เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 49 แดนลับสระทมิฬ

    หลี่หยางก้าวเท้าเข้าไปเป็นกลุ่มแรกพร้อมศิษย์ของตระกูลหลี่อีกหลายคน แสงเย็นวาบผ่านร่างของเขาเมื่อเท้าแตะผ่านขอบเขตแดนลับ

     

    ทันทีที่เข้ามาด้านใน—

     

    ภูมิประเทศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

     

    เบื้องหน้าคือ ป่าโปร่งกึ่งน้ำแข็ง ที่ทอดตัวกว้าง มีละอองไอเย็นลอยอยู่ทั่วไป

    ภูเขาแหลมไกลสุดสายตาตั้งตระหง่านล้อมแดนลับไว้ราวกำแพงธรรมชาติ เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังก้องแว่ว ๆ จากเบื้องลึก

     

    “อากาศที่นี่… หนาวเย็นกว่าโลกภายนอกนับเท่าตัว”

    หลี่หยางพึมพำเบา ๆ พร้อมเรียกจิ้งจอกเงาจันทร์ออกมา

     

    เงาร่างสีเงินดำกระโจนออกมาข้างกายเขา ดวงตาสีครามของมันฉายแววระแวดระวังโดยสัญชาตญาณ

     

    “จงระวังสิ่งรอบตัว—ที่นี่เต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจหยั่งรู้”

    หลี่หยางเตือน ขณะมองแผนที่เวทย์บนแผ่นหยกในมือ

    หลี่หยางหยุดฝีเท้าเมื่อเข้าสู่แนวป่าที่เย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยไอหมอกสีเงินปกคลุม ดวงตาเขาสาดประกายมุ่งมั่น ขณะพึมพำกับตนเองเบา ๆ

     

    “ในแดนลับนี้…ข้าหวังว่าจะมี วิหคเงาทมิฬ อยู่ที่ไหนสักแห่ง…”

    “มันคือกุญแจสุดท้าย… วัตถุดิบชิ้นสุดท้ายที่จิ้งจอกเงาจันทร์ต้องใช้เพื่อวิวัฒนาการ…”

     

    เขายกมือขึ้นลูบหัวจิ้งจอกเงาจันทร์ที่เดินเคียงข้าง มันเงยหน้าขึ้นส่งเสียงเบา ๆ ราวรับรู้สิ่งที่เจ้านายกำลังมุ่งหวัง

     

    “ตามคำบอกเล่าของท่านปู่ วิหคเงาทมิฬมักอาศัยอยู่ใกล้พื้นที่มี ‘พลังทมิฬ’ สะสมหนาแน่น

    …ถ้าข้าเดาไม่ผิด มันน่าจะอยู่ไม่ไกลจาก สระทมิฬ ที่ใจกลางของแดนลับ…”

     

    เขาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระวัง ก่อนจะหยิบแผ่นหยกนำทางออกมา จุดเรืองแสงเล็ก ๆ กะพริบอยู่ที่ใจกลางของแผนที่เวทย์

     

    “ข้าต้องรีบไปก่อนที่ผู้อื่นจะพบมัน…”

    “ถ้าครอบครองขนนกแห่งวิหคเงาทมิฬได้ จิ้งจอกของข้าจะเข้าสู่ขั้นวิวัฒนาการในที่สุด!”

     

    แสงตาเขาหนักแน่น พร้อมกับร่างที่พุ่งทะยานออกไปสู่เส้นทางตะวันตก ท่ามกลางหมอกหนา สู่ใจกลางป่าแห่งเงามืด…

     

    หลี่หยางเดินลึกเข้าไปในป่าโปร่งภายในแดนลับสระทมิฬ ลมหายใจค่อยๆ หนักขึ้นจากการที่พลังวิญญาณรอบตัวเริ่มแปรปรวน เขากำลังตั้งใจมองหาเบาะแสของวิหคเงาทมิฬ ทว่าสิ่งที่พบกลับไม่ใช่เป้าหมาย

     

    เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังสนั่น พร้อมเสียงร้องเบาๆ ที่แฝงด้วยความหวาดหวั่น ทำให้เขารีบกระโจนขึ้นยอดไม้ แล้วมองลงไปด้านล่างทันที

     

    เบื้องหน้า — หลี่เซียน หญิงสาวที่กำลังถูกรุมล้อมด้วย สัตว์อสูรระดับนักรบขั้น 7 ถึงหกตัว! ทั้งอสรพิษเงา หมาป่าหิน และนกเพลิงขนาดย่อมหมุนเวียนเข้าโจมตีอย่างไร้ช่องว่าง นางแม้จะป้องกันได้หลายกระบวนท่า แต่ก็บาดเจ็บหลายแห่งจนเลือดไหลอาบแขนซ้าย

     

    “บัดซบ… ถ้าช้าอีกนิด ข้าคงได้กลายเป็นอาหารสัตว์แล้ว…”

    นางกัดฟันเอ่ย พลางฝืนสั่งการให้บุปผาน้ำแข็งหกแฉก ระดับนักรบขั้น 6และเต่ามรกตวารีระดับนักรบขั้น5 ต้านไว้

     

    หลี่หยางสีหน้าเย็นลง เขาสะบัดมือทันที

     

    “จิ้งจอกเงาจันทร์ เข้าไป!”

    “แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์—จงปรากฏ!”

     

    จิ้งจอกเงาจันทร์เงาทมิฬ พุ่งออกจากเงาด้านข้างราวสายน้ำกลางรัตติกาล ปรากฏร่างขนดำปลาบ ดวงตาสีเงินวาววับ ม้วนตัวหลบกรงเล็บอสรพิษ ก่อนตะปบเข้าใส่กลางอกมันด้วยเงาพิษแทงทะลุ

     

    พร้อมกันนั้น วงแหวนวิญญาณใต้เท้าหลี่หยางเรืองแสงม่วงแดง

     

    ฟุ่บ!

     

    ร่างสูงใหญ่ของ แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ ผุดขึ้นจากเงาดิน หนามพิษและเถาวัลย์สีม่วงดำแผ่ขยายออกทุกทิศทาง ปะทะกับหมาป่าหินจนตัวมันลอยกระเด็นไปชนโขดหินแตกเป็นเสี่ยง

     

    “เจ้า…”

    หลี่เซียนเอ่ยเสียงสั่น ขณะมองภาพเบื้องหน้าอย่างเหลือเชื่อ

     

    “หยุดพูดมาก — ถ้ายังอยากรอด ก็รวมพลังกับข้า!”

     

    หลี่หยางกล่าวสั้น ๆ พลางยื่นมือข้างหนึ่งให้เธอ สายตาแน่วแน่ไม่หวั่นไหว

     

    แสงแห่งพิษและเงาสีดำไหลวนในลานต่อสู้ พร้อมสองผู้สืบสายตระกูลหลี่ที่ยืนเคียงข้างกัน สะบัดพลังซัดสัตว์อสูรออกจากเส้นทางของพวกเขาอย่างไม่ไว้หน้า!

     

     

    หลี่หยางกล่าวเสียงเย็นขณะฟาดฝ่ามือใส่นกเพลิงที่โฉบลงมาจากด้านบน

     

    “ต่อสู้ให้ดี… อย่าวอกแวก!”

    “แม้เจ้าพวกนี้จะอยู่ในระดับ นักรบขั้น 7 แต่ชนชั้นของมันก็ยังต่ำต้อย… อย่าได้กลัว”

    “นี่ถือเป็นการฝึกที่ดีสำหรับเจ้า!”

     

    คำพูดของเขาทำให้หลี่เซียนชะงักไปชั่วครู่ ราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากความหวาดกลัวในสนามรบ นางกัดฟันแน่นก่อนจะพยักหน้า มือหนึ่งกระชับอาวุธ อีกมือประสานมุดตัวหลบแล้วสวนกลับด้วยกระบวนท่าพลิกอากาศ กงล้อสายลมหมุนวนต้านการโจมตีของอสรพิษเงา

     

    บุปผาน้ำแข็งหกแฉก ใช้น้ำแข็งตรึงร่างคู่ต่อสู้ของมันไว้ ในขณะที่เต่ามรกตวารีส่งคลื่นน้ำคอยช่วยเหลือ

     

    ขณะเดียวกัน แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ปักรากลงบนพื้น หนามแหลมระเบิดออกเป็นแนววงกว้าง เสียงกรีดร้องของหมาป่าหินที่ถูกทะลวงร่างดังลั่นไปทั่วลาน

     

    “หึ…”

    หลี่หยางเหลือบมองด้านข้างที่จิ้งจอกเงาทมิฬกำลังฉีกทึ้งศัตรูด้วยการโจมตีที่เฉียบคม

    “วิหคเงาทมิฬ… ถ้าเสียงต่อสู้นี้ดังพออาจจะดึงดูดมันได้ มันต้องปรากฏตัวแน่!”

