัวเกรงขวัญกล้าเทียมฟ้าตรงหน้าเขา

            การหายใจที่มั่นคงในเดิมทีจู่ๆก็ถูกขัดขวางความรู้สึกกลัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของมู่จื่อหลิง

            ทว่านางก็ไม่ได้ดิ้นรนหรือส่งเสียงร้องอ้อนวอนนางยื่นมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ พยายามใช้แรงทั้งหมดแงะนิ้วของเขาโดยหมดสิ้น

            อย่างไรก็ตามนิ้วมือทั้งห้าของหลงเซี่ยวอวี่ที่แข็งแรงทรงพลังราวกับคีมเหล็กก็ไม่ขยับเขยื้อนตรงกันข้ามกับการต่อต้านของมู่จื่อหลิง

            ในชั่วขณะนั้นเองมู่จื่อหลิงในเงื้อมมือแข็งแกร่งของเขาก็เล็กราวกับฝุ่น เหมือนว่าเพียงถูกเขาบีบเบาๆชีวิตนางก็จะจบสิ้นเช่นนี้

            เมื่อสูดอากาศอันสดชื่นเข้าไปไม่ได้แม้แต่น้อยใบหน้าซีดขาวของมู่จื่อหลิงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงอมเขียวระเรื่อลำคอแสบร้อนประหนึ่งถูกไฟแผดเผา

            ความเจ็บปวดที่ยากจะรับ ทำให้ใบหน้ามู่จื่อหลิงยับย่นนางเจ็บจนอ้าปาก คิดจะสูดอากาศเข้าไปเล็กน้อย เธออ้าปากด้วยความเจ็บปวดพยายามสูดอากาศเล็กน้อย แต่ถูกมือใหญ่แข็งแกร่งที่อยู่ใต้คอของเธอขวางไว้ เพราะลำคอกำลังถูกกำไว้แน่น

            มู่จื่อหลิงที่ใกล้จะขาดอากาศหายใจเหมือนเห็นว่ายมบาลกำลังเรียกอยู่มือของเธอตกลงตามแรงโน้มถ่วง สติของนางยิ่งพร่าเลือน การมองเห็นของนางก็ยิ่งพร่ามัว

            ในขณะที่นางอยากจะบังคับเปลือกตาให้มองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนที่อ้างว้างโดดเดี่ยวเป็นครั้งสุดท้าย

            ในขณะที่มู่จื่อหลิงคิดว่าวิญญาณของนางถูกยมบาลกระชากอย่างแรงพร้อมจะออกไปจากร่างของนางทั้งเป็น

            ทันใดนั้นเงาขมุกขมัวและหนาทึบก็ทาบลงมา ริมฝีปากบางที่เย็นเยียบครอบครองริมฝีปากแดงของนางได้อย่างแม่นยำ

            ลมหายใจที่คุ้นเคยหอมกรุ่นไหลเข้าสู่ลำคอที่หายใจไม่ออกของมู่จื่อหลิงอย่างเผด็จการในที่สุดก็ไหลเข้าไปยังปอดที่หายใจไม่ออกของนาง

            ในชั่วเวลาหนึ่งมู่จื่อหลิงก็เห็นว่าในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตนางสวรรค์ก็เมตตานางอีกครั้ง ในที่สุดก็ปรากฏปาฏิหาริย์ นางที่สติพร่าเลือนคว้าปาฏิหาริย์ที่มิได้มาโดยง่ายนี้เอาไว้แน่น

            ทั้งสองอิงแอบเข้าด้วยกันข้าร้องขอเจ้าตอบสนอง ต่างฝ่ายต่างทำสิ่งที่ต้องการ ลึกซึ้งราวภาพวาดแห่งช่วงเวลาสงบงดงาม

            ฟ้าค่อยๆ สาง ท้องฟ้าสีครามอ่อนมีดวงดาวริบหรี่อยู่สองสามดวงทุกสรรพสิ่งบนโลกขมุกขมัว ราวกับถูกคลุมด้วยผ้าม่านสีเทา

            ฝ่ามือใหญ่ที่จับคอของมู่จื่อหลิงอย่างแน่นค่อยๆคลายออก แต่ดวงตาลุ่มลึกเหมือนหยดหมึกของหลงเซี่ยวอวี่ยังคงหนาวเหน็บ เย็นเยียบจนเสียดแทงเข้าไปในกระดูก

            “ฉีหวางเฟยเจ้าลืมคำพูดของเปิ่นหวางไปหมดแล้วจริงหรือ?” หลงเซี่ยวอวี่ค่อยๆเชยคางเรียวของมู่จื่อหลิงขึ้นช้าๆ บังคับให้นางสบสายตาของเขาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใส่ใจทว่าเย็นชา

            ดวงตาของมู่จื่อหลิงเต็มไปด้วยน้ำตาเกราะป้องกันทั้งหมดในใจของเธอถูกฉีกขาดออกจากกันนานแล้ว นางร้องออกมาอย่างน้อยใจ"เจ็บ!"

            “ตอนนี้รู้จักเจ็บแล้ว” หลงเซี่ยวอวี่จ้องนางด้วยสีหน้ามืดครึ้ม ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยแววตาเจือโทสะ “เจ็บแล้วจะได้จำ”

            มู่จื่อหลิง ที่เดินผ่านประตูแห่งความเป็นตายเพียงชั่วขณะนั้นสมองนางก็หมุนติ้วราวกับใบพัด

            เขาเคยพูดว่านางมิอาจมีเรื่องเป็นของตนเอง นี่เขาเตือนนางเป็นครั้งที่สามแล้วแต่ละครั้งน่ากลัวขึ้นทุกที

            เขาเคยพูดว่าเขาไม่ชอบคำว่า ‘ขอบคุณ’ สองคำนี้ วันนี้นางพูดไปถึงสองรอบ จู่ๆ ก็ไปยั่วโทสะเขา

            ทุกคำทุกประโยคที่เขาเคยพูด นางล้วนนึกขึ้นมาได้อย่างชัดเจน

            มู่จื่อหลิงมองชายตรงหน้าด้วยความหวาดผวาชายผู้นี้...น่ากลัวเหลือเกิน เหมือนถูกภูตผีปีศาจสิงร่างนัก

            หลงเซี่ยวอวี่ฉีกแขนเสื้อของมู่จื่อหลิงสิ่งที่เขาเห็นคือความน่าตื่นตกใจ แขนเรียวของนางชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆเขาจ้องนางนิ่งเป็นเวลานาน

            จึงเห็นว่าบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาของนางผุดเหงื่อเม็ดเล็กๆขึ้นมา ยกเว้นริมฝีปากสีแดงสดแล้ว ใบหน้าของนางก็ซีดราวกับกระดาษ ไร้สีเลือดราวกับวินาทีถัดไปจะไม่สามารถพยุงตัวเองไว้ได้

            ในท้ายที่สุดเขายังขมวดคิ้วเล็กน้อย มองมู่จื่อหลิงด้วยดวงตาที่ลึกซึ้ง

            สิ่งที่ตามมาคือไอทรงพลังสายหนึ่งที่เอนเข้าไปหามู่จื่อหลิง......

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน