นอกบ้าน ' ต้องสาป ' นักย่องเบาผู้เฝ้ามองทั้งสองร่างกายแข็งทื่อสติกระเจิดกระเจิงต้องยกมือขึ้นมาปิดปากเเน่น นัยน์ตาสี่ข้างสองคู่เเข่งขันกันเบิกกว้างจนน้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า จิตใจชาวาบวูบโหวงแผ่นหลังหลั่งเหงื่อเย็นเยียบหวาดกลัวในสิ่งที่ได้รู้เห็นเป็นอย่างยิ่ง
" อั่ก! เเค่ก ๆ ไป!!!!! "
ความหวาดหวั่นเข้าเกาะกุมดวงวิญญาณเจ้าเดวีเเกนที่เเขนเหลือเพียงข้างเดียว ผู้ยิ่งใหญ่อย่างมันกลับหันหลังวิ่งหนีศัตรูไม่คิดชีวิต ภายในใจอัดเเน่นไปด้วยความปวดร้าวอัปยศยิ่งนัก อาการสาหัสของตัวเองก็เต็มกลืนอยู่เเล้วยังต้องฝืนพยายามหอบเอาไอ้สุดหล่อ ' ตัวถ่วง ' อีกครึ่งที่สลบไสลไม่ได้สติอีกด้วย
ควับ
ฉัวะ!
เดวีเเกนวาดกรงเล็บส่งพลังไร้รูปร่างทำลายพันธนาการให้กับเจ้าลูกสมุนที่ดิ้นรนอยู่ข้างฝา ถึงเเม้เจ้าสมัมจะใช้ปากยาวของมันฉีกกัดเส้นเถาวัลย์ให้ขาดได้มากเท่าไหร่เเต่ด้วยพฤกษาสวรรค์ที่เป็นหนึ่งด้านพลังชีวิตเมื่อจิตวิญญาณของมันสัมผัสได้ว่าส่วนหนึ่งของร่างกายกำลังถูกทำลายมันจะรีบซ่อมเเซมตัวเองไม่รู้จบ อีกทั้งยังเข้ามารัดร่างที่ถูกจองจำให้เเน่นหนามากขึ้นกว่าเดิมราวกับเป็นกลไกป้องกันตนเองชั้นยอด
เจ้าหมานรกถูกเถาวัลย์กลืนชีพดูดวิญญาณจนพลังชีวิตเหือดหาย ร่างกายกึ่งรูปธรรมโดนกัดกร่อนเกิดควันดำกระจายออกจากตัวไม่หยุดดิ้นทุรนทุรายดั่งได้รับความทุกข์ทรมานเเสนสาหัส เมื่อมันมีโอกาศหลุดรอดย่อมวิ่งกระโจนไม่เห็นฝุ่น
" หึหึหึ จะรีบไปไหน วันนี้ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะเป็นวันครบรอบวันตายของเเก อิทธิฤทธิ์ดินเเดนพฤกษา ' คุกหนาม! ' "
สองมือเล็กน้ำเคลื่อนไหวรวดเร็วเเปลกประหลาดประสานสร้างสัญลักษณ์โบราณรูปเเบบต่าง ๆ แผ่นไม้แผ่นพื้นที่ประกอบขึ้นเป็นตัวบ้านรอบบริเวณปรากฏร่องรอยอักขระราวกับสอดรับกับสัญลักษณ์โบราณที่เขาสร้างขึ้น เเสงสีทองอร่ามภายในบ้านสาดเเสงศักดิ์สิทธิ์เเรงกล้าดั่งดวงอาทิย์ร้อนเเรง ฝาบ้านสี่มุมปรากฏประตูวิญญาณมืดมิดแผ่กลิ่นอายเก่าเเก่ลึกล้ำอีกฝากฝั่งมีเพียงความลึกลับดำมืด
สวบ!
ทันใดนั้นกรงเล็บมรกตโปร่งแสงที่ปกคลุมด้วยอักขระสีเลือดบินออกมาจากบานประตูวิญญาณทั้งสี่ทิศ ก่อนจะถักทอเป็นลูกกลมใบหนึ่งที่มีเจ้าเดวีเเกนถูกคุมขังอยู่ภายใน
โลกาพฤกษาโลหิตเเตกกิ่งผลัดใบรวดเร็วราวกับมันเติบโตอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ ภายในโลกกลมที่คุมขังปรากฏ ' ตาไม้ ' นับไม่ถ้วนเสมือนดั่งดวงตาลืมขึ้นจ้องมองเจ้าปีศาจร่างพิกลที่หันรีหันขวางขบคิดค้นหาทางออก
" ฮึ! ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครจะอยู่ใครจะไป "
ใบหน้าอัปลักษณ์ผ่าครึ่งขัดแย้งอ้าปากกว้างขบกัดหัวไหล่อีกด้านทางเจ้าเด่นที่สลบไสลไม่ได้สติ รอยกัดรูปวงรีมีเพลิงทมิฬเผาไหม้ พิษร้ายจากเพลิงมืดเเผ่ขยายลุกลามเข้ายึดพื้นที่ผิวพรรณผ่องใสอีกด้านจนไม่มีหลงเหลือ
" เตรียมตัวชำระบาปได้เเล้วไอ้ ' เทวดา ' ตกสวรรค์ "
สิ้นเสียงสวดส่งภายในโลกกลมไร้ช่องโหว่ปรากฏหนามเเหลมนับหมื่นพุ่งเเทงออกไปทุกด้านราวกับมันกำลังล่าเหยื่อ แท่งหนามตรึงร่างเจ้าเดวีเเกนค้างไว้อย่างนั้นจนโลหิตสีคล้ำไหลท่วมขังคุกพฤกษา พลังชีวิตถูกกัดกร่อนรวดเร็วราวกับกิ่งไม้เเห้ง ในช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมามันไม่เคยเสียเปรียบศัตรูเยี่ยงนี้มาก่อน
" อั่กกกกก! จิตสิงห์!!!!! "
คมแสงสีเเดงเข้มสว่างวาบบินตัดผ่านแผ่นฟ้าดำมืด เจ้าสิ่งนั้นราวกับลูกศรเเสงทะยานมาด้วยความเร็วระดับสุดยอด
" รอตั้งนาน... มาช้ายังดีกว่าไม่มานะ "
ตุบ...
เจ้านกกางเขนบ้านตัวน้อยได้สติตื่นขึ้นจากห้วงนิทราหลับไหล ดวงตาสีฟ้ากระจ่างใสที่สะลึมสะลือลืมเปิดขึ้น ในเเก้วตาสีดำสนิทปรากฏจุดตัดกากบาทสีขาวซีดหมุนวนจับจ้องเส้นเเสงสีเเดงเข้มที่บินตัดแผ่นฟ้าตาไม่กระพริบ ก่อนจะขยับขาสีดำน้อย ๆ สะกิดแผ่วเบาตรงลำต้นตะเคียนไหญ่จนใบไม้ทุกใบสั่นไหว
" นายท่านได้โปรดทนรออีกนิด "
เส้นเเสงสีเเดงเเท้จริงเเล้วเป็นอมนุษย์สายพันธุ์บรรพกาล ครึ่งมนุษย์ครึ่งปักษามีสี่ใบหน้าที่สามารถมองเห็นได้รอบทิศ ในเเต่ละใบหน้าประดับด้วยร่องรอยอารมณ์ที่เเตกต่าง
" หนอยเจ้านี่! เมื่อตะกี้คงเเค่สะกิดสินะยิ่งเเก่ยิ่งเลอะเลือนจริง ๆ ดูซิจะทนได้ซักกี่น้ำ นี่เเน่ะ นี่เเน่ะ นี่เเน่ะ "
ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ!... ตับ!!!
ในยามนี้ตะเคียนใหญ่ที่ยืนต้นทะมึนราวกับไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดกำลังสั่นเทาไม่หยุด กรงเล็บน้อย ๆ ที่บรรจงถีบกระทืบไม่มีหยุดยั้งเหมือนสร้างความเจ็บปวดให้มันอย่างแสนสาหัส เจ้ายักษ์ใหญ่ไร้ทางสู้จำต้องยอมศิโรราบยอมรับคำสั่ง มันเอนงอลำต้นกลับหลังให้ปลายยอดโค้งลงชิดพื้นก่อนเจ้านกน้อยจะถีบซ้ำอีกหนเป็นสัญญาณให้ปลดปล่อยตวัดฟาดกลับมา
วู้มมมมม!
" ใครบังอะ... "
ตูม!
" อั่กกกกกก! "
เจ้าสี่หน้าแปดดวงตาทะยานมาจากทางไหนก็เหมือนถูกส่งกลับให้ลอยละลิ่วไปยังทางนั้น ขากลับเรียกได้ว่ารวดเร็วกว่าขามาเกือบสองเท่า ร่างลูกครึ่งปักษาปีศาจปลิวกระแทกสันเขาที่ทอดติดกันส่งเสียงดังสนั่น ชั้นหินเปลือกนอกที่เเข็งเเกร่งยังกระเทาะร่วงหล่น
" ใครกันกล้าลอบกัดข้า เผยตัวออกมานะ! "
" หึหึหึ ไม่เจอกันนานนะจิตสิงห์ "
" จะ... เจ้านกเน่า! "
หลังจากที่รับรู้ว่าถูกผู้ใดลอบโจมตี ใบหน้าเรียบเฉยเผยความประหลาดใจถูกเเทนที่ด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดในอีกใบหน้าที่หมุนสับเปลี่ยนมา เจ้าปักษาสี่พักตร์สี่ปีกร่างมนุษย์บินขึ้นมาประจำบนแผ่นฟ้าเตรียมสู้ศึกอีกครั้ง พร้อมกับเเว่วเสียงร้องเรียกของ ' นายท่าน ' ที่กังวาลก้องอยู่ในดวงวิญญาณ
" จิตสิงห์... ค่ำคืนนี้คือวันตายของพวกเเกทุกคน "
" ทำได้ก็ลองดู อภินิหารกายจิตลับเเล! "
จิตสิงห์เร่งเผาผลาญเเกนโลหิตจนท่าร่างทะยานรวดเร็วกว่าเดิมราวกับจุดระเบิด เจ้าปักษาครึ่งมนุษย์เดี๋ยวชัดเจนเดี๋ยวพร่าเลือนกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับผืนนภา
ตูม!
" ฮ่า ฮ่า ฮ่า จิตสิงห์เข้ามาเลยเพื่อนยาก "
เจ้ายักษ์ใหญ่เเผ่กิ่งก้านยืดยาวบดบังตัวบ้านดั่งปราการด่านเเรกเพื่อกันคนในออกเเละกันคนนอกเข้า กิ่งก้านเเข็งเเกร่งเหนียวเเน่นทั้งยืดได้หดกลับได้ฟาดฟันไปมาเข้า ' ปะฉะดะ ' กับหนึ่งในเงาร่างของเจ้าจิตสิงห์ที่แฝงตัวกลมกลืนกับบรรยากาศรอบด้าน
เเต่เเทนที่เจ้านกเน่าจะเผยใบหน้าสุขสม ดวงตาสีฟ้าราวกับผลึกเเก้วของมันกลับเบิกค้างกลอกมองเบื้องบนด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงในสิ่งที่ได้พบเห็น เพราะในเเก้วตาสะท้อนภาพร่างแยกของเจ้าจิตสิงห์นับร้อยเเละในมือของเเต่ละร่างเเยกมีคันธนูประทับดอกศรสีเงินยวง ปลายดอกศรปรากฏเกล็ดหิมะโบยบินโอบล้อมสร้างบรรยากาศรอบข้างให้หนาวเหน็บใจสั่น ทุกดอกง้างเล็งตรงมาที่ตัวมันเป็นจุดเดียว
ฟิ้ววววว...
ในรูปถ่ายเก่าบนหิ้งพระสีเเดงที่เล็กน้ำเคยปัดฝุ่นทำความสะอาดยามที่เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เป็นวันเเรก มีใบหน้าบุรุษชราผมเกรียนไว้หนวดเคราคล้ายกับนายทหารเเต่เเววตาที่เคยดุดันมั่นคง ในยามนี้กลับสั่นระริกวูปไหวทั้งประหลาดใจเเละตื่นตระหนก
" เกิดอะไรขึ้นเเล้วนั่นมันอะไรกัน... ในลูกทรงกลมเหมือนมีใครบางคนอยู่ในด้วย นะ... นั่นมันตัวเรา! ทำไมร่างกายถึงเหลือเเค่ครึ่งเดียวเเบบนั้น นี่มันเกิดห่าอะไรกันวะ!!!!! "
ตูม... ตูม... ตูม... ตูม...
" เสียงอะไร? "
ใกลออกไปเล็กน้ำสัมผัสได้ถึงเเว่วเสียงที่ดังขึ้นเป็นจังหวะดั่งบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่ยักษ์กำลังก้าวเดิน...