ณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งไกลออกไป มีสถานที่แห่งหนึ่งเป็ที่ที่พิเศษและสวยงาม ป่าไม้ไกลสุดลูกหูลูกตา มีพรรณไม้แปลกตานานาพันธุ์ พืชผลอุดมสมบูรณ์ เหล่าสิงสาราสัตว์นานาชนิดอาศัยอยู่กันมากมาย สายน้ำใสไหลรินสงบนิ่ง แสงอาทิตย์สาดส่องระยิบระยับ ท้องฟ้ายามกลางวันสีครามสดใสแสงแดดที่ต้องกายอบอุ่นเหมือนแดดยามอรุณรุ่ง ยามกลางคืนท้องฟ้างามดั่งสายธารขนาดใหญ่มีดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้ามากมาย ตรงใจกลางป่ามีูเาสูงเสียดฟ้า 5 ลูกงุ้มเข้าหากันคลุมสระน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องล่าง น้ำในสระใสสะอาดประดุจดั่งอัญมณี ทั้งยังไหลออกไปทั้งสี่ทิศให้ความชุ่มชื่นกับผืนป่าแห่งนี้ทั่วทั้งป่า ให้เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ได้อาศัยอยู่อย่างร่มเย็น...
นี่คือหนึ่งในเื่เล่าที่แม่ผมชอบเล่าให้ฟังในสมัยเด็ก ตัวผมชื่อ “วชิระ” แปลว่า “สายฟ้า” ทำให้สายฟ้ากลายเป็ชื่อเล่นของผม โดยชื่อวชิระแม่บอกกับผมว่าพ่อของผมเป็คนตั้งให้ ส่วนสายฟ้าแม่เป็คนตั้ง ซึ่งพ่อของผมหน้าตาเป็ยังไงผมก็ไม่เคยเห็น เพราะไม่มีรูปในบ้านเลยสักใบ รู้เพียงแค่ชื่อจากที่แม่บอกคือ “คคเนศวร” และมีเพียงจี้ห้อยคอที่ฝังทับทิมสีแดงเืนกด้านหลังสลักชื่อวชิระเป็ของดูต่างหน้าจากพ่อ แม่บอกผมว่าพ่อมีหน้าที่ที่สำคัญต้องทำ และวันหนึ่งจะได้พบกันแน่ๆ แรกๆผมก็รอที่จะได้เจอพ่อนะ แต่ั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ผมเลิกรอพ่อไป ผมอยู่กับแม่สองคนั้แ่เล็ก แม่ผมเป็คนสวยมาก ถึงจะอายุมากแล้วแต่ก็ดูไม่แก่เลย หน้าเรียวได้รูป ผมยาวดำขลับ แก้มแดงระเรื่อเหมือนดอกไม้สีอ่อนๆ ดวงตาดูอ่อนโยนและอบอุ่น และดูเป็ห่วงผมตลอดเวลา กลิ่นตัวของแม่จะหอมแปลกๆเหมือนกับอากาศบนูเาที่ดูสดชื่น แม่ของผมชอบเล่าเกี่ยวกับสถานที่แห่งหนึ่งให้ฟัง ในขณะที่แม่เล่าใบหน้าของแม่ดูมีชีวิตชีวามาก แต่ก็แฝงไปด้วยความเศร้าในสายตา เราอยู่ด้วยกันสองคนใช้ชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จนกระทั่งวันหนึ่งในตอนที่ผมเรียนอยู่มัธยมต้น มันก็เหมือนกับทุกๆวัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ แม่ผมไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยนับั้แ่วันนั้น แม่ผมล้มสลบอยู่ที่บริเวณถนนหน้าบ้านซึ่งคุณลุงกับคุณป้าข้างบ้านมาพบและนำตัวส่งโรงพยาบาล แม่ผมป่วยหรือประสบอุบัติเหตุก็ไม่มีใครรู้ แม้แต่หมอก็ไม่รู้สาเหตุทำให้แม่หลับเป็เ้าหญิงนิทรา นับั้แ่วันนั้นแม่ของผมก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาเล่านิทานให้ผมฟังอีกเลย หมอคนแล้วคนเล่าก็จนปัญญาไม่สามารถหาสาเหตุได้ จนผมเริ่มถอดใจ แต่ผมก็นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่ง สถานที่แห่งปฏิหาริย์ สถานที่ที่แม่ผมชอบเล่าให้ฟัง “หิมพานต์” ทำให้ผมหันมาสนใจเริ่มค้นคว้าและเชื่อว่าสถานที่นี้มีอยู่จริง ใครจะรู้ว่าการเริ่มต้นครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล
ปัจจุบันผมอายุ 22 ปีเป็เวลา 8 ปีแล้วที่แม่ผมไม่ตื่นขึ้นมา ตอนนี้ผมเรียนอยู่คณะมนุษย์ศาสตร์ เอกวรรณกรรมที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพราะผมอยากศึกษาเื่ป่าหิมพานต์ให้มากขึ้น เพื่อหาทางช่วยแม่ของผม หลายๆคนอ่านมาถึงตรงนี้คงอุทานในใจ พร้อมกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วนึกในใจว่า อยากช่วยแม่ทำไมไม่เรียนหมออะไรทำนองนี้ ผมบอกเลยว่าในเมื่อหมอหลายๆคนก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ ผมก็จะตามหามันในแบบของผม แล้วอาชีพหมอก็ดูไม่เหมาะกับผมซักเท่าไร ผมค่อนข้างไม่ชอบเอาตัวเองไปพัวพันกับเื่ยุ่งยากและเป็อันตราย ถ้าเกิดผมทำคนไข้ตายขึ้นมาคงจะอกแตกตายเป็แน่แท้ แล้วถ้าเกิดผมเป็หมอขึ้นมาจริงๆ การที่ผมเอาเวลามาสนใจแม่ของผมคนเดียว มันจะดูเป็การเห็นแก่ตัวต่ออาชีพหมอมากเกินไป เพราะแบบนั้นผมจึงเลือกทางอื่นดีกว่า ปัจจุบันผมอยู่บ้านคนเดียว ค่าใช้จ่ายต่างๆก็มีอยู่ในบัญชีที่เป็ชื่อพ่อของผม ซึ่งฝากเข้ามาทุกเดือนเป็ปกติ ชีวิตความเป็อยู่ก็แปลกไปจากเดิมมาก แต่ก็ได้คุณลุงคุณป้าข้างบ้านช่วยดูแล ซึ่งคุณลุงคุณป้าทั้งคู่เป็พ่อแม่ของ “น้ำ” เพื่อนของผม ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะเป็คนรู้จักเก่าแก่ของแม่ผม และเห็นทั้งคู่บอกว่าพ่อผมเคยมีบุญคุณกับทั้งคู่ ท่านทั้งคู่ใจดีกับผมมาก ชอบทำอาหารมาให้ทุกวัน ซึ่งเมนูส่วนใหญ่จะเป็เมนูปลาๆ อาจเป็เพราะน้ำเขาชอบกินปลามากๆ บางวันก็ชวนผมกับเพื่อนอีกคน “รัณ” ไปทานข้าวที่บ้าน แต่รัณเขาเป็มังสวิรัติ ค่อนข้างจะหาอะไรกินยากซักหน่อย ผม น้ำ แล้วก็รัณ รู้จักกันมาั้แ่เด็ก เนื่องจากบ้านของเราทั้งสามคนอยู่ใกล้ๆกัน อายุเท่าๆกันทำให้เราเรียนด้วยกันั้แ่อนุบาล จนจบมัธยมปลาย เวลาไปไหนมาไหนเรามักจะไปกันสามคนเสมอ เวลาไปโรงเรียนจะไปด้วยรถของบ้านรัณ ซึ่งบ้านรัณก็มีรัณอยู่คนเดียวเหมือนกัน เหมือนจะไปทำธุรกิจกันอยู่ต่างประเทศอะไรทำนองนั้น แต่ก็มีคนดูแลอยู่สองคน ชื่อน้าเชิดกับน้าชัย ภายนอกดูหน้ากลัวมากตามสไตล์บอดี้การ์ดอะไรทำนองนั้นเลย เพียงแต่หน้าชัยมีผมทรงตั้งชี้ไปข้างหน้าคล้ายๆทรงโมฮอค ซึ่งดูไม่เข้ากับบุคลิคของเขาเลย แต่ถึงภายนอกจะดูขรึมๆแต่น้าทั้งสองคน เป็คนที่ตลกนิสัยดีและมีอารมณ์ขันมาก
[แม่ปลาน้อย] : วันนี้ไม่ต้องรอรับนะรัณ สายๆจะไปซื้อชุดว่ายน้ำใหม่กับแม่ เดี๋ยวค่อยให้
แม่ไปส่งที่มหาลัย
[เสือยิ้มยาก] : โอเค กำลังรอรับไอ้ฟ้าอยู่ ไม่รู้มันจะออกมาตอนไหน หวังว่าคงไม่โดน
กองหนังสือทับตายไปแล้วคาห้องนอนไปแล้วก็แล้วกัน
ทันทีที่ผมอ่านจบ ก็มีเสียงแตรรถดังขึ้นที่หน้าบ้าน เสียงที่คุ้นเคย ในเวลาที่คุ้นเคย ผมจึงตอบกลับไปในไลน์กลุ่มว่า
[นายเอื่อยเฉื่อย] : เออกำลังออกไปแล้ว บีบไรนักหนาวะบีบทุกวัน คิดว่าบ้านมึงเป็คนขายไอติมรึไง
ผมเดินมาหน้าบ้าน พร้อมกับเจอรถสปอร์ตสีดำขลับคันงามจอดรออยู่หน้าบ้าน ประตูปิดออกพร้อมกับเห็นคนขับที่อยู่ภายใน ใบหน้าเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่หล่อเหลา แต่ดูเคร่งขรึม คิ้วหนา ตาคมและดูเ็า สีผมและสีตาดำขลับเหมือนสีนิล ปากเป็กระจับได้รูป พร้อมกับผมทรงอันเดอร์คัต ใบหน้าอันคุ้นเคยที่หล่อวันหล่อคืน หล่อไม่เอาพ่อเอาแม่ หล่อเหมือนมีคลินิคยันฮีอยู่ใต้ถุนบ้าน แต่ก็เป็ใบหน้าอันคุ้นเคย “รัณ” เขาหันมามองผมพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่ฟังดูสุขุมนุ่มลึกว่า
“เมื่อไหร่มึงจะขึ้นรถ มองเหี้ยไรนักหนา รึให้กูต้องจุดธูปเชิญก่อน” ผมยิ้มแล้วเข้าไปนั่งในรถพร้อมกับพูดว่า
“ขี้บ่นจังวะ บ่นทุกวันไม่เบื่อรึไง”
พอรถเริ่มเคลื่อนตัว รัณก็ยื่นถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งกับน้ำให้
“อะ...หมูปิ้งมึง กูให้น้าชัยไปซื้อมาให้เมื่อเช้า” รัณกล่าวด้วยใบหน้านิ่งเฉย ผมยิ้มพร้อมกับรับไว้แล้วพูดว่า
“ขอบคุณนะคร้าบบ คุณชายดารัณ”
“รัณ” หรือชื่อจริงคือ “ดารัณ” เป็เพื่อนกับผมั้แ่สมัยเด็ก ั้แ่จำความได้ก็รู้จักมันแล้ว ั้แ่เด็กรัณชอบวางท่าเหมือนตัวเองเป็ผู้ใหญ่ ชอบทำหน้านิ่งไว้ว่าจะทำอะไร แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ทำได้ดีหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็กีฬา วิชาการ หรือแม้แต่ศิลปะ ราวกับว่าสั่งสมประสบการณ์มาหลายปี แถมยังสูงหล่อ กล้ามโต ดูทะมัดทะแมง แม้จะเป็มังสวิรัติไม่กินเนื้อ ถึงจะเป็เสือยิ้มยากแต่ก็เป็ที่สนใจมากโขเลยทีเดียว กระทั่งขึ้นมหาลัยรัณได้เรียนต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเดียวกับผม ก็เป็ที่กรี๊ดกร๊าดของสาวๆจำนวนมาก ได้รับจดหมายรักไม่เว้นแต่ละวัน และก็มีคนลองดีมาให้โดนปฏิเสธแทบทุกวัน ด้วยมาดคุณชายที่ดูหยิ่งในศักดิ์ศรี ดีกรีเดือนมหาลัย ขับรสปอร์ตคันงาม ขนาดเป็พี่วินัยคอยว้ากน้องๆก็ยังมีสาวๆมาตามกรี้ดเป็กันเป็แถว แต่ผมก็ไม่เคยเห็นรัณลงเอยกับใครเลย ต้องพูดว่าแทบจะไม่คุยกับใครเลย ผู้หญิงที่รัณคุยด้วยเยอะที่สุดคงมีแค่น้ำ และแม่ของผมถ้าแม่ยังปกติดีอยู่ รัณคือคนที่ผมไว้ใจมากที่สุดคนนึงในไม่กี่คนที่เข้ามาในชีวิตผม ถึงพักหลังเราจะทะเลาะกันบ่อยเพราะความเห็นไม่ตรงกัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมไว้ใจผู้ชายคนนี้น้อยลงเลย และมีอีกอย่างที่ผมไม่เคยเห็นจากรัณเลยคือ ผมไม่เคยเห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มหรือร้องไห้จากพ่อหนุ่มวีแกนกล้ามโตคนนี้เลย
เมื่อใกล้ถึงมหาลัยหมูปิ้งที่รัณเอามาให้ผมก็ใกล้หมดแล้ว จึงเริ่มมีการสนทนากันตามประสาคนที่รู้จักกันมาั้แ่ยังจำความได้
“ไอ้วีแกนบ้ากล้าม ซื้อหมูปิ้งมาให้กูทุกเช้าแบบนี้ ไม่ตบะแตกมั่งเลยรึไง หมูปิ้งหอมๆมันเยิ้มๆ เนื้อฉ่ำๆ ไม่อยากลองมั่งเลยรึไง” ผมกล่าวพร้อมกับหยิบหมูปิ้งไม้สุดท้ายเข้าปากและกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ไม่” รัณตอบกลับมาในทันที
“ั้แ่เกิดมาไม่ได้กินเนื้อมั่งเลยรึไง มึงอยู่มาได้ไงวะ” ผมถามต่อ
“โปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์จากพืชก็มีอยู่เยอะแยะไป แล้วอีกอย่างกูแค่ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ แต่ยังกินนมอยู่ เลิกเรียกกูว่าวีแกนซักที” รัณตอบกลับในทันทีด้วยใบหน้านิ่งเฉยเหมือนอย่างเคย
“แล้วแต่มึงละกันงั้นอะ กูกินคนเดียวก็ได้ ดีเหมือนกันไม่มีคนแย่ง มึงส่งกูตรงคณะมึงก็ได้ เดี๋ยวกูเดินไปเองเบื่อจะเห็นพวกสาวๆคณะกู มายืนรอบอกชอบมึงตอนไปส่งกูที่คณะเต็มแก่ละ” ผมกล่าวพร้อมกับเบ้ปาก
“อิจฉากูหรอ” รัณถามพร้อมกับเหล่มองผมด้วยหางตา
“ถ้ามึงเลิกทำตัวเป็เนิร์ดแบบนี้ สนใจเื่ป่าหิมพานต์อะไรไร้สาระนั่นให้น้อยลงซักนิด แล้วสนใจผู้หญิงให้มากขึ้น สาวๆมึงก็คงไม่ซ้ำหน้าหรอก ยังไงมึงก็เคยเป็ถึงเดือนคณะ ถึงจะตอนประกวดตอนนั้นกูจะชนะเพราะกูหล่อกว่ามึงก็เถอะ” รัณพูดพร้อมกับเอียงคอมามองผมในขณะที่รถติดอยู่บริเวณสี่แยก
“ไร้สาระหรอ ถึงมันจะไร้สาระแต่มันก็คือความหวังของกู ในเมื่อหมอหาทางรักษาแม่กูไม่ได้ กูก็จะหาทางของกูเอง มึงอย่ามายุ่งเหอะ เดี๋ยวกูลงตรงนี้แหละกูอยากเดิน” ผมพูดจบพร้อมกับเปิดประตูและลงจากรถไปแล้วก็ปิดประตูลง ผมเดินไปได้ประมาณ 6-7 ก้าว แล้วจึงหันหลังกลับมาที่รถแล้วเปิดประตูขึ้น
“ทำไมมึงี้เีเดินแล้วรึไง” รัณถามผม ผมตอบกลับไปในทันที่ว่า
“เปล่ากูแค่จะกลับมาบอกมึงว่า กูหล่อกว่ามึงเยอะตอนนั้นที่กูแพ้เพราะรองพื้นกูผิดเบอร์เฉยๆ ไม่งั้นมึงไม่ได้กินกูหรอก แล้วตอนเย็นมึงอย่าลืมไปรับกูกับน้ำที่สระว่ายน้ำด้วย ไอ้วีแกนหลงตัวเอง” พอพูดจบผมก็ปิดประตูลงแล้วเดินไปทันที โดยที่ผมไม่เคยรู้เลยว่ารัณนั่งถอนหายใจและ “อมยิ้ม” อยู่ในรถ
ในทุกๆวันของผมเมื่อไม่มีวิชาเรียน ผมก็จะขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับป่าหิมพานต์ในทุกๆรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็ วารสาร นิทาน วรรณกรรม คอลัมป์เล็กๆในนิตยาสาร หัวข้อเล็กๆในหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่หนังสือการ์ตูน ผมอยากรู้เกี่ยวกับสถานที่นี้ให้มากขึ้นแม้เพียงซักนิดก็ยังดี ป่าหิมพานต์ หรือ หิมวันต์ เป็ป่าในวรรณคดีและความเชื่อในเื่ไตรภูมิ ตามคติศาสนาพุทธและฮินดู มีความเชื่อว่า ป่าหิมพานต์ตั้งอยู่บนเชิงเขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 โยชน์ (1 โยชน์ เท่ากับ 10 ไมล์ หรือ 16 กิโลเมตร) วัดโดยรอบได้ 9,000 โยชน์ ประดับด้วยยอด 84,000 ยอด โดยมีสระอโนดาตอยู่ใจกลางล้อมรอบด้วยูเาทั้ง 5 ลูก มีแม่น้ำสี่สายไหลออกจากสระอโนดาตไปทั้ง 4 ทิศ เป็เส้นแบ่งเขตที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ โดยที่แม่น้ำที่ไหลไปยังทิศใต้แบ่งออกเป็ 5 สายคือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภ และแม่น้ำมหิ นี่คือหนึ่งในหลายๆสิ่งที่ผมได้รู้มาจากหนังสือ และสื่อต่างๆที่มีในปัจจุบัน แต่มันก็ยังไม่เพียงพอสำหรับผมอยู่ดี เพราะที่ผม้าคือเส้นทางที่สามารถไปป่าหิมพานต์ได้ ไม่ใช่การได้รับรู้ว่ามันเป็เพียงเื่เล่า จินตนาการที่มีคนแต่งขึ้นเพราะผมเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้มีอยู่จริง ซึ่งบางข้อมูลก็กล่าวว่าอยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ตรงไหน ผมเคยมีความคิดว่าเรียนจบอยากลองไปที่เทือกเขาหิมาลัยดู เผื่อจะได้เบาะแสอะไรเพิ่มบ้างเพียงซักนิดก็ยังดี แต่ก็เคยโดนรัณแย้งจนทะเลาะกันกับรัณเื่นี้ไปรอบหนึ่งแล้วไม่รู้เป็อะไรนักหนา แต่สุดท้ายรัณก็ต้องยอมและบอกว่า “ถ้ามึงจะไปมึงต้องบอกกู กูจะไปด้วย” แหม...อยากไปด้วยก็บอกดีๆไม่เห็นต้องทำหน้าเข้มชวนทะเลาะ ในขณะที่ผมกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดอยู่นั้น ก็ได้มีบุคคลบุคคลหนึ่งเดินมาที่ด้านหลังของผมแล้วเอามือวางที่ไหล่ผมเบาๆ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“วันนี้เื่เกี่ยวกับอะไรหละ คุณวชิระ”
ผมหันไปมองก็ได้เห็นชายวัยใกล้เกษียณ ใส่แว่นตาใส่ชุดสูทสีเทาดูประณีตสะอาดเรียบเรียบร้อย เขาคืออาจารย์ศักดา อาจารย์ภาควิชาโบราณคดีของผมเอง ผมหันกลับไปยิ้มแล้วตอบว่า
“กาฬสีหะครับอาจารย์” อาจารย์นั่งลงข้างๆมองลงไปที่หนังสือที่ผมอ่านแล้วพูดว่า
“สิงห์ดำอย่างนั้นรึ อืม...แล้วได้ความว่ายังไงมั่งล่ะ” ผมอมยิ้มเล็กๆแล้วตอบไปว่า
“ก็ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมหรอกครับอาจารย์ เพียงแต่พอผมมีเื่ทะเลาะกับเพื่อนผมทีไร ผมชอบมาอ่านเื่ของเ้าสัตว์ตัวนี้ เพราะผมคิดว่ามันเหมือนกับเพื่อนของผมคนนี้มากๆเลยอะครับอาจารย์” ผมพูดไปพลางเกาหัวไปพลาง
“อ้อ...คุณดารัณอย่างนั้นรึ ไม่แน่นะเค้าอาจจะมีอะไรเหมือนกับสัตว์ตัวนี้มากกว่าที่คุณคิดก็ได้” อาจารย์พูดพร้อมตบไหล่ผมไปเบาๆ
“นั่นสิครับอาจารย์ ว่าแต่วันนี้อาจารย์มาหาผมมีอะไรรึเปล่าครับ” ผมพูดพร้อมกับปิดหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วหันไปจริงจังกับคู่สนทนา
“พอดีมีการขุดค้นพบ พวกเครื่องประดับและรูปปั้นสัตว์โบราณต่างๆที่กาญจนบุรีน่ะ เลยอยากได้คุณเป็ลูกมือช่วยเก็บข้อมูล ให้ทีวันเสาร์่เที่ยงๆคุณว่างมั้ย” ผมั์ตาเบิกกว้างสีหน้าดูตื่นเต้นและตอบตกลงไปในทันท่วงที
“ได้ครับอาจารย์ว่างครับ วันเสาร์เที่ยงตรงนะครับอาจารย์” ชายแก่ยิ้มแล้วพูดว่า
“ผมชอบความกระตือรือร้นเกี่ยวกับเื่พวกนี้ของคุณจริงๆเลย งั้นวันเสาร์มารอผมที่คณะนะเดี๋ยวขึ้นรถตู้ไปกัน งั้นเดี๋ยวผมไปก่อนนะ บ่ายมีสอนอีกแล้วเจอกันวันเสาร์ คุณวชิระ”
“อ๋อ...โอเคครับอาจารย์” พอจบบทสนทนาอาจารย์ก็ลุกขึ้นอย่างช้าๆแล้วเดินจากไป เหลือเพียงแค่ผมทำท่าดีใจอยู่เงียบๆคนเดียวในห้องสมุด
เย็นวันนั้นหลังจากเลิกเรียน ผมก็เดินไปที่สระว่ายน้ำเพื่อไปรอน้ำที่ต้องซ้อมระบำใต้น้ำทุกวันหลังเลิกเรียน เพื่อให้ดารัณมารับกลับบ้านพร้อมกันสามคน ผมเดินมาบริเวณข้างสระน้ำที่เป็กระจก ผมมองไปที่กระจกบานใหญ่นี้ภาพด้านหลังปรากฏร่างผู้หญิงคนหนึ่งเอวบางร่างเล็กรูปร่างสมส่วนสวมชุดว่ายน้ำรัดรูปกำลัง เต้นระบำใต้น้ำอยู่ท่วงท่าของเธอดูเป็ธรรมชาติและพริ้วไหวราวกับนักเต้นบัลเลต์ที่เต้นอยู่บนเวทีหากแต่นี่มันคือใต้น้ำ เธอเคลื่อนไหวราวกับตัวเธอเป็ส่วนหนึ่งของน้ำ การเคลื่อนไหวของเธอมักจะสร้างความประทับใจ และความตะลึงแก่ผู้พบเห็น ผมหยุดดูเธออยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินขึ้นไปนั่งรอที่เก้าอี้บริเวณริมสระน้ำ ผ่านไปครู่หนึ่งหญิงสาวคนนั้นก็ขึ้นจากสระหยิบผ้าขนหนูแล้วเดินมาทางผม เธอถอดหมวกว่ายน้ำออกแล้วพลันผมสีดำเงาของเธอก็ร่วงลงมาประบ่า ใบหน้าของเธอเกลี้ยงเกลาผิวขาว ปากเล็กๆสีชมพูพร้อมกับตากลมโต ั์ตาของเธอดูคล้ายกับทะเลสาบที่ภายนอกดูสงบนิ่งไม่มีอะไรแต่ก็แอบมีคลื่นอยู่ใต้น้ำ เธอคนนั้นยิ้มแล้วพูดกับผมว่า
“ไงฟ้ามานานยัง แล้วรัณอะยังไม่มาหรอ พอดีน้ำมัวแต่ซ้อมอะเลยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลย โทษทีนะแหะๆ”
“เพิ่งมาถึงเมื่อกี้แหละ รัณมันน่าจะกำลังมาเย็นๆในมหาลัยรถมันเยอะ” ผมพูดพร้อมกับดูที่นาฬิกา
“อ๋อ...โอเคงั้นเดี๋ยวน้ำไปเปลี่ยนชุดแล้วเจอกันที่หน้าสระแล้วกันนะ น้ำขอเวลา 5 นาที” เธอพูดพร้อมกับชู 5 นิ้วพร้อมกับยิ้มให้กับผม
“อืม เดี๋ยวไปรอหน้าสระนะ อย่าช้าแล้วกัน” พอพูดจบผมก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากสระไป
ผู้หญิงคนเมื่อสักครู่นี้เธอชื่อ “นิชาภา” หรือ “น้ำ” พื่อนสมัยเด็กของผมอีกคน เธอเป็ลูกของคุณลุงคุณป้าที่ดูแลผมอยู่ ชื่อในไลน์กลุ่มของทั้ง 3 คนก็เธอเนี่ยแหละเป็คนตั้ง เธอมักจะไปไหนมาไหนกับผมและรัณเสมอั้แ่ยังเด็ก มีนิสัยร่าเริงเริงแจ่มใส เป็คนยิ้มง่าย อยากรู้อยากเห็นไปซะทุกเื่โดยเฉพาะเวลาที่ผมอ่านหนังสืออยู่เธอมักจะชอบถามนู่นถามนี่เป็ประจำ ทั้งยังชอบกินปลาเป็ชีวิตจิตใจ แต่ก็มีเธอนี่แหละที่คอยห้ามผมไม่ให้ทะเลาะกับรัณเวลาที่เธออยู่ด้วย เมื่อผมเดินมาถึงหน้าสระรถของรัณก็เลี้ยวเข้ามาพอดิบพอดี รถลัมโบกินี่สีดำคันงามแต่เป็คนละคันกับเมื่อตอนเช้าค่อยๆเคลื่อนที่เข้ามาแล้วหยุดอยู่ตรงหน้าผม เมื่อรถหยุดนิ่งกระจกรถได้เลื่อนลง รัณชะโงกหน้ามาถามผมว่า
“น้ำอะ ยังซ้อมไม่เสร็จอีกรึไง” พอรัณพูดจบเสียงน้ำก็ะโมาว่า
“มาแล้ว มาแล้ว กลับบ้านกันเถอะ” น้ำวิ่งมาหยุดอยู่ข้างๆผมด้วยอาการหอบเล็กน้อย
“ปะ กลับบ้านกัน” ผมกล่าวแล้วเราทั้งคู่ก็ขึ้นไปบนรถของรัณ
ขณะเดินทางกลับบ้านทั้งผมและรัณต่างนั่งเงียบไม่พูดไม่จา น้ำก็ได้เริ่มบทสนทนาขึ้น
“ฟ้า รัณ วันนี้ไปกินข้าวบ้านเรามั้ย วันนี้มีปลาแซลม่อนด้วย งื้อออ อยากถึงบ้านเร็วๆแล้วอะ” น้ำพูดพร้อมกับท่าทางจินตนาการถึงเนื้อปลาแซลม่อน
“ได้นะ แต่พ่อวีแกนกล้ามโตคนนี้ คงอิจฉาแย่” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยแต่ก็ไม่ได้เห็นอาการใดๆออกมาจากสีหน้าของรัณอีกตามเคย
“ไม่หรอก แม่น้ำทำยำสาหร่าย กับอาหารเจไว้ด้วยแหละใครจะลืมพ่อเสือยิ้มยากคนนี้กันหละ” น้ำพูดพลางเอามือจับไปที่ไหล่ของดารัณ
“ถ้ามีอาหารเจ จะไปด้วยก็ได้ ไม่อยากให้เสียน้ำใจคุณลุงกับคุณป้า” รัณตอบตกลง
“ใจคอมึงคิดจะกินแต่ผักให้คลอโรฟิลล์ซึมเข้าผิวกลายเป็เดอะฮัลค์เลยรึไงวะ แล้ววันเสาร์นี้มึงมามหาลัยปะกูมีนัดกับอาจารย์ศักดาอะ เห็นว่าจะให้กูไปช่วยเื่งานเก็บและบันทึกข้อมูลที่กาญจนบุรีอะไรพวกนั้น” พอผมพูดจบผมก็เห็นความไม่พอใจผ่านสายตาของรัณภายใต้ใบหน้าอันนิ่งเฉยของเขา
“วันเสาร์วันเกิดมึงหนิ หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองมั่งเหอะไอ่เนิร์ด ไม่รู้เื่ของพวกนี้มีอะไรน่าสนใจนักหนา วันเสาร์อาทิตย์ทั้งทีแถมเป็วันเกิดมึงด้วย” เสียงของรัณฟังดูเ็ามากกว่าปกติ
“อ้าว วันเสาร์นี้วันเกิดกูหรอวะ จำไม่ได้เลยช่างมันเหอะกูรับปากอาจารย์ศักดาเขาไปแล้วอะ ค่อยว่ากันปีหน้าแล้วกัน” ผมกล่าวพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มาดูปฏิทิน
“ไม่ได้!!!” รัณตอบออกมาด้วยเสียงแข็ง ผมและน้ำใกันมากน้ำเห็นท่าไม่ดีก็พูดขึ้นมา
“ใจเย็นก่อนนะทั้งคู่เลย” น้ำยังไม่ทันพูดจบผมก็พูดแทรกขึ้นมา
“เห้ย นี่มึงเป็อะไรนักหนาวะวันเกิดมันก็แค่วันๆหนึ่งของปีไม่ได้มีอะไรพิเศษปะวะ เดี๋ยวตอนเช้ากูเอากระเช้าดอกไม้ไปให้แม่เหมือนทุกปีก็พอละกัน กูรับปากอาจารย์เค้าไว้แล้วด้วย”
“ไม่ได้!!! งั้นกูจะไปกาญจนบุรีกับมึงด้วย” รัณตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังซึ่งมันไม่เป็ตัวเขาเลย
“เห้ยนี่มึงเป็อะไรของมึงวะ เป็เอามากนะมึงอะกูก็แค่ไปทำงานนะเว้ยแล้วกูก็รับปากอาจารย์เขาไปละ แล้วนี่มึงอยู่ดีๆเป็อะไรจะสั่งมาบังคับกูทำไม กูก็ไม่ได้ขอให้มึงไปกาญจนบุรีด้วยปะวะ แล้วอีกอย่างมึงจะไปทำอะไรมึงเรียนวิศวะมาเสียเวลามึงเปล่าๆ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่หงุดหงิด รัณกำพวงมาลัยแน่นผมััได้ว่าเขาโกรธมาก
“น้ำวันนี้คงไปกินข้าวด้วยไปได้แล้วอะ พอดีลืมไปว่ามีงานด่วนต้องรีบส่ง” ผมพูดออกไปด้วยความหงุดหงิดทั้งๆที่ไม่ได้มีงานเร่งด่วนอะไรนั่นเลย
“ใจเย็นน่าทั้งสองคนเลย เดี๋ยวน้ำให้แม่ห่อข้าวให้ทั้งสองคนเลย ใจเย็นๆน่าเพื่อนกันอย่าทะเลาะกันสิ” น้ำพูดพร้อมกับหยิบมือถือแล้วพิมพ์บางอย่างลงในนั้น
“น้ำบอกแม่ให้แล้ว ตอนถึงบ้านรอแปปนึงนะเดี๋ยวน้ำเอามาให้” แล้วภายในรถก็เหลือแต่ความเงียบจนเรามาใกล้ถึงบ้าน
“นั่นไงแม่น้ำรอเอาข้าวให้อยู่นั่นไง ดีเลยไม่ต้องเดินหลายรอบ” น้ำกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่ผู้หญิงวัยกลางคนยืนถือกล่องอาหารอยู่ที่ริมรั้ว
“แหมี้เีเดิน ทีว่ายน้ำว่ายได้เป็ชั่วโมงเลยน้า คุณหมูน้ำ”
“ใครเป็หมูน้ำกันห้ะ” น้ำพูดพร้อมกับหยิกมาที่แขนของผม
“โอ้ยย ขี้ยั้วจริงๆอายุแค่นี้โกรธง่ายเดี๋ยวแก่ไวนะ ดูดิดูดินั่นนั่นรอยตีนการป่าวนั่นอะ” ผมพูดพร้อมกับหัวเราะ
“ไอ้บ้า” น้ำพูดพร้อมกับกับหน้าบูด
เมื่อรถจอดผมก็ลงจากรถ แม่ของน้ำเดินมาที่รถแล้วพูดกับผมว่า
“นี่จ้ะปลาแซลม่อนสดๆของสายฟ้า แล้วนี่ก็ยำสาหร่ายของดารัณ” พร้อมกับยื่นกล่องใส่อาหารสองกล่องมาให้
“สวัสดีครับคุณป้า ขอบคุณมากเลยครับ ต้องรบกวนคุณป้าตลอดเลย” ผมรับกล่องอาหารมาแล้ววางกล่องหนึ่งที่เป็ยำสาหร่ายไว้ในเบาะรถข้างคนขับแล้วปิดประตูรถ
“สวัสดีค่ะแม่ หนูปวดท้องขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ ไม่ไหวแล้ว” น้ำออกจากรถมากล่าวสวัสดีคุณป้าแล้วจึงวิ่งเข้าบ้านไป
“สวัสดีครับคุณป้า งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” รัณพูดจบก็ขับรถออกไป เหลือไว้เพียงผมกับคุณป้ายืนกันอยู่สองคน
“ไอ้รัณมันเป็อะไรก็ไม่รู้ครับป้า หงุดหงิดใหญ่เลยแค่ผมจะไปช่วยงานอาจารย์ที่ต่างจังหวัดแค่นั้นเอง”
“เอาน่าสายฟ้า พ่อดารัณเค้าก็เป็ของเค้าแบบนั้นแหละเค้าคงอยากให้สายฟ้าพักผ่อนบ้าง” คุณป้ากล่าว “’งั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณป้า มีงานต้องรีบทำให้เสร็จอะครับ สวัสดีครับ” ผมพูดจบพร้อมพร้อมกับยกมือไหว้แล้วเดินมาเข้าบ้านของผม มีเสียงคุณป้าพูดตามหลังมาว่า
“อย่าลืมกินแซลม่อนนะลูก ทำงานเสร็จก็พักผ่อนบ้าง”
“คร้าบ ป้า” ผมกล่าวพร้อมกับเปิดประตูรั้วบ้าน
เมื่อเข้ามาในบ้านผมก็ข้นไปที่ชั้น 2 ตรงไปที่ห้องนอนทันที เมื่อเข้าไปในห้องนอนผมก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงของผม ผมได้แต่นอนคิดว่าอะไรที่ทำให้รัณดูหงุดหงิดแบบนั้นทั้งที่ไม่เคยเป็มาก่อน ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้วันเกิดของผมทุกๆปีจะต้อง มีน้ำกับรัณอยู่ด้วยเสมอ อาจเป็เพราะบ้านเราอยู่ใกล้กันซึ่งบ้านของน้ำอยู่ข้างบ้านของผม และบ้านของรัณอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนของบ้านผมนี่เอง แต่ผมก็ไม่เข้าใจทำไมรัณต้องมีท่าทีโกรธขนาดนั้น ในขณะที่ผมนอนคิดอยู่นั้นผมก็พลันนึกถึงความฝันสมัยเด็กของผม มันเกิดขึ้นเมื่อตอนผมอายุครบ 11 ปีพอดี ในฝันตอนนั้นเป็ตอนกลางคืนและเป็คืนเดือนหงาย ผมลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อจะไปเข้าห้องน้ำเมื่อเดินผ่านหน้าต่างในห้องผมเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่บริเวณสวนหน้าบ้านของผม ภายใต้เงาของกลุ่มเมฆที่มืดสนิทมีเพียงแววตาคู่หนึ่งอยู่ภายใต้เงานั้นมันคือแววตาคู่หนึ่งที่ดูดุดัน หน้าเกรงขามแต่ผมก็จำแววตาคู่นั้นได้ดีมันคือดวงตาของรัณ ถึงแม้จะไม่เห็นตัวแต่ผมก็จำสายตาของเพื่อนคนนี้ได้ดี ในขณะที่ผมกำลังคิดในใจอยู่นั้นก็เกิดสิ่งที่ให้ผมต้องเปลี่ยนความคิด เมื่อกลุ่มเมฆค่อยๆเคลี่อนผ่านไปทำให้แสงจันทร์สาดส่องมาที่เ้าของดวงตาที่ผมคิดว่าเป็รัณ แต่ผมคิดผิดร่างกายของเ้าของดวงตาคู่นั้นมันดูเหมือนกับเสือหรือสิงโตตัวโตๆที่มีสีดำสนิทกลืนไปกับความมืดั้แ่หัวจรดหาง แต่มันตัวใหญ่กว่าเสือหรือสิงโตที่ผมรู้จักมาก ขนาดของมันใหญ่มากๆใหญ่กว่าวัวหรือม้าที่โตเต็มวัยเสียอีก ปากของมันเปื้อนเืมีเืหยดออกจากปากของมันแม้จะมืดแต่ผมก็มั่นใจว่ามันคือเืแน่นอน ภายในปากมีเขี้ยวแหลมยาวกว่าเขี้ยวอื่นที่เห็นได้ชัดอยู่ 8 ซี่ เล็บที่เท้าทั้งสี่ถึงแม้จะเห็นจากไกลๆก็รับรู้ได้ถึงความแหลมคม ผมใเป็อย่างมากตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ในขณะที่ผมใตะลึงงึงงันอยู่นั้นเ้าสัตว์ใหญ่ตัวนั้นก็ได้เริ่มมีกิริยาบางอย่าง มันเอาเท้าหน้าข้างขวาตบไปที่พื้นเบาๆ ลำตัวและขาทั้งสี่เหยียดตรง ก้มหัวลงเล็กน้อยบริเวณหน้าอกมีการขยายขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับการสูดหายใจเข้า ทันใดนั้นเองเ้าสัตว์ตัวนั้นเงยหน้าแล้วก็คำรามมาที่ผม มันเป็เสียงคำรามที่ดังมาก แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นที่ผมไม่สามารอธิบายได้ขนผมลุกไปทั้งตัวความรู้สึกของผมตอนนั้น ราวกับกระต่ายน้อยที่อยู่เบื้องหน้าของสิงโตที่หวาดกลัวไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะหนี ทำได้แค่กลัวหน้าซีดตัวสั่นปานโดนดึงให้ิญญาหลุดออกจากร่าง แล้วผมก็สะดุ้งตื่นมาในตอนเช้าบนเตียงนอนของผม เมื่อผมเล่าให้แม่ฟังแม่ก็บอกผมว่า
“ไม่มีอะไรหรอกลูกมันก็แค่ความฝันนะ เขาอาจจะเป็ผู้พิทักษ์ของลูกก็ได้นี่ ยังไงเขาก็ไม่ได้ทำร้ายอะไรลูกอยู่แล้วนี่จริงมั้ย” แม่บอกผมพร้อมกับยิ้มด้วยสีหน้าที่อ่อนหวาน
ถึงมันจะเป็ความฝันแต่มันก็เป็ฝันที่เหมือนจริงมากผมนอนนึกถึงมันพร้อมกับอ่านหนังสือไปพลางๆแล้วจึงค่อยๆหลับไปในขณะอ่านหนังสืออยู่
และแล้วก็มาถึงเช้าวันเสาร์ 2-3 วันที่ผ่านมาผมไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยเลย เพราะผมรู้สึกเหมือนไม่ค่อยสบายเลยได้แต่นอนพักผ่อนเอาแรงรอให้วันเสาร์มาถึง อาหารการกินในตอนเช้ารัณก็ได้แวะเอาข้าวเหนียวหมูปิ้งมาให้ที่บ้านผม ส่วนมื้อกลางวันและมื้อเย็นก็ได้คุณป้าแม่ของน้ำช่วยดูแล 2-3 วันที่ผ่านมาผมจึงไม่ได้ออกไปไหนเลย อยู่เพียงแค่ในบ้านนอนพักและอ่านหนังสือเพียงแค่นั้น ผมลุกจากที่นอนไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วเดินไปที่สวนหน้าบ้านแล้วลงมือเก็บดอกไม้สีม่วงชนิดหนึ่ง มันคือดอกลาเวนเดอร์ดอกไม้ที่แม่ชอบ แม่บอกว่าแม่ชอบมันเพราะมันมีกลิ่นที่หอมเมื่อได้กลิ่นแล้วทำให้หายเครียดแล้วก็นึกถึงบ้านเก่าของแม่ด้วย เมื่อผมเก็บเสร็จรถของรัณก็มาจอดที่หน้าบ้านผมพอดิบพอดี “สุขสันต์วันเกิดนะฟ้า เก็บดอกไม้เสร็จรึยังจะได้ไปเยี่ยมคุณน้ากันที่โรงพยาบาล รัณมารอรับแล้ว” เสียงของน้ำดังมาจากบริเวณรั้วบ้านของเธอ “เสร็จแล้วๆ” ผมพูดพร้อมกับถือช่อดอกไม้แล้วเดินไปที่รถของรัณ ตลอดการเดินทางไปโรงพยาบาลผมกับรัณได้แต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา มีเพียงเสียงเพลงจากเครื่องเสียงรถเปิดเบาๆไปตลอดทางจนถึงโรงพยาบาล โดยปกติผมค่อนข้างมาที่นี่บ่อยอยู่แล้วทั้งในวันเสาร์และอาทิตย์ และหากวันไหนเลิกเรียนเร็วพวกเราสามคนก็จะมาที่นี่เป็ปกติ และแล้วเราก็เดินกันมาถึงที่หน้าห้องของแม่ผม ผมยื่นมือไปค่อยๆเปิดประตูเมื่อประตูออกก็ทำให้ได้เห็นภาพภายในห้อง ภาพของผู้หญิงที่นอนหลับอยู่บนเตียงซึ่งก็คือแม่ของผมเอง แต่ภาพที่ผมคาดหวังเอาไว้ทุกๆครั้งที่เปิดประตูมันไม่ใช่แบบนี้ผมหวังว่าเมื่อผมเปิดประตูออกจะได้เห็นภาพของแม่ผมนั่งอยู่บนที่นอนหันมายิ้มให้กับผมแล้วพูดว่า “มาแล้วหรอสายฟ้า” แต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้นผมอยากได้ยินเสียงของแม่จากปากของแม่เองอีกครั้งเสียงที่ผมไม่ได้ยินมา 8 ปี ผมเดินเข้าไปในห้องบรรยากาศในห้องเงียบสงบ ผมรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ใกล้ๆกับแม่ของผม
“เดี๋ยวน้ำเอาดอกไม้ไปจัดใส่แจกันให้แล้วกันนะ” น้ำพูดพร้อมกับเดินไปหยิบดอกไม้ที่เริ่มเหี่ยวเฉาในแจกันออก
ผมนั่งลงที่เก้าอี้ที่ข้างเตียงแล้วมองไปที่แม่ ถึงแม้แม่จะหลับไปเป็เวลา 8 ปี แต่แม่ก็ไม่ได้ดูเปลี่ยนไปเลยทั้งหน้าตาที่ดูอ่อนกว่าวัย สีหน้าที่ดูมีชีวิตชีวาและกลิ่นของแม่ซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็กลิ่นจริงๆรึสิ่งที่ผมคิดขึ้นเองแต่มันเป็กลิ่นที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ผมเริ่มเล่าเื่เกี่ยวกับป่าหิมพานต์เหมือนกับทุกครั้งที่ผมมาหาแม่ เหมือนกับสมัยเด็กที่แม่เล่าให้ผมฟัง แต่มันกลับกันที่ตอนนี้ผมเป็คนเล่า แต่เื่เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ที่ผมเล่าให้แม่ฟังก็แทบจะไม่เหลือแล้ว เหมือนกับที่ผมรู้สึกได้ว่าเวลาของแม่ก็น้อยลงเหมือนกัน พอผมคิดแบบนั้นน้ำตาผมก็ไหลออกมาในขณะที่ผมกำลังเล่าเื่เกี่ยวกับหิมพานต์ให้แม่ฟัง จนเวลาผ่านไปจนเกือบเที่ยงผมก็บอกลาแม่แล้วพวกเราสามคนก็ออกจากห้องผู้ป่วยของแม่มา เมื่อออกมาจากห้อง รัณก็เดินมากอดคอผมแล้วพูดว่า
“ร้องไห้เป็ลูกแหง่เลยนะมึงอะ ปะ..เดี๋ยวกูไปส่งมึงที่มอให้ มึงจะได้ไปหาทางรักษาแม่ของมึงตามวิธีของมึงเอง”
“อืม ขอบใจว่ะ กูนึกว่าต้องหารถไปเองซะแล้ว” ผมพูดพร้อมกับยิ้มเล็กๆ
“แหม ใครจะปล่อยให้น้องสายฟ้าไปคนเดียวล่ะคะ ดูสิร้องไห้ขี้มูกโป่งใหญ่เลย“ น้ำพูดขึ้นพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ผม ผมได้แต่ยิ้มแล้วรับไว้
เมื่อพวกเรามาถึงกันที่คณะ รัณกับน้ำส่งผมเสร็จก็กลับกันทันที ผมเดินเข้าคณะเข้าไปในตึกเพื่อไปที่ห้องของอาจารศักดา แต่ยังไม่ทันไปถึงห้องของอาจารย์ผมก็เจอกับอาจารย์ระหว่างทาง
จบตอนที่ 1 “จุดเริ่มต้น”ตอนต่อไปตอนที่ 2 “ออกเดินทาง”