~ วันเปิดภาคเรียนใหม่ เข้าสู่ชีวิตมัธยมปลาย ~
“สวัสดีวันเปิดภาคเรียนนะจ๊ะทุกคน ขอต้อนรับสู่ชีวิตมัธยมปลายเป็วันแรก.....”
เสียงของคุณครูหน้าชั้นเรียนกล่าวต้อนรับเหล่านักเรียนยังคงพูดต่อไปเรื่อย ๆ แต่เสียงนั้นกลับไม่ได้เข้าหูหญิงสาวที่นั่งท้ายห้องริมประตูทางเข้าเลยแม้แต่นิด
แชยองเอาแต่จับจ้องไปทางด้านซ้ายของเธอั้แ่มาถึงห้อง โต๊ะริมหน้าต่างที่เ้าของยังคงเป็คนเดิมเ้าประจำ แต่โต๊ะนั่งด้านข้างที่ไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้นั่งมาก่อน ในวันนี้กลับมีหญิงสาวผมบลอนด์ทองหยักศก ยาวถึงกลางหลัง ผิวขาวซีด รูปร่างบาง หน้าตาน่ารักตามแบบฉบับลูกคุณหนูผู้บอบบางนั่งอยู่ และดูเหมือนเธอกำลังพยายามชวนคนข้าง ๆ คุยไม่หยุด
นั้นทำให้แชยองรู้สึกไม่พอใจกับภาพตรงที่เห็นเป็อย่างมาก จนไม่มีสมาธิในการฟังเื่ที่คุณครูหน้าชั้นกล่าวหรือเพื่อนสนิทอย่างคังซูที่นั่งด้านข้างเธอซึ่งกำลังบอกเล่าเื่ราวชีวิต่ปิดเทอมที่ผ่านมา
“เก็บอาการหน่อยก็ได้” คังซูได้แต่แซวเพื่อนเล่น ๆ เมื่อรู้ตัวว่าคนข้าง ๆ ของเธอไม่ได้ฟังสิ่งที่เธอเล่าไปเลย เอาแต่จ้องสองคนที่นั่งริมหน้าต่างราวกับอยากจะเข้าไปกระชากหัวคนที่นั่งข้าง ๆ ซองซูซะให้ได้
“อาการอะไร” แชยองหันมามองเพื่อนและยิ้มหวานให้เพื่อกลบเกลื่อนความไม่พอใจที่มีอยู่เต็มอก ก่อนจะต้องยอมจำนนเมื่อเจอกับสายตาที่รู้ทันของเพื่อนสาว
“คังซูเธอนี่มันอ่านฉันออกทุกอย่างจริง ๆ”
หญิงสาวที่พยายามจะปฏิเสธคำกล่าวหาของเพื่อนถึงกับต้องให้ความยอมรับในความสามารถของเพื่อนสนิท ไม่มีความรู้สึกไหนเลยที่เธอจะปิดบังจากสายตาของคังซูได้
“สวัสดี เจอกันอีกแล้วนะ จำฉันได้ไหม” หญิงสาวผมบลอนด์คนที่นั่งด้านข้าง ซึ่งเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง
“สวัสดี เราเคยเจอกันด้วยเหรอ” ซองซูหันกลับมาตอบด้วยความสุภาพและจ้องมองหญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ
ตัวเขาเองก็รู้สึกคุ้น ๆ หน้าเธอเช่นกัน เขาได้แต่มองและนึกอยู่สักพัก ก่อนจะต้องใเมื่อมองพ้นไหล่คนข้าง ๆ ไปกลับพบกับสายตาไม่พอใจของแชยองที่มองมาที่พวกเขา เมื่อสบตากันอีกฝ่ายกลับรีบหลบสายตาไปทันที
“เมื่อนานมาแล้วน่ะ นายคงจำไม่ได้ ฉันนาบียินดีที่ได้รู้จักนะ” เด็กสาวผมบลอนด์ยังพยายามจะชวนคนข้าง ๆ คุยต่อด้วยท่าทางเป็มิตร
“เอาล่ะเริ่มเรียนกันได้แล้ว” เสียงดังมาจากด้านหน้าห้องเพื่อเรียกสติให้กับนักเรียนทุกคนพร้อมเข้าสู่บทเรียนแรกของวัน
~ กริ๊งงงงงง ~ เสียงสัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาพักกลางวันแล้ว
“ซองซู คือ...” หญิงสาวผิวขาวซีดที่นั่งข้างซองซูพยายามจะคุยกับเขาอีกครั้ง ก่อนจะมีเสียงแทรกมาจากด้านหลังของเธอเสียก่อน
“ซองซู พอดีฉันมีเื่สำคัญจะคุยกับนาย ไปคุยกันหน่อยได้ไหม”
“มีเื่อะไร คุยตรงนี้ก็ได้นะ เธอก็รู้ว่าฉันไม่ออกไปตอนคนเยอะ”
“ก็ได้ สวัสดีนาบีใช่ไหม ฉันแชยองนะยินดีที่ได้รู้จัก ได้ยินว่าเธอเพิ่งย้ายมาอยู่ที่เกาะนี้เหรอ” แชยองตอบซองซูและหันมายิ้มทักทายคนข้าง ๆ ของซองซูตามมารยาท
“สวัสดีจ้ะแชยอง ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกันนะ พอดีมีเหตุผลส่วนตัวน่ะเลยย้ายมาอยู่ที่นี่ชั่วคราว” นาบีทักทายแชยองด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ฉันขอคุยกับซองซูแบบส่วนตัวหน่อยได้มั้ย”
“อ่อ ได้สิ งั้นฉันไปก่อนนะซองซู” นาบีตอบ ก่อนจะหันไปมองทางซองซู เธอยังมีเื่ที่ต้องคุยกับเขาเหมือนกัน แต่ก็ปฏิเสธคำขอของแชยองไม่ได้ เธอจึงลุกและเดินออกไป
“มีเื่อะไร ทำไมต้องทำหน้าตาจริงจังขนาดนั้นด้วย” ซองซูถามขึ้นเมื่อคนที่บอกว่ามีเื่จะคุยเอาแต่จ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าเหมือนไม่พอใจเขาหน่อย ๆ
โครม ~
ยังไม่ทันที่แชยองจะได้เอ่ยอะไรก็เกิดเสียงดังขึ้นด้านหลังเธอ ทั้งสองหันไปดูตามเสียงนั้นก็พบกับร่างบอบบางของนาบีที่ลงไปนอนหมดสติกับพื้นใกล้ ๆ กับเก้าอี้ที่ล้มอยู่ ทั้งคู่คนรีบที่วิ่งเข้าไปดูอาการของเธอทันที
“เฮ้ นาบีเป็อะไรไปน่ะ ตื่นสิ” แชยองพยายามเรียกให้อีกฝ่ายได้สติ ร่างบางที่ล้มไปดูซีดขาวมากกว่าปกติที่เคยเป็จนแชยองเริ่มกลัวขึ้นมาในใจ
“พาเธอไปห้องพยาบาลก่อนเถอะ” ซองซูรีบพูดพร้อมกับรูดซิปเสื้อแขนยาวขึ้นและจัดถุงมือให้ปิดร่างกายเขาให้มิดชิดเพื่อเตรียมตัวจะอุ้มคนที่หมดสติไปห้องพยาบาล
“ฉันจะไปตามครู ไปเจอกันที่นั้นก็แล้วกัน” ทั้งสองแยกกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง
‘ห้องพยาบาล’
“นาบีเป็ยังไงบ้างคะ”
“ตอนนี้นาบีได้สติแล้วจ้ะ เอ่อ...คือ มันอาจฟังดูแปลก ๆ นะ แต่ว่านาบีเขาบอกว่าเธอช่วยเขาได้ อยากจะขอให้เธอเข้าไปหาหน่อย”
“หนูเหรอคะ”
“ไม่ใช่จ้ะ หมายถึงซองซู”
“ผม?”
“ทำไมถึงต้องเป็ซองซูละคะ”
“คือนาบีเขามีอาการหัวใจอ่อนแอั้แ่เกิด ผ่าตัดไปสามครั้งแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้นเลย แต่เขาบอกครูว่าซองซูช่วยเขาได้ ขอแค่ช่วยจับมือนาบีสักห้านาทีก็พอ”
“แต่เวลานานขนาดนั้นเธอจะเป็อันตรายได้นะครับ”
“ครูเองก็เป็ห่วงเื่นั้นอยู่เหมือนกัน แต่นาบีก็ยังยืนยันเหมือนเดิม เขาบอกว่ามีเครื่องวัดการเต้นของหัวใจติดตัวอยู่ มันจะเป็ตัวแสดงผลให้เห็นว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล งั้นเธอช่วยลองจับมือนาบีสัก 1-2 นาทีดูก่อนก็ได้ แล้วดูว่ามันได้ผลรึเปล่า เธอโอเคไหมซองซู”
“ถ้าเธอมั่นใจว่ามันช่วยได้ ลองดูก็ได้ครับ”
ทั้งสามคนเดินกลับเข้าไปที่เตียงด้านในสุดของห้องพยาบาลซึ่งมีร่างขาวซีดของนาบีนอนอยู่ ซองซูก้าวไปยืนข้าง ๆ เตียง พลางถอดถุงมือออกช้า ๆ ภายในจิตใจก็ยังไม่แน่ใจในสิ่งที่กำลังจะทำต่อไปมากหนัก
“ขอบใจนะ” นาบีเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงเหมือนคนไม่มีแรง
“แน่ใจนะว่าเธอจะไม่เป็อะไร” อีกฝ่ายที่ยังไม่แน่ใจ ต้องเอ่ยปากถามซ้ำ ในใจเขาเองก็กลัวว่าไฟฟ้าในตัวจะไปทำร้ายคนที่นอนอยู่เช่นทุกครั้ง
“นายจำได้มั้ยที่โรงพยาบาล่ปีก่อน เราเคยทดลองมาแล้ว คุณหมอคงไม่ได้แจ้งผลกับนาย ตอนจับมือนายฉันไม่รับรู้ถึงกระแสไฟฟ้าเลยด้วยซ้ำ แต่หัวใจฉัน...มันรับรู้ได้ มันรู้สึกดีขึ้นทันทีหลังจากนั้นร่างกายฉันเริ่มแข็งแรงขึ้นมาก แต่ก็แค่่หนึ่งเท่านั้น” เธอบอกเล่าเื่ราวให้คนข้าง ๆ เตียงฟังด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
“เธอคือเด็กคนนั้นที่โรงพยาบาลเองสินะ” ในที่สุดเขาก็จำได้ ว่าเคยเจอคนตรงหน้าที่ไหน
ครั้งหนึ่งหมอประจำตัวเขาเคยขอให้เขาััตัวกับเด็กอีกคนที่คุณหมอดูแลเพื่อทดลองบางอย่าง แต่เขาก็ไม่เคยได้ทราบผลเลยว่าเด็กคนนั้นเป็ยังไงบ้างเพราะคุณหมอประจำตัวเขาไปย้ายไปจากเกาะแห่งนี้ไม่กี่วันหลังจากนั้น
นาบีพยักหน้าเบา ๆ ก่อนที่ ซองซูจะยื่นมือไปจับมือของคนที่นอนอยู่ เพียงไม่นานเสียงเครื่องวัดหัวใจของเธอก็ดังขึ้น หน้าจอของเครื่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่แขนของเธอแสดงตัวเลขการเต้นของหัวใจในระดับที่ปกติ
“ได้ผลจริง ๆ ด้วย” ซองซูเผลออุทานขึ้นด้วยความดีใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าไฟฟ้าจากตัวเขาจะช่วยเหลือคนอื่นได้จริง ๆ
ตอนนี้ในตัวเด็กชายมีความรู้สึกมากมายถาถมเข้ามา ทั้งดีใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นและได้รับรู้ว่าในโลกนี้ยังมีคนที่เขาสามารถััได้โดยตรงโดยไม่เป็อันตรายอะไรอยู่จริง
แต่ใจหนึ่งเขากลับรู้สึกผิดเพราะเขาไม่สามารถใช้พลังนี้ช่วยชีวิตคนที่สำคัญของเขาได้เลย
อีกมุมหนึ่งของห้องแชยองมองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ ในใจของเธอเริ่มรู้สึกเ็ปกับสิ่งที่เธอเห็นและได้ยิน เธออดคิดไม่ได้ว่าถ้านาบีเป็คนที่ถูกสร้างมาเพื่อซองซูล่ะเธอจะทำยังไง ความหวังของเธอที่เคยมีมาราวกับว่ามันกำลังจะเลือนหายไป
