หลี่หยางก้าวเท้าเข้าไปเป็นกลุ่มแรกพร้อมศิษย์ของตระกูลหลี่อีกหลายคน แสงเย็นวาบผ่านร่างของเขาเมื่อเท้าแตะผ่านขอบเขตแดนลับ
ทันทีที่เข้ามาด้านใน—
ภูมิประเทศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เบื้องหน้าคือ ป่าโปร่งกึ่งน้ำแข็ง ที่ทอดตัวกว้าง มีละอองไอเย็นลอยอยู่ทั่วไป
ภูเขาแหลมไกลสุดสายตาตั้งตระหง่านล้อมแดนลับไว้ราวกำแพงธรรมชาติ เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังก้องแว่ว ๆ จากเบื้องลึก
“อากาศที่นี่… หนาวเย็นกว่าโลกภายนอกนับเท่าตัว”
หลี่หยางพึมพำเบา ๆ พร้อมเรียกจิ้งจอกเงาจันทร์ออกมา
เงาร่างสีเงินดำกระโจนออกมาข้างกายเขา ดวงตาสีครามของมันฉายแววระแวดระวังโดยสัญชาตญาณ
“จงระวังสิ่งรอบตัว—ที่นี่เต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจหยั่งรู้”
หลี่หยางเตือน ขณะมองแผนที่เวทย์บนแผ่นหยกในมือ
หลี่หยางหยุดฝีเท้าเมื่อเข้าสู่แนวป่าที่เย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยไอหมอกสีเงินปกคลุม ดวงตาเขาสาดประกายมุ่งมั่น ขณะพึมพำกับตนเองเบา ๆ
“ในแดนลับนี้…ข้าหวังว่าจะมี วิหคเงาทมิฬ อยู่ที่ไหนสักแห่ง…”
“มันคือกุญแจสุดท้าย… วัตถุดิบชิ้นสุดท้ายที่จิ้งจอกเงาจันทร์ต้องใช้เพื่อวิวัฒนาการ…”
เขายกมือขึ้นลูบหัวจิ้งจอกเงาจันทร์ที่เดินเคียงข้าง มันเงยหน้าขึ้นส่งเสียงเบา ๆ ราวรับรู้สิ่งที่เจ้านายกำลังมุ่งหวัง
“ตามคำบอกเล่าของท่านปู่ วิหคเงาทมิฬมักอาศัยอยู่ใกล้พื้นที่มี ‘พลังทมิฬ’ สะสมหนาแน่น
…ถ้าข้าเดาไม่ผิด มันน่าจะอยู่ไม่ไกลจาก สระทมิฬ ที่ใจกลางของแดนลับ…”
เขาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระวัง ก่อนจะหยิบแผ่นหยกนำทางออกมา จุดเรืองแสงเล็ก ๆ กะพริบอยู่ที่ใจกลางของแผนที่เวทย์
“ข้าต้องรีบไปก่อนที่ผู้อื่นจะพบมัน…”
“ถ้าครอบครองขนนกแห่งวิหคเงาทมิฬได้ จิ้งจอกของข้าจะเข้าสู่ขั้นวิวัฒนาการในที่สุด!”
แสงตาเขาหนักแน่น พร้อมกับร่างที่พุ่งทะยานออกไปสู่เส้นทางตะวันตก ท่ามกลางหมอกหนา สู่ใจกลางป่าแห่งเงามืด…
หลี่หยางเดินลึกเข้าไปในป่าโปร่งภายในแดนลับสระทมิฬ ลมหายใจค่อยๆ หนักขึ้นจากการที่พลังวิญญาณรอบตัวเริ่มแปรปรวน เขากำลังตั้งใจมองหาเบาะแสของวิหคเงาทมิฬ ทว่าสิ่งที่พบกลับไม่ใช่เป้าหมาย
เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังสนั่น พร้อมเสียงร้องเบาๆ ที่แฝงด้วยความหวาดหวั่น ทำให้เขารีบกระโจนขึ้นยอดไม้ แล้วมองลงไปด้านล่างทันที
เบื้องหน้า — หลี่เซียน หญิงสาวที่กำลังถูกรุมล้อมด้วย สัตว์อสูรระดับนักรบขั้น 7 ถึงหกตัว! ทั้งอสรพิษเงา หมาป่าหิน และนกเพลิงขนาดย่อมหมุนเวียนเข้าโจมตีอย่างไร้ช่องว่าง นางแม้จะป้องกันได้หลายกระบวนท่า แต่ก็บาดเจ็บหลายแห่งจนเลือดไหลอาบแขนซ้าย
“บัดซบ… ถ้าช้าอีกนิด ข้าคงได้กลายเป็นอาหารสัตว์แล้ว…”
นางกัดฟันเอ่ย พลางฝืนสั่งการให้บุปผาน้ำแข็งหกแฉก ระดับนักรบขั้น 6และเต่ามรกตวารีระดับนักรบขั้น5 ต้านไว้
หลี่หยางสีหน้าเย็นลง เขาสะบัดมือทันที
“จิ้งจอกเงาจันทร์ เข้าไป!”
“แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์—จงปรากฏ!”
จิ้งจอกเงาจันทร์เงาทมิฬ พุ่งออกจากเงาด้านข้างราวสายน้ำกลางรัตติกาล ปรากฏร่างขนดำปลาบ ดวงตาสีเงินวาววับ ม้วนตัวหลบกรงเล็บอสรพิษ ก่อนตะปบเข้าใส่กลางอกมันด้วยเงาพิษแทงทะลุ
พร้อมกันนั้น วงแหวนวิญญาณใต้เท้าหลี่หยางเรืองแสงม่วงแดง
ฟุ่บ!
ร่างสูงใหญ่ของ แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ ผุดขึ้นจากเงาดิน หนามพิษและเถาวัลย์สีม่วงดำแผ่ขยายออกทุกทิศทาง ปะทะกับหมาป่าหินจนตัวมันลอยกระเด็นไปชนโขดหินแตกเป็นเสี่ยง
“เจ้า…”
หลี่เซียนเอ่ยเสียงสั่น ขณะมองภาพเบื้องหน้าอย่างเหลือเชื่อ
“หยุดพูดมาก — ถ้ายังอยากรอด ก็รวมพลังกับข้า!”
หลี่หยางกล่าวสั้น ๆ พลางยื่นมือข้างหนึ่งให้เธอ สายตาแน่วแน่ไม่หวั่นไหว
แสงแห่งพิษและเงาสีดำไหลวนในลานต่อสู้ พร้อมสองผู้สืบสายตระกูลหลี่ที่ยืนเคียงข้างกัน สะบัดพลังซัดสัตว์อสูรออกจากเส้นทางของพวกเขาอย่างไม่ไว้หน้า!
หลี่หยางกล่าวเสียงเย็นขณะฟาดฝ่ามือใส่นกเพลิงที่โฉบลงมาจากด้านบน
“ต่อสู้ให้ดี… อย่าวอกแวก!”
“แม้เจ้าพวกนี้จะอยู่ในระดับ นักรบขั้น 7 แต่ชนชั้นของมันก็ยังต่ำต้อย… อย่าได้กลัว”
“นี่ถือเป็นการฝึกที่ดีสำหรับเจ้า!”
คำพูดของเขาทำให้หลี่เซียนชะงักไปชั่วครู่ ราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากความหวาดกลัวในสนามรบ นางกัดฟันแน่นก่อนจะพยักหน้า มือหนึ่งกระชับอาวุธ อีกมือประสานมุดตัวหลบแล้วสวนกลับด้วยกระบวนท่าพลิกอากาศ กงล้อสายลมหมุนวนต้านการโจมตีของอสรพิษเงา
บุปผาน้ำแข็งหกแฉก ใช้น้ำแข็งตรึงร่างคู่ต่อสู้ของมันไว้ ในขณะที่เต่ามรกตวารีส่งคลื่นน้ำคอยช่วยเหลือ
ขณะเดียวกัน แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ปักรากลงบนพื้น หนามแหลมระเบิดออกเป็นแนววงกว้าง เสียงกรีดร้องของหมาป่าหินที่ถูกทะลวงร่างดังลั่นไปทั่วลาน
“หึ…”
หลี่หยางเหลือบมองด้านข้างที่จิ้งจอกเงาทมิฬกำลังฉีกทึ้งศัตรูด้วยการโจมตีที่เฉียบคม
“วิหคเงาทมิฬ… ถ้าเสียงต่อสู้นี้ดังพออาจจะดึงดูดมันได้ มันต้องปรากฏตัวแน่!”
สนามรบพลันเปลี่ยนเป็นเวทีฝึก ฝีมือของหลี่หยาง ละหลี่เซียนสง่างามแม่นยำ ควบคุมอสูรคู่ใจได้อย่างไร้ที่ติ เสียงระเบิด พิษลอยคลุ้ง น้ำแข็ง และแสงเงาไหลราวสายน้ำแห่งความตาย
หลังการต่อสู้ยุติลง เศษซากของสัตว์อสูรกระจัดกระจายทั่วพื้นที่ กลิ่นคาวเลือดเจือปนกลิ่นพิษยังคลุ้งอยู่ในอากาศหลี่หยางให้แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ จัดการศพเหหล่านี้ตามใจชอบ หลี่เซียนหอบหายใจแรงเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้หลี่หยาง
“ขอบคุณเจ้ามาก… ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าคง…”
น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย แม้จะพยายามแสดงความเข้มแข็ง
หลี่หยางหันมามอง สีหน้าเรียบเฉยแต่นัยน์ตาสะท้อนแววอบอุ่นแวบหนึ่ง
“ไม่ต้องมากพิธี ต่อจากนี้จงระวังให้มากกว่านี้”
“ในแดนลับ หากพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เจ้าอาจไม่มีโอกาสได้ขอบคุณใครอีก”
หลี่เซียนพยักหน้ารับ เงยหน้ามองเขาพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ แฝงความเคารพ
“เข้าใจแล้ว… ข้าจะระวังให้มากกว่านี้”
ใต้เงาไม้หนาทึบของแดนลับสระทมิฬ หลี่หยางและหลี่เซียนนั่งพักหอบหายใจบนก้อนหินใหญ่ ใกล้ๆ กัน แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์กำลังแผ่กลิ่นพิษจาง ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่มันค่อย ๆ ดูดซับพลังชีวิตจากซากสัตว์อสูรเบื้องหน้า เถาวัลย์สีม่วงคลุมด้วยละอองพิษโบกไหวเบา ๆ ราวกับเต้นระบำในสายลม
หลี่เซียนมองภาพนั้นด้วยสายตาประหลาดใจ
“สัตว์อสูรของเจ้าช่างแปลกนัก… มันดูราวกับมีชีวิตเป็นของตัวเอง…”
หลี่หยางพยักหน้าช้า ๆ สายตายังจับจ้องการดูดซับของแม่ทัพบุปผา
“มันคือสิ่งที่ข้าเลี้ยงดูมาด้วยมือของข้า… มันไม่ใช่เพียงพลังต่อสู้ แต่เป็นเพื่อนของข้า”
นางพยักหน้าเบา ๆ มือแนบอก ราวกับกำลังนึกถึงสัตว์อสูรของตนเอง
“ข้าจะต้องฝึกมันให้แข็งแกร่งเช่นกัน…”
หลี่หยางเหลือบมองหลี่เซียนที่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ไม่ไกลนัก แววตาเขานิ่งลึกขึ้นเล็กน้อย พลางพึมพำในใจเบา ๆ
“นางเคยเตือนข้าเรื่องหลี่เฉินฟิง ทั้งที่แทบไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง… ตอนนี้ ข้าควรตอบแทนบ้างแล้ว”
เขาหลุบตาลง มือขวาแนบพื้นเงียบ ๆ พลังแฝงจิตหยั่งรู้ไหลเวียนออกมาเบาบาง ราวกับสายหมอกต้องแสงจันทร์ สัมผัสถึงคลื่นพลังวิญญาณรอบกายหลี่เซียนและสัตว์อสูรของนางอย่างละเอียด
“เต่ามรกตวารี… ธาตุน้ำแท้ มีเปลือกแข็งเป็นพิเศษ เหมาะกับสายรับมือศัตรูโดยธรรมชาติ มีเค้าของสัตว์อสูรระดับเจ้าอสูร ‘เต่ามหาสมุทรเขียวคราม’ ซ่อนอยู่…”
เขาเหลือบไปอีกด้านหนึ่ง
“ส่วน… บุปผาน้ำแข็งหกแฉก… ธาตุน้ำแข็งบริสุทธิ์ พลังกล้าแข็งแต่ยังควบคุมได้ไม่เต็มที่ ทว่าหากชี้นำอย่างเหมาะสม อาจวิวัฒน์เป็น ‘ราชินีบุปผาหิมะ’ ที่ครองทั้งการโจมตีและสะกดข่มได้ในอนาคต…”
หลี่หยางหลับตาครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนลืมตาขึ้นด้วยความแน่วแน่