ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

เล่มที่ 6 บทที่ 178 ไม่ใช่ระดับจักรพรรดิ ไม่อาจครอบครอง

        หลวี่อีลอบสันนิษฐานอยู่ในใจไปต่างๆ นานา

        ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจียงจืออวี๋อาจเป็นทายาทของตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์สักท่านหรือไม่ก็มาจากตระกูลเก่าแก่ที่มีรากฐานอำนาจมหาศาล

        ก่อนหน้านี้หวังเหมิ่งไม่ได้อธิบายสถานะของเจียงจืออวี๋ให้เขาฟังชัดเจนนักเพียงแค่บอกให้เขาตามมาด้วยกันเท่านั้น

        ตอนแรกเขาสัมผัสได้เพียงลางๆ แต่ตอนนี้หลวี่อีมั่นใจแล้วว่าหวังเหมิ่งเองก็คงจะหวาดเกรงตัวตนที่คอยหนุนหลังยัยเด็กนี่อยู่ไม่น้อยถึงได้เลือกทำอะไรอย่างระมัดระวัง แถมยังแอบสะกดรอยตามมาตั้งหลายวันเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาซุ่มโจมตี

        เคล็ดวิชาเต๋า...นี่ไม่ใช่สิ่งที่คำว่า 'รากฐานอำนาจ' เพียงสองคำจะอธิบายได้ครอบคลุมอีกต่อไป

        ไม่ใช่ระดับจักรพรรดิไม่อาจครอบครอง!

        เพียงประโยคเดียวก็สื่อถึงความหายากและล้ำค่าของเคล็ดวิชาเต๋าออกมาได้อย่างหมดเปลือก

        หลวี่อีมองดูเจียงจืออวี๋ที่อาบไล้ไปด้วยแสงทองเจิดจ้าพลางเลียริมฝีปากตัวเอง

        เขาอยากได้มันจนเนื้อเต้น

        ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเคล็ดวิชาเต๋าไปมากกว่าเขาอีกแล้วเพราะสิ่งที่เขาฝึกฝนจนต้องถูกราชันยุทธ์ตามล่าสังหารก็คือเคล็ดวิชาเต๋าแขนงหนึ่งเช่นกัน!

        และตอนนี้หากเขาสามารถแย่งชิงเคล็ดวิชาเต๋าในมือของเจียงจืออวี๋มาได้เกรงว่าอนาคตของเขาคงไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับราชันยุทธ์แน่!

        พายุหมุนยังคงโหมกระหน่ำแต่แสงทองรอบกายเจียงจืออวี๋กลับไม่มีทีท่าว่าจะสลายไปแม้แต่น้อย

        ท่วงท่าเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าตราบใดที่พลังจิตวิญญาณของเจียงจืออวี๋ยังไม่เหือดแห้งแสงทองนี้ก็ไม่มีวันดับมอดลง

        หลวี่อีไม่ได้คิดจะออมมือให้เลยแม้แต่นิดเดียวเขาพลิกฝ่ามือเรียกพายุหมุนออกมาอีกสองลูกและพายุสองลูกนี้ยังมีอานุภาพรุนแรงกว่าการโจมตีเมื่อครู่อย่างเทียบไม่ได้!

        ขณะเดียวกันทางฝั่งของไป๋ฉางเซิงและหวังเหมิ่ง การต่อสู้ก็ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย

        จะพูดให้ถูกก็คือกลิ่นอายพลังของหวังเหมิ่งเริ่มอ่อนแสงลงเรื่อย ๆฤทธิ์ของพิษร้ายเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นทุกที

        แม้จะถูกหวังเหมิ่งทำร้ายร่างกายจนบอบช้ำแต่ไป๋ฉางเซิงก็ไม่ยอมคลายเขี้ยว ผ่านไปเพียงสิบกว่าวินาทีไป๋ฉางเซิงเองก็ไม่รู้ว่าตนฉีดพิษเข้าสู่ร่างกายหวังเหมิ่งไปมากขนาดไหนแล้ว

        หากเปลี่ยนเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นคนอื่นป่านนี้คงได้ลงไปเฝ้ายมบาลตั้งนานแล้ว

        แต่ทว่าพลังชีวิตของหวังเหมิ่งกลับเหนียวแน่นจนน่าเหลือเชื่อ

        แม้จะอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสแต่การที่ไป๋ฉางเซิงจะบดขยี้พลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ให้มลายไปนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

        ทว่าสวรรค์ย่อมเห็นใจผู้ที่มีความพยายามการดิ้นรนของหวังเหมิ่งเริ่มอ่อนแรงลงทุกที สีหน้าที่เคยขาวซีดเพราะบาดเจ็บหนักบัดนี้กลับเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอมดำ

        นี่คืออาการของคนที่ติดพิษอย่างชัดเจน!

        “หลวี่อี... หลวี่อี!”

        หวังเหมิ่งส่งเสียงเรียกแต่เสียงนั้นกลับแผ่วเบาราวกับคนหมดแรงความรู้สึกชาหนึบไปทั้งตัวทำให้เขาจะขยับเขยื้อนทำอะไรก็ดูยากเย็นไปหมด

        พอเหลือบตาขึ้นมองเขากลับพบว่าหลวี่อีเอาแต่รับมืออยู่กับเจียงจืออวี๋ไม่มีท่าทีว่าจะเข้ามาช่วยเขาเลยแม้แต่นิดเดียวจนเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธจัดจนแทบคลั่ง

        หวังเหมิ่งพยายามยกศอกขึ้นกระแทกเพื่อสลัดไป๋ฉางเซิงที่งับแผ่นหลังเขาแน่นให้หลุดออกไปแต่การกระทำนั้นกลับสูญเปล่า

        นอกจากจะทำให้ไป๋ฉางเซิงหลุดเสียงครางในลำคอออกมาคำหนึ่งแล้วมันก็ไม่ได้ผลอะไรเลย ไป๋ฉางเซิงไม่มีทีท่าจะยอมปล่อยมือกลับกันเขายังเร่งฉีดพิษเข้าไปอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

        ในดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นมีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะทุ่มสุดตัว

        ไม่แกตาย...ก็ฉันตาย!

        และผลลัพธ์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไป๋ฉางเซิงเดิมพันถูกทาง

        ต่อให้โหวแห่งยุทธ์จะมีพลังเลือดสูงส่งหรือพลังชีวิตยืนยาวเพียงใดสุดท้ายมันก็ต้องมีขีดจำกัด

        การระเบิดพลีชีพของเจ้าทึ่มจู้ทำให้หวังเหมิ่งตกอยู่ในสภาวะบาดเจ็บสาหัสไปก่อนแล้วเท่ากับว่าพลังชีวิตที่เคยเต็มเปี่ยมถูกทำลายไปกว่าแปดเก้าส่วนพลังชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในตอนนี้จึงถูกพิษของไป๋ฉางเซิงกัดกร่อนจนลดฮวบอย่างรวดเร็ว

        จนกระทั่งหวังเหมิ่งสูญเสียอำนาจควบคุมร่างกายไปโดยสิ้นเชิงเขาถูกไป๋ฉางเซิงรัดพันไว้อีกครั้งการดิ้นรนขัดขืนดูแผ่วเบาจนเหมือนคนไร้เรี่ยวแรงไป๋ฉางเซิงจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

        เมื่อจัดการหวังเหมิ่งจนสิ้นสภาพได้แล้วนั่นหมายความว่าพวกเขามีตัวประกันอยู่ในมือ

        ในเมื่อหวังเหมิ่งสิ้นฤทธิ์หลวี่อีที่ต้องคำนึงถึงชีวิตของเพื่อนย่อมไม่กล้าเมินเฉย และต้องยอมหยุดลงมือแน่!

        ไป๋ฉางเซิงเหลือบไปมองทางเจียงจืออวี๋เห็นพายุทมิฬสี่ลูกยังคงระดมโจมตีเธออย่างไม่หยุดหย่อนเขาก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที

        หลวี่อีบาดเจ็บไม่หนักการที่เขาสามารถใช้การโจมตีระดับโหวแห่งยุทธ์ได้อย่างต่อเนื่องนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแต่สิ่งที่ทำให้ไป๋ฉางเซิงประหลาดใจจริง ๆ คือแสงทองรอบกายของเจียงจืออวี๋ต่างหาก

        เธอกลับสามารถต้านทานการโจมตีระดับโหวแห่งยุทธ์ได้โดยไม่มีทีท่าว่าจะพ่ายแพ้!

        ลักษณะนี้ดูคล้ายกับ'ปราการศักดิ์สิทธิ์' ของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้างแต่เห็นได้ชัดว่าปราการศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางทำให้แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นต้านทานการโจมตีระดับโหวแห่งยุทธ์ได้ขนาดนี้แน่!

        นี่น่ะเหรอคือรากฐานของระดับจักรพรรดิ?ช่างน่าสะพรึงกลัวจริง ๆ

        อย่างไรก็ตามไป๋ฉางเซิงรู้ดีว่าต่อให้การป้องกันจะแข็งแกร่งเพียงใด หากระดับพลังต่างกันเกินไปย่อมไม่มีทางรักษาไว้ได้ตลอด

        โดยเฉพาะแสงทองรอบตัวเจียงจืออวี๋ที่เริ่มสั่นไหววูบวาบภายใต้แรงกดดันจากพายุทมิฬเหล่านั้น

        เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มคับขันไป๋ฉางเซิงไม่กล้ารอช้า รีบตะโกนออกไปทันที

        “ถ้าแกไม่อยากให้หวังเหมิ่งตายที่นี่ ก็หยุดซะ!”

        เสียงของไป๋ฉางเซิงไม่ได้ดังมากนักแถมยังถูกเสียงพายุกลบไปกว่าครึ่ง

        แต่ถึงอย่างนั้นเสียงนั้นก็ยังส่งไปถึงหูของเจียงจืออวี๋และหลวี่อีได้อย่างชัดเจน

        พายุทมิฬชะงักไปแม้มันจะยังไม่สลายไปทันที แต่ก็ไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีเจียงจืออวี๋ต่อ

        เจียงจืออวี๋หันไปมองทางไป๋ฉางเซิงเห็นหวังเหมิ่งถูกรัดพันไว้แน่น ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำดูท่าทางแล้วเหมือนลมหายใจจะขาดช่วงรอมร่อ หากไม่รีบถอนพิษเกรงว่าเขาคงต้องตายอยู่ที่นี่จริง ๆ!

        สำเร็จแล้วเหรอ?

        เจียงจืออวี๋แทบไม่เชื่อสายตาว่าไป๋ฉางเซิงจะสามารถบีบหวังเหมิ่งให้จนมุมในสภาพนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว

        แต่สภาพของไป๋ฉางเซิงเองก็ไม่ได้ดูดีไปกว่ากันนักเกล็ดมังกรที่เคยเงางามพังทลายไปกว่าครึ่ง เลือดมังกรแท้จริงไหลซึมออกมาไม่หยุดแม้จะยังไม่ถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส แต่สภาพก็เรียกได้ว่าดูไม่จืดเลยทีเดียว

        แต่ก็เอาเถอะในเมื่อหวังเหมิ่งล้มลงแล้ว ทุกอย่างก็ควรจะจบลงเสียที

        มีหวังเหมิ่งเป็นตัวประกันอยู่ในมือพร้อมกับยาแปรวิญญาณสิบห้าเม็ดที่มีมูลค่ารวมนับสิบล้านก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้หลวี่อีหวาดเกรงได้แล้ว

        แสงทองรอบกายสลายไปเมื่อพลังจิตวิญญาณถูกใช้ไปจนเกือบหมด เจียงจืออวี๋รู้สึกปวดหัวตุบ ๆราวกับมีเข็มนับพันเล่มมารุมทิ่มแทงพลังจิตระดับโหวแห่งยุทธ์ถูกรีดเค้นจนเกลี้ยงภายในเวลาเพียงสิบกว่าวินาทีเท่านั้น!

        ถ้าไม่ใช่เพราะพลังจิตวิญญาณเหือดแห้งจนเกินขีดจำกัดไม่มีทางที่เธอจะรู้สึกแบบนี้เด็ดขาด

        เธอไม่ลังเลแม้แต่น้อยรีบหยิบยาฟื้นฟูจิตออกมาจากแหวนมิติแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดถึงได้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

        ทว่าอีกด้านหนึ่งหลวี่อีมองดูหวังเหมิ่งที่ถูกไป๋ฉางเซิงรัดไว้แน่น หนังตาของเขาเขม่นเล็กน้อยแต่มันก็แค่นั้นเอง

        แววตาขี้เล่นปรากฏขึ้นอีกครั้งเขามองสูงขึ้นเล็กน้อยไปที่ไป๋ฉางเซิง

        “เจ้าตัวเล็ก ถ้าฉันเป็นนาย ฉันจะไม่ทำแบบนั้นนะ”

        “ถ้าหวังเหมิ่งตาย แล้วฉันไม่ได้ยาแปรวิญญาณ พวกแกจะตายกันศพไม่สวยแน่ ๆ”

        คำพูดนั้นแฝงไปด้วยการข่มขู่ที่รุนแรงแต่ไป๋ฉางเซิงกลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด

        เมื่อได้ยินสิ่งที่หลวี่อีพูดเขากลับยิ่งออกแรงรัดร่างของหวังเหมิ่งให้แน่นขึ้นอีกจนหวังเหมิ่งที่สติเริ่มเลือนรางเผลอครางออกมาด้วยความเจ็บปวด

        ในเมื่อมีตัวประกันอยู่ในมือไป๋ฉางเซิงย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

        แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงคาดผิดไป

        ตอนแรกหลวี่อีตั้งเป้าไปที่ยาแปรวิญญาณจริง ๆ และเขาก็ห่วงชีวิตของหวังเหมิ่งอยู่บ้าง

        แต่ตอนนี้เมื่อมีเคล็ดวิชาเต๋ามาวางอยู่ตรงหน้า... ยาแปรวิญญาณสิบห้าเม็ด?มูลค่านับสิบล้าน?

        เศษขยะพวกนั้นน่ะเหรอจะกล้าเอามาเปรียบเทียบกับเคล็ดวิชาเต๋าได้ยังไงกัน!

         

คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน