ไม่ผิดแน่ มันคือสนามรบ!
กลิ่นคาวเลือดที่ถาโถมคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ในส่วนลึกของลาวาที่ถูกพลังค่ายกลเวทย์ปิดผนึกมีโครงกระดูกกองรวมกันอยู่ไม่น้อย ฝุ่นผงที่เกาะอยู่บนนั้นบ่งบอกว่ามันข้ามผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน โดยรอบเต็มไปด้วยซากปรักหักพังซึ่งบ่งบอกว่าเคยมีสงครามครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่นี่!
“ดูเหมือนว่าจะมีคนเคยเข้ามาก่อนหน้านี้นานแล้วสินะ!”
มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขาก้าวเข้าไปยังสนามรบเบื้องหน้า
ลาวาที่อยู่ด้านข้างกองกระดูกยังคงเคลื่อนไหวทำให้โดยรอบมีแสงสีแดงของความร้อนปกคลุม มีกระดูกจำนวนมากถูกหลอมละลายแต่ก็มีสิ่งของไม่น้อยที่ยังคงอยู่บนโครงกระดูกนั้นดังเดิม อย่างเช่น...แหวนคลังวัตถุ!
“ดูเหมือนว่า...พวกเราจะรวยแล้วล่ะ ก่อนตายคนพวกนี้น่าจะมีศักยภาพที่ไม่ธรรมดา!”
ข้างกายเมิ่งฝานนั้น เฉาหลันเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าตื่นเต้น ในระหว่างที่เอ่ยวาจานางก็หยิบแหวนคลังวัตถุวงหนึ่งขึ้นมา เมื่อนางเทลงไปเบื้องล่างจึงพบว่ามีเหรียญทองคำหล่นลงมาจำนวนไม่น้อย แม้ว่าเบื้องล่างจะมีอุณหภูมิสูงแต่ของเหล่านี้หาได้หลอมละลายง่ายๆ ไม่
“หืม บนตัวของคนผู้นี้มีหยกสีนิล มันคือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม!”
เฉาจื่อเอ่ยออกมาด้วยความตกตะลึง จากนั้นจึงนำเอาหยกประจำกายของโครงกระดูกที่มีขนาดเท่าฝ่ามือและมีแสงสีดำเปล่งประกายมาครอบครอง
“ไม่เลว ที่ตรงนี้ยังมีพวกโอสถอีกด้วย นึกไม่ถึงว่ามันจะยังไม่ถูกหลอมละลาย!” เฉาหลันที่อยู่ข้างกันก็เริ่มค้นหาสิ่งของเช่นกัน
เมื่อเดินตามเส้นทางการไหลของลาวาไปก็พบว่ามีโครงกระดูกอีกมากมาย บนของโครงกระดูกเหล่านั้นยังคงมีสิ่งของอยู่ไม่น้อย และนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานดีใจจนแสดงออกบนใบหน้า
แน่นอนว่าผู้ที่มีพลังจิตระดับเมิ่งฝานนั้นสามารถมองเห็นได้ว่ามีของล้ำค่าอยู่จำนวนไม่น้อย ขอเพียงได้ของเหล่านี้มาครอบครองย่อมต้องกลายเป็นมหาเศรษฐี เมิ่งฝานคลี่ยิ้มแล้วเริ่มทำการค้นหาสิ่งของด้วยเช่นกัน
ทว่าสำหรับเมิ่งฝานในยามนี้หาได้สนใจเหรียญทองคำเท่าใดนัก เพราะที่สำคัญไปกว่านั้นคือของล้ำค่ามากมาย และเวลานี้เด็กหนุ่มก็ตามหาสิ่งของล้ำค่าทั้งยังมีความเร็วที่สูงกว่าสตรีงามทั้งสองเพราะมีพลังจิตคอยช่วยเหลือ แต่เขาก็ไม่ได้เก็บครอบครองไว้ทั้งหมด กลับเหลือไว้ให้ทั้งสองคนอีกไม่น้อย
หลังจากที่เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูปเมิ่งฝานก็ได้รับของล้ำค่ามาไม่น้อย เมื่อลองคำนวณอยู่ในใจเขาก็พบว่าสิ่งที่ได้รับจากที่นี่มีมูลค่านับแสนเหรียญทองคำเลยก็ว่าได้ ดูท่าเขาคงจะใช้มันในการจับจ่ายได้สักระยะเลยทีเดียว!
เมิ่งฝานครุ่นคิดแล้วยิ้มกริ่ม แต่ในวินาทีต่อมานัยน์ตาของเขาก็วาวโรจน์เพราะสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นแห่งพลังบางอย่าง เขามีพลังจิตในขั้นจิตทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะหนึ่งร้อยเมตรรอบกายไม่อาจรอดพ้นสายตาไปได้ ยิ่งเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ล้ำค่าเท่าใดก็ยิ่งสะดุดตามากเท่านั้น
เขาเดินออกไปอีกหลายก้าวก่อนจะพบว่าไม่ไกลนักมีหลุมขนาดใหญ่ ในหลุมนั้นมีโครงกระดูกตั้งตระหง่านอยู่แต่ร่างกายได้ขาดครึ่งไปเสียแล้ว ทว่ากลับมีแสงสีทองเปล่งประกายออกมาโดยรอบ
เมิ่งฝานขุดดินเบื้องล่างออกไปก่อนจะพบว่าสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตานั้นคือทวนสั้นสีทองคู่หนึ่ง เขาไม่รู้ว่ามันอยู่ที่นี่มานานเท่าใด แต่จากสัญชาตญาณก็รับรู้ได้ว่าต้องเป็นของที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่!
เมื่อคว้ามาไว้ในมือเมิ่งฝานพลันกัดฟันแน่น เขานึกไม่ถึงเลยว่ามันจะมีน้ำหนักมากถึงเพียงนี้ แม้ว่าในยามนี้เขาจะมีพละกำลังที่คล้ายดั่งสัตว์อสูรทั้งยังแบกเกราะที่มีน้ำหนักกว่าหนึ่งแสนจินเอาไว้บนร่างก็ยังรู้สึกว่าต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาลในการขยับวัตถุเบื้องหน้า!
ให้ตายเถอะ!
เมิ่งฝานกัดฟันแน่นก่อนพลังจิตจะถาโถมไปยังทวนสั้นที่เบื้องหน้า เพราะหากเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่งก็อาจจะมีความทรงจำของผู้ที่เป็นนายคนเก่าแฝงอยู่ภายใน แล้วเพียงชั่วพริบตาสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาในหัวของเมิ่งฝานก็คือภาพเหตุการณ์มากมาย ซึ่งมันก็คือภาพสงครามที่เคยเกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้นั่นเอง
ผู้คนมากมายรบราฆ่าฟัน ทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ว่ามีของล้ำค่าอยู่ในส่วนลึกของภูเขาไฟแห่งนี้ แต่ก็น่าเสียดายที่ทั้งสองฝ่ายมีพลังใกล้เคียงกัน ฉะนั้นเมื่อต่อสู้กันจึงกลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างสะบักสะบอมไม่เป็นท่าและล้มตายอยู่ที่นี่ทั้งหมด
และเจ้าของทวนสั้นคู่นี้ก็คือหนึ่งในจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งของฝ่ายหนึ่งในสงครามนี้ ภาพที่ปรากฏคือเขาถือทวนสั้นเอาไว้ในมือพร้อมทั้งมีพลังปราณนมากมายดุจดั่งสายธารถาโถมออกมาจากร่างกายแล้วทำลายทุกสรรพสิ่ง! ในวินาทีต่อมาสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไป เพราะมีเสียงอันแก่ชราดังออกมาจากทวนสั้นคู่นั้น
“อันทวนสงครามของข้า มากด้วยอานุภาพแห่งความแข็งแกร่ง ทวนหยินหยางคู่นี้คือศัสตราวุธแห่งการทำสงครามระดับห้าของฟ้าดิน มีความคมไร้เทียมทาน ทั้งยังดูดกลืนพลังแห่งหยินหยางเอาไว้ภายใน การบ่มเพาะคือต้องผสานพลังแห่งหยินหยาง อานุภาพยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน ผู้พบพานในภายหน้าอย่าได้ประมาทมัน...”
ทวนหยินหยาง!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงเมื่อมองไปยังทวนหยิงหยางในมือ นัยน์ตาของเขาพลันฉายแววดีใจซึ่งยากที่จะปิดบังออกมา วัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าถือเป็นศัสตราวุธที่แข็งแกร่งที่สุดที่พบเห็นได้ในปัจจุบัน ซึ่งมันมีมูลค่าหลายแสนเหรียญทองคำ หรือต่อให้เสนอราคาสูงเพียงใดก็ยังไม่มีขาย!
ถึงขั้นที่พรรควรยุทธ์หลายแห่งยกย่องวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าเป็นของล้ำค่าประจำพรรควรยุทธ์ อีกอย่างมันก็เป็นสิ่งที่พัฒนาตนเองด้วยการดูดกลืนพลังแห่งหยินหยางอีกด้วย!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม “สิ่งใดคือกลิ่นอายแห่งหยินหยางหรือขอรับ?”
“มันคือพลังธาตุแห่งฟ้าดิน”
รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเรียบ “โลกแห่งนี้มีมากมายหลากหลายมรรคา ซึ่งธาตุทั้งห้าและหยินหยางต่างก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นพลังปราณธาตุทั้งสิ้น แต่เจ้าก็อย่าได้ใจร้อนไป คัมภีร์ทวนเทพที่เจ้าฝึกฝนนั้นสามารถกลืนกินได้ทุกสิ่ง อิงตามหลักการแล้วต่อให้อยู่ในระดับต้นก็ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง”
อิงตามหลักการ!
มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย รั่วสุ่ยอีบอกกับเขามาโดยตลอดว่าคัมภีร์ทวนเทพนั้นแข็งแกร่งอย่างไร แต่มาถึงยามนี้แล้วเขาก็หาได้มองเห็นความแข็งแกร่งนั้นไม่ ถึงขั้นที่แม้แต่วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูงมันก็ยังไม่อาจเทียบได้เลยด้วยซ้ำ ในเวลาต่อมาพลันมีเสียงอันราบเรียบดังขึ้นในอากาศ
“ของในมือสหายนั้นเป็นของดีหรือไม่!”
นี่เป็นเสียงที่คุ้นเคยเพราะเป็นเสียงของหงเทียน! ในขณะเดียวกันคนของตระกูลหงก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังพร้อมทั้งมองไปโดยรอบด้วยนัยน์ตาแห่งความโลภ
นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะมาถึงที่นี่ด้วย!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกและมีนัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น
“เจ้าคิดจะทำอันใด หงเทียน!” เฉาหลันและเฉาจื่อต่างก็เดินมายังจุดที่เมิ่งฝานอยู่ด้วยแววตาระแวดระวัง
หงเทียนคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองทวนหยินหยางในมือของเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงดัง “ก็เปล่า เพียงแต่คิดว่าทวนคู่ในมือของสหายเมิ่งนั้นไม่เลว ก็เลยอยากจะเอามาดูเสียหน่อย!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้ม เกรงว่าหากตนมอบมันให้หงเทียนก็คงจะไม่ได้กลับมาครอบครองอีกต่อไปแล้ว
ไม่นานเมิ่งฝานจึงเอ่ยด้วยสีหน้าอันราบเรียบ “ไม่มีอันใดน่าดูหรอก หรือต่อให้เจ้าอยากดูก็ต้องไปหาอย่างอื่นเอาเอง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหงเทียนก็ชะงักงันไปทันใด ความร้ายกาจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “เมิ่งฝาน เจ้าช่างมีฝีมือดีเสียจริงถึงได้เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ได้รวดเร็วปานนี้ หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อมอบเข็มรวมจิตให้ ข้าก็คงจะยังไม่อาจเข้ามาได้ แต่เจ้าก็อย่าเพิ่งได้ใจไปเมิ่งฝาน วันนี้คนของตระกูลหงเดินทางมากับข้ามากมาย หากไม่ส่งของที่อยู่ในมือนั้นมาให้ข้าละก็ หึหึ!”
เข็มรวมจิต?
ดวงตาของเมิ่งฝานฉายแววเยือกเย็นออกมา ขณะเดียวกันเขาก็เห็นว่ามีคนจำนวนหนึ่งเข้ามาล้อมตนเองเอาไว้ บรรดาคนของตระกูลหงที่ดุดันดั่งพยัคฆ์พลันปล่อยพลังปราณออกมาจากร่างกาย การล้อมโจมตีเช่นนี้ทำให้บรรยากาศโดยรอบเคร่งเครียดขึ้นในทันใด
สีหน้าของเฉาหลันเปลี่ยนไป จากนั้นจึงเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ “หงเทียน เจ้าอย่าได้ทำให้มันเกินไปนัก เมิ่งฝานเป็นแขกตระกูลเฉาของข้า!”
“หึหึ ข้าจะไปขออภัยถึงตระกูลเฉาด้วยตนเอง แต่เขาจะต้องยกของสิ่งนั้นให้แก่ข้า มิฉะนั้นละก็....”
หงเทียนหัวเราะอย่างเยือกเย็น แววตาที่มองเมิ่งฝานนั้นอัดแน่นไปด้วยความโลภ เขาปิดล้อมที่นี่เอาไว้และไม่ยอมปล่อยให้ของล้ำค่าตกอยู่ในมือของเมิ่งฝานเพราะตนเองมาช้า
กลิ่นอายพลังแข็งแกร่งของศัสตราวุธระดับห้านั้นยิ่งใหญ่อย่างไม่อาจปิดบัง ฉะนั้นแล้วหงเทียนจึงอยากได้มันไปครอบครอง
น้ำเสียงอันเยือกเย็นดังก้องไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าวันนี้คงต้องไม่จบลงด้วยดีเป็นแน่!
แม้ว่าพลังปราณอันน่าสะพรึงจะแผ่ซ่านเข้าหา แต่สีหน้าของเมิ่งฝานก็ไม่ได้เปลี่ยนไป ในทางกลับกันก็มีรอยยิ้มอันราบเรียบปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า แล้วเอ่ยเสียงเบา “ในเมื่อจะทำเช่นนี้ตั้งแต่แรกแล้วเหตุใดต้องทำทีว่าเป็นผู้ดีกันเล่า! ในเมื่อถึงอย่างไรเจ้าก็จะทำตัวหน้าตัวเมียเช่นนี้อยู่แล้ว จะเอาแต่ทำทีว่าตนเองเป็นสุภาพบุรุษไปเพื่อสิ่งใดกัน? ถึงอย่างไรแล้วสุดท้ายก็ต้องมาวัดกันที่พลังอยู่ดี”
นี่เป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับทำให้ใบหน้าของหงเทียนกระตุกไปเล็กน้อย สีหน้าของเขาดำทะมึนด้วยความเดือดดาลอย่างที่สุด ก่อนจะเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ “เจ้าหนู ปากของเจ้ามันช่างร้ายกาจเสียจริง ทุกคนบุกเข้าไปจัดการเขาเสีย!”
เมื่อหงเทียนตะโกนบอกเสียงดังพลันมีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นรอบกายของเมิ่งฝาน
คนของตระกูลหงที่อยู่รอบกายเขาต่างก็เริ่มลงมือ ถึงอย่างไรแล้วเมื่อได้เข้ามาพวกเขาก็พบว่าที่นี่คือสนามรบ ฉะนั้นจะต้องมีของล้ำค่าอยู่มากมายเป็นแน่ ทว่ากลับถูกเมิ่งฝานชิงตัดหน้าเอามันไปครอบครองเสียก่อน
ฉะนั้นแล้วหากจัดการเมิ่งฝานไปแล้วต่อให้ได้เพียงทวนหยินหยางมาครอบครองพวกเขาก็ยังนับว่าได้รางวัล ดังนั้นตระกูลหงจึงทุ่มทุนใช้กำลังคน ในจำนวนนั้นมีจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับห้าอยู่ไม่น้อย เพียงชั่วพริบตาที่หงเทียนออกคำสั่งจึงเกิดการโจมตีเมิ่งฝานจากทั่วสารทิศ
พลังปราณถาโถม จิตสังหารแผ่ซ่าน!
แม้ต้องเผชิญหน้ากับผู้คนจำนวนมากที่พุ่งเข้ามาโจมตีตนเองแต่เมิ่งฝานก็หาได้มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันเขาพลันตวาดออกไปเสียงดัง
หย่า!~~
เสียงตวาดเพียงคำเดียวก้องกังวานไปทั่วบริเวณและแฝงไปด้วยพลังจิตอันแข็งแกร่ง พลังจิตมากมายถาโถมออกจากสมุทรจิตของเมิ่งฝาน แล้วพุ่งเข้าหัวคนของตระกูลหงที่เข้ามาหาตน
พลังจิตแผ่ซ่านไปในอากาศ นัยน์ตาของเมิ่งฝานนั้นอัดแน่นไปด้วยความมั่นใจ
อ๊าก!!
เพียงชั่วพริบตาคนของตระกูลหงที่ถาโถมเข้ามาต่างก็ร้องออกมาด้วยเสียงอันน่าเวทนา ก่อนจะล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว หากไม่ใช่เพราะมีพลังจิตในขั้นวิญญาณก็คงไม่อาจรับมือการโจมตีที่ราวกับว่ากำลังจะทำให้สมองของพวกเขาหยุดการทำงานเช่นนี้ได้
เพียงคำรามแต่กลับทำลายการโจมตีของผู้คนมากมายได้ ฉะนั้นแล้วจึงนับว่าน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง!
พลังจิตขั้นจิต!
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของหงเทียนก็เปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าข่าวสารที่ได้รับนั้นหาใช่เรื่องเท็จไม่ ศักยภาพของเมิ่งฝานนั้นไม่อาจวัดได้จากอายุ ส่วนเวลานี้เมิ่งฝานที่ยืนอยู่กับที่ก็เดินออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ซึ่งนั่นก็ทำให้บรรดาคนของตระกูลหงต่างก็ถอยหลังและมองเมิ่งฝานด้วยความหวาดกลัว
การโจมตีด้วยพลังจิตนั้นครอบคลุมไปทั่วบริเวณและไม่อาจป้องกันได้ ฉะนั้นแล้วร่างของพวกเขาหลายคนจึงสั่นเทา
“หึ ไสหัวไปให้หมด เห็นทีข้าคงจะต้องลงมือเองแล้วสินะ!”
หงเทียนตวาดด้วยเสียงอันร้ายกาจ การที่เขาเป็นจอมยุทธขั้นเกลาวิญญาณระดับสี่จึงทำให้พลังจิตแข็งแกร่งดุจดั่งหินผา ฉะนั้นจึงไม่ได้เกรงกลัวต่อโจมตีของเมิ่งฝาน
หงเทียนก้าวออกไปเบื้องหน้าพลางปล่อยพลังปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่าน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “เมิ่งฝาน ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง เจ้าต้องการศัสตราวุธ...หรือชีวิตตนเอง!”
เกลาวิญญาณระดับสี่!
คำขู่ของจอมยุทธ์ในขั้นนี้ลอยตามลมมาเข้าหูของเมิ่งฝาน ทว่าเขากลับตอบไปเพียงคำเดียวเท่านั้น
“ไสหัวไป!”