ถ้าสองคนนั้นอยู่ด้วยกันพวกเขาคงจะสามารถใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไปได้เหมือนกับที่ซองซูเคยหวังไว้ตลอดมา
แต่หากที่ตรงนั้นเป็เธอพวกเขาคงต้องคอยรักษาระยะห่างและคอยระวังการััตัวตลอดเวลาเหมือนกับที่เป็อยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอน แล้วถ้าเกิดในอนาคตเธอไม่สามารถหาวิธีหยุดกระแสไฟฟ้าในตัวของเขาได้ชีวิตคู่ที่มีแต่ความสุขของพวกเขามันยังจะเป็ไปได้อีกไหม คำตอบที่เด่นชัดในใจเธอตอนนี้ก็คือ
คงเป็เื่ยากมากที่พวกเราจะมีความสุขจริง ๆ กันได้ ถ้ายังเป็แบบนี้
ทำไมโชคชะตาต้องเล่นตลกกับเธอเช่นนี้ด้วย เธอหยุดความคิดที่ไร้สาระเหล่านี้ไม่ได้เลย แชยองจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องพยาบาลไปเงียบ ๆ เพื่อหามุมนั่งสงบสติอารมณ์ของตัวเอง
“ไหนว่ามีเื่จะคุย ทำไมหนีออกมาคนเดียว”
ซองซูเดินตรงเข้ามาที่แชยองซึ่งกำลังนั่งอยู่ที่ม้านั่งข้างสนามตัวที่เธอมักจะนั่งประจำ่พักกลางวัน
“นาบีเป็ยังไงบ้าง”
“อาการดีขึ้นแล้ว เธอคงใมากสินะถึงได้เดินหนีออกมาแบบนี้” ซองซูพูดพร้อมกับนั่งลงที่ม้านั่งอีกตัวใกล้ ๆ คนที่เขาเดินตามมา
“ ”
“ฉันเองก็ใเหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะจับตัวฉันได้โดยไม่โดนไฟช็อต แล้วที่น่าใกว่าคือมันยังทำให้หัวใจเธอทำงานดีขึ้นด้วย ฉันเคยคิดแต่ว่าไฟฟ้าในตัวฉันมันมีแต่จะทำให้ตัวฉันต้องสูญเสียคนรอบตัวไป ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะช่วยคนอื่นได้แบบนี้ ดูเหมือนจะมีอะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวกับมันที่ฉันยังไม่รู้”
เขาพูดพร้อมกับก้มดูมือของตัวเองโดยไม่รู้เลยว่าถูกคนข้าง ๆ ที่กอดอกแน่นปลายหางตามองด้วยความไม่พอใจอย่างหนัก
“มาอยู่ตรงนี้นี่เองพวกเราหาตั้งนาน นี่แชยองฉันโทรหาเธอตั้งหลายครั้งทำไมไม่รับสายบ้างเลย” คังซูที่เดินมาพร้อมกับจองวอนรีบบ่นเพื่อนเมื่อหาตัวเจอ
“ขอโทษที ฉันไม่ได้ยินน่ะ”
“อะนี่ พวกเรารอเธอที่โรงอาหารเธอไม่มาสักทีเลยซื้อมาให้” จองวอนยื่นแซนวิซของโปรดแชยองให้เธอ
“ขอบใจนะ กินซะนายเองก็ยังไม่ได้กินอะไรนี่” แชยองขอบใจเพื่อนที่ซื้อมาให้ ก่อนจะยันตัวลุกยืนและยัดแซนวิสใส่มือของซองซู
“แล้วเธอล่ะ ไม่กินเหรอ”
“ฉันกินมาแล้ว”
“เมื่อไหร่”
“่ที่นายหายไป”
“มันไม่ได้นานขนาดนั้นสักหน่อย อย่ามาโกหกกันนะอิมแชยอง” ซองซูเริ่มทำเสียงเข้มเมื่ออีกฝ่ายยังคงโกหกเขาไม่หยุด
“จะกินหรือยังไม่ได้กินก็ไม่ใช่เื่ของนาย ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องมายุ่ง ฉันกลับไปห้องเรียนก่อนนะทุกคน”
หญิงสาวพูดพร้อมกับหันไปมองหน้าเพื่อน ๆ ที่ยืนงงและหันหลังเดินจากไปทิ้งไว้แต่ความสงสัยให้คนที่อยู่
“นี่นายทำอะไรแชยองอีก ทำไมยัยนั่นโกรธแบบนั้น” จองวอนรีบซักไซ้เพื่อนเพื่อหาคำตอบ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เธอบอกว่ามีเื่จะคุยด้วยนี่นา ทำไมอยู่ ๆ ถึงโมโหแล้วเดินหนีไปแบบนั้น”
“แน่ใจนะว่าไม่ได้ทำอะไรผิด คิดดูดี ๆ ไหนเล่ามาซิ่พักเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ฉันจะช่วยวิเคราะห์ให้ว่ายัยนั่นโกรธเื่อะไร” คังซูที่อยากรู้ไม่แพ้จองวอนรีบถามต่อทันที
ซองซูเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดของ่พักกลางวันให้คังซูและจองวอนฟัง
“นายนี่มันซื่อบื้อกว่าที่ฉันคิดจริง ๆ แค่ฟังก็รู้แล้วเื่อะไร ยัยนั่นหึงนายไงเล่า”
“หึงฉันเนี่ยนะ ฉันยังไม่ได้แอบไปมองใครเลยด้วยซ้ำ ก็อยู่กับยัยนั่นตลอดนี่นา่พัก” คังซูและจองวอนหันหน้ามองกันทันที ทั้งสองคนได้แต่ส่ายหน้าให้กับความไม่รู้อะไรเลยของเพื่อน
ขณะที่แชยอง คังซู และจองวอน เดินออกจากห้องเรียนไปตามทางเดินเพื่อกลับบ้าน พวกเขาก็พบกับนาบีที่เหมือนจะรอใครบางคนอยู่ที่บันไดชั้น 1 เมื่อเห็นทั้ง 3 คนเดินมา ร่างบางขาวซีดก็เดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
“แชยอง ขอบใจนะเื่เมื่อกลางวัน”
“ไม่ต้องหรอกฉันไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วเธอเป็ยังไงบ้างล่ะ ดีขึ้นรึยัง ทำไมหน้าตายังดูซีด ๆ”
“อื้ม ดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจนะที่เป็ห่วง ไว้วันหลังให้ฉันขอเลี้ยงของอร่อยเธอได้ไหมถือว่าแทนคำขอบคุณ”
หญิงสาวผมบลอนด์ส่งยิ้มที่อ่อนโยนให้แชยอง ช่างเป็รอยยิ้มที่เข้ากับใบหน้าเรียวเล็กนั้นเหลือเกิน แชยองได้แต่คิดกับตัวเองว่าหากเธอเป็ผู้ชายคงยอมใจอ่อนให้กับรอยยิ้มนี้ทุกครั้งไปอย่างแน่นอน
“ได้สิ ไว้ค่อยนัดกันนะ”
“สวัสดีนาบี จองวอนนะ อยู่ห้องเดียวกัน ส่วนยัยนี่คังซู” จองวอนและคังซูโบกมือทักทายนาบี
“สวัสดีจ้ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันคงต้องไปก่อนที่บ้านมารับแล้ว เจอกันพรุ่งนี้นะทุกคน”
เพื่อนสนิททั้งสามคนได้แต่มองตามร่างบางของนาบีที่เดินไปขึ้นรถสีดำคันหรูซึ่งเข้ามาจอดเทียบหน้าอาคารเรียน
“ทีนี้เธอจะเอาอะไรไปสู้เขาล่ะแชยอง นาบีทั้งสวยน่ารัก รวย แถมยังอ่อนหวานขนาดนี้ ผู้ชายที่ไหนก็ต้องแพ้ทางผู้หญิงแบบนี้ทั้งนั้น” คังซูพูดแทงใจดำเพื่อนคนสนิทเต็ม ๆ
“ทำไมจะสู้ไม่ได้ แชยองเองก็ทั้งสวย...สวยคนละแบบกับนาบีไง นิสัยก็ดี แถมมีร่างกายที่แข็งแรงด้วย ต่อสู้เก่งด้วยปกป้องใครก็ได้” จองวอนที่พยายามปกป้องเพื่อนสาวพูดไปพร้อมกับรู้สึกเขิน ๆ กับคำที่เขาพูดออกไป ไม่ใช่เพราะแก้ต่างให้เพื่อนสาวหรอกแต่เพราะสำหรับเขาแล้วแชยองเป็แบบนั้นจริง ๆ
“นายว่าผู้ชายดี ๆ ที่ไหนเขาจะชอบผู้หญิงแบบที่นายพูดมาบ้างล่ะ” คังซูกอดอกเถียงเพื่อน
“นี่เธอว่าฉันเหรอ /นี่เธอว่าฉันเหรอ” จองวอนและแชยองถามขึ้นมาพร้อมกัน
“คิดเอาเองสิ” คังซูพูดพร้อมยักไหล่และเดินนำเพื่อนไปทันที
“เธออยากเก็บแขนข้างไหนไว้/เธออยากเก็บขาข้างไหนเลือกมาเลยโนคังซู” แชยองและจองวอนถามเพื่อนด้วยเสียงเรียบ พร้อมกับหักนิ้วขู่เพื่อน ก่อนทั้งคู่จะออกวิ่งตามคังซูที่หนีไปก่อน
“หม้ายยยยยยยยยยยยยยย~ ออกไปนะไอ้พวกโรคจิต ชอบรังแกคนอ่อนแอ~”
“จะหนีไปไหนมาให้จับซะดี ๆ ~” ทั้งสามวิ่งไล่กันออกไปตามทางเดินเสียงดังจนเด็กคนอื่น ๆ ต่างพากันหันมอง