     

    สนามรบพลันเปลี่ยนเป็นเวทีฝึก ฝีมือของหลี่หยาง ละหลี่เซียนสง่างามแม่นยำ ควบคุมอสูรคู่ใจได้อย่างไร้ที่ติ เสียงระเบิด พิษลอยคลุ้ง น้ำแข็ง และแสงเงาไหลราวสายน้ำแห่งความตาย

     

    หลังการต่อสู้ยุติลง เศษซากของสัตว์อสูรกระจัดกระจายทั่วพื้นที่ กลิ่นคาวเลือดเจือปนกลิ่นพิษยังคลุ้งอยู่ในอากาศหลี่หยางให้แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ จัดการศพเหหล่านี้ตามใจชอบ หลี่เซียนหอบหายใจแรงเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้หลี่หยาง

     

    “ขอบคุณเจ้ามาก… ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าคง…”

    น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย แม้จะพยายามแสดงความเข้มแข็ง

     

    หลี่หยางหันมามอง สีหน้าเรียบเฉยแต่นัยน์ตาสะท้อนแววอบอุ่นแวบหนึ่ง

     

    “ไม่ต้องมากพิธี ต่อจากนี้จงระวังให้มากกว่านี้”

    “ในแดนลับ หากพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เจ้าอาจไม่มีโอกาสได้ขอบคุณใครอีก”

     

    หลี่เซียนพยักหน้ารับ เงยหน้ามองเขาพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ แฝงความเคารพ

     

    “เข้าใจแล้ว… ข้าจะระวังให้มากกว่านี้”

     

    ใต้เงาไม้หนาทึบของแดนลับสระทมิฬ หลี่หยางและหลี่เซียนนั่งพักหอบหายใจบนก้อนหินใหญ่ ใกล้ๆ กัน แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์กำลังแผ่กลิ่นพิษจาง ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่มันค่อย ๆ ดูดซับพลังชีวิตจากซากสัตว์อสูรเบื้องหน้า เถาวัลย์สีม่วงคลุมด้วยละอองพิษโบกไหวเบา ๆ ราวกับเต้นระบำในสายลม

     

    หลี่เซียนมองภาพนั้นด้วยสายตาประหลาดใจ

     

    “สัตว์อสูรของเจ้าช่างแปลกนัก… มันดูราวกับมีชีวิตเป็นของตัวเอง…”

     

    หลี่หยางพยักหน้าช้า ๆ สายตายังจับจ้องการดูดซับของแม่ทัพบุปผา

     

    “มันคือสิ่งที่ข้าเลี้ยงดูมาด้วยมือของข้า… มันไม่ใช่เพียงพลังต่อสู้ แต่เป็นเพื่อนของข้า”

     

    นางพยักหน้าเบา ๆ มือแนบอก ราวกับกำลังนึกถึงสัตว์อสูรของตนเอง

     

    “ข้าจะต้องฝึกมันให้แข็งแกร่งเช่นกัน…”

     

    หลี่หยางเหลือบมองหลี่เซียนที่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ไม่ไกลนัก แววตาเขานิ่งลึกขึ้นเล็กน้อย พลางพึมพำในใจเบา ๆ

     

    “นางเคยเตือนข้าเรื่องหลี่เฉินฟิง ทั้งที่แทบไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง… ตอนนี้ ข้าควรตอบแทนบ้างแล้ว”

     

    เขาหลุบตาลง มือขวาแนบพื้นเงียบ ๆ พลังแฝงจิตหยั่งรู้ไหลเวียนออกมาเบาบาง ราวกับสายหมอกต้องแสงจันทร์ สัมผัสถึงคลื่นพลังวิญญาณรอบกายหลี่เซียนและสัตว์อสูรของนางอย่างละเอียด

     

    “เต่ามรกตวารี… ธาตุน้ำแท้ มีเปลือกแข็งเป็นพิเศษ เหมาะกับสายรับมือศัตรูโดยธรรมชาติ มีเค้าของสัตว์อสูรระดับเจ้าอสูร ‘เต่ามหาสมุทรเขียวคราม’ ซ่อนอยู่…”

     

    เขาเหลือบไปอีกด้านหนึ่ง

     

    “ส่วน… บุปผาน้ำแข็งหกแฉก… ธาตุน้ำแข็งบริสุทธิ์ พลังกล้าแข็งแต่ยังควบคุมได้ไม่เต็มที่ ทว่าหากชี้นำอย่างเหมาะสม อาจวิวัฒน์เป็น ‘ราชินีบุปผาหิมะ’ ที่ครองทั้งการโจมตีและสะกดข่มได้ในอนาคต…”

     

    หลี่หยางหลับตาครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนลืมตาขึ้นด้วยความแน่วแน่

     


     